เซวียอิ๋งอันรับกระบี่แปดเหลี่ยมมา ในใจทั้งตระหนกทั้งยินดี นับตั้งแต่การเดินทางไปไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียนที่ทำให้ของวิเศษพังทลาย เขาก็ตกอยู่ในสภาพไม่มีของวิเศษให้ใช้สอย
สวี่อิงอาจไม่จำเป็นต้องใช้ของวิเศษ เพราะมีวิชาเทวะและวิชานั่วอันพลิกแพลงได้นับพันหมื่น แต่เซวียอิ๋งอันนั้นอย่างไรเสียก็ยังเน้นฝึกฝนกระบี่และระฆังเป็นหลัก หากมีของวิเศษย่อมช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของตนขึ้นได้อีกโข
อีกทั้งเขายังมีขุมทรัพย์เร้นลับอีกสามแห่งที่ยังไม่ได้เปิดออก ตอนนี้เขาเปิดขุมทรัพย์เร้นลับได้สามแห่งแล้ว ทว่าเมื่อตบะบารมีสูงขึ้น ความยากในการเปิดขุมทรัพย์เร้นลับอีกสามแห่งที่เหลือก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย ของวิเศษธรรมดาสามัญไม่สามารถเปิดขุมทรัพย์เร้นลับทั้งสามนั้นได้อีกต่อไป
แต่หากมีกระบี่แปดเหลี่ยมอยู่ในมือ ขุมทรัพย์เร้นลับอีกสามแห่งเขาก็สามารถเปิดมันออกได้ทั้งหมด!
ท้องฟ้าที่ก่อตัวจากเลือดเนื้อจู่ๆ ก็ทิ้งตัวต่ำลงมา คล้ายกับมีก้อนเนื้อขนาดยักษ์ห้อยย้อยลงมาจากฟากฟ้า เสียงจอแจดังขึ้นในใจของทุกคน รบกวนสติสัมปชัญญะและความคิดของพวกเขา
ทันใดนั้น ก้อนเนื้อก็ปริแตก เผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่ง และเสียงจอแจนั้นก็พุ่งทะยานถึงขีดสุดในวินาทีนี้ ทำเอาผู้คนสติแตกซ่าน!
ดาบเทวะขนาดยักษ์สองเล่มเบื้องหลังจินปู้อี๋พลันส่งเสียงกังวานใส เสียงรบกวนทั้งมวลมลายหายไป หลงเหลือเพียงเสียงดาบร้องอันกังวานชัด
ดวงตายักษ์ข้างนั้นกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะจับจ้องไปที่ร่างของจินปู้อี๋จากแดนไกล
"เช้ง!"
ประกายดาบเบื้องหลังจินปู้อี๋สาดกระจาย ปราณดาบยาวนับหมื่นจั้งผ่าทะลวงแผ่นฟ้า ทำให้ก้อนเนื้อบริเวณใกล้เคียงขาดสะบั้นอย่างต่อเนื่อง
จินอู๋ชราตัวนี้ยืนนิ่งไม่ไหวติง ปล่อยให้ปราณดาบของตนแผ่ขยาย กวาดล้างไปทั่วหล้า
ดวงตาข้างนั้นคล้ายจะโกรธเกรี้ยวและกำลังจะโจมตี ทว่าจู่ๆ ประกายดาบก็สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของมัน วินาทีต่อมาลูกตายักษ์ข้างนั้นก็ปริขาดออกเป็นสองซีก!
ปราณดาบสองสายเบื้องหลังจินปู้อี๋ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ประกายดาบสว่างไสวขึ้นทุกขณะ แสงดาบสาดส่องไปที่ใด ทุกสรรพสิ่งล้วนปริแตก!
เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังมาจากผืนเลือดเนื้อที่ปกคลุมท้องฟ้า ทันใดนั้นเลือดเนื้อทั้งหมดก็ถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าปะทะกับประกายดาบ
ทว่าปราณดาบเบื้องหลังจินปู้อี๋กลับยิ่งทรงพลัง มันแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทางโดยมีหลิงกุยช่ายเป็นศูนย์กลาง รัศมีครอบคลุมกว้างไกลขึ้นเรื่อยๆ จนยึดครองพื้นที่ไปครึ่งค่อนฟ้า
"พวกเจ้าจับให้แน่น"
จินปู้อี๋ส่งเสียงฮึมฮัมแผ่วเบา "ข้าแก่แล้ว ปราณเลือดถดถอย ยืนหยัดได้ไม่นานนักหรอก"
สวี่อิงใจหายวาบ รีบช่วยรักษาอาการบาดเจ็บทางกายให้ชิงปี้ ทว่าบาดแผลในดินแดนซีอี๋ตลอดจนบาดแผลของจิตวิญญาณหยวนเสินของชิงปี้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถรักษาได้
สวี่อิงหยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่งแล้วกล่าว "ข้ายังมีแก่นแท้วิถีดั้งเดิมอยู่อีกนิดหน่อย แม่นางชิงปี้ลองดื่มดูเถิด น่าจะช่วยให้ฟื้นฟูตบะบารมีได้อย่างรวดเร็ว"
หยวนชีประหลาดใจ "อาอิ้ง เจ้าไปเอาแก่นแท้วิถีดั้งเดิมมาจากไหน"
ระฆังใหญ่ที่แขวนอยู่บนคอของเขาก็แกว่งไกวอย่างอ่อนแรง คล้ายมีบางสิ่งอยากจะพูด
สวี่อิงตอบ "ก่อนที่ข้าจะคืนให้ราชครูเจียง ข้าเทแบ่งเก็บไว้ใช้เองนิดหน่อยน่ะ"
"นิดหน่อย?"
"นิดหน่อย"
หยวนชีครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ทว่ากลับเห็นนางฟ้าชิงปี้รับขวดหยกไปดื่มอึกหนึ่ง แล้วส่งคืนให้สวี่อิง เห็นได้ชัดว่าแก่นแท้วิถีดั้งเดิมในขวดหยกยังเหลืออยู่
"อาอิ้ง มีแค่นิดหน่อยจริงๆ หรือ ขอดูหน่อยสิ!" งูใหญ่โวยวาย
สวี่อิงรีบเก็บขวดหยกพลางกล่าวอย่างจริงใจ "ท่านเจ็ด ท่านก็รู้ว่าข้าอายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ต้องคิดเผื่อบั้นปลายชีวิตตัวเองบ้าง เตรียมสินสอดไว้แต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นแม่นางบ้านไหนจะยอมแต่งกับข้า ข้าอายุปาเข้าไปสองหมื่นปีแล้วมั้ง ท่านจะใจร้ายทนเห็นข้าครองตัวเป็นโสดไปตลอดได้ลงคอเชียวหรือ"
หยวนชีอ้ำอึ้ง "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจเจ้าผิดไปเอง ข้านึกว่าเจ้าเหลือเก็บไว้ให้ตัวเองตั้งมากมาย แล้วคืนราชครูเจียงไปแค่นิดเดียวเสียอีก"
สวี่อิงตีหน้าขรึม "ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเด็ดขาด!"
หยวนชีแอบชำเลืองมองในขวดหยกสองสามที แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่าเหลือแก่นแท้วิถีดั้งเดิมอยู่เท่าไร ร้อนรนจนคันยุบยิบในใจ
สวี่อิงยังช่วยฟื้นฟูกายเนื้อให้มังกรสวรรค์ผู้มีนิสัยสุภาพเรียบร้อยตัวนั้น ทำให้มังกรสวรรค์เติบโตขึ้นมาก เพียงแต่เมื่อเทียบกับหัวอันใหญ่โตของมันแล้ว ร่างกายของมันก็ยังดูเล็กจิ๋วอยู่ดี
ผ่านไปไม่นาน ชิงปี้ก็ฟื้นฟูตบะบารมีได้บางส่วน นางปลุกเร้าจิตวิญญาณหยวนเสิน พริบตานั้นเขาจิ่วหลงหลิงกุยช่ายก็หดตัวลอยลึกเข้าไปในท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ฟ้าดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หลิงกุยช่ายกำลังหวนคืนจากโลกใบนี้ กลับสู่หยวนโซ่ว!
