เมื่อถามเคล็ดวิชาบ่มเพาะขั้นต่อไปจนกระจ่างแล้ว ซูอวี่ก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก
เคล็ดวิชาจ้านเสินฉบับยกระดับ เปิดจุดชีพจร 108 จุด ถือเป็นเคล็ดวิชาระดับปฐพีขั้นสุดยอด
แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว!
ส่วนเคล็ดวิชาระดับสวรรค์นั้น ซูอวี่ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากได้นัก ด้านหนึ่งคือมันหามาได้ยาก ส่วนอีกด้านคือถ้าฝึกฝนมันจะยุ่งยากกว่าและทำให้ความก้าวหน้าล่าช้าลง
ระดับปฐพีก็เพียงพอแล้ว!
"ขั้นไคหยวนระดับเก้า ถ้าจะฝึกเคล็ดวิชาจ้านเสินฉบับยกระดับ ฉันก็ต้องเปิดจุดชีพจร 12 จุดของขั้นเชียนจวินระดับหนึ่งให้ได้เสียก่อน"
ขั้นเชียนจวินมีเก้าระดับ จากขั้นไคหยวนระดับเก้าแล้วเปิดจุดชีพจรอีก 12 จุด เขาก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นเชียนจวินระดับหนึ่งจุดสูงสุดได้โดยตรง
ทว่าถ้าเป็นฉบับธรรมดา จะมีจุดชีพจรให้ฝึกฝนเพียง 8 จุดเท่านั้น
ขณะที่คิด ซูอวี่ก็กินข้าวและกับข้าวที่ไหม้เกรียมไปด้วย คิดไปคิดมาเขาก็เงยหน้าขึ้นถาม "อาจารย์ครับ แล้วบทว่านสือล่ะ ต้องใช้แต้มผลงานแลกเองเหมือนกันเหรอครับ?"
"แน่นอนสิ"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดตามสบาย "มันแน่อยู่แล้ว เธออยู่ขั้นเชียนจวินก็สามารถแลกบทว่านสือได้ อยู่ขั้นว่านสือก็แลกบทเถิงคงได้ แลกได้แค่ขั้นที่สูงกว่าตัวเองหนึ่งขั้นเท่านั้น ยิ่งเป็นขั้นที่สูงขึ้นไป การตรวจสอบก็ยิ่งเข้มงวด และความต้องการแต้มผลงานก็ยิ่งสูงตามไปด้วย"
"เพื่อป้องกันไม่ให้ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เอาไปได้ใช่ไหมครับ?"
"ก็ถือว่าใช่"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพลางหัวเราะ "ไม่ใช่แค่เหตุผลนั้นหรอกนะ ยังมีอีกจุดหนึ่งคือ ไม่ให้พวกเธอได้อะไรมาฟรีๆ โดยไม่ต้องลงแรง! เผ่ามนุษย์ผงาดขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะผู้แข็งแกร่งแค่ไม่กี่คน แต่เกิดจากเผ่ามนุษย์นับไม่ถ้วนร่วมกันต่อสู้ เธอดูสนามรบพหุภพสิ มีทหารอยู่มากมายมหาศาล ถ้าต้องพึ่งพาผู้แข็งแกร่งแค่ไม่กี่คน จะป้องกันเอาไว้ได้อย่างไร?"
"เธอไม่เสียสละ ฉันไม่เสียสละ เช่นนั้นเผ่ามนุษย์ก็คงไม่อาจกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งได้หรอก"
"การแลกด้วยแต้มผลงาน แต้มผลงานที่ใช้แลกนั้น ในฐานะผู้คิดค้นเคล็ดวิชาก็จะได้รับส่วนแบ่งด้วย โดยทั่วไปจะอยู่ที่สามส่วน"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างทอดถอนใจ "คนที่รวยที่สุดของเผ่ามนุษย์ไม่ใช่ยอดฝีมือไร้พ่ายพวกนั้น แต่เป็นยอดฝีมือที่คิดค้นเคล็ดวิชาเหล่านี้ต่างหาก แต่ละปีแค่เงินปันผลก็มากมายจนน่าตกใจแล้ว! แน่นอนว่าก็สามารถขายขาดได้เหมือนกัน... อย่างเช่นเคล็ดวิชาเชียนจวินก็ถูกกองทัพซื้อขาดไปแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้แข็งแกร่งที่คิดค้นเคล็ดวิชาเชียนจวินพวกนั้นจะรู้สึกเสียใจภายหลังหรือเปล่า..."
เดิมทีอาจจะคิดว่า แค่คิดค้นเคล็ดวิชาระดับหวงขึ้นมาหนึ่งวิชา มันเป็นของดาดๆ ที่หาได้ทั่วไปตามท้องถนน ไม่มีค่าอะไร
สำหรับยอดฝีมือระดับไร้พ่าย ของพรรค์นี้ไม่คู่ควรให้พูดถึงด้วยซ้ำ
ผลปรากฏว่า... กองทัพของเผ่ามนุษย์ยกย่องเชิดชู จากนั้นเผ่ามนุษย์ทั้งหมดก็เริ่มฝึกฝน ของสิ่งนี้หากเก็บค่าธรรมเนียม ต่อให้เก็บค่าฝึกแค่ 1 แต้มผลงานต่อคน ก็ยังได้แต้มผลงานตั้งหลายพันหลายหมื่นล้านแต้มแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่คนรุ่นเดียว แต่ทุกยุคทุกสมัยต่างก็ฝึกฝนกันทั้งนั้น
พอได้ยินแบบนี้ แม้แต่ซูอวี่ก็ยังรู้สึกปวดใจแทนคนที่คิดค้นเคล็ดวิชาเชียนจวิน เขาอดไม่ได้ที่จะถาม "ตอนที่ซื้อขาด กองทัพจ่ายเงินไปเท่าไหร่ครับ?"
