ผู้คุมสอบจากกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสถาบันต่างๆ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก
ช่วงเช้าซูอวี่เจรจากับหวงเซิ่งเสร็จสิ้น ช่วงบ่ายของรางวัลที่เขาได้รับในครั้งนี้ก็ถูกส่งมาถึง
แต้มผลงานถูกโอนเข้าบัตรแต้มผลงานของซูอวี่โดยตรง ครั้งนี้ซูอวี่ได้รับแต้มผลงานไม่น้อย การสอบได้อันดับหนึ่งมีรางวัลแต้มผลงาน 10 แต้ม ได้อันดับหนึ่งทั้งสองด้านจึงเป็น 20 แต้ม และยังมีเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจากหวงเซิ่งอีก 20 แต้ม
รางวัลแต้มผลงาน 40 แต้ม ต้นฉบับเคล็ดวิชาหมื่นเผ่าพันธุ์ระดับเชียนจวินหนึ่งเล่ม และของเหลวปราณแท้สามหยดถูกส่งมาพร้อมกัน
ส่วนรางวัลของทางสถาบันนั้น ต้องรอให้ซูอวี่เข้าเรียนก่อนจึงจะได้รับ
เป็นเรื่องปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ซูอวี่เกิดเปลี่ยนใจกลางคันไม่ยอมเรียนที่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย แล้วหนีไปเรียนที่สถาบันอื่น ทางสถาบันไม่ได้โง่ ย่อมไม่ทำเรื่องแบบนั้น
สิ่งที่เรียกว่าแต้มผลงานนี้ ประเมินเป็นเงินได้ยาก ราคาของทางการนั้นไม่แพง แต่ก็หาซื้อไม่ได้และไม่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ราคาในตลาดมืดนั้นแพงลิ่ว ทว่าก็เกิดเรื่องได้ง่ายเช่นกัน
หากคำนวณตามมูลค่าของโลหิตแก่นแท้ หนึ่งแต้มก็จะอยู่ที่ราวสามหมื่นหยวน หากคำนวณตามราคาของเหลวปราณแท้ ก็จะอยู่ที่ราวสองหมื่นหยวน
สรุปคือการสอบครั้งนี้ ซูอวี่อาศัยการสอบได้อันดับหนึ่ง ทำเงินได้มากกว่าหนึ่งล้านหยวน
สิ่งนี้ช่วยให้ซูอวี่ที่เกือบจะล้มละลายไปก่อนหน้านี้ รอดพ้นจากสถานการณ์คับขันมาได้ในที่สุด
…
ตอนนี้ซูอวี่กลับมามีฐานะขยับขยายได้อีกครั้ง
เมื่อรวมกับแต้มผลงานที่เหลืออีก 2 แต้ม เขามีแต้มผลงาน 42 แต้ม ของเหลวปราณแท้ 3 หยด ต้นฉบับหมื่นเผ่าพันธุ์สองเล่ม (เล่มหนึ่งเป็นของขวัญจากพ่อของเฉินฮ่าว) นอกจากนี้ยังมีอักษรเจตจำนงอีกสองบท ซึ่งอันที่จริงบทของไป๋เฟิงนั้นใกล้จะกลายเป็นตัวอักษรธรรมดาแล้ว
อย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงสิ่งที่ไป๋เฟิงเขียนขึ้นแบบผ่านๆ ไม่ได้ใช้โลหิตแก่นแท้ในการสลัก ระยะเวลาในการเก็บรักษาจึงสั้นกว่าการสลักด้วยโลหิตแก่นแท้
เวลาผ่านไปสองเดือนกว่า ‘เคล็ดไคหยวน’ บทนี้ไม่มีความมหัศจรรย์เหมือนตอนแรกแล้ว โชคดีที่หลังจากซูอวี่บรรลุระดับไคหยวนขั้นที่เก้า เขาก็ไม่ได้มีความต้องการมันมากนัก
นอกจากของเหล่านี้แล้ว ยังมีอาวุธและเคล็ดวิชาธรรมดาอีกหลายเล่ม
ในด้านเงินสด มีอยู่ไม่ถึงสามหมื่นหยวน
โลหิตแก่นแท้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว รวมถึงโลหิตแก่นแท้สองหยดที่ให้ลูกพี่ลูกน้อง 'เลือด' ดูดซับไป ก็ถูกดูดซับจนหมดไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
…
“เฮ้อ!”
ซูอวี่ที่ได้รับรางวัลแล้วยังคงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกโจวเทียนฉี ตอนนี้เขาน่าจะมีแต้มผลงานเพิ่มอีก 20 แต้ม และการที่พวกหัวหน้าซุนปฏิเสธที่จะชดเชยแต้มผลงาน ก็ทำให้ซูอวี่รู้สึกว่าครั้งนี้เขาขาดทุนย่อยยับ
มิฉะนั้นครั้งนี้ แต้มผลงานของเขาคงทะลุร้อยแต้ม ทำลายสถิติ เทียบเท่ากับแต้มผลงานที่ได้รับจากการฆ่าระดับเถิงคงหนึ่งคน
ถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ซูอวี่ก็เลิกคิดมาก
วันที่ 1 สิงหาคม นักศึกษาใหม่ของสถาบันต่างๆ จะเข้าเรียน
ยังเหลือเวลาอีกเดือนกว่าจะถึงวันเข้าเรียน ในช่วงหนึ่งเดือนกว่านี้ ซูอวี่ต้องวางแผนให้ดี
ปัจจุบันเขาอยู่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าแล้ว และมีระดับความกักเก็บพลังเจตจำนงอยู่ที่ 20%
สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือการไปให้ถึงระดับเชียนจวินโดยเร็วที่สุด และยกระดับพลังเจตจำนง
“ระดับเชียนจวิน ทะลวงจากระดับไคหยวนขั้นที่เก้าเข้าสู่ระดับเชียนจวิน สิ่งที่ต้องทำคือการเปิดจุดชีพจรต่อไป เปิดจุดชีพจรเชียนจวิน ทว่าก่อนหน้านั้น จะต้องเลือกเคล็ดวิชาระดับเชียนจวินที่เหมาะสมกับตัวเองเสียก่อน”
เคล็ดวิชาระดับเชียนจวินมีมากมายหลากหลาย และแตกต่างกันออกไป โดยหลักๆ แล้วสามารถตัดสินความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอได้จากจำนวนจุดชีพจรที่เปิด
ยกตัวอย่างเช่น ในมือของซูอวี่มี ‘เคล็ดเทพอี้ บทเชียนจวิน’ อยู่เล่มหนึ่ง เปิดจุดชีพจร 72 จุด นี่คือจุดชีพจรที่อยู่นอกเหนือจากจุดชีพจรทั้งเก้าของระดับไคหยวน เป็นเคล็ดวิชาระดับเสวียนขั้นสูงสุด