ทันใดนั้น ก้อนเลือดเนื้อที่ยึดครองครึ่งค่อนฟ้าก็หวนกลับมาอีกครั้ง พุ่งทะลักเข้าหาหลิงกุยช่ายอย่างรวดเร็ว!
จินปู้อี๋กรีดร้องก้อง แสงเพลิงปะทุวาบ แสงเพลิงหลอมรวมเข้ากับประกายดาบ ยิ่งทวีความคมกริบ ผ่าทะลวงเลือดเนื้อนับไม่ถ้วนจนขาดสะบั้น เลือดเนื้อเหล่านั้นร่วงหล่นลงมาแล้วก็ลุกไหม้ไปเอง
ก้อนเลือดเนื้อที่ม้วนตลบฟ้าส่งเสียงดังปุดๆ ก้อนเนื้อยักษ์ห้อยย้อยลงมาจากท้องฟ้าทีละก้อน เมื่อกลอกกลิ้งหันมา ก็คือลูกตายักษ์ทีละดวง!
"ฟิ้ว!"
ดวงตาประหลาดนับไม่ถ้วนสาดส่องแสงเทวะ พุ่งเป้าไปที่หลิงกุยช่าย!
จินปู้อี๋ใช้ปีกม้วนรวบดาบคู่ สะบัดดาบฟาดฟันลงมา
สวี่อิง หยวนชี เซวียอิ๋งอัน และคนอื่นๆ มองดูด้วยความอกสั่นขวัญแขวน อดไม่ได้ที่จะลอบปาดเหงื่อเย็นให้จินอู๋ชราตัวนี้ ทว่าจู่ๆ หลิงกุยช่ายก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะอันตรธานหายไปจากดินแดนทัณฑ์สวรรค์
เบื้องหน้าพวกเขาสว่างจ้า แสงแดดสาดส่องแยงตา ตามมาด้วยประกายดาบอันเจิดจ้ายิ่งกว่าที่หอบเอาเพลิงเทวะสุริยันกวาดล้างไปทั่วแผ่นฟ้าของเขาจิ่วหลง แผดเผาท้องฟ้าจนกลายเป็นสีแดงฉาน!
ได้ยินเพียงเสียงเช้งช้งสองครั้ง ดาบเทวะทั้งสองเล่มก็ร่วงหล่นลงพื้นและยังคงปักอยู่เบื้องหลังจินปู้อี๋เช่นเดิม
ประกายดาบและแสงเพลิงที่อาบชโลมฟ้าส่งเสียงฟู่ฟ่า ก่อนจะถูกดูดกลืนกลับเข้าไปในดาบเทวะทั้งสองเล่ม ส่วนแสงเพลิงก็ร่วงหล่นเข้าสู่ร่างกายของจินปู้อี๋
สวี่อิงและหยวนชีมองจนตาค้าง อิจฉาจนลูกตาแทบจะถลนออกมา
สวี่อิงหันไปพูดกับหยวนชี "ข้าต้องเตรียมของวิเศษที่ร้ายกาจแบบนี้ไว้ให้ตัวเองอย่างแน่นอน มันต้องซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งรอให้ข้าสัมผัสได้ แล้วมันก็จะบินมาหาข้า!"
หยวนชีพยักหน้าหงึกหงัก ระฆังพังๆ ใต้คอก็ส่งเสียงดังทุ้มต่ำตอบรับเช่นกัน
จินปู้อี๋กล่าว "อาอิ้ง เจ้าลืมไปแล้วหรือ เจ้าไม่ใช้ของวิเศษหรอกนะ"
สวี่อิงชะงักงัน จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ในความทรงจำช่วงหลายปีของจินปู้อี๋ ดูเหมือนว่าตัวเขาจะไม่เคยใช้ของวิเศษเลยจริงๆ!