"ไม่รู้สิ เรื่องมันหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นยังไม่มีคำว่าแต้มผลงานเลย ได้ยินมาว่าใช้ศพเผ่าปีศาจขั้นเถิงคงหนึ่งร่างไปแลก..."
หลิวเหวินเยี่ยนเองก็จำได้ไม่ชัดเจนนัก เรื่องพวกนี้มันผ่านไปหลายปีแล้ว ที่เล่าสืบต่อกันมาถึงตอนนี้ก็เป็นแค่ข่าวซุบซิบในสมัยนั้นเท่านั้น
ศพเผ่าปีศาจขั้นเถิงคง!
อาจจะไม่ใช่ระดับสูงสุดด้วยซ้ำ สุดท้ายกลับซื้อขาดเคล็ดวิชานี้มา ขาดทุนย่อยยับเลย
ซูอวี่รู้สึกปวดใจแทนคนๆ นั้น เขาถามต่อ "แล้วเคล็ดวิชาขั้นต่อไปถูกซื้อขาดไปด้วยกันเลยไหมครับ?"
"ได้ยินว่าเป็นแบบนั้นนะ แน่นอนว่าสถานการณ์ที่แน่ชัดก็ไม่รู้เหมือนกัน เคล็ดวิชาที่อยู่เหนือขั้นซานไห่ขึ้นไป อาจจะถูกคิดค้นขึ้นมาในภายหลัง ไม่แน่ว่าจะถูกซื้อขาดไป เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้หรอก"
ยังไงหลิวเหวินเยี่ยนก็เพิ่งบรรลุขั้นเถิงคง เขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก
พอเห็นซูอวี่สนใจ เขาก็อดขำไม่ได้ "เธอเองก็อยากลองเหมือนกันเหรอ? การคิดค้นเคล็ดวิชา... สถาบันอารยธรรมถนัดเลยล่ะ! เคล็ดวิชาต่างๆ ล้วนถูกนักอารยธรรมคิดค้นขึ้นมา แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เวลาฝึกมักจะมีข้อเสียต่างๆ นานา"
"บางคนฝึกไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็มีหางงอกออกมา หรือไม่ก็มีแขนงอกมาอีกข้าง หรือไม่ก็มีเกล็ดขึ้น... ยังไงเคล็ดวิชาที่เราใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ก็มาจากหมื่นเผ่าพันธุ์ นี่ถือว่ายังดีนะ ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ถึงตายได้เลย"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ "แค่จุดนี้ เผ่ามนุษย์ก็ต้องจดจำความดีความชอบของนักอารยธรรมเอาไว้! นักอารยธรรมคิดค้นเคล็ดวิชาออกมานับไม่ถ้วน บางวิชาก็ไร้ประโยชน์ บางวิชาก็มีประโยชน์ ทักษะต่อสู้และเคล็ดวิชาส่วนใหญ่ที่เผ่ามนุษย์ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นสิ่งที่นักอารยธรรมสร้างขึ้นมา สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นไม่รู้ว่ามีคนตายไปตั้งเท่าไหร่แล้ว"
"นักอารยธรรมรุ่นแล้วรุ่นเล่าคอยปรับปรุงเคล็ดวิชาอย่างต่อเนื่อง จากสมัยก่อนที่ต้องอาศัยดวงในการฝึกฝน จนถึงปัจจุบันที่สามารถทำตามขั้นตอนได้ จากสมัยก่อนที่ผู้ฝึกฝนมีโอกาสตายครึ่งต่อครึ่ง จนถึงปัจจุบันที่แทบจะไม่มีใครต้องตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรกจากการฝึกฝนอีกแล้ว... ทั้งหมดนี้คือผลงานของนักอารยธรรม"
เมื่อได้ยินหลิวเหวินเยี่ยนพูดเช่นนี้ ซูอวี่ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
บางทีนักอารยธรรมที่คิดค้นเคล็ดวิชาเหล่านี้อาจจะไม่มีพลังต่อสู้สูงนัก หรือแม้กระทั่งไม่เคยไปแนวหน้าเลยด้วยซ้ำ แต่หากจะพูดถึงความดีความชอบ มันก็ไม่น้อยเลยจริงๆ
ซูอวี่พูดอย่างคาดหวัง "วันข้างหน้าถ้าฉันสามารถคิดค้นเคล็ดวิชาที่เหมาะกับคนหมู่มากได้บ้าง อย่างเช่นระดับปฐพี ที่ฝึกไม่ยากไปกว่าเคล็ดวิชาเชียนจวิน ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงไม่ต้องมานั่งกลุ้มเรื่องแต้มผลงานไปตลอดชีวิตเลย"
"ความคิดนี้ของเธอ... มีหลายคนเลยล่ะที่คิดแบบนี้!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพลางหัวเราะ "นักอารยธรรมต่างก็คิดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ แต่ความเป็นจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ หลายปีมานี้ ถ้ามีวิชาที่เหมาะสมกับเผ่ามนุษย์มากกว่าจริงๆ เคล็ดวิชาพื้นฐานที่เผ่ามนุษย์ฝึกฝนคงเปลี่ยนไปนานแล้ว"
ซูอวี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก มันก็แค่ความเพ้อฝันชั่วครู่เท่านั้น
ไม่นาน ซูอวี่ก็ถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง "อาจารย์ครับ แล้วเคล็ดวิชาพวกนี้ ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กับยอดฝีมือของหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่สามารถเอาไปได้จริงๆ เหรอครับ?"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งบางเผ่าก็น่าจะมี อย่างน้อยก่อนจะถึงขั้นซานไห่ก็น่าจะมีหมดแหละ"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพลางหัวเราะ "เรื่องไม่เป็นเรื่องน่า เคล็ดวิชาของหมื่นเผ่าพันธุ์เราเองก็มีเหมือนกัน ก็แค่ปรับปรุงไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง"
"แบบนั้นยังจะเก็บค่าธรรมเนียมอีก..."