นอกจากนี้เขายังรู้จัก ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ที่สืบทอดในกองทัพ เปิดจุดชีพจร 36 จุด เป็นเคล็ดวิชาระดับหวงขั้นสูงสุด
เคล็ดวิชาเชียนจวินที่บ่มเพาะแตกต่างกัน ในระดับไคหยวนขั้นที่เก้า จุดชีพจรที่จำเป็นต้องเปิดก็แตกต่างกัน การเลื่อนระดับก็ไม่เหมือนกัน
นับจุดชีพจร 9 จุดเป็นหนึ่งระดับขั้น จุดชีพจร 36 จุดเป็นหนึ่งระดับชั้น
เปิดจุดชีพจร 36 จุดคือระดับหวงขั้นสูงสุด เปิดจุดชีพจร 72 จุดคือระดับเสวียนขั้นสูงสุด หากสามารถเปิดจุดชีพจรได้ 108 จุดก็คือระดับตี้ขั้นสูงสุด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เคล็ดวิชาระดับหวงขั้นต่ำสุด อาจต้องการการเปิดจุดชีพจรเพียง 9 จุดก็ถือว่าสำเร็จการบ่มเพาะระดับเชียนจวินแล้ว เช่นนั้นในระดับไคหยวน อาจบ่มเพาะจุดชีพจรอีกเพียงจุดเดียว ก็สามารถเข้าสู่ระดับเชียนจวินได้
ทว่าระดับเชียนจวินแบบนี้ อ่อนแอเกินไป
ในสถานการณ์ปกติ เว้นเสียแต่จะไม่เหมาะกับการบ่มเพาะจริงๆ เผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงยึด ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ เป็นหลัก โดยเปิดจุดชีพจร 36 จุดเพื่อบ่มเพาะ
นี่ยังหมายความว่าในระดับไคหยวนขั้นที่เก้า จำเป็นต้องเปิดจุดชีพจรอีก 4 จุด จึงจะถือว่าก้าวเข้าสู่ระดับเชียนจวินขั้นที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ
“ฉันควรบ่มเพาะเคล็ดวิชาอะไรดีนะ”
ตอนนี้ซูอวี่มาถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้วเช่นกัน
พื้นฐานจุดชีพจรทั้งเก้าของเขาเปิดเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทางเลือกต่อไปจะเกี่ยวข้องกับระดับเชียนจวินทั้งหมด หรือแม้กระทั่งการบ่มเพาะในระดับที่สูงขึ้นไปอีก
“เคล็ดเทพอี้บ่มเพาะไม่ได้แน่ๆ ของพรรค์นี้เป็นของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขืนบ่มเพาะไปเดี๋ยวจะถูกหาว่าเป็นคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เอาได้ งั้นฉันก็บ่มเพาะได้แค่ ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ งั้นเหรอ”
อย่างไรเสียซูอวี่ก็ยังอายุน้อย จึงรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง
เปิดจุดชีพจร 36 จุด มันน้อยเกินไป
แม้จะพูดกันว่ายอดฝีมือจำนวนมากก็บ่มเพาะเพียงเคล็ดวิชาระดับหวงหรือระดับเสวียน ทว่าในตอนนั้นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย
ในเวลานี้ หากเคล็ดวิชาที่บ่มเพาะอ่อนแอเกินไป พลังต่อสู้ก็จะอ่อนแอตามไปด้วย
ทางฝั่งกองทัพนั้นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ อย่างไรเสียคนเข้าร่วมกองทัพก็มีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน เคล็ดวิชาที่ลึกล้ำเกินไปอาจจะเรียนรู้ไม่ได้ ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ มีความเป็นสากลสูง จึงใช้สิ่งนี้เป็นหลัก
แต่ถ้าซูอวี่เรียน ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ด้วย พลังต่อสู้ในระดับเชียนจวินก็จะอ่อนแอมาก
แน่นอน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมฝึกหัด ความจริงแล้วซูอวี่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก เมื่อไปถึงระดับเถิงคง จะมีโอกาสหล่อหลอมร่างกายใหม่อีกครั้ง ถึงตอนนั้นหากเปลี่ยนไปบ่มเพาะเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่า ก็ยังสามารถทำได้
ทว่าซูอวี่ไม่ต้องการรั้งท้ายในระดับเชียนจวิน พลังเจตจำนงของเขาสู้พวกยอดอัจฉริยะเหล่านั้นไม่ได้ หากในเส้นทางนักรบเขายังสู้ไม่ได้อีก เขาก็คงไม่สามารถไปแข่งขันกับพวกนั้นได้เลย
“ฉันต้องตัดสินใจเรื่องเคล็ดวิชาบ่มเพาะให้ได้ก่อน อย่างน้อยก็ต้องหาเคล็ดวิชาระดับเสวียนมาบ่มเพาะให้ได้”
ซูอวี่ตัดสินใจได้แล้ว ตอนนี้เขาไม่รีบร้อนที่จะบ่มเพาะ จุดชีพจรทั้งเก้าของระดับไคหยวนเพิ่งจะทะลวงผ่านไป ยังต้องทำให้พื้นฐานมั่นคงเสียก่อน
ในหนานหยวนแห่งนี้ คนที่สามารถให้คำแนะนำแก่ซูอวี่ได้ ก็คงมีแค่หลิวเหวินเยี่ยนเท่านั้น
ส่วนไป๋เฟิง... อาจารย์ได้เปล่าคนนั้น ซูอวี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานการณ์ของเขาเป็นอย่างไร
อีกอย่าง ต่อให้เขาอยากจะติดต่อ ก็ติดต่อไม่ได้ นอกเสียจากจะไปถามหลิวเหวินเยี่ยน ซึ่งซูอวี่ไม่มีทางไปถามแน่ ขืนเสนอหน้าไปก่อนก็เสียเปรียบสิ
…
วันที่ 27
สถาบันระดับกลางหนานหยวน
การสอบสองวันสิ้นสุดลงแล้ว สถาบันหยุดยาวหนึ่งเดือน ตอนนี้สถาบันเงียบสงบอย่างยิ่ง
ปลายเดือนมิถุนายน อากาศเริ่มร้อนขึ้นแล้ว