ถึงเขาจะเคยใช้ของวิเศษบ้าง ก็ใช้แค่ครั้งสองครั้ง แล้วก็วางทิ้งไว้ข้างกายอย่างไม่ใส่ใจ
หยวนชีกล่าวอย่างระมัดระวัง "อาอิ้ง ยังจำเรื่องราวตอนที่เราอยู่ไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียนได้ไหม ที่นั่นฝังเศษซากของวิเศษจากยอดฝีมือทั่วสรรพจักรวาล บนของวิเศษที่พังทลายเหล่านั้น มักจะมีรอยฝ่ามือของเจ้าประทับอยู่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ใช้ของวิเศษหรอก"
หางตาสวี่อิงกระตุกวาบ เขามองไปทางเซวียอิ๋งอัน กระแอมไอหนึ่งเสียงแล้วกล่าว "อาอัน หลี่เซียวเค่อผู้เป็นอาจารย์ของเจ้ายังรอดชีวิตอยู่ เขาต้องกลับมาชิงกระบี่แปดเหลี่ยมนี้คืนแน่ กระบี่แปดเหลี่ยมเก็บไว้ที่เจ้า เจ้าควบคุมมันไม่อยู่หรอก"
เซวียอิ๋งอันรีบตอบ "พี่สวี่ ข้าควบคุมอยู่"
"ไม่ เจ้าควบคุมไม่อยู่!"
ทั้งสองมีนิสัยแบบเด็กหนุ่ม กำลังยื้อแย่งกระบี่แปดเหลี่ยมกันอยู่ นางฟ้าชิงปี้ก็เดินเข้ามา สายตาจับจ้องไปที่กระบี่แปดเหลี่ยม สวี่อิงหน้าแดงเล็กน้อย ยอมปล่อยมือจากกระบี่แปดเหลี่ยมพลางอ้ำอึ้ง "ข้ากลัวว่าเขาจะควบคุมไม่อยู่..."
นางฟ้าชิงปี้กลั้นหัวเราะ กล่าวว่า "ท่านเซียนเฒ่าจะแย่งของของผู้น้อยด้วยหรือ"
เซวียอิ๋งอันกอดกระบี่แปดเหลี่ยมไว้แน่น พยักหน้ารัวๆ "ใช่แล้ว ท่านเป็นผู้อาวุโส! นี่เป็นของของผู้น้อย!"
สวี่อิงจำต้องยอมตัดใจด้วยความเจ็บปวด ลอบหงุดหงิดอยู่ในใจ
นางฟ้าชิงปี้กล่าว "อาการบาดเจ็บของข้าทุเลาลงบ้างแล้ว ข้าจะไปตามล่าหลี่เซียวเค่อ ไม่ตายไม่เลิกรา ขอลาเจ้าตรงนี้ เจ้าฟื้นความทรงจำก่อนหน้านี้ได้บ้างหรือยัง"
สวี่อิงส่ายหน้า "ตรงหน้าข้ามักจะมีภาพบางอย่างโผล่มาเสมอ แต่มองเห็นไม่ชัดเจนนัก"
จิตวิญญาณหยวนเสินเบื้องหลังนางฟ้าชิงปี้ยื่นมือออกไปเบาๆ เด็ดเอาเปลวเพลิงวิปลาสหยางบริสุทธิ์ที่นางใส่ไว้ในดินแดนซีอี๋ของสวี่อิงออกมา "เดิมทีข้าคิดว่าเปลวเพลิงวิปลาสหยางบริสุทธิ์ดอกนี้ จะช่วยเจ้าทำลายม่านหมอกแห่งความหลงผิด และทำให้เจ้าฟื้นความทรงจำได้บ้าง นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้ผลเท่าใดนัก เจ้าก็ยังจำเรื่องราวในอดีตระหว่างเราไม่ได้อยู่ดี"
ปลายนิ้วของนางประคองเปลวไฟดอกนี้ไว้ ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย ก่อนจะเป่าเบาๆ
สวี่อิงสัมผัสได้เพียงสายลมโชยกลิ่นหอมปะทะใบหน้า เปลวเพลิงวิปลาสหยางบริสุทธิ์ดอกนั้นถูกนางเป่าเข้าสู่ร่างกายของเขาและหายวับไป
นางฟ้าชิงปี้ยิ้มละมุน หมุนตัวหันหลังกลับไปพลางกล่าว "ข้าจะปลูกเปลวไฟดอกนี้ไว้ในจิตวิญญาณของเจ้า ท่านเซียนเฒ่า ไว้พบกันใหม่ในวันหน้า"
นางเรียกมังกรสวรรค์มา มังกรสวรรค์ตัวน้อยที่มีหัวโตเบ้อเริ่มกระโดดเหยงๆ ตามนางไป มันหันขวับกลับมาตะโกน "สวี่อิง บิดา..."