"ก็บอกไปแล้วไงว่าให้พวกเธอรู้ว่าลงแรงไปเท่าไหร่ก็ได้ผลลัพธ์กลับมาเท่านั้น ไม่ใช่ได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องออกแรง!" หลิวเหวินเยี่ยนดุ "อย่าคิดว่าจะมีของฟรีหล่นมาจากฟ้าสิ ยิ่งไปกว่านั้น พอถึงขั้นที่ลึกล้ำขึ้นไป ก็มีข้อจำกัดเรื่องแต้มผลงานอีก..."
หลิวเหวินเยี่ยนพูดอย่างมีเลศนัย "หมื่นเผ่าพันธุ์เพื่อที่จะได้เคล็ดวิชาไป ก็ฆ่าคนของเผ่าอื่นไปไม่น้อย! เผ่าเทพที่อยากได้เคล็ดวิชา ไม่เพียงแต่ส่งสายลับแฝงตัวเข้ามา แต่เพื่อให้ได้แต้มผลงาน ตอนลงมือฆ่าเผ่าอื่นก็ไม่เคยปรานี ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน"
"เคล็ดวิชาหนึ่งเล่ม ทุกครั้งที่มีการปรับปรุง มันจะนำผลประโยชน์มาให้อย่างมหาศาลโดยไม่รู้ตัว!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม "จะเล่าความลับที่ไม่ถือว่าเป็นความลับให้ฟัง เมื่อประมาณ 80 ปีก่อน มีสายลับของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์คนหนึ่งแฝงตัวเข้าไปในสถาบันอารยธรรม เพื่อที่จะได้เคล็ดวิชา "คัมภีร์หมื่นอักษรฉบับแรกเริ่ม" ซึ่งอยู่เหนือขั้นซานไห่ขึ้นไป หมอนั่นไปที่สนามรบพหุภพ แล้วลงมือฆ่ายอดฝีมือเทพมารไปหลายสิบคน..."
"จากนั้นก็เอาไปแลกกับบทเคล็ดวิชาสำหรับยอดฝีมือขั้นสูงสุดของ "คัมภีร์หมื่นอักษร" ผลปรากฏว่าบทแรกเริ่มนั้นมีปัญหาอยู่ไม่น้อย มันเหมาะสำหรับเผ่ามนุษย์เท่านั้น ต่อให้เผ่ามนุษย์ฝึกเองยังยุ่งยากเลย สุดท้ายเขาก็เอากลับไปให้เผ่ามังกรเขียว ครั้งนั้นนักอารยธรรมขั้นสูงสุดของเผ่ามังกรเขียวหลายคนลองฝึกฝนฉบับปรับปรุง... แล้วก็ระเบิดตายกันหมด!"
หลิวเหวินเยี่ยนเดาะลิ้นพูดพลางหัวเราะ "ฝึกจนระเบิดตัวเองตายกันหมด เผ่ามนุษย์ก็เลยรู้ตัวในทันที ไม่เพียงแต่จับสายลับได้หนึ่งคน แต่ยังตระหนักว่าเคล็ดวิชามีปัญหาใหญ่มาก ในสถานการณ์ปกติ ต่อให้ไม่เหมาะกับการฝึก ก็ไม่น่าจะทำให้ยอดฝีมือขั้นสูงสุดระเบิดตายได้ทันที นี่แสดงว่ามีช่องโหว่ขนาดใหญ่อยู่ในนั้น"
"หลังจากนั้น พวกเราก็ปรับปรุงใหม่อีกหลายครั้ง บางครั้งถึงขั้นจงใจปล่อยเคล็ดวิชาบางอย่างออกไป ล้วนเป็นวิชาที่ไม่แน่ใจผลลัพธ์จากการฝึกทั้งสิ้น คนของหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ตายไปไม่น้อยเลยทีเดียว"
เขาพูดอย่างมีความสุข แต่ซูอวี่กลับคิดได้มากกว่านั้น เมื่อหลิวเหวินเยี่ยนพูดจบ ซูอวี่ก็ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ถ้างั้นนักอารยธรรมเผ่ามนุษย์ก็คงตายไปไม่น้อยเหมือนกันใช่ไหมครับ?"
"อืม"
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้า "เธอวางแผนเล่นงานฉัน ฉันวางแผนเล่นงานเธอ มันเป็นเรื่องปกติ นักอารยธรรมเผ่ามนุษย์เพื่อที่จะทดลองเคล็ดวิชาของหมื่นเผ่าพันธุ์ ในแต่ละปีก็มีคนตาย บ้าคลั่ง หรือระเบิดตัวเองตาย นี่เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง แต่ก็จำเป็นต้องศึกษาวิจัย ทุกคนต่างก็กำลังก้าวหน้า ถ้าเธอไม่ก้าวหน้า ไม่รู้เขารู้เรา แล้วจะต่อสู้ต่อไปเรื่อยๆ ได้ยังไง?"
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีก
เพียงนั่งกินข้าวกันเงียบๆ
เมื่อกินข้าวเสร็จ ซูอวี่ก็เตรียมตัวจะกลับ หลิวเหวินเยี่ยนคิดครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น "ทางฝั่งไป๋เฟิงน่ะ ช่วงนี้มีปัญหาจริงๆ นั่นแหละ ตกลงว่าเธอจะเรียนกับเขาหรือเปล่า ไปถึงสถาบันแล้วก็ลองพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน"
"ผมทราบแล้วครับ"
...
หลังจากบอกลาหลิวเหวินเยี่ยน ซูอวี่ก็เดินกลับบ้าน
นอกจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะวิถีแห่งกายเนื้อแล้ว พลังเจตจำนงของเขาก็สามารถฝึกฝนได้แล้วเช่นกัน
เพ่งพินิจต้นฉบับเคล็ดวิชาของหมื่นเผ่าพันธุ์!