ซูอวี่สวมเสื้อเชิ้ต เดินไปตามถนนที่ร่มรื่นในสถาบัน รอบข้างไม่มีคน เงียบสงบอย่างหาได้ยาก
คะแนนของนักศึกษาทั้งหมดจะประกาศในวันที่ 1 กรกฎาคม
ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม นักศึกษาจะกรอกข้อมูลเลือกสถาบันที่ต้องการสอบเข้า สิ้นสุดทั้งหมดในวันที่ 5 กรกฎาคม และก่อนวันที่ 10 สถาบันต่างๆ จะดำเนินการตามแผนรับสมัครนักศึกษาจนเสร็จสิ้น
ราวๆ วันที่ 15 กรกฎาคม นักศึกษาจะได้รับเอกสารรายงานตัว สามารถนำเอกสารนั้นไปสมัครที่สถาบันต่างๆ ได้เลย
ประสิทธิภาพของเขตปกครองต้าเซี่ยค่อนข้างรวดเร็ว นักศึกษาที่เข้าสอบในเขตปกครองต้าเซี่ยทั้งหมดมีไม่น้อย ไม่เหมือนหนานหยวนที่เป็นเมืองเล็กๆ มีผู้เข้าสอบแค่ไม่กี่พันคน
หนานหยวนเล็กเกินไป เมืองใหญ่ใกล้เคียงมีนักศึกษาเข้าสอบกว่าสามหมื่นคน เกือบสิบเท่าของหนานหยวน
เขตปกครองต้าเซี่ยมีมากกว่านั้น นักศึกษาเข้าสอบเกินกว่าแสนคน
ทั่วทั้งเขตปกครองต้าเซี่ย มีผู้เข้าสอบราวๆ แปดแสนคน
คนเยอะ แน่นอนว่าสถาบันก็มีไม่น้อยเช่นกัน
ในหนานหยวน คนที่จะสอบเข้าสถาบันสงครามและสถาบันอารยธรรมได้มีไม่มากนัก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นสถาบันอารยธรรมหรือสถาบันสงครามธรรมดา คนที่สอบเข้าสถาบันอารยธรรมและสถาบันสงครามระดับท็อปของต้าเซี่ยได้จริงๆ มีเพียงหยิบมือเดียว
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาประกาศผล ในสถาบันจึงไม่มีคน
ซูอวี่ก็ไม่ได้ใส่ใจ อย่างไรเสียฝั่งเขาก็มีที่เรียนแน่นอนแล้ว แค่รอไปรายงานตัวที่สถาบันก็พอ
เดินๆ หยุดๆ ไม่นานก็มาถึงบ้านของหลิวเหวินเยี่ยน
เคาะประตู ประตูเปิดออก
หลิวเหวินเยี่ยนกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ซูอวี่เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปในบ้านแล้วพูดว่า "อาจารย์ ผมช่วยครับ"
"มากินฟรีล่ะสิ"
หลิวเหวินเยี่ยนไม่หันหน้ามา มีเสียงหัวเราะดังขึ้น "มาตรงเวลาข้าวพอดี แกนี่รู้จักฉวยโอกาสซะจริงนะ"
ซูอวี่ยิ้มแหย อธิบายว่า "เปล่าครับอาจารย์ ผมกลัวว่าตอนอาจารย์หยุดจะตื่นสายน่ะครับ"
"เหลวไหลน่า!"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะด่า ก่อนจะพูดว่า "ช่วยฉันล้างผักหน่อย ช่วงที่พ่อแกไม่อยู่ แกคงไม่ได้กินอะไรที่พอกินได้สักเท่าไหร่หรอกมั้ง ผู้ชายโสดน่ะ ต้องหัดทำอาหารไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องทำลายสุขภาพตัวเอง"
ซูอวี่เกาหัว หัวเราะแห้งๆ ไม่ได้ต่อบทสนทนา
พอเข้าไปในครัว ก็เริ่มช่วยหลิวเหวินเยี่ยนล้างผักเด็ดผัก หลิวเหวินเยี่ยนผัดกับข้าวไปพลางถามไปพลาง "มาหาฉันเนี่ย มีข้อสงสัยอะไรอีกล่ะ"
"เปล่าครับ แค่อยากจะเลือกเคล็ดวิชาระดับเชียนจวิน เลยอยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยครับ"
"เคล็ดวิชาระดับเชียนจวิน..."
พอพูดประโยคนี้ออกมา หลิวเหวินเยี่ยนก็ชะงักไปเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งถึงพูดว่า "ถ้าแกไม่บอก ฉันคงลืมไปแล้วว่าแกอยู่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าแล้ว! เร็วเสียจริงนะ!"
เขาเกือบจะลืมไปแล้วจริงๆ
ความก้าวหน้าในเส้นทางนักรบของซูอวี่นั้นรวดเร็วเกินไป เร็วกว่าพลังเจตจำนงมาก หากไม่มีอักษรเทวะ พรสวรรค์ในเส้นทางผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมของซูอวี่คงเทียบไม่ได้กับเส้นทางนักรบเลย
หลิวเหวินเยี่ยนรำพึงรำพัน ก่อนจะถอนหายใจและกล่าวว่า "ฉันบอกให้แกอย่าใช้โลหิตแก่นแท้บ่มเพาะ แกก็ไม่ฟัง อักษรเทวะตัว 'เลือด' นั่นมีคุณสมบัติอื่นที่แกไม่ได้บอกฉันใช่ไหม อย่างเช่นดูดซับโลหิตแก่นแท้แล้วถ่ายทอดปราณแท้ให้แกได้"
ซูอวี่ทำหน้าอึดอัดใจ และเงียบไปอีกครั้ง
เขาแลกเปลี่ยนโลหิตแก่นแท้ไปมากมาย หลิวเหวินเยี่ยนย่อมต้องรู้อยู่แล้ว
ก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ บนร่างซูอวี่ยังมีกลิ่นอายของโลหิตแก่นแท้ที่หลุดรอดออกมาระเรื่อ คนทั่วไปอาจสัมผัสไม่ได้ แต่หลิวเหวินเยี่ยนยังคงสัมผัสได้
เห็นได้ชัดว่าเขาก็กำลังเดาอยู่ว่า เป็นเพราะอักษรเทวะตัว 'เลือด' หรือเปล่า
ก่อนที่จะลากเส้นเขียนอักษรเทวะตัว 'เลือด' ซูอวี่ก็เคยแลกเปลี่ยนโลหิตแก่นแท้มาบ้าง แต่จำนวนน้อยมาก และแลกเปลี่ยนมาโดยอ้างว่าเพื่อการวิจัย แต่ช่วงหลังๆ เขาแลกเปลี่ยนมาเยอะมาก แต้มผลงานแทบจะถูกใช้ไปกับเรื่องนี้จนหมด
แลกเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ ถ้าหลิวเหวินเยี่ยนไม่รู้ก็แปลกแล้ว
"คุณสมบัติของอักษรเทวะที่ช่วยในการบ่มเพาะร่างกายนั้นมีอยู่ นี่ก็ไม่ถือว่าเป็นวิชานอกรีตหรอก..."