มันเห็นจินปู้อี๋ยืนอยู่เบื้องหลังสวี่อิงก็หดคอวูบ กล่าวว่า "ผู้น้อยจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้าจัดการเจ้านายข้าก็แล้วกัน ห้ามมีครั้งหน้านะ! ถ้าคราวหน้าเจ้ากล้าฆ่าเจ้านายข้าอีก ข้าจะจัดการเจ้าซะ!"
มันกระโจนขึ้นไปบนโลงศพสีดำ นั่งยองๆ ลงพลางกล่าว "ชิงปี้ หลังจากจัดการหลี่เซียวเค่อแล้ว เราค่อยมาสะสางบัญชีแค้นระหว่างเราสองคนกัน แต่ข้าคงสู้เจ้าไม่ได้หรอกนะ เจ้าต้องออมมือให้ข้าด้วย อย่าตีแรงนักล่ะ"
ชิงปี้ตอบรับอืมคำหนึ่ง
สวี่อิงตะโกนลั่น "แม่นางชิงปี้ หากเจ้าอยากฝึกทั้งปราณและนั่วควบคู่กัน มาหาข้าได้นะ! ข้ารวบรวมขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหกครบแล้ว!"
ชิงปี้โบกมือ โลงศพสีดำก็พุ่งทะยานแหวกอากาศจากไป
มังกรสวรรค์นั่งยองๆ อยู่บนโลงศพ กล่าวว่า "ไอ้เด็กบ้าสวี่อิงนั่นฆ่าเจ้านายคนก่อนของข้า ข้ากับมันอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ทว่าเห็นแก่ที่มันช่วยรักษาแผลให้ข้า ก็ถือว่าหายกันไป...ไอ้เด็กเปรตนั่นดันมาแก้อักขระวิถีสวรรค์บนตัวข้าเสียนี่!"
มันเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยว กระโดดไปมาบนโลงศพพลางตะโกนอย่างเดือดดาล "อักขระวิถีสวรรค์บนตัวข้าเป็นของติดตัวมาแต่กำเนิด มันดันมาแก้ให้ข้า...เอ๊ะ ดีขึ้นกว่าเดิมแฮะ!"