เคล็ดวิชาขั้นเชียนจวิน จำเป็นต้องมีระดับความสมบูรณ์ของพลังเจตจำนง 20-49% จึงจะสามารถดูได้ เขาเพิ่งจะเข้าสู่ระดับ 20% ได้ไม่นาน ตอนนี้ก็ทำได้แค่ดูพวกเศษซากชิ้นส่วนหรือฉบับที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น ยังไม่สามารถดูฉบับสมบูรณ์ได้
และในมือของซูอวี่ ก็บังเอิญมีเศษซากชิ้นส่วนอยู่ชิ้นหนึ่งพอดี
นั่นคือสิ่งที่ไป๋เฟิงเคยมอบให้เขา ตอนที่ซูอวี่ดูเป็นครั้งแรก เขาไม่เห็นอะไรเลย เอาแต่มึนงงอยู่ครึ่งค่อนวัน
นักอารยธรรมในขั้นตอนนี้ ล้วนฝึกฝนโดยการเพ่งพินิจเศษชิ้นส่วนเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างพลังเจตจำนงของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น
การต่อสู้ด้วยพลังเจตจำนง จะช่วยยกระดับพลังเจตจำนงได้
พอไปถึงขั้นบ่มเพาะจิต ก็จะสามารถใช้วิธีการยกระดับตัวเองได้หลากหลายมากขึ้นแล้ว
...
ที่บ้าน
ซูอวี่หยิบเศษกระดูกชิ้นนั้นออกมา เขาไม่รู้ว่านี่คือเคล็ดวิชาของเผ่าไหน เป็นทักษะต่อสู้หรือเคล็ดวิชา หรืออาจจะเป็นแค่เอกสารที่ไม่สำคัญ ซูอวี่ไม่รู้เลย
ไป๋เฟิงไม่ได้บอก ซูอวี่ก็ไม่ได้ถาม
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของชิ้นส่วนที่เหลือนี้ก็คือ ใช้ฝึกฝนพลังเจตจำนงของเขา ไม่ใช่ให้ซูอวี่วิเคราะห์ความหมายที่ซ่อนอยู่ข้างใน
หลายวันมานี้เขายุ่งอยู่กับการยกระดับขั้นพลังและฝึกฝนทักษะต่อสู้ ซูอวี่จึงไม่ค่อยมีเวลาได้เพ่งพินิจมันนัก
ตอนนี้ยังไม่ได้เคล็ดวิชาใหม่อย่างเคล็ดวิชาจ้านเสิน ซูอวี่ก็เลยไม่มีอะไรให้ทำมากนัก เขาจึงเตรียมตัวที่จะฝึกฝนพลังเจตจำนงให้มากขึ้นในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้ไปถึงสถาบันแล้วแม้แต่ต้นฉบับก็ดูไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการเสียเวลาและโอกาสเปล่าๆ
เมื่อพลังเจตจำนงแผ่ปกคลุมเศษกระดูก ซูอวี่ก็เริ่มสงบจิตใจและเพ่งพินิจ
"นี่มัน..."
เมื่อทำใจให้สงบ ซูอวี่ก็มองเห็นตัวอักษรที่เลือนลางบางตัวได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียด ซูอวี่ก็จำได้ทันทีว่าตัวอักษรเหล่านี้เป็นของเผ่าพันธุ์ใด เผ่าวานรคลั่ง!
นี่คือเผ่าพันธุ์ที่พบเห็นได้ค่อนข้างบ่อยในสนามรบพหุภพ เวลาต่อสู้จะดุร้ายมาก ในสนามรบพหุภพมีกองกำลังทหารชั้นยอดที่อยู่ต่ำกว่าขั้นเถิงคงอยู่หลายกอง เผ่าวานรคลั่งก็เป็นหนึ่งในนั้น วานรคลั่งในขั้นเชียนจวิน เวลาเข่นฆ่ากันก็แทบจะไม่สนใจชีวิตของตัวเองเลย
กองกำลังทหารของเผ่ามนุษย์ที่มีจำนวนเท่ากันและมีฝีมือทัดเทียมกับอีกฝ่าย โดยทั่วไปเมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขา ไม่นานก็จะพ่ายแพ้ย่อยยับ
ไม่ใช่ว่าเผ่ามนุษย์ไม่เก่ง แต่เป็นเพราะเผ่านี้บ้าคลั่งเกินไป เวลาต่อสู้ก็ราวกับไร้สติ ดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าแม้อีกฝ่ายจะต่อสู้ซึ่งหน้าได้แข็งแกร่งมาก แต่ถ้าตกหลุมพรางเมื่อไหร่ก็จะพุ่งเข้าใส่แบบโง่ๆ ดังนั้นแค่จัดเตรียมให้ดี การจะสร้างค่ายกลสังหารเพื่อรับมือกับอีกฝ่ายก็ง่ายมาก เผ่าวานรคลั่งจึงมักจะสูญเสียอย่างหนักในสนามรบเสมอ
เผ่าวานรคลั่งถือว่าเป็นผู้ติดตามของเผ่าเทพ ส่วนที่ว่าไปรบให้เผ่าเทพเผ่าไหนโดยเฉพาะ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ซูอวี่จะรู้ได้
เผ่าเทพเป็นคำเรียกโดยรวม สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในแดนเทพ ล้วนถือว่าเป็นเผ่าเทพทั้งสิ้น
ภายในยังแบ่งออกเป็นอีกหลายเผ่าพันธุ์ อย่างเช่นเผ่าเทพยิงฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น
ซูอวี่ไม่ได้คิดเรื่องนี้อีก ตัวอักษรของเผ่าวานรคลั่งเป็นหนึ่งในภาษาที่เขาเคยเรียนมาพอดี เขาจึงรู้จักตัวอักษรเหล่านี้
""ฟาดฟันแขน"?"
