หลังจากให้อาหารสุนัขเรียบร้อย พี่น้องทั้งห้าก็ช่วยกันลากซากหมีดำตัวหนึ่งกับหมาป่าอีกสี่ตัวกลับหมู่บ้าน พวกเขากลับมาถึงเกือบสี่โมงเย็นแล้ว
ตามปกติ เวลานี้ทุกบ้านก็เริ่มเตรียมอาหารเย็นกันแล้ว ไหนจะอากาศหนาวจัดอีก แทบไม่มีใครออกมาเดินเล่นข้างนอก
แต่พอพี่น้องตระกูลสวี่เดินเข้าหมู่บ้านกลับมีคนที่กำลังเดินเล่นอยู่พอดี พอเห็นพวกเขาลากสัตว์ป่ากลับมา ก็พากันกรูเข้ามารุมดูทันที
“โอ้โห พวกนายออกล่าสัตว์มาหรอ? แม่เจ้า หมีดำตัวเบ้อเร่อ นี่หมาป่าตั้งกี่ตัวเนี่ย? สุดยอดไปเลย!”
ทุกคนที่เห็นซากสัตว์ต่างพากันอิจฉาไม่หยุด
“มานี่ๆ พี่สวี่ เดี๋ยวพวกเราช่วยลากกลับบ้านให้”
แต่ละคนก็แสดงน้ำใจเข้ามาช่วย เพราะในใจก็หวังว่าจะได้เนื้อสัตว์ติดมือกลับไปบ้าง
ตามหลักแล้ว ของป่าห้ามฮุบไว้คนเดียว คนในหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ว่าจะช่วยจริงหรือแค่พูด ก็สมควรจะได้รับเนื้อติดไม้ติดมือบ้าง
สวี่ซื่อเยี่ยนเข้าใจดี เขาเองก็ไม่ใช่คนตระหนี่อะไร จะแบ่งให้หน่อยก็ไม่เป็นไร
อีกอย่าง สุนัขกับปืนก็เป็นของหมู่บ้าน จะให้เขาไม่แบ่งใครเลย คนอื่นก็จะเอาไปนินทาได้อีก
แบบนี้แหละ พวกเขาก็พาซากสัตว์เดินลากมาทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน
ยังไม่ทันจะถึงหน้าบ้าน ก็มีคนตะโกนเข้าไปในลานบ้านแล้ว
“ลุงสวี่ ออกมาดูเร็ว! พี่สวี่กลับมาพร้อมซากหมีดำกับหมาป่า!”
ในห้องฝั่งตะวันออกของบ้านตระกูลสวี่ สวี่เฉิงโฮ่วกับโจวกุ้ยหลานกำลังนั่งเป็นกังวล ไม่รู้ว่าลูกชายทั้งหลายที่เข้าป่าจะเป็นยังไงบ้าง
การออกล่าสัตว์มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำยังไงดี?
เสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงก็เป็นห่วงสามีของตัวเองอยู่ในใจ แต่ก็ยังมีความหวังว่าพวกเขาจะได้ของดีติดมือกลับมา
ทันใดนั้นได้ยินเสียงตะโกนจากนอกบ้าน ทุกคนก็ลุกขึ้นพรวดรีบวิ่งออกไปที่ลานทันที
“โอ้โห หมีดำตัวเบ้อเร่อขนาดนี้? แล้วนี่อะไร หมาป่างั้นเหรอ?
ตายจริง พวกเธอล่ามาได้เยอะจริง ๆ”
โจวกุ้ยหลานตะลึงทันทีที่เห็นสัตว์ป่าตัวใหญ่ ๆ วางอยู่กลางลานบ้าน
“พวกเธอเป็นอะไรกันมั้ย? มีใครเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
แม่คนหนึ่ง ย่อมห่วงความปลอดภัยของลูกเป็นอันดับแรก เธอรีบดูแต่ละคนด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าจะมีใครบาดเจ็บ
“แม่ พวกเราไม่เป็นไรเลย วันนี้ผมกับพี่ใหญ่ไม่ได้ลุยเองด้วยซ้ำ แค่จูงหมาตามไปเท่านั้นเอง
พี่สามเก่งมากเลย ยิงแม่นสุด ๆ พี่รองก็ไม่เลวเหมือนกัน ยิงได้ดีเลยครับ”
สวี่ซื๋อเต๋อซึ่งออกล่าครั้งแรกยังคงตื่นเต้นไม่หาย พอเจอพ่อแม่ก็เริ่มเล่าอย่างออกรส พร้อมท่าทางสดใสร่าเริง
สวี่เฉิงโฮ่วฟังแล้วก็ยืดอกภูมิใจสุด ๆ
ยืนตรงหลังตรง กอดอกมองลูก ๆ กับซากสัตว์ด้วยรอยยิ้มกว้างเต็มหน้า
“ดี ดีมาก เก่งจริง ๆ เก่งมากเลย”
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องจะได้กินเนื้อหรือเอาไปขายได้เงิน แต่ที่สำคัญคือมันน่าภาคภูมิใจสุด ๆ
ช่วงนี้ข่าวหมาป่าบุกหมู่บ้านแพร่ไปทั่ว ทำให้คนทั้งหมู่บ้านกลัวกันไปหมด กลัวจะมีเหตุไม่คาดฝัน
แต่ลูกชายบ้านเขากลับเข้าป่าไปแล้วยิงหมาป่าตายตั้งสี่ตัว แบบนี้ใครจะไม่ปลื้มบ้าง?