มันกลับลงไปนั่งยองๆ อีกครั้ง ยืนหยัดรับสายลมพลางกล่าว "ข้ารู้สึกได้ว่าที่มันแก้ให้นั่นแหละถึงจะถูก แปลกจริง ทำไมมันถึงรู้จักอักขระวิถีสวรรค์ได้ล่ะ ชิงปี้ เจ้าไปรู้จักมันได้อย่างไร"
นางฟ้าชิงปี้ตกอยู่ในภวังค์ความคิด มังกรสวรรค์สังเกตเสี้ยวหน้าของหญิงสาว ก็เห็นเพียงรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าของนาง
มังกรสวรรค์งุนงง
นางฟ้าชิงปี้กระซิบเสียงแผ่ว "ปีนั้นข้าอยากรู้เรื่องของเขามาก จึงเคยพบปะพูดคุยกับเขาอยู่หลายครา"
มังกรสวรรค์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "วาสนาอันใดหรือ"
นางฟ้าชิงปี้ไม่ได้กล่าวสืบต่อ
บนเขาจิ่วหลง สวี่อิงกล่าวลาเซวียอิ๋งอันเพื่อจากไป เซวียอิ๋งอันกำลังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เหล่าศิษย์เขาจิ่วหลง พร้อมทั้งอธิบายถึงความชั่วช้าของหลี่เซียวเค่อให้พวกเขาฟัง เมื่อได้ยินว่าสวี่อิงจะจากไป ในใจก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาทันที
"พี่สวี่ ข้าอยากติดตามท่านไปเหลือเกิน เพียงแต่เป็นห่วงว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องเขาจิ่วหลงนั้นใสซื่อนัก เกรงว่าจะถูกหลี่เซียวเค่อหลอกลวงเอาอีก ข้าจึงทำได้เพียงรั้งอยู่ต่อ"
เซวียอิ๋งอันกล่าว "บัดนี้เขาจิ่วหลงไร้ผู้ปกครอง ข้าจะขึ้นเป็นประมุข ถ่ายทอดวิชาขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหกให้แก่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง นำพาพวกเขาให้เดินไปในทางที่ถูกที่ควร"
แววตาของเขาร้อนแรง กล่าวว่า "พี่สวี่ ความรู้ของท่านมีมากกว่าข้าเป็นร้อยเท่า ไฉนจึงไม่อยู่ต่อเล่า หากท่านรั้งอยู่ ท่านก็คือประมุขเขาจิ่วหลง!"
สวี่อิงบอกปัดอย่างนุ่มนวล "การต่อสู้ระหว่างชิงปี้กับหลี่เซียวเค่อสร้างความสะเทือนใจให้ข้าอย่างใหญ่หลวง ทำให้ข้าตระหนักได้ว่าตนเองยังมีจุดบกพร่องที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่"
เซวียอิ๋งอันหลุดปาก "ท่านแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ครอบครองขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหก ทั้งยังรู้วิชาเทวะแห่งวิถีสวรรค์ จะยังมีจุดบกพร่องได้อย่างไร"
สวี่อิงส่ายหน้าตอบ "ข้าเพียงแต่ก้าวนำผู้อื่นไปหนึ่งก้าวในการครอบครองขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหก ในภายภาคหน้าหากการฝึกทั้งปราณและนั่วควบคู่กันกลายเป็นวิถีหลัก ทุกคนก็สามารถครอบครองขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหกได้ ส่วนวิชาเทวะแห่งวิถีสวรรค์นั้น นั่นคืออานุภาพของวิถีสวรรค์ เกี่ยวอันใดกับข้าเล่า หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่แตกฉานในอักขระวิถีสวรรค์ เขาก็อาจทำได้ไม่ด้อยไปกว่าข้าเลย เมื่อได้ชมการต่อสู้ระหว่างชิงปี้และหลี่เซียวเค่อ จู่ๆ ข้าก็ตระหนักได้ว่า หนทางของข้าอาจจะเดินมาผิดทางแล้ว"