หลิวเหวินเยี่ยนเห็นเขาไม่พูดก็ไม่ได้ใส่ใจ พูดเองเออเองว่า "แต่แกก็พึ่งพาอักษรเทวะมากเกินไปไม่ได้นะ! เวลานี้แหละคือช่วงเวลาที่แกจะได้ทำความเข้าใจตัวเอง ผลคือในระดับไคหยวนแกกลับเลือกที่จะพึ่งพาอักษรเทวะ ถ้าถึงระดับเถิงคง แกจะเจอปัญหาใหญ่เลยล่ะ จะไม่เข้าใจร่างกายอย่างถ่องแท้ ควบคุมไม่ได้ การหล่อหลอมร่างกายของแกจะเป็นปัญหาเอาได้"
ซูอวี่รีบถาม "อาจารย์ครับ ใช้อักษรเทวะช่วย จะทำให้หมดอนาคตเลยเหรอครับ"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก" หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ "แต่แกจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายไม่มากพอ ไม่ชัดเจนพอ พอถึงระดับเถิงคงแล้วจะก้าวหน้าช้ามาก เพราะแกขาดความเข้าใจในระดับก่อนหน้า"
ซูอวี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีนะที่ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน
เขาไม่ได้พึ่งพาอักษรเทวะจริงๆ เสียหน่อย แค่อาศัยคุณสมบัติของตำราภาพหมื่นเผ่า เพื่อดูดซับปราณแท้ล่วงหน้าก็เท่านั้น
ในเรื่องการควบคุมร่างกาย เขายังคงมั่นใจ มิฉะนั้นก่อนหน้านี้คงไม่สามารถฝึกฝนวิชาดาบอสุนีบาตจนสำเร็จได้
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้พูดอะไรอีก ลองเปลี่ยนเป็นตัวเองดูสิ ถ้ามีอักษรเทวะแบบนี้อยู่ จะทนต่อความเย้ายวนไหวหรือเปล่า
ดูดซับโลหิตแก่นแท้ สะท้อนกลับเป็นปราณแท้ ช่วยในการบ่มเพาะ นี่น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนใฝ่ฝัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม เดิมทีพวกเขาก็เรียนพลังเจตจำนงเป็นวิชาเอกอยู่แล้ว ยังต้องเรียนการบ่มเพาะร่างกายเป็นวิชาเสริมอีก ซึ่งทำให้เสียเวลามาก หากอักษรเทวะสามารถช่วยบ่มเพาะได้ หลายๆ คนก็คงเลือกที่จะทำแบบนี้
ในเมื่อซูอวี่เดินในเส้นทางผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมเป็นหลัก หลิวเหวินเยี่ยนคิดดูแล้ว ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพวกนี้มากนัก
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวเหวินเยี่ยนก็วกกลับเข้าประเด็น "เคล็ดวิชาระดับเชียนจวินมีเยอะแยะมากมาย แกเดินเข้าไปร้านขายเคล็ดวิชาสักร้าน เขาก็แนะนำให้แกได้เป็นร้อยๆ อย่างแล้ว แต่ถ้าพูดถึงความแพร่หลาย 'เคล็ดวิชาเชียนจวิน' นั้นแพร่หลายที่สุด ความยากในการบ่มเพาะอยู่ในระดับปานกลาง เหมาะกับคนทั่วไปมาก"
"‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ เป็นเคล็ดวิชาที่กลุ่มตาเฒ่าเสนอขึ้นมา การเชื่อมต่อกับระดับต่อไปก็ดีมาก อย่างเช่น 'เคล็ดวั่นสือ' ในระดับวั่นสือ หรือ 'เคล็ดเถิงคง' ในระดับเถิงคง ใช้ชื่อระดับเป็นชื่อเคล็ดวิชา ก็เห็นได้ชัดถึงข้อดีของเคล็ดวิชานี้แล้ว"
ซูอวี่รีบถาม "อาจารย์ครับ ถ้างั้นผมบ่มเพาะ ‘เคล็ดวิชาเชียนจวิน’ ดีไหมครับ"
"จะรีบไปไหนล่ะ!"
หลิวเหวินเยี่ยนใช้ตะหลิวผัดไปพลางพูดไปพลาง "ฉันบอกแล้วไง ว่านั่นสำหรับคนทั่วไป อย่างไรเสียพรสวรรค์พวกเขาก็ไม่สูง ทรัพยากรก็ขาดแคลน เลื่อนระดับได้ก็ถือว่าดีแล้ว ใครจะไปสนเรื่องพลังต่อสู้กัน"
"บ่มเพาะได้เร็ว สิบยี่สิบปีก็กลายเป็นระดับเถิงคง ยังไงก็ดีกว่าพวกอัจฉริยะที่บ่มเพาะเคล็ดวิชาแข็งแกร่งแต่ยังย่ำอยู่แค่ระดับเชียนจวินนั่นแหละ"
ต่อให้ระดับเถิงคงจะอ่อนแอแค่ไหน บ่มเพาะเคล็ดวิชาห่วยแค่ไหน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ระดับเชียนจวินจะต่อกรได้
จะแสวงหาการเลื่อนระดับอย่างรวดเร็ว หรือแสวงหาความแข็งแกร่งในระดับขั้นปัจจุบัน นี่ก็เป็นปัญหาที่หลายคนขบคิดไม่ตก
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้ม "เลื่อนระดับเร็วๆ ดีกว่า หรือจะให้แข็งแกร่งในระดับปัจจุบันดีกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คน! แกจะไปเรียกร้องให้คนที่ไม่มีพรสวรรค์ไปบ่มเพาะเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งไม่ได้หรอกนะ แบบนั้นชาตินี้เขาอาจจะหยุดอยู่แค่ระดับเชียนจวินก็ได้"
"แต่แกก็ปล่อยให้อัจฉริยะไปบ่มเพาะเคล็ดวิชาอ่อนแอไม่ได้เหมือนกัน เลื่อนระดับเร็วก็จริง แต่อัจฉริยะคนนั้นก็คงใกล้หมดสภาพแล้ว ถึงตอนนั้นจะเรียกว่าอัจฉริยะไม่ได้แล้วล่ะ"
"ยิ่งระดับสูงขึ้น ความห่างชั้นก็จะยิ่งมากขึ้น แกบ่มเพาะ 'เคล็ดวิชาเชียนจวิน' ธรรมดาจนถึงระดับซานไห่ อาจจะโดนระดับเถิงคงที่บ่มเพาะเคล็ดวิชาแข็งแกร่งฆ่าตายเอาง่ายๆ แล้วจะมีระดับซานไห่แบบนี้ไปทำไมกัน ขีดจำกัดสูงสุดมันต่ำเกินไป!"