ซูอวี่แยกแยะตัวอักษร ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองแปลได้ถูกต้องหรือไม่
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตัวอักษรบนต้นฉบับเคล็ดวิชาของหมื่นเผ่าพันธุ์ ก่อนหน้านี้ที่เคยเรียนมาล้วนเป็นเพียงฉบับคัดลอกทั้งสิ้น
หลังจากค่อยๆ ดูไปพักหนึ่ง พลังเจตจำนงของซูอวี่ก็เริ่มหมดลง แต่ซูอวี่ก็ไม่ได้สนใจ การอ่านเศษชิ้นส่วนแบบนี้แทบจะไม่มีอันตรายเลย เมื่อพลังเจตจำนงหมดลง มันก็จะหลุดออกมาเองโดยธรรมชาติ
"เผ่าวานรคลั่งมีสองแขนที่ทรงพลัง "ฟาดฟันแขน" คือทักษะต่อสู้มือเปล่าที่เผ่าวานรคลั่งมักใช้..."
ซูอวี่เริ่มอ่านเข้าใจบ้างแล้ว นี่คือทักษะต่อสู้ประเภทหนึ่ง
ใช้สำหรับฝึกจุดชีพจรที่แขนทั้งสองข้าง เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังแขน
ลางๆ เขาถึงกับเห็นลิงยักษ์ตัวหนึ่งกำลังฝึกฝนอยู่
วินาทีนั้น ซูอวี่ก็เข้าใจขึ้นมาในทันที!
"นี่คืออักษรเจตจำนง... อักษรเจตจำนงของหมื่นเผ่าพันธุ์!"
เขาเหม่อลอยไปชั่วครู่ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป
วันนั้นตอนที่ไป๋เฟิงสอนอักษรเทวะให้เขา สิ่งที่บอกก็คือการเรียนรู้จากต้นฉบับของหมื่นเผ่าพันธุ์ หลังจากนั้นเขาก็เรียนรู้อักษรเทวะจากเคล็ดวิชาไคหยวนของไป๋เฟิง เขาจึงคิดไปเองว่าอักษรเจตจำนงของเผ่ามนุษย์คือสิ่งเดียวเท่านั้น
ตอนนี้พอลองนึกย้อนกลับไป เดิมทีอักษรเทวะก็ควรจะได้รับมาจากต้นฉบับของหมื่นเผ่าพันธุ์อยู่แล้ว หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ตั้งแต่แรกเริ่มเผ่ามนุษย์ก็ได้รับมาด้วยวิธีนี้
"เพราะงั้น ต้นฉบับของหมื่นเผ่าพันธุ์ อันที่จริงก็คืออักษรเจตจำนง แค่ไม่ใช่ของเผ่ามนุษย์เท่านั้นเอง"
"อันนี้มันเป็นแค่เศษชิ้นส่วน ฉันก็เลยมองเห็นได้ไม่ค่อยชัด..."
"ทว่าต้นฉบับของหมื่นเผ่าพันธุ์ กลับเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าของเผ่ามนุษย์"
ซูอวี่ลองประเมินดู ที่ไป๋เฟิงเขียนเอาไว้มันใกล้จะหมดอายุแล้ว เป็นเพราะภาชนะรองรับไม่ดี หรือเพราะฝีมือของไป๋เฟิงยังไม่แข็งแกร่งพอกันแน่?
ชิ้นส่วนในมือของเขา เขาได้มันมาพร้อมๆ กับเคล็ดวิชาไคหยวนที่ไป๋เฟิงให้ แต่ของสิ่งนี้ไปตกอยู่ในมือไป๋เฟิงมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ จนถึงป่านนี้ก็ยังมีพลังเจตจำนงหลงเหลืออยู่ นั่นหมายความว่าเผ่าวานรคลั่งที่เป็นคนเขียนต้นฉบับนี้แข็งแกร่งกว่าใช่ไหม?
"ถ้างั้นนี่ก็อธิบายได้ว่า ต้นฉบับของหมื่นเผ่าพันธุ์ แท้จริงแล้วก็คือของใช้สิ้นเปลือง?"
จู่ๆ ซูอวี่ก็ตกใจ นี่หมายความว่าเมื่อพลังเจตจำนงภายในถูกใช้จนหมด ของสิ่งนี้ก็จะกลายเป็นขยะไปเลยอย่างนั้นเหรอ?
ซูอวี่ส่ายหน้า ไม่คิดเรื่องนี้อีกต่อไป
เดี๋ยวเขาก็รู้เองแหละ ถ้าเพ่งพินิจ "ฟาดฟันแขน" เล่มนี้เป็นเวลานาน ของชิ้นนี้ก็อาจจะแตกสลายไปอย่างสมบูรณ์
"ฟาดฟันแขน เปิดจุดชีพจรที่แขนทั้งสองข้าง ฝึกเฉพาะความแข็งแกร่งของแขน เผ่าวานรคลั่งเปิดจุดชีพจรที่แขนข้างละ 16 จุด รวมทั้งหมด 32 จุด ถือว่าเป็นทักษะต่อสู้ระดับหวงขั้นสุดยอดเลยนะ"
เคล็ดวิชากับทักษะต่อสู้ โดยทั่วไปมักจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เคล็ดวิชาเปิดจุดชีพจร 36 จุด ทักษะต่อสู้ที่คู่กันเปิด 30 จุด เช่นนั้นจุดชีพจร 30 จุดนี้โดยทั่วไปก็คือจุดที่เคล็ดวิชาเปิดเอาไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดจุดชีพจรเพิ่มอีก
แน่นอนว่าอาจจะมีความแตกต่างเป็นรายบุคคลไป ซึ่งในกรณีนั้นก็ต้องเปิดจุดชีพจรเพิ่มเอาเอง
"ไม่รู้เหมือนกันว่าเคล็ดวิชาที่คู่กับดาบเหลยหยวนคือวิชาอะไร... ถ้าฉันฝึกเคล็ดวิชาจ้านเสิน หากจุดชีพจรที่เปิดไม่ตรงกับของดาบเหลยหยวน ถ้าฉันอยากจะฝึกดาบเหลยหยวนให้ดีๆ เกรงว่าคงต้องเปิดจุดชีพจรเพิ่มอีกไม่น้อยเลย"
"ทักษะต่อสู้ที่คู่กับเคล็ดวิชาจ้านเสิน คงไม่ต้องเอาแต้มผลงานไปแลกอีกหรอกมั้ง?"