เซวียอิ๋งอันเอ่ยถาม สวี่อิงจึงกล่าวว่า "แม่นางชิงปี้อาศัยเพียงการบำเพ็ญปราณ ก็สามารถต่อสู้จนบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่ายกับหลี่เซียวเค่อได้ เห็นได้ชัดว่าการบำเพ็ญปราณนั้นมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่"
เซวียอิ๋งอันพยักหน้าเบาๆ กล่าวชื่นชม "วิชาเทวะของนางฟ้าชิงปี้นั้นล้ำเลิศเกินพรรณนา หากวิชาเทวะที่พลิกแพลงได้นั้นมีอาณาเขตของเซียนอยู่ล่ะก็ เช่นนั้นนางก็คงก้าวเข้าสู่อาณาเขตเซียนไปแล้วอย่างแน่นอน"
สวี่อิงกล่าว "หลี่เซียวเค่อปลูกถ่ายถ้ำสวรรค์ขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหกของผู้อื่น เพื่อแสดงพลังของขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหกออกมา แน่นอนว่าพลังเวทของเขานั้นแข็งแกร่งไร้ขอบเขต วิชานั่วก็ไม่ธรรมดา แต่ในสายตาของข้า วิชานั่วของเขายังเทียบโจวฉีอวิ๋นไม่ได้"
เซวียอิ๋งอันไม่รู้ว่าโจวฉีอวิ๋นคือใคร แต่คิดว่าการที่สวี่อิงจดจำฝังใจได้ ย่อมต้องมีความไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
"นับตั้งแต่ข้าจากทุ่งตระกูลเจี่ยงมา ข้าก็ไม่เคยเรียนรู้วิชาเทวะอย่างเป็นระบบ ไม่เคยเรียนรู้วิชากระบี่อย่างจริงจัง และไม่เคยได้รับการถ่ายทอดวิชานั่วที่แท้จริงเลย"
สวี่อิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "หากข้าต้องการผสานขุมทรัพย์เร้นลับทั้งหกและการบำเพ็ญปราณเข้าด้วยกัน อันดับแรกข้าต้องเรียนรู้ทั้งสองอย่างให้แตกฉานเสียก่อน หากเรียนรู้ได้ไม่ดีทั้งสองอย่าง ต่อให้บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสูงสุด ก็เป็นได้แค่หลี่เซียวเค่อคนที่สองเท่านั้น"
เขายิ้มน้อยๆ พลางกล่าว "อิ๋งอัน ข้าออกจะโลภมากไปสักหน่อย ข้าอยากบำเพ็ญปราณให้ถึงระดับเดียวกับแม่นางชิงปี้ และฝึกนั่วให้ถึงระดับเดียวกับโจวฉีอวิ๋น ถึงตอนนั้นค่อยนำทั้งสองสายมาหลอมรวมกัน บางทีอาจจะบรรลุถึงขั้นสูงสุดได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซวียอิ๋งอันก็ไม่รั้งเขาไว้อีก กล่าวว่า "ท่านมีปณิธานอันสูงส่ง ข้าไม่อาจฝืนรั้ง ท่านรอสักสองวันเถิด ข้าจะรวบรวมวิชากระบี่ของสำนักมาถ่ายทอดให้ท่าน"
สวี่อิงส่ายหน้ายิ้มๆ "ไม่ต้องหรอก ข้าเรียนรู้หมดแล้ว"
เซวียอิ๋งอันมองเขาด้วยความประหลาดใจ
สวี่อิงโบกมือ นำหยวนชีและจินปู้อี๋ลงจากเขา เซวียอิ๋งอันมองตามแผ่นหลังของพวกเขา จู่ๆ ในใจก็บังเกิดความฮึกเหิมขึ้นมา จึงตะโกนลั่น "พี่สวี่ ตั้งแต่รู้จักกันมาเรายังไม่เคยประลองกันเลยสักครา ท่านไม่อยากสัมผัสวิชากระบี่ของเขาจิ่วหลงด้วยตัวเองดูสักหน่อยหรือ"
สวี่อิงหยุดฝีเท้า หันกลับมามอง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้พลุ่งพล่านในใจ เขายิ้มตอบ "เอาสิ!"
เซวียอิ๋งอันยืนอยู่บนยอดเขา ทันใดนั้นปราณกระบี่ในมือก็ปะทุขึ้น ประกายกระบี่ไหลเวียน เด็กหนุ่มผู้นี้เหินกระบี่ขึ้นไปราวกับเซียนกระบี่ พุ่งข้ามฟากฟ้าเข้าโจมตี!