หลิวเหวินเยี่ยนหันมามองซูอวี่แวบหนึ่งแล้วหัวเราะ "แกล่ะอยากจะเลื่อนระดับเร็วๆ หรืออยากได้ขีดจำกัดสูงสุดที่สูงขึ้นหน่อย เปลี่ยนไปบ่มเพาะเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่าดูล่ะ"
ซูอวี่ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย รีบตอบทันที "เอาแบบขีดจำกัดสูงสุดสูงๆ ครับ!"
เขาเป็นยอดอัจฉริยะ!
ถ้าบ่มเพาะเคล็ดวิชาระดับต่ำ เขาอาจจะบรรลุระดับเถิงคงหรือแม้กระทั่งซานไห่ในเวลาอันรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นล่ะ...
ไม่มีแล้ว!
ไม่มีอะไรต่อจากนั้นแล้ว!
ถึงเวลานั้นจะมีขีดจำกัดอยู่ ช่วงแรกเขาอาจจะรุ่งโรจน์ แต่ช่วงหลังอาจจะกลายเป็นขยะไปเลย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
"แน่นอน เคล็ดวิชาก็ใช่ว่าจะยิ่งแข็งแกร่งยิ่งดี เคล็ดวิชาระดับเทียนก็ไม่แน่ว่าจะแข็งแกร่งกว่าระดับตี้เสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเชื่อมต่อในระดับต่อไปต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น มีเคล็ดวิชาหนึ่งชื่อ 'เคล็ดทะลวงฟ้า' ระดับเชียนจวินเปิดจุดชีพจรได้ถึง 144 จุด เป็นเคล็ดวิชาระดับเทียนขั้นสูงสุดเลยนะ!"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ "ระดับเชียนจวินขั้นที่เก้า เปิดจุดชีพจร 144 จุด สะสมปราณแท้ได้มหาศาล ระดับวั่นสือขั้นที่เก้าที่บ่มเพาะ 'เคล็ดวิชาเชียนจวิน' ทั่วไปยังเทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ นั่นคือการฆ่าข้ามระดับได้อย่างแท้จริง! เชียนจวินสังหารวั่นสือ แถมวั่นสือที่ถูกสังหารก็ไม่ใช่วั่นสือธรรมดาๆ ซะด้วย"
"แต่เคล็ดวิชานั้นไม่มีตอนต่อ ไม่สามารถทำลายกำแพงระดับเชียนจวินไปได้ อาจจะต้องติดอยู่ในระดับเชียนจวินไปตลอดชีวิต แกคิดว่าเคล็ดวิชาระดับเทียนแบบนี้สรุปแล้วถือว่าแข็งแกร่งหรือเปล่าล่ะ"
ซูอวี่ส่ายหน้า "ไม่มีตอนต่อ ก็คงต้องพึ่งโชค พึ่งการคิดค้นเองแล้วล่ะครับ... ระดับเชียนจวินถ้าสามารถคิดค้นเคล็ดวิชาต่อจากนั้นได้ ก็คงไม่ใช่อยู่แค่ระดับเชียนจวินหรอกครับ แต่ว่า... พวกยอดฝีมือไร้เทียมทานไม่ได้สร้างมันต่อเหรอครับ"
"ไร้สาระน่า เขาก็มีเคล็ดวิชาของตัวเอง มีสิ่งที่สืบทอดมาของตัวเอง มีเคล็ดวิชาที่ถนัดอยู่แล้ว ทำไมต้องเสียเวลาเสียแรงไปเติมเต็มตอนต่อให้เคล็ดวิชานี้ด้วย พวกเขาอาจจะไม่ได้ขาดแคลนเคล็ดวิชาระดับเทียนขั้นสูงสุดเสียหน่อย ไม่ได้จำเป็นต้องบ่มเพาะเคล็ดวิชานี้สักหน่อย"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ "เคล็ดวิชาแบบนี้ในหมื่นโลกมีเยอะแยะ ช่วงแรกน่าทึ่ง ช่วงหลังเงียบหายไปเลย แกจะไปตามเติมเต็มให้หมดก็เป็นไปไม่ได้ เติมยังไงก็ไม่หมดหรอก ไม่มีใครมีแรงเยอะขนาดนั้นหรอกน่า"
"ฉันจะเล่าให้ฟัง ปัจจุบันในเขตปกครองต้าเซี่ยมีเคล็ดวิชาที่ได้รับการสืบทอดอย่างเคร่งครัด บางวิชาอาจจะสามารถสืบทอดบ่มเพาะไปจนถึงระดับไร้เทียมทานอย่างที่แกบอกได้เลยนะ"
"อันดับแรกก็คือ 'วิชาดาบเบิกฟ้าไร้จำกัด' ที่อ๋องต้าเซี่ยบ่มเพาะ..."
ซูอวี่อึ้งไปเลย อาจารย์ เอาจริงดิครับ
"มองฉันทำไม"
หลิวเหวินเยี่ยนหันมาถลึงตาใส่เขา "ฉันไม่ได้เป็นคนตั้งชื่อสักหน่อย อ๋องต้าเซี่ยนั่นแหละที่ทำอะไรมั่วซั่ว! ตอนที่เขาอยู่ระดับซานไห่ เขาตั้งชื่อมันว่า 'วิชาดาบเบิกฟ้า 20 ดาบ' พอทะลวงถึงระดับสูงสุดก็เปลี่ยนชื่อเป็น 'วิชาดาบเบิกฟ้า 28 ดาบ' ผ่านไปสักพัก เขาก็เพิ่มท่าดาบเข้าไปอีกสองสามท่า แล้วก็เปลี่ยนชื่ออีก!"