ซูอวี่เริ่มจินตนาการไปเรื่อยอีกแล้ว รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
"ดาบเหลยหยวนเปิดจุดชีพจรทั้งหมด 40 จุด เคล็ดวิชาที่คู่กันอย่างน้อยก็ต้องอยู่ระดับซวนขั้นต่ำขึ้นไปแน่นอน แต่จำนวนจุดชีพจรที่เปิดก็ไม่ถือว่าเยอะ โอกาสที่จะไม่ใช่เคล็ดวิชาระดับปฐพีก็มีสูง..."
ไม่ต้องคิดเลย ซูอวี่จะไม่มีทางฝึกเคล็ดวิชาที่คู่กับดาบเหลยหยวนเด็ดขาด เพราะวิชาชุดนี้ย่อมสู้เคล็ดวิชาจ้านเสินไม่ได้อยู่แล้ว
แต่กว่าจะฝึกดาบเหลยหยวนได้ดาบหนึ่งก็ยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าจะให้ล้มเลิกก็เสียดายแย่
"ช่างเถอะ ถึงตอนนั้นอย่างมากก็แค่เปิดจุดชีพจรเพิ่มอีกสักสองสามจุดแล้วค่อยฝึกดาบเหลยหยวนต่อ ยังไงรวมแล้วก็แค่ 40 จุด อาจจะมีส่วนที่ทับซ้อนกันก็ได้"
ถ้าหากมีความทับซ้อนกันมากพอ ซูอวี่อาจจะแค่เปิดจุดชีพจรเพิ่มอีกไม่กี่จุดก็พอแล้ว
ความคิดเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ สมาธิก็เลยไม่พอ
ซูอวี่กำลังอยากจะดู "ฟาดฟันแขน" ให้มากขึ้น วินาทีต่อมา พลังเจตจำนงก็สั่นสะเทือน เขาถูกผลักกระเด็นออกมา
ซูอวี่ยิ้มขื่น สมแล้วจริงๆ เวลาอ่านหนังสือก็ควรอ่านหนังสือ ไม่ควรคิดอะไรฟุ้งซ่านมากเกินไป
"จุดชีพจรที่แขนทั้งสองข้างที่ "ฟาดฟันแขน" เปิด ดูเหมือนจะทับซ้อนกับ "ดาบเหลยหยวน" อยู่นิดหน่อย ดูให้เยอะๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการซึมซับความรู้ที่มากขึ้นของฉัน"
โครงสร้างร่างกายของเผ่ามนุษย์กับเผ่าวานรคลั่งนั้นแตกต่างกัน แต่พวกจุดชีพจรอะไรพวกนี้มันก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
เผ่าวานรคลั่งสามารถเปิดจุดชีพจรที่แขนทั้งสองข้างได้ 32 จุด เผ่ามนุษย์ก็อาจจะค้นพบจุดชีพจรที่ตรงกัน แล้วค่อยนำไปปรับปรุงเพื่อใช้ในการฝึกฝน นี่ก็เป็นหนึ่งในงานของนักอารยธรรมเหมือนกัน
ไป๋เฟิงเคยกำชับเขาว่าวันหนึ่งอย่าดูหลายครั้งเกินไป ทว่าซูอวี่กลับไม่ได้ใส่ใจนัก
เพราะเขาแทบไม่เคยสัมผัสได้ถึงสัญญาณที่บ่งบอกว่าห้วงแห่งการรับรู้จะรับไม่ไหวเลย
หลายวันมานี้ ก็มีแค่ตอนทดสอบก่อนหน้านี้เท่านั้นที่เขารู้สึกว่ามันหมดเกลี้ยงจริงๆ ทว่าพอวันรุ่งขึ้นเขาก็ยังคงมีชีวิตชีวาเหมือนเดิม ในสายตาของซูอวี่ นี่คือการแสดงให้เห็นว่าเขายังไม่ถึงขีดจำกัด
แค่ถูกขับออกมาครั้งเดียว ซูอวี่ไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาเริ่มเพ่งพินิจต่อไป
พลังเจตจำนงเข้าปะทะอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ซูอวี่ไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป เขาตั้งใจเพ่งพินิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองในการต่อสู้ด้วยพลังเจตจำนงอย่างต่อเนื่อง แสงบนเศษกระดูกหม่นแสงลงเล็กน้อย พลังเจตจำนงค่อยๆ สลายและถูกซูอวี่ดูดซับไป
นี่คือวิถีการฝึกฝนของนักอารยธรรม แข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางการต่อต้าน
ไม่นาน ซูอวี่ก็ถูกผลักออกมาอีกครั้ง หลังจากพักผ่อนไปครึ่งชั่วโมง ซูอวี่ก็เพ่งพินิจต่อไป
"ฟาดฟันแขน" ที่ไม่สมบูรณ์ ได้นำความประหลาดใจมาให้เขามากมายทีเดียว
ลึกๆ แล้วซูอวี่ถึงกับอยากจะลองดูสักครั้งว่า ถ้าลองเปิดจุดชีพจรเหล่านี้ดู จะทำให้แขนทั้งสองข้างแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่ แน่นอนว่าเขารู้ว่ามันอันตรายมาก ก็แค่คิดดูเท่านั้น ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่มีคุณสมบัติและทุนทรัพย์มากพอที่จะไปปรับปรุงเคล็ดวิชาของหมื่นเผ่าพันธุ์ได้
ประสบการณ์ยังน้อยเกินไป ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจุดชีพจรในร่างกายมนุษย์ก็น้อยเกินไป
"ฉันนี่มันโง่เขลาชะมัด แม้แต่ตำแหน่ง โครงสร้าง หรือจำนวนทั้งหมดของจุดชีพจรในร่างกายมนุษย์ก็ยังไม่รู้ แล้วยังจะมาคิดเรื่องปรับปรุงเคล็ดวิชาอีก หาที่ตายชัดๆ"
วินาทีนี้ ซูอวี่ก็ตระหนักถึงข้อบกพร่องของตัวเองได้อย่างชัดเจน
ความรู้น้อยเกินไป!
