(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 321
บทที่ 321 ไม่ใช่เงินช่วยเหลือ แต่เป็นค่าเลี้ยงดู
ครั้งนี้เฉินหยูไม่ได้เล่นตัว
เขาชี้ให้เห็นตรงๆ ถึงสาเหตุที่ทั้งสองคนดื้อดึงไม่ยอมไปจากที่นี่
ประมาณหนึ่งปีหลังจากที่ลูกชายจากไป เงินสองล้านในมือของทั้งสองคนก็ถูกพวกเขาผลาญไปจนแทบไม่เหลือ
วันหนึ่ง มีองค์กรการกุศลเอกชนแห่งหนึ่งมาหาพวกเขา
โดยอ้างว่าได้รับใบสมัครขอรับความช่วยเหลือผู้ยากไร้ของทั้งสองคน จึงส่งเจ้าหน้าที่มาลงพื้นที่ตรวจสอบ
ทั้งสองคนไม่เคยส่งใบสมัครอะไรนั่น เดิมทีตั้งใจจะไล่เจ้าหน้าที่ออกไป แต่พอได้ยินว่าถ้าได้รับการประเมินว่าเป็นครอบครัวยากจน จะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละหกพันหยวน
สองสามีภรรยาที่โลภมากเป็นทุนเดิมก็เกิดความคิดตุกติกขึ้นมาทันที
พวกเขาบรรยายอย่างโอเวอร์ว่าชีวิตของพวกเขาลำบากแค่ไหน และลูกชายอกตัญญูเพียงใด
เพื่อให้ได้เงินช่วยเหลือนี้ ทั้งสองคนใช้เงินที่เหลืออยู่ไม่มากไปซื้อใบรายงานผลการตรวจจากโรงพยาบาลปลอมๆ มาสองสามฉบับ
เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองคนป่วยเป็นโรคคนแก่สารพัดโรค
หลังจากผ่านการตรวจสอบเป็นชุด ทั้งสองคนก็ได้รับเลือกให้เป็นครอบครัวยากจนที่ทางองค์กรจะให้ความช่วยเหลือ
ตั้งแต่เดือนที่สองเป็นต้นมา ทั้งสองคนก็ได้รับเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้เดือนละหกพันหยวนทุกเดือนจริงๆ
ทว่าเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้นี้มีเงื่อนไขอยู่
เงินช่วยเหลือผู้ยากไร้มีไว้สำหรับช่วยเหลือครอบครัวยากจนในท้องถิ่นโดยเฉพาะ ถือเป็นเงินทุนเฉพาะกิจ
หากทั้งสองคนย้ายออกจากพื้นที่ สิทธิ์ในการรับเงินช่วยเหลือจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ
ถ้ามีธุระจำเป็นต้องไปที่อื่นสักระยะ จะต้องส่งเอกสารยืนยันอีกหลายอย่าง
สรุปก็คือ ขั้นตอนมันยุ่งยากมาก
ครั้งนี้เหล่าชาวเน็ตแทบจะอกแตกตายด้วยความโมโห
องค์กรการกุศลต้องทำพลาดแน่ๆ
เข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวยากจนครอบครัวอื่น
ทั้งสองคนไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับ แต่กลับฮุบเงินช่วยเหลือการกุศลของคนอื่นมาเป็นของตัวเองหน้าตาเฉย
ทำตัวได้ถึงขนาดนี้ ไม่สมควรเรียกว่าคนอีกต่อไปแล้ว
เฉินหยูพูดพลางหัวเราะ "ทุกคนอย่าเพิ่งรีบด่ากันสิครับ พวกคุณไม่รู้สึกแปลกๆ บ้างเหรอ?"
"ถ้ามีคนอื่นยื่นขอรับเงินสนับสนุนการกุศลนี้ แล้วรอมานานขนาดนี้ยังไม่มีความคืบหน้า พวกเขาจะไม่ไปถามไถ่หน่อยเหรอครับ?"
พอได้ยินแบบนี้ เหล่าชาวเน็ตที่กำลังพิมพ์คอมเมนต์กันรัวๆ ก็ชะงักไปทันที
จริงด้วย
ต่อให้องค์กรการกุศลทำพลาด เข้าใจผิดเอาหลี่กุ่ยมาเป็นหลี่ขุยก็ตาม
ครอบครัวยากจนที่ยื่นขอเงินช่วยเหลือ จะไม่รู้ไปตรวจสอบดูหน่อยเลยเหรอ?
ไปถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมถึงไม่มาลงพื้นที่ที่บ้านตัวเอง
"รับเงินช่วยเหลือมาสองปีกว่า พวกคุณไม่รู้สึกแปลกใจบ้างเลยเหรอครับ?"
เฉินหยูมองไปที่ชายหญิงชราสองคนที่อยู่หลังหน้าจอ
ทั้งสองคนไม่รู้สึกแปลกใจเลยจริงๆ
ได้เงินกินเปล่าเดือนละหกพัน แค่ดีใจก็ยังไม่ทัน จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดว่ามันมีปัญหาอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า
ตอนนี้พอได้ยินเฉินหยูถามแบบนี้ คุณตาหน้าตาประหลาดใจพลางพูดขึ้นว่า "หรือว่าเงินนี่จะมีปัญหา?"
"มีปัญหาแน่นอนครับ"
เฉินหยูแค่นหัวเราะ "พวกคุณไม่สนใจไยดีลูกชาย คอยแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อเขาทุกวิถีทาง"
"แต่ลูกชายของพวกคุณ ไม่ได้ตัดขาดอย่างเด็ดขาดหรอกนะครับ"
"เงินหกพันหยวนไม่ใช่เงินช่วยเหลือจากองค์กรการกุศล แต่เป็นค่าเลี้ยงดูที่ลูกชายของพวกคุณฝากเพื่อนส่งให้พวกคุณเป็นประจำต่างหาก"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าชาวเน็ตก็ตกใจมาก
"ไอ้ลูกเวร! ทำให้ฉันโมโหแทบตาย!!!"
พอรู้ความจริง สองสามีภรรยาไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกละอายใจ
แต่กลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ปากก็สบถด่าทอลูกชายสารพัดว่าไม่ใช่คน
การที่สามารถส่งเงินให้พวกเขาทุกเดือนเดือนละหกพัน แสดงว่าชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีไม่น้อย
แต่กลับทิ้งพ่อแม่ไว้ที่บ้านเกิดโดยไม่สนใจไยดี
แกล้งทำเป็นหนีหนี้ จ้างตัวประกอบมาตั้งเยอะแยะให้ปลอมตัวเป็นพวกทวงหนี้นอกระบบ มาขู่พวกเขาถึงบ้านทุกวัน
มันจะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!
คุณตาพูดด้วยน้ำเสียงมาดร้าย "ถ้ารู้ว่าไอ้ลูกทรพีมันจะไร้จิตสำนึกขนาดนี้ ตอนนั้นไม่น่าคลอดมันออกมาเลย"
"ตาเฒ่า อย่าเพิ่งรีบโมโหไป"
คุณยายขยิบตาให้ตาเฒ่า แล้วลดเสียงลงกระซิบกระซาบ
คุณตาพยักหน้ารัวๆ แล้วพูดอย่างร้อนรนว่า "ไอ้หนุ่มแซ่เฉิน คำพูดเสียมารยาทที่แกพูดกับพวกเรา พวกเราจะไม่ถือสา"
"แต่แกต้องบอกพวกเราเดี๋ยวนี้ ว่าไอ้ลูกทรพีนั่นตอนนี้มันอยู่ที่ไหน"
"พวกเราจะไปถามมันต่อหน้า ว่าตกลงมันต้องการอะไรกันแน่!"
สองสามีภรรยาล้วนเป็นจอมเจ้าเล่ห์ในหมู่คนเจ้าเล่ห์
จากคำบอกเล่าของเฉินหยู ทั้งสองคนก็จับจุดได้อย่างเฉียบแหลมว่าการที่ลูกชายหนีไปต่างถิ่น เป็นไปได้มากว่าคงจะร่ำรวยแล้ว
เดือนละหกพัน ปีนึงก็เจ็ดหมื่นสอง
ให้ติดต่อกันมาสองปี แสดงว่าลูกชายไม่เพียงแต่หางานทำได้ แต่เงินที่หามาได้ก็อาจจะมากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ
ลูกชายยังมีชีวิตอยู่ดี ประกันที่ซื้อให้เขาเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้แล้ว
ถ้าหาตัวลูกชายเจอ ก็ใช้มุกเดิมคือหนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามผูกคอตายต่อไป
กุมจุดอ่อนของไอ้ลูกเวรไว้แน่นๆ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะไม่ให้เงิน
ด้วยความกังวลว่าเฉินหยูจะไม่ยอมบอกที่อยู่ คุณยายจึงพูดแกมขู่ว่า "เฉินหยู ที่นี่มีคนดูอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าแกพูดโกหกหลอกลวง ระวังจะโดนคนรุมด่าเอาล่ะ"
"หึหึหึ"
เฉินหยูยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "ในฐานะหมอ ผมไม่มีทางพูดโกหกกับคนไข้หรอกครับ"
"ตอนนี้ลูกชายของพวกคุณอยู่ทางใต้"
"ทางใต้ที่ไหน?"