หลิวเหวินเยี่ยนเองก็จนใจ "แล้วพอถึงระดับไร้เทียมทาน อ๋องต้าเซี่ยก็เริ่มเปลี่ยนชื่ออีก เปลี่ยนทีไรก็ต้องเพิ่มจำนวนเข้าไปทุกที ตอนแรกสถาบันอารยธรรมยังตั้งชื่ออย่างเป็นทางการและแก้ไขให้เขาอยู่หรอก แต่ตอนหลังก็พบว่าทำแบบนี้ไม่ไหว ท่านผู้นี้อาจจะเพิ่มท่าดาบเข้าไปอีกสักกี่ท่าก็ได้ในแต่ละปี จะให้มานั่งเปลี่ยนชื่อตลอดได้ยังไง... ตอนหลังก็เลยเรียกมันว่า 'วิชาดาบเบิกฟ้าไร้จำกัด' ไปซะเลย"
ซูอวี่ถึงกับอ้าปากค้าง แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ!
"ไม่ต้องตกใจหรอก ไม่ใช่อ๋องต้าเซี่ยคนเดียวหรอกที่ทำเรื่องแบบนี้ ที่จริงเป็นเรื่องปกติมาก"
หลิวเหวินเยี่ยนอธิบาย "ช่วงต้นศักราชอันผิง ยอดฝีมือกลุ่มนั้นมีแหล่งที่มาของเคล็ดวิชาน้อยมาก บางส่วนก็ได้มาจากการยึดมาจากพวกเผ่าอื่น ตอนหลังก็มีการเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ ชื่อเคล็ดวิชาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อ๋องต้าเซี่ยถือว่ายังดีนะ อย่างน้อยชื่อก็ยังเป็นซีรีส์เดียวกัน... แต่บางคนนะ ไม่ได้เป็นซีรีส์เดียวกันเลยด้วยซ้ำ วันนี้ชื่อ 'เคล็ดสังหารมังกร' พรุ่งนี้ฆ่าหมาตายตัวนึง อาจจะเปลี่ยนชื่อเป็น 'เคล็ดสังหารสุนัข' ก็ได้"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพลาง หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกพลาง "ถ้าแกไปเห็นข้อผิดพลาดในคัมภีร์บางเล่ม อย่าคิดว่าตัวเองตาฝาดล่ะ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดหรอกนะ อย่างเช่นใน 'บันทึกประวัติศาสตร์อันผิง' มีบันทึกไว้ว่าอ๋องต้าโจวเคยใช้ 'เคล็ดวายุทมิฬปลิดชีพ' สังหารเทพมารไปตนหนึ่ง แล้วแกก็ไปอ่านเจอใน 'บันทึกต้าโจว' อีกว่า อ๋องต้าโจวใช้ 'เคล็ดฟ้าคืนหวน' สังหารเทพมารไปตนหนึ่ง นั่นไม่ใช่บันทึกผิดหรอกนะ..."
หลิวเหวินเยี่ยนถอนใจ "นั่นคือเขาเปลี่ยนชื่อเองต่างหากล่ะ ฆ่าเทพมารไปสองตน ไม่ใช่ตนเดียว เวลาแกอ่านหนังสือ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นข้อผิดพลาดเชียวนะ บันทึกของพวกเขานั้นสับสนอลหม่านมาก บางทีพวกเขาเองก็ยังงงเลยว่า 'เมื่อก่อนฉันเคยเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อนี้ด้วยเหรอเนี่ย'"
พอพูดคำนี้ออกมา ซูอวี่ก็งงไปเลย
มีแบบนี้ด้วย!
อ๋องต้าโจวพอเห็นบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง มองปุ๊บก็ เอ๊ะ เมื่อก่อนฉันเคยเปลี่ยนไปใช้ชื่อน่าอายแบบนี้ด้วยเหรอ
ลองคิดดู... คงตลกน่าดูเลย
ซูอวี่ยนึกอยากจะหัวเราะ หลิวเหวินเยี่ยนก็ทั้งขำทั้งโมโห พูดต่อว่า "ว่าต่อ เคล็ดวิชาที่เขตปกครองต้าเซี่ยสืบทอดไปจนถึงระดับไร้เทียมทานก็มี 'วิชาดาบเบิกฟ้าไร้จำกัด'"
"อันดับที่สองคือ 'เคล็ดเทพสงคราม' ที่วิหารเทพสงครามเสนอขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน อันนี้ก็เป็นวิชาเอกของสถาบันสงครามเหมือนกัน"
"อันดับที่สามคือ 'คัมภีร์หมื่นอักษร' ที่แดนแสวงวิถีเสนอขึ้นมาในตอนนั้น นี่คือวิชาเอกของสถาบันอารยธรรม"
"แน่นอน ที่บอกว่าบ่มเพาะได้ถึงระดับไร้เทียมทาน ไม่ได้หมายความว่าแกจะสามารถบ่มเพาะไปได้ถึงขั้นนั้นหรอกนะ ถ้าทุกคนทำได้หมด ยอดฝีมือไร้เทียมทานก็ไม่มีค่าอะไรแล้วล่ะ เผ่าหมื่นเผ่าพันธุ์ก็คงถูกปราบราบคาบไปนานแล้ว!"
"การบ่มเพาะน่ะ มันก็ต้องดูตัวเอง ดูวาสนา ดูพรสวรรค์ ดูความอดทน ดูความพยายาม..."