ร่างของสวี่อิงทะยานขึ้น กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศไป ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนเบื้องหลังกลายเป็นหางกระบี่ยาวเหยียด กวาดตวัดเข้าหาเซวียอิ๋งอัน
หยวนชีและจินปู้อี๋หยุดเท้าจ้องมอง เห็นเพียงทิวเขาจิ่วหลงทอดยาวสลับซับซ้อน บริเวณที่ลาดชันก็มีสันเขาเตี้ยๆ บริเวณที่สูงชันก็ยากที่วานรวิเศษจะปีนป่าย ประกายกระบี่สองสายพุ่งทะยานไปมาระหว่างขุนเขาและสายน้ำ ประกายกระบี่แต่ละสายปะทะกัน ระเบิดออก ราวกับแจกันเงินแตกกระจาย สาดกระเซ็นประกายกระบี่ไปทั่วแผ่นฟ้า!
ประกายกระบี่เหล่านั้นไม่ได้สลายไป บ้างซุ่มซ่อนอยู่ระหว่างขุนเขาและสายน้ำ บ้างเร้นกายอยู่ใต้แมกไม้ใบหญ้า ดักซุ่มโจมตีอย่างมิดชิด
รอจนร่างของทั้งสองบินมาถึง ประกายกระบี่และปราณกระบี่เหล่านั้นก็ปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับหิมะสีเงินโปรยปรายเต็มฟ้า ร่างสองร่างพุ่งทะยานเข้าปะทะกันท่ามกลางเกล็ดหิมะ!
พายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เหล่าศิษย์เขาจิ่วหลงจนพากันมามุงดู
พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือด้านวิชากระบี่ ได้รับการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงจากหลี่เซียวเค่อ แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังมองจนตาลายใจสั่น
เห็นเพียงพายุหิมะนั้นค่อยๆ ปกคลุมยอดเขา ก่อตัวเป็นรูปมังกรขด ราวกับชีพจรมังกรของเขาจิ่วหลงฟื้นคืนชีพ พุ่งทะยานมาจากเทือกเขาแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน!
ศิษย์เขาจิ่วหลงตกใจ "จะสู้กันจนตายไปข้างเลยหรือ"
ทว่าเมื่อปราณกระบี่รูปมังกรทั้งสองสายกำลังจะปะทะกัน จู่ๆ ก็เบี่ยงหลบซ้ายขวาสวนทางกันไป
สวี่อิงร่อนลงบนหัวหยวนชี ส่วนเซวียอิ๋งอันร่อนลงบนยอดเขา
ทันทีที่ทั้งสองคนเท้าแตะพื้น ก็เห็นปราณกระบี่ที่ปกคลุมทั่วฟ้าพุ่งทะยานลงมาจากเบื้องบน ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว จมหายเข้าไปในร่างของพวกเขา
ทิวทัศน์หิมะอันเจิดจ้าเมื่อครู่มลายหายไปไร้ร่องรอย
สวี่อิงประสานมืออำลาจากแดนไกล เซวียอิ๋งอันโค้งคำนับตอบรับ
หยวนชีแบกสวี่อิงเลื้อยลงจากเขา จินปู้อี๋ก้าวขาทั้งสามข้าง เดินโยกเยกซ้ายทีขวาทีตามงูใหญ่ไป สายตาจับจ้องอยู่ที่หางงูตลอดเวลา
หยวนชีถูกมันจ้องจนขนลุก รีบเอ่ยถาม "ท่านจิน ท่านไม่เอาดาบแล้วหรือ"
ดาบเทวะทั้งสองเล่มนั้นปักอยู่บนยอดเขาของเขาจิ่วหลงหลิงกุยช่าย ส่องแสงเรืองรองสะดุดตายิ่งนัก
"วางไว้ตรงนั้นแหละ"
จินปู้อี๋ยื่นกรงเล็บออกไปตะปบหางที่กำลังเลื้อยส่ายไปมาพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "ดาบข้ามันเร็ว เรียกปุ๊บก็มาปั๊บ"







