(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 320
บทที่ 320 พวกคุณประเมินความน่าเกลียดชังของจิตใจมนุษย์ต่ำเกินไป
ผู้ชมต่างจ้องมองหน้าจอเขม็ง และเอื้อมมือไปเปิดระดับเสียงจนสุด
ด้วยความฉลาดหลักแหลมของพวกเขา พวกเขาได้กลิ่นความคุ้นเคยของการมีเรื่องเผือกซ้อนเรื่องเผือกแล้ว
"ฤดูร้อนเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน..."
ชายชราอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง อ้าปากค้างด้วยท่าทีตกใจสุดขีด
หญิงชราถามด้วยความสงสัย "ตาเป็นอะไร ทำหน้าเหมือนเห็นผีไปได้?"
"ฤดูร้อนเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?"
"เวรเอ๊ย! พวกเราถูกไอ้เด็กเปรตนั่นหลอกเข้าแล้ว!!!"
ชายชราตบโต๊ะฉาดใหญ่ กัดฟันกรอดพลางพูด "ยายจำได้ไหมว่าตอนนั้นมีผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งบอกว่าจะไปร้องเรียนฉันน่ะ?"
"ตาหมายถึงตอนนั้น..."
หญิงชราตัวสั่นสะท้าน
สีหน้าบนใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
จากความสงสัยในตอนแรก กลายเป็นความโกรธแค้นจนทนไม่ไหว
"ดูเหมือนพวกคุณจะนึกออกกันแล้วสินะ"
เฉินหยูแค่นหัวเราะ "ฤดูร้อนเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน คุณยังเป็นครูอยู่ในโรงเรียน"
"โรงเรียนได้รับเงินบริจาคเพื่อการกุศลก้อนหนึ่ง ผู้บริหารโรงเรียนแบ่งเงินก้อนนี้ให้แต่ละห้องเท่าๆ กัน เพื่อเตรียมนำไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ยากจนที่สุดในห้อง"
"คุณไปหาผู้ปกครองของนักเรียนที่ยากจนที่สุดในห้อง แล้วพูดเป็นนัยว่าเงินก้อนนี้จะให้ก็ได้ แต่เขาต้องแบ่งครึ่งหนึ่งคืนให้คุณเป็นค่าตอบแทน"
"ถ้าพวกเขาไม่ยอมเข้าใจ คุณก็จะเอาเงินไปให้ผู้ปกครองนักเรียนคนอื่นที่รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แทน"
"คิดไม่ถึงว่าผู้ปกครองนักเรียนคนนั้นถึงจะยากจน แต่ก็ไม่ใช่คนไร้ความรู้"
"เขาบอกว่าขอคิดดูก่อน แล้วให้คุณมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น"
"วันรุ่งขึ้นคุณไปหาเขา แล้วก็พูดประโยคเดียวกับวันแรกซ้ำอีกรอบ แต่สุดท้ายกลับพบว่าเขาแอบเตรียมเครื่องเล่นเทปพกพาเอาไว้"
"เขาอัดคำพูดของคุณเอาไว้ทั้งหมด แล้วบอกว่าจะไปร้องเรียนคุณ"
"คุณก็เลยใช้เงินจ้างคนงานที่ตกงานกลุ่มหนึ่งให้ปลอมตัวเป็นนักเลง ผลัดกันไปข่มขู่เขา อ้างว่าคุณรู้จักลูกพี่ในวงการนักเลงเยอะแยะ"
"ถ้าไม่ยอมส่งตลับเทปมาให้ จะทำให้พวกเขาไม่มีวันอยู่อย่างสงบสุขเด็ดขาด"
"คุณหยุดพูดได้แล้ว!"
ชายชราตะคอกขัดจังหวะเฉินหยู
เมื่อกี้เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้
เหตุการณ์นี้มันช่างคุ้นเคยอะไรเช่นนี้
พวกแก๊งทวงหนี้นอกระบบที่มาหาเรื่องถึงบ้านไม่หยุดหย่อน มันก็ใช้วิธีการเดียวกับที่เขาเคยใช้ในตอนนั้นไม่มีผิด
เอาแต่ข่มขู่ คุกคาม ก่อกวนไม่หยุด
แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายร่างกายจริงๆ
เฉินหยูพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก ลูกชายเห็นความชั่วร้ายของมนุษย์จากตัวพวกคุณ"
"และเขาก็ได้เรียนรู้วิธีการข่มขู่คนจากพวกคุณด้วย"
"หลายปีต่อมา เขาก็เอาสิ่งที่เรียนรู้มาคืนให้พวกคุณแบบครบถ้วน"
"พวกแก๊งเงินกู้นอกระบบและคนทวงหนี้ที่ว่านั่น ล้วนเป็นนักแสดงตัวประกอบที่เขาจ้างมาทั้งนั้นแหละ"
"ส่วนมีดที่คุณเห็น ความจริงแล้วมันเป็นแค่มีดของเล่นพลาสติก"
"เป็นไงล่ะ เหมือนของจริงเลยใช่ไหม?"