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวเสียงขรึม "ปัจจุบัน เคล็ดวิชาที่เปิดเผยว่าสามารถบ่มเพาะไปจนถึงระดับไร้เทียมทานได้ มีแค่สามวิชานี้เท่านั้น แน่นอนว่าฉันหมายถึงในเขตปกครองต้าเซี่ยน่ะนะ! ความจริงแล้วอาจจะมีบางวิชาที่ไม่เปิดเผย อย่างเช่นเคล็ดวิชาที่สืบทอดกันเป็นการส่วนตัว บางตระกูลมียอดฝีมือระดับสูงอยู่ อาจจะอนุมานเคล็ดวิชาระดับไร้เทียมทานขึ้นมาเอง แต่ตัวเองก็ยังไม่ได้ทะลวงถึงระดับนั้น สรุปว่ามันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เรื่องนี้ก็ไม่มีใครบอกได้เหมือนกัน"
"อาจารย์ครับ งั้นผมควรจะบ่มเพาะ 'คัมภีร์หมื่นอักษร' หรือเปล่าครับ"
ซูอวี่ถามขึ้นมาคำหนึ่ง หลิวเหวินเยี่ยนก็ส่ายหน้า "นั่นต้องถึงระดับเถิงคงถึงจะบ่มเพาะได้ ในระดับเชียนจวินกับวั่นสือไม่มีเคล็ดวิชาสืบทอดลงมา เพราะจุดเริ่มต้นของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมก็คือระดับเถิงคง ฉันขอแนะนำให้แกบ่มเพาะ 'เคล็ดเทพสงคราม' ระดับเชียนจวินเปิดจุดชีพจร 72 จุด"
ซูอวี่รู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ ความจริงแล้วเขาอยากจะบ่มเพาะเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งกว่านี้ อย่างเช่นเคล็ดวิชาระดับตี้ขั้นสูงสุดที่เปิดจุดชีพจรได้ 108 จุด
แน่นอน ในเมื่ออาจารย์แนะนำมาแบบนี้ เขาก็เชื่อว่าหลิวเหวินเยี่ยนไม่คิดจะทำร้ายเขาแน่
กำลังคิดอยู่ หลิวเหวินเยี่ยนก็หัวเราะ "‘เคล็ดเทพสงคราม’ มีเวอร์ชันธรรมดากับเวอร์ชันอัจฉริยะ สองเวอร์ชันที่แตกต่างกัน! เวอร์ชันธรรมดาเจาะจงไปที่นักศึกษาทั่วไป แต่นักศึกษาอัจฉริยะของสถาบันสงคราม หลายคนจะเลือกอีกเวอร์ชันหนึ่ง คือการเปิดจุดชีพจร 108 จุด ไม่ใช่แค่สถาบันสงครามนะ สถาบันอารยธรรมความจริงก็เหมือนกัน"
"การเรียนการสอนน่ะ สอนตามความสามารถของแต่ละคน ถ้าให้ทำเป็นแบบแผนเหมือนกันหมด นั่นมันกองทัพแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเปิดสถาบันการศึกษาหรอก"
แววตาของซูอวี่เป็นประกาย รีบกล่าวว่า "อาจารย์ครับ ถ้างั้น..."
หลิวเหวินเยี่ยนพูดแทรก "แกมีความมั่นใจก็เป็นเรื่องดี ความจริงตอนนี้แกอยู่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าแล้ว ก้าวหน้าเร็วมาก ฉันเองก็คิดว่าแกควรจะบ่มเพาะวิชาที่ยากกว่านี้สักหน่อย ต่อให้มีอักษรเทวะช่วย แกก็ยังสามารถหาประสบการณ์ในระดับนี้ได้มากขึ้นอีกหน่อย จะเสียเวลาสักนิดก็ไม่เป็นไรหรอก"
"แต่ว่า... อาจารย์ของแกคนนี้ไม่มีเคล็ดวิชาเวอร์ชันระดับสูงน่ะสิ"
หลิวเหวินเยี่ยนผัดกับข้าวเสียจนเกือบจะเละอยู่แล้ว เขาเทกับข้าวที่ไหม้เกรียมลงในจานลวกๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่านี่คืออาหารกลางวันมื้อต่อไปของซูอวี่
"เวอร์ชันธรรมดาน่ะ ฉันยังพอจะหาวิธีเอามาให้แกได้ แต่เวอร์ชันระดับสูงน่ะฉันไม่มีหรอก แกต้องใช้แต้มผลงานไปแลกเอาเอง แล้วที่แลกมาได้ก็เป็นแค่เวอร์ชันปกติด้วยนะ ส่วนเวอร์ชันอักษรเจตจำนงนั่น... ต้องจ่ายแพงหูฉี่เลยล่ะ"
ซูอวี่รีบถาม "แล้วต้องไปแลกที่ไหนครับ สถาบันของเราได้ไหมครับ"
"ไม่ได้ ต้องไปแลกที่สถาบันระดับสูงเท่านั้น สถาบันอารยธรรมมีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง!" หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ "สถาบันสงครามจะเจ๋งแค่ไหน ก็ต้องมาขอร้องสถาบันอารยธรรม ให้ช่วยเขียน 'เคล็ดเทพสงคราม' เวอร์ชันอักษรเจตจำนงให้พวกเขาเพิ่มหน่อย แถมยังต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมที่เคยบ่มเพาะ 'เคล็ดเทพสงคราม' มาก่อนด้วยนะ ถึงจะทำได้"
"ดังนั้นในสถาบันอารยธรรม ก็มียอดฝีมือไม่น้อยเลยที่ใช้ 'เคล็ดเทพสงคราม' ได้ สถาบันอารยธรรมนั้นเปิดกว้างมาก มีคนที่บ่มเพาะเคล็ดวิชาทุกรูปแบบ ไม่อย่างนั้นก็เขียนอักษรเจตจำนงที่สอดคล้องกันออกมาไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมบางคนเพื่อหาเงิน ก็เลยยอมเขียนอักษรเจตจำนงออกมาเยอะหน่อย เคล็ดวิชาที่บ่มเพาะก็อาจจะสูงถึงสิบกว่าวิชาเลยทีเดียว..."
"ทำแบบนี้ก็ได้เหรอครับ"
ซูอวี่ถามด้วยความประหลาดใจ "มันจะไม่ตีกันเหรอครับ"
"ก็ต้องมีตีกันบ้างแหละ แต่ถ้าแกเลือกเคล็ดวิชาให้ดี มันก็อาจจะไม่ตีกันก็ได้ แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมที่ไม่มีอนาคตเขาทำกันน่ะนะ"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดจบก็พูดต่อ "‘เคล็ดเทพสงคราม’ เวอร์ชันธรรมดากับเวอร์ชันอัจฉริยะนั้น ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเฉพาะเรื่องการเปิดจุดชีพจร 72 จุดนั้น ความจริงแล้วเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่มีการเพิ่มการเปิดจุดชีพจรขึ้นมาอีก 36 จุดนอกเหนือจาก 72 จุดนั้น ดังนั้นแกก็สามารถเริ่มบ่มเพาะ 'เคล็ดเทพสงคราม' เวอร์ชันธรรมดาก่อนได้ วันหลังถ้ามีโอกาสค่อยไปแลกเปลี่ยนเวอร์ชันระดับสูงมาทีหลังก็ได้"
"ถ้าบ่มเพาะเวอร์ชันธรรมดา ในระดับไคหยวน แกก็เปิดจุดชีพจรเพิ่มอีก 8 จุด ก็สามารถเลื่อนเป็นระดับเชียนจวินได้แล้ว แต่ถ้าบ่มเพาะเวอร์ชันระดับสูง แกต้องเปิดจุดชีพจรให้ได้ 12 จุดถึงจะเลื่อนระดับได้ ดังนั้นตอนนี้แกเปิดจุดชีพจรในระดับไคหยวน 8 จุดไปก่อน พอเข้าสถาบันได้ค่อยไปแลกเปลี่ยนเวอร์ชันระดับสูง แล้วค่อยบ่มเพาะจุดชีพจรเพิ่มอีก 4 จุดเพื่อชดเชย ถึงตอนนั้นค่อยเลื่อนระดับ ไม่อย่างนั้นถ้าเลื่อนเป็นระดับเชียนจวินไปแล้ว มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะ..."