ความรู้จากสถาบันระดับสูงมีความสำคัญต่อเขามาก เมื่อไปถึงสถาบันแล้ว เขาต้องตั้งใจเรียนให้ดี เพื่อจะได้เป็นเด็กเรียนตัวจริง
...
ขณะเดียวกันกับที่ซูอวี่กำลังตั้งใจฝึกฝนอยู่นั้นเอง
ณ ที่แห่งหนึ่งในแดนมนุษย์
ท้องฟ้าแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!
ป้อมปราการขนาดยักษ์ลอยอยู่กลางอากาศ วินาทีต่อมา บนป้อมปราการก็มีหัวโผล่ออกมาทีละหัว รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด บางคนมองซ้ายมองขวา บางคนมีสีหน้าระแวดระวังอย่างระมัดระวัง
ชั่วครู่ต่อมา กองทหารที่ติดอาวุธครบมือก็เข้าล้อมป้อมปราการเอาไว้
ผู้แข็งแกร่งที่เป็นผู้นำทัพเดินออกมาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อธิการว่าน เข้าสู่แดนมนุษย์ ต้องใช้เส้นทางที่กำหนด! หมื่นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ภายในป้อมปราการ หากกล้าก้าวเท้าออกจากป้อมปราการแม้แต่ก้าวเดียว หรือออกนอกเส้นทาง จะถูกจับในฐานะศัตรู และจะถูกประหารโดยไม่มีข้อยกเว้น! สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยจะต้องรับผิดชอบเป็นหลัก!"
วินาทีต่อมา ภายในป้อมปราการก็ปรากฏร่างของผู้แข็งแกร่งหลายคนที่ลอยอยู่กลางอากาศ
คนที่อยู่หน้าสุด ก็คือว่านเทียนเซิ่ง
ส่วนข้างกายว่านเทียนเซิ่ง ยังมียอดฝีมือของหมื่นเผ่าพันธุ์อีกหลายคนที่เหาะเหินขึ้นมาเช่นกัน
ขุนพลที่เป็นผู้นำทัพไม่ได้ใส่ใจ เขามองไปยังกลุ่มยอดฝีมือของหมื่นเผ่าพันธุ์ด้วยสายตาเย็นชา "พวกเจ้ามาเพื่อคุ้มครอง ในเวลาปกติอนุญาตให้อาศัยอยู่ในสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเท่านั้น! หากไม่ได้รับอนุญาต ห้ามก้าวเท้าออกจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยแม้แต่ก้าวเดียว มิฉะนั้น... ฆ่า!"
"ห้ามลงมือโดยพลการ ผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง ฆ่า!"
"ห้ามสอดแนมความลับของเผ่ามนุษย์ ผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง ฆ่า!"
"หากต้องการกลับไปที่เผ่าของตน จำเป็นต้องมีคำสั่งลับร่วมกันจากเขตปกครองต้าเซี่ยและสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย มิฉะนั้นหากพบเจอภายนอก เผ่ามนุษย์ทุกคนสามารถสังหารได้ทันที!"
"..."
ขุนพลประกาศกฎอัยการศึกหลายข้อติดๆ กัน สุดท้ายก็หันไปมองว่านเทียนเซิ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อธิการว่าน ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ! หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ตัวท่านเองก็ต้องรับผิดชอบด้วย!"
ว่านเทียนเซิ่งมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เขาเอ่ยช้าๆ "วางใจเถอะ ฉันรู้ขอบเขตดี ก่อนมาฉันก็กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเผ่าไหนไม่รู้ดีรู้ชั่วแล้วถูกฆ่าตาย... นั่นก็ถือว่ารนหาที่ตายเอง หากพวกเขาตัดใจทิ้งทรัพยากรที่ส่งมาอย่างสูญเปล่าได้ ก็เชิญทำตามสบาย"
ทันทีที่พูดจบ ยอดฝีมือของหมื่นเผ่าพันธุ์ที่มีร่างเป็นมนุษย์แต่มีหัวเป็นวัวที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องเสียงอู้อี้ "ลี้วาเต้าลี่..."
ว่านเทียนเซิ่งพูดเสียงเรียบ "พูดภาษาเผ่ามนุษย์ ที่นี่คือแดนมนุษย์ ไม่มีใครมาแปลให้แกหรอกนะ!"
มนุษย์หัววัวแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็รีบเปลี่ยนมาพูดภาษาเผ่ามนุษย์ทันที แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง "ท่านขุนพล อธิการว่านรับปากกับพวกเราไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้คุ้มครองอย่างพวกเรามีข้อจำกัด แต่นักเรียนไม่มีข้อจำกัด สามารถเดินไปมาในแดนมนุษย์ได้อย่างอิสระ ทำไมตอนนี้ถึงพูดไม่เหมือนเดิมล่ะ?"
ขุนพลหน้าตายมีสีหน้าเย็นชา "นั่นคือสิ่งที่ว่านเทียนเซิ่งรับปาก ไปหาเขาเอาเองสิ! นักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์ ห้ามออกจากสถาบันโดยพลการ มิฉะนั้น... ฆ่าให้เกลี้ยง!"