"สิ่งที่ลูกชายทำกับพวกคุณ ล้วนเป็นสิ่งที่พวกคุณเคยทำมาก่อนทั้งนั้น"
"ตอนหนุ่มๆ ใช้สิทธิอำนาจเล็กๆ น้อยๆ ในมือเพื่อรีดไถ พอแก่ตัวลง ก็หันมาสูบเลือดสูบเนื้อลูกชายตัวเองแทน"
"พอรู้ว่าลูกชายกลายเป็นผีพนัน สองสามีภรรยาอย่างพวกคุณก็แทบอยากจะหนีเขาไปให้สุดหล้าฟ้าเขียว"
"ต่อมาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ลูกชายของคุณก็เล่นบทหายตัวเข้ากลีบเมฆ"
"ส่วนการที่พวกคุณวิดีโอคอลกับผมในครั้งนี้ ก็เพื่อจะรีดเค้นผลประโยชน์หยดสุดท้ายจากตัวลูกชายของพวกคุณ"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป ก็ดึงดูดคอมเมนต์ให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลทันที
ลูกชายของทั้งสองคนหนีไปแล้ว และไม่ได้ติดต่อกับพวกเขามาตลอด
แล้วพวกเขาจะไปรีดเค้นผลประโยชน์จากตัวลูกชายได้ยังไง?
"พวกคุณประเมินความน่าเกลียดชังของจิตใจมนุษย์ต่ำเกินไป ลูกชายที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถนำผลประโยชน์มาให้พวกเขาได้ แล้วตอนตายไป จะเอามาให้ไม่ได้เชียวเหรอ?"
เฉินหยูพูด
"เชี่ยยยย!!! ถ้าเป็นพ่อแม่ฉันนะ ฉันยอมตายตกไปตามกันกับพวกเขาก่อนตายแน่ๆ"
"คิดแผนการชั่วร้ายแบบนี้ออกมาได้ ชาติที่แล้วคงมีความแค้นที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้สินะ?"
"ใครก็ได้ช่วยอธิบายหน่อย หมอเฉินหมายความว่ายังไง?"
"ในสถานการณ์ไหนที่คนตายไปแล้ว ญาติถึงจะได้ผลประโยชน์?"
"เชี่ยเอ๊ย! ที่แท้ก็หมายความแบบนี้นี่เอง"
"ตาแก่ยายแก่สองคนนี้ ต้องซื้อประกันก้อนโตให้ลูกชายแน่ๆ"
ผู้ชมที่หัวไวเริ่มได้กลิ่นความผิดปกติจากคำพูดของเฉินหยูแล้ว
จนถึงตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังปักใจเชื่อว่าลูกชายเป็นผีพนัน
เนื่องจากไม่มีเงินใช้หนี้นอกระบบ ถึงได้หนีเตลิดไปไกล
เมื่อวิเคราะห์ตามแนวคิดนี้ ก็ไม่ยากที่จะวิเคราะห์ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องถามว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เมื่อเห็นผลการวิเคราะห์ที่ผู้ชมให้มา เฉินหยูก็ยิ้มบางๆ
ทักษะการคิดเชิงตรรกะของผู้ชมในห้องไลฟ์สดของเขา นับวันยิ่งเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ
เฉินหยูแค่เกริ่นนำนิดหน่อย ผู้ชมก็สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์ออกมาได้อย่างมีเหตุผลและตรงประเด็นทุกประการทันที
"ทุกคนวิเคราะห์ได้ถูกต้องแล้ว สถานการณ์มันเป็นแบบนั้นแหละ"
"หลังจากที่ลูกชายของพวกเขาออกจากพื้นที่ไปแล้ว เถ้าแก่บริษัทนั้นก็มาหาถึงหน้าประตูบ้าน เพื่อมาคิดบัญชีกับสองสามีภรรยาคู่นี้ทันที"
"เรียกร้องให้พวกเขาคืนเงินที่เคยให้ไปในตอนนั้นเป็นสองเท่า"
"สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีเงินจะคืน พอนึกขึ้นได้ว่าลูกชายหนีออกจากบ้านเพราะติดการพนัน และมีแก๊งทวงหนี้นอกระบบนับไม่ถ้วนที่อยากตามหาตัวเขา"
"พวกคนกลุ่มนี้กว้างขวางมาก ไม่แน่ว่าวันไหนอาจจะหาลูกชายของพวกเขาจนเจอ"
"ถ้าไม่ซ้อมลูกชายของพวกเขาจนตาย ก็ต้องซ้อมจนพิการแน่ๆ"
"ในสถานการณ์แบบนี้ ทั้งสองคนก็เลยหาทางพูดปัดๆ เถ้าแก่บริษัทไปพลางๆ แล้วเอาเงินที่เหลืออยู่ในมือไปซื้อประกันชีวิตก้อนโตให้ลูกชาย"
"ไม่ว่าลูกชายจะตายหรือพิการ พวกเขาก็จะได้ผลประโยชน์จากมัน"
"แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง"
"พวกเขาจะรับรู้ข่าวคราวได้ยังไงล่ะ?"