คุณตาเร่งถามที่อยู่ที่เจาะจงลงไปอีก
"ผมเป็นแค่จิตแพทย์ ไม่ใช่นักสืบเอกชน แล้วก็ไม่ใช่เทพเซียนที่รู้ไปซะทุกเรื่องด้วย"
"ถ้าพวกคุณถามแบบนี้ มันก็ออกจะบังคับกันเกินไปหน่อยแล้วล่ะครับ"
เฉินหยูเปลี่ยนท่านั่ง สายตามองทั้งสองคนอย่างขบขัน
"แกโกหก! แกต้องรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของไอ้เด็กเวรนั่นแน่ๆ"
เพื่อที่จะได้สูบเลือดสูบเนื้อลูกชายต่อไป สีหน้าของสองสามีภรรยาก็ดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเฉินหยูให้ได้
เฉินหยูพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "ผมบอกไปแล้วไงครับ ว่าผมเป็นจิตแพทย์ ไม่ใช่เทพเซียนที่รู้ไปซะทุกเรื่อง"
"ฮึ!"
เมื่อเห็นว่าเฉินหยูไม่ยอมบอก คุณตาก็แค่นเสียงเย็นชา "อย่าคิดว่าแกวิเศษวิโสมาจากไหนนะ ถึงแกไม่บอก พวกเราก็หามันเจอ"
"เดี๋ยวพวกเราสองคนจะไปแจ้งความกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"
"ไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะไม่ช่วยพวกเราตามหาลูกชาย"
"เชิญครับ"
เฉินหยูผายมือออก ทำท่าทางส่งแขก
ทั้งสองคนโกรธจัดจนสบถด่าไม่หยุด แล้วรีบตัดสายไปอย่างรวดเร็ว
คอมเมนต์ของเหล่าชาวเน็ตก็หลั่งไหลตามมาติดๆ
"หมอเฉิน พวกเขาจะไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงๆ เหรอ?"
"ถ้าหาลูกชายเจอ ลูกชายของพวกเขาจะต้องกลับไปทนทุกข์ทรมานเหมือนเมื่อก่อนอีกไหม?"
"ดูจากคำถามของพวกคุณ ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แฟนคลับตัวยงของหมอเฉิน หมอเฉินจะไปช่วยคนเลวได้ยังไง?"
"มันก็พูดได้แหละ แต่สองคนนั้นเล่นละครเก่งจะตาย เกิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดนหลอกขึ้นมาล่ะ"
ตอนหนุ่มสาวสองคนนี้ทำเรื่องเลวร้ายไว้ไม่น้อย ทั้งรีดไถและยักยอกทำสารพัดอย่าง
ถึงขั้นจ้างคนในสังคมมาปลอมตัวเป็นนักเลง ข่มขู่ผู้ปกครองของนักเรียน
ลำพังแค่ข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะถูกจับไปขังได้หลายวันแล้ว
เมื่อมองดูคอมเมนต์ที่หลากหลายบนหน้าจอ เฉินหยูก็พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "พวกเขาไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงๆ ครับ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ช่วยพวกเขาหรอก"
"เนื้อหาในไลฟ์จะแพร่กระจายไปในท้องถิ่นของพวกเขาอย่างรวดเร็ว"
"การกระทำของสองคนนี้ ก็จะถูกเล่าลือไปจนรู้กันทั่ว"
"ถ้าไม่ใช่เพราะทั้งสองคนอายุเกินเจ็ดสิบปี หากพวกเขาเข้าซังเตไป เกรงว่าคงได้เข้าไปแล้วไม่ได้ออกมาอีก"
"ถึงจะเป็นอย่างนั้น ทั้งสองคนก็คงไม่พบจุดจบที่ดีเท่าไหร่หรอกครับ"
"พอได้เห็นคลิปบันทึกไลฟ์ ลูกชายของพวกเขาจะตัดค่าเลี้ยงดูก้อนนี้ทิ้ง"
"แล้วก็..."
เฉินหยูหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "แล้วก็ที่พักปัจจุบันของทั้งสองคน จะมีชาวเน็ตใจบุญกลุ่มใหญ่ไปเยี่ยมเยียนถึงที่เชียวล่ะ"