หลิวเหวินเยี่ยนพูดจบก็หัวเราะ "นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเด็กๆ หลายคนถึงติดแหง็กอยู่แค่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าและไม่ยอมทะลวงระดับเสียที แกน่าจะรู้นะ ว่านักศึกษาระดับไคหยวนขั้นที่เก้าจำนวนไม่น้อย กำลังรอเข้าสถาบันแล้วค่อยเลื่อนระดับกันอยู่"
ซูอวี่พยักหน้า ก่อนหน้านี้เขายังแปลกใจเลย ว่านักศึกษาในเขตปกครองต้าเซี่ยหลายคนดูเหมือนจะหยุดอยู่แค่ระดับไคหยวนขั้นที่เก้าและไม่เลื่อนระดับเสียที เขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่สามารถทะลวงระดับได้ ที่แท้ก็กำลังรอคอยอยู่นี่เอง
"แล้วบางคนที่ทะลวงสู่ระดับเชียนจวินไปแล้วล่ะครับ..."
"ไม่ฝ่ายนั้นก็เลือกเวอร์ชันธรรมดา หรือไม่ก็มีคนในครอบครัวทำได้..."
ซูอวี่แปลกใจ "การสืบทอดในครอบครัวแบบนี้ไม่มีข้อจำกัดเหรอครับ"
"มีสิ แต่ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้แต้มผลงานนิดหน่อย" หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ "ถ้าคนในครอบครัวมีระดับแต้มผลงานสูงพอ การสืบทอดเคล็ดวิชาให้ลูกหลานก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่"
ซูอวี่กระจ่างแจ้ง "อาจารย์ครับ แล้วแลกของพวกนี้แพงไหมครับ"
"ก็พอไหว ใช้แต้มผลงานแค่ 100 แต้มแลกเคล็ดวิชาระดับเชียนจวิน"
ซูอวี่อึ้งไปเลย หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ "ใช่ 100 แต้มที่ให้เป็นรางวัลนั่นแหละ แกคิดว่าสถาบันจะให้แต้มผลงานพวกแกมากมายก่ายกองจริงๆ เหรอ เข้าไปเดี๋ยวก็รู้ รางวัลที่เขาให้แกน่ะ อีกเดี๋ยวเขาก็เอาคืนไปแล้ว แกก็ตั้งหน้าตั้งตาหาแต้มในสถาบันต่อไปเถอะ!"
"เข้าสถาบันระดับสูงได้ทั้งที ใครเขาอยากจะเรียนเวอร์ชันธรรมดากันล่ะ เวอร์ชันระดับสูงต้องใช้แต้มผลงานแลกมา เขาก็ให้รางวัลแต้มผลงานพวกแกมา 100 แต้มพอดี แล้วก็หักล้างกันไปหมด"
ซูอวี่เบิกตาโพลง สถาบันระดับสูง... ฉลาดแกมโกงจริงๆ!
ถ้าหลิวเหวินเยี่ยนไม่บอก เขาก็คงไม่รู้เรื่องนี้ มิน่าล่ะใครๆ ก็บอกว่าในสถาบันระดับสูง แต้มผลงานมันไม่พอใช้เลยสักนิด โกงกันหน้าด้านๆ เลยนี่หว่า!
"เวอร์ชันธรรมดาน่ะฟรีหมดเลย วางใจเถอะ แกไม่แลกก็ได้ บ่มเพาะเวอร์ชันธรรมดาก็เหมือนกันแหละ..."
หลิวเหวินเยี่ยนพูดติดตลก "งั้นก็ประหยัดไว้ดีไหม ไม่ต้องแลกหรอก!"
ซูอวี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมก็อยากเป็นอัจฉริยะ อยากจะยืนอยู่เหนือคนในระดับเดียวกันนี่ครับ ผมต้องแลกสิ ถ้าไม่แลก พอถึงระดับเชียนจวินขั้นที่เก้า ผมก็สู้พวกอัจฉริยะระดับเก้าของสถาบันสงครามไม่ได้สิ แบบนี้ขาดทุนแย่เลย!
"อาจารย์ครับ แล้วถ้าแลกเคล็ดวิชากับคนอื่นเป็นการส่วนตัวล่ะครับ... มันจะถูกกว่าไหมครับ"
"ผิดกฎหมายสิ!"
หลิวเหวินเยี่ยนดับความคิดเขาลงทันที "ฉันบอกแล้วไง ว่าคนในครอบครัวต้องมีระดับแต้มผลงานสูงถึงจะสืบทอดกันได้ แถมโควตายังจำกัดด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าถูกจับได้ก็ผิดกฎหมายหมดนั่นแหละ แกคิดว่ามันจะหาช่องโหว่ได้ง่ายๆ ขนาดนั้นเลยเหรอ"
ซูอวี่ตัดใจแล้ว หัวใจแตกสลายไปแล้ว
แต้มผลงาน 100 แต้มของเขาดูเหมือนจะยังไม่ทันได้มาอยู่ในมือ แต่ตอนนี้กลับพบว่ามันหายวับไปแล้ว!
หลิวเหวินเยี่ยนปลอบใจ "ไม่เป็นไรหรอก แกยังมีแต้มผลงานที่เป็นรางวัลอีกหลายสิบแต้มไม่ใช่เหรอ ประหยัดหน่อยก็ใช้ได้อีกนานเลยล่ะ! 'เคล็ดเทพสงคราม' เวอร์ชันธรรมดาน่ะ เดี๋ยวฉันจะหาคนจัดการมาให้สักเล่ม อีกสองวันแกค่อยมาเอา ส่วนเวอร์ชันอักษรเจตจำนงน่ะเลิกคิดไปได้เลย อาจารย์ของแกคนนี้ไม่เคยฝึก 'เคล็ดเทพสงคราม' เขียนมันออกมาไม่ได้หรอกนะ"
ซูอวี่พยักหน้า เขาก็ไม่ได้อยากได้อักษรเจตจำนงอีกแล้ว ตอนนี้เขาก็พอจะรู้มาบ้าง ว่าของแบบนี้มันใช้พลังไปมากทีเดียว
(จบเนื้อหา)