ทั้งสองคนต้องการช่องทางหนึ่ง
ช่องทางที่สามารถบอกพวกเขาได้อย่างแม่นยำว่าตอนนี้ลูกชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และยังมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า
ตอนที่เริ่มไลฟ์สด ถ้าเฉินหยูไม่ได้พูดว่าทั้งสองคนอยากรู้เบาะแสของลูกชายหรือไม่
หลังจากนั้นพวกเขาก็จะถามว่าลูกชายสุขภาพแข็งแรงดีไหม มีอวัยวะส่วนไหนขาดหายไปหรือเปล่า
ทันทีที่เฉินหยูตอบว่าไม่แข็งแรง ทั้งสองคนก็จะรีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
โดยใช้ข้ออ้างว่าคิดถึงลูกชาย เพื่อให้ดำเนินการค้นหาไปทั่วประเทศ
ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขนาดนี้ ขอแค่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยอมให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าลูกชายจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พวกเขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะหาเจอ
จากนั้นก็แจ้งบริษัทประกัน เพื่อรับเงินชดเชยก้อนโต
เหล่าพี่ชายหัวร้อนกลุ่มใหญ่พากันโยนกฎระเบียบการคอมเมนต์ของแพลตฟอร์มทิ้งไว้เบื้องหลัง
เปิดโหมดบริหารช่องปาก พ่นคำด่าทอทักทายคนแก่ทั้งสองคน
ผู้ดูแลหลายคนที่ซุ่มดูอยู่ในห้องไลฟ์สดมาเป็นเวลานาน ตอนนี้กำลังรวมตัวกันอยู่ในออฟฟิศพลางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ตามกฎแล้ว คอมเมนต์ที่ด่าทอผู้อื่นจะต้องถูกแบน
ประเด็นคือ พวกเขาก็อยากด่าเหมือนกัน……
ถ้าไม่แบนก็ผิดกฎ
แต่ถ้าแบนก็รู้สึกผิดต่อมโนสำนึก แถมยังอาจจะทำให้เฉินหยูไม่พอใจอีกต่างหาก
ช่างเถอะ ทำเป็นมองไม่เห็นก็แล้วกัน
"ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืน! ใครกล้าด่าฉันอีก ฉันจะตามที่อยู่ของพวกแกไปนอนอยู่หน้าบ้าน ให้พวกแกเลี้ยงดูพวกเราไปตลอดชีวิตเลย"
ทั้งสองคนฉีกหน้ากากความใจดีมีเมตตาจอมปลอมทิ้งไปจนหมดสิ้น
นอกจากจะด่าทอตอบโต้กับผู้ชมแล้ว ยังงัดเอาความถนัดที่สุดอย่างการอาละวาดทำตัวหน้าด้านไร้ยางอายออกมาใช้อีกด้วย
เฉินหยูพูดปลอบใจ "ผู้ชมวางใจได้ พวกเขาไม่มีทางออกจากบ้านเกิดไปหรอกครับ"
"ต่อให้มีคนเอามีดมาจ่อคอบังคับ พวกเขาก็ไม่ยอมก้าวออกจากพื้นที่ไปแม้แต่ก้าวเดียว"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป ความเย่อหยิ่งจองหองของทั้งสองคนก็ลดฮวบลงไปกว่าครึ่งทันที
ผู้ชมยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
ทำไมทั้งสองคนถึงออกจากบ้านเกิดไม่ได้ล่ะ?
หรือว่าเป็นเพราะเถ้าแก่บริษัทคนนั้นงั้นเหรอ
เมื่อมองดูคอมเมนต์สอบถามที่ผู้ชมส่งมา เฉินหยูก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ถึงเถ้าแก่บริษัทจะเรียกร้องให้พวกเขาชดใช้ค่าเสียหาย แต่ก็ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพของพวกเขาหรอกครับ"
"เขาเป็นคนรู้กฎหมาย"
"ที่ทั้งสองคนไม่ยอมไปไหน ก็เป็นเพราะว่าถ้าไปจากที่นี่แล้ว ก็จะไม่มีใครเอาเงินมาให้พวกเขาอีกต่อไปยังไงล่ะ"