พี่น้องตระกูลสวี่ก็จัดการแล่หนัง ถลกเนื้อซากหมีดำกับหมาป่ากันที่ลานบ้าน
คนที่มาช่วยก็ได้เนื้อกลับไปคนละหน่อย ต่างก็พากันดีใจกลับบ้านไป
แล้วก็ไม่ต้องรอถึงตอนเย็น คนทั้งหมู่บ้านก็รู้กันทั่วว่า พี่น้องตระกูลสวี่เข้าไปล่าสัตว์ในป่า ไม่เพียงแต่ฆ่าหมีดำตัวหนึ่งได้ ยังล่าหมาป่าได้อีกสี่ตัวด้วย
พอจ้าวต้าไห่ได้ยินข่าวก็อยู่นิ่งไม่ไหวแล้ว กำลังกินข้าวเย็นได้ครึ่งมื้อ ก็วางตะเกียบ ลุกพาลูกชายสองคน รีบวิ่งไปบ้านตระกูลสวี่
“พี่สวี่ ได้ข่าวว่าลูกชายบ้านพี่เข้าไปล่าสัตว์ในป่ากันเหรอ?”
บ้านจ้าวต้าไห่สนิทกับบ้านสวี่มาก มาเยี่ยมเหมือนมาเยือนบ้านตัวเอง เขาเปิดประตูเข้ามาก็พูดเสียงดังเลย
ทางบ้านสวี่ก็พอดีกำลังจะกินข้าว วางอาหารบนโต๊ะเสร็จพอดี
พอสวี่เฉิงโฮ่วเห็นจ้าวต้าไห่เข้ามา ก็เชิญให้นั่งกินข้าวด้วยกัน
แต่จ้าวต้าไห่โบกมือรีบปฏิเสธ ตอนนี้เขาจะมีอารมณ์กินข้าวที่ไหนล่ะ? “เจ้าสวี่คนโต คนรอง เล่าให้ลุงฟังหน่อยเรื่องล่าสัตว์น่ะ”
“ลุงจ้าว ไม่ใช่พวกเราล่าสัตว์หรอก เป็นเจ้าสามที่พาพวกเราเข้าป่าน่ะ” สวี่ชื่ออันยิ้มๆ อธิบาย
“ถ้าไม่มีเจ้าสาม พวกเราคงทำอะไรไม่ได้หรอก ทั้งหมดต้องยกความดีให้เจ้าสามเลย
เขายิงปืนแม่น แถมยังดูรอยหมาป่าเป็นด้วย พวกเราถึงได้ล่าหมาป่าได้สี่ตัวนั่น”
วันนี้เข้าป่าแล้วได้ของล่าเยอะมาก คนที่มีผลงานหลักก็ต้องยกให้สวี่ซื่อเยี่ยน ไม่มีใครเถียง
สวี่ชื่ออันเป็นคนพูดตรงๆ มีอะไรก็พูด ไม่คิดจะปิดบัง
“พี่สาม เมื่อคืนยังบอกอยู่เลยว่าไม่มีฝีมือจะพาคนเข้าป่าได้ วันนี้กลับพาพี่ใหญ่พี่รองเข้าป่าไปล่าสัตว์ซะงั้น?”