ว่านเทียนเซิ่งกระแอมเบาๆ แล้วพูดกลั้วหัวเราะ "ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย สิ่งที่ฉันพูดก็คือ บางครั้งจะมีการเข้าร่วมภารกิจบางอย่าง หากได้รับอนุญาตจากสถาบัน นักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์ก็สามารถเข้าร่วมได้ อย่าบิดเบือนความหมายของฉันสิ อย่างเช่นการกวาดล้างสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ นักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์ก็สามารถเข้าร่วมได้อย่างเต็มที่ ท่านขุนพล ท่านว่าไหม?"
ขุนพลหน้าตายจ้องมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงเย็น "ท่านรู้จักยับยั้งชั่งใจด้วย! อธิการว่าน การแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝ่ายน่ะทำได้ แต่... ฉันไม่อยากเห็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดเกิดขึ้นหรอกนะ!"
"นั่นมันแน่อยู่แล้ว!"
ว่านเทียนเซิ่งหัวเราะ "ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ จะต้องให้ท่านพูดอีกหรือไง หากท่านผู้ปกครองเซี่ยออกจากด่าน เว้นแต่จะมีราชันของหมื่นเผ่าพันธุ์โผล่มา ไม่อย่างนั้นใครจะหนีคมดาบของเขาพ้นล่ะ?"
"คุ้มกันพวกเขาไปที่เขตปกครองต้าเซี่ย!"
ขุนพลหน้าตายไม่ได้สนใจเขาอีก เมื่อออกคำสั่ง ทหารนับพันที่อยู่รอบๆ ก็เข้าล้อมป้อมปราการเอาไว้ ในนามคือการคุ้มกัน แต่ในความเป็นจริงคือการคุมตัวพวกเขาไปส่งที่เขตปกครองต้าเซี่ยต่างหาก
ว่านเทียนเซิ่งเองก็ไม่ได้สนใจ ยอดฝีมือหมื่นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ข้างกายหลายคนดูจะไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
ในเมื่อมาถึงแดนมนุษย์แล้ว พวกเขาก็รู้ว่าการต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นเป็นอย่างไร การไม่อดทนกับเรื่องเล็กน้อยจะทำให้แผนการใหญ่พังทลาย
ภายในป้อมปราการ นักเรียนหมื่นเผ่าพันธุ์บางคนชะโงกหน้าออกไปมองดูทหารเหล่านั้น
บ้างก็หวาดกลัว บ้างก็หยิ่งผยอง บ้างก็ไม่ใส่ใจ...
และยังมีบางคนที่มองพวกทหารด้วยสายตาประจบสอพลอ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นนักเรียนจากเผ่าพันธุ์เล็กๆ
ว่านเทียนเซิ่งไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เขาเพียงแค่ยิ้ม หันกลับไปมองกลุ่มผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นแล้วเอ่ยขึ้น "ทุกท่านที่ไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย หวังว่าจะรักษากฎเกณฑ์กันด้วยนะ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ฉันต้องแบกรับแรงกดดันอย่างมหาศาล หากมีอะไรที่ไม่เหมาะสม เกรงว่าคงหนีไม่พ้นภัยนองเลือดแน่"
"อธิการว่านโปรดวางใจ!" ชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์แต่มีหางงอกออกมาอีกเส้นที่อยู่ข้างๆ พูดพลางหัวเราะ "พวกเราเองก็หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนร่วมกับเผ่ามนุษย์ ก้าวหน้าไปด้วยกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ นี่ก็เป็นสิ่งที่ราชันจิ้งจอกของพวกเรากำชับมาก่อนหน้านี้เหมือนกัน จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้อธิการว่านแน่นอน"
"เช่นนั้นก็ดีที่สุด"
ว่านเทียนเซิ่งไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงหัวเราะเบาๆ "เผ่ามนุษย์เองก็หวังที่จะผูกมิตรกับเผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ เหมือนกัน เทพมารแข็งแกร่ง วันนี้เป้าหมายคือเผ่ามนุษย์ พรุ่งนี้ก็อาจจะเป็นทุกท่าน การที่ทุกคนร่วมมือกันก้าวไปข้างหน้า ถึงจะสามารถต้านทานการรุกรานจากเทพมารได้"
ทุกคนต่างพากันเงียบ เทพมารน่ะแข็งแกร่ง พวกเขาไปตอแยไม่ได้หรอก
แม้แต่เผ่ามนุษย์ พวกเขาก็ไม่อาจต่อกรได้ หากไม่ใช่เพราะแดนมนุษย์เปิดกว้าง ศัตรูมีมากเกินไป และแรงกดดันก็สูงเกินไป สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยก็คงไม่เปิดรับพวกเขาหรอก
กลุ่มผู้แข็งแกร่งของหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ลองสัมผัสถึงการกดทับของพลังดู
ไม่นาน ทุกคนก็เผยรอยยิ้มออกมา
เป็นไปตามคาด แดนมนุษย์ไม่มีพลังสะกดข่มพวกตนเลย!
อยู่ที่นี่ สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มิน่าล่ะเผ่าพันธุ์อย่างเทพมารถึงได้จ้องจะเล่นงานแดนมนุษย์ การโจมตีแดนมนุษย์ มันประหยัดแรงและทุ่นเวลาไปได้มากกว่าการโจมตีพหุภพอื่นๆ เป็นไหนๆ
ว่านเทียนเซิ่งไม่ได้สนใจพวกเขา เขาเดินเข้าไปในป้อมปราการตามลำพัง
ป้อมปราการลอยต่อไป พุ่งทะยานไปทางเขตปกครองต้าเซี่ย
รอบด้าน มีทหารนับพันคอยเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ในที่ลับยังมีแม้กระทั่งยอดฝีมือขั้นสูงสุดคอยจับตาดูพวกเขาอยู่ ส่วนจะมีผู้แข็งแกร่งไร้พ่ายอยู่ด้วยหรือไม่ ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งของหมื่นเผ่าพันธุ์เหล่านี้ ก็ไม่อาจสัมผัสและยืนยันได้อย่างแน่ชัด