จ้าวเจี้ยนเซ่อเป็นคนซื่อๆ พอได้ยินที่สวี่ชื่ออันพูดก็อุทานขึ้นมาทันทีด้วยความแปลกใจ
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้จักนิสัยของจ้าวเจี้ยนเซ่อดี เลยไม่โกรธอะไร
“ก็แค่หมาป่าสี่ตัว มันไม่ใช่ฝูงหมาป่าหรอก
ตอนเราไปฆ่าหมีดำนั่น พอกลับมาก็เลยลองดู ถ้าฆ่าหมาป่าได้ก็ถือว่าโชคดี”
“ลุงจ้าว ตอนเราเข้าป่า เห็นรอยเท้าฝูงหมูป่าเยอะมาก น่าจะมีเกินร้อยตัวเลยล่ะ
แต่ฝูงหมูใหญ่เกินไป ปืนมีน้อยไปไม่พอใช้ ปืนในหมู่บ้านก็เก่าๆ ทั้งนั้น ใช้การไม่ค่อยได้
ดีที่สุดคือทำเรื่องขออนุญาตทางการ ให้อนุมัติเพิ่มปืนกึ่งอัตโนมัติ แล้วรวมหมู่บ้านใกล้ๆ กันมาช่วยกัน
ตอนนี้เป็นช่วงที่หมูป่ากำลังรวมฝูง ถ้าล้อมไว้ได้ แล้วรุมยิงก็สบายเลย”
ในมุมมองของสวี่ซื่อเยี่ยน ฝูงหมูป่าแบบนี้จัดการง่ายที่สุด แค่คนเยอะปืนเยอะ ล้อมไว้ก็ยิงได้เลย
แต่ฝูงหมาป่านี่สิ จัดการยากกว่า เพราะหมาป่าฉลาดมาก การล้อมล่าเลยยาก
พอสวี่ซื่อเยี่ยนพูดขนาดนี้ จ้าวต้าไห่จะพูดอะไรได้อีก?
“เฮ้อ รายงานส่งขึ้นไปแล้วล่ะ แต่ใครจะไปรู้ว่าเบื้องบนจะอนุมัติเมื่อไหร่ ถ้าช้าไป อาจจะถึงปีใหม่แล้วก็ได้”
จ้าวต้าไห่เองก็ทำอะไรไม่ได้ เขาเป็นแค่หัวหน้าหน่วยของตำบลตงเจียงเหยียน ประชากรก็น้อย ฐานะทางเศรษฐกิจก็ไม่ดี ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ในหมู่บ้านมีแค่ปืนไม่กี่กระบอกที่พอจะใช้ได้ ของอื่นไม่ต้องพูดถึงเลย
เรื่องนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็จนปัญญา
จะล่าสัตว์นิดๆ หน่อยๆ อย่างหมูป่าบางตัว หมีดำตัวเดียว หรือกวางก็พอไหว
แต่ถ้าจะล่าฝูงหมูใหญ่ขนาดนั้น เขาเองก็ไม่มีความสามารถพอเหมือนกัน
คนไม่พอ ก็อย่าไปหวังเลย หมูป่าฝูงใหญ่ไม่ใช่ของเล่น
“ไม่ว่ายังไง พวกเธอล่าหมาป่าได้สี่ตัวในวันนี้ ก็ถือเป็นการกำจัดภัยให้ชาวบ้านนะ ทางหน่วยจะเสนอชื่อชมเชยแน่นอน
ถ้ามีโอกาสในอนาคต เจ้าสามก็ช่วยพาพวกหนุ่มๆ ในหมู่บ้านเข้าไปฝึกบ้าง สอนพวกเขาให้มีฝีมือบ้างนะ”
จ้าวต้าไห่พอใจกับสวี่ซื่อเยี่ยนมาก เด็กคนนี้มีฝีมือก็จริง แต่ที่สำคัญคือมีน้ำใจ มีความเป็นคนดี ใครๆ ก็ชอบ
ตรงนั้น จ้าวเจี้ยนเซ่อก็เดินมาหาสวี่ซื่อเยี่ยนเหมือนกัน “พี่สาม คราวหน้าเข้าไปล่าสัตว์อีก เรียกผมไปด้วยนะ ผมอยากตามไปด้วย”
จ้าวเจี้ยนเซ่อก็เป็นคนแบบนี้แหละ ใจกล้าเสียงดัง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม
บ้านไหนมีเรื่องเดือดร้อนเขาก็ไปช่วย ที่ไหนมีเรื่องสนุกเขาก็ไปร่วมด้วย แต่ไม่มีใครรำคาญเขาหรอก
...
เรื่องนี้ไม่เทแน่นอน ผู้แปลรออ่านรีวิวอยู่นะงับ ^^







