(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 224
บทที่ 224 ปล้นสินค้าของคุณ ก็เพื่อช่วยลดบาปให้คุณ
คนขับรถวัยกลางคนตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีทางขวางคนพวกนี้ได้เลย
คุณป้าหลายคนที่เอวหนาเท่าถังน้ำ พากันลากและดึงคนขับรถวัยกลางคนไปไว้ด้านข้าง
พริบตาเดียว กรงกระต่ายกว่าครึ่งคันรถก็ถูกยกไปวางบนพื้น
คนขับรถวัยกลางคนนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นเหมือนกัน ปากก็บอกว่าจะโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาจับคนพวกนี้
พี่หวังมีสีหน้าเศร้าสร้อย "ท่านอาจารย์ฉือหาง มีกระต่ายสิบกว่าตัวทนไม่ไหวแล้วค่ะ..."
"อมิตาภพุทธ"
ฉือหางผู่ตู้ถอนหายใจยาว พูดด้วยน้ำเสียงเมตตาปรานีว่า "ผู้ที่จากไปก็จากไปแล้ว หาที่ฝังพวกมันเถอะ พรุ่งนี้อาตมาจะสวดมนต์ส่งวิญญาณให้พวกมันเอง"
"ทุกคนออกแรงกันหน่อย รีบช่วยกระต่ายที่เหลือออกมาให้เร็วที่สุด แล้วเอาไปไว้ที่สวนพักพิงหลังวัดด้วยกัน"
"เลือกฤกษ์ดีๆ แล้วค่อยปล่อยพวกมันไป"
พูดจบ ฉือหางผู่ตู้ก็เดินไปหาคนขับรถวัยกลางคนที่กำลังน้ำตาคลอเบ้า ยื่นมือออกไปแล้วพูดว่า "ประสกอย่าร้องไห้เลย สิ่งที่อาตมาและเหล่าผู้ศรัทธาทุกท่านทำ ล้วนเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ช่วยเหลือตัวประสกเอง"
"เพื่อสลายความอาฆาตพยาบาทบนโลกใบนี้"
"หากมีสิ่งใดไม่เหมาะสม อาตมาก็ขอให้ประสกโปรดเข้าใจ"
"ส่วนกระต่ายพวกนี้ที่ประสกขนมา พวกเราไม่ได้ปล้น แต่เป็นการปกป้อง"
"ขอเพียงคุณมีเอกสารที่เกี่ยวข้อง พวกเราก็จะซื้อพวกมันตามราคา"
พอได้ยินแบบนี้ คนขับรถก็รีบลุกขึ้นยืนทันที แล้วถามว่า "พวกคุณยินดีจะซื้อในราคาเดิมจริงๆ เหรอ?"
ฉือหางผู่ตู้ตอบว่า "อมิตาภพุทธ พวกเรากำลังทำความดี ถ้าไม่ซื้อจะต่างอะไรกับการปล้นล่ะ?"
พี่หวังพูดแทรกขึ้นมาว่า "รีบไปเอามาเถอะ พวกเราไม่เคยทำเรื่องไร้เหตุผลอยู่แล้ว"
"ยอมให้พวกเราเสียเปรียบเอง ดีกว่าปล่อยให้คนอื่นต้องทนทุกข์"
"เงินค่าซื้อกระต่ายพวกนี้ พวกเราจะให้คุณไม่ขาดสักแดงเดียว"
เมื่อได้ยินดังนั้น คนขับรถก็ปาดน้ำตาบนใบหน้า แล้วรีบตะเกียกตะกายปีนกลับเข้าไปในห้องโดยสาร
ครู่ต่อมา คนขับรถก็ลงมาอีกครั้ง
ในมือมีใบเสร็จเพิ่มมาสองสามใบ
"หมอเฉิน แล้วก็เพื่อนชาวเน็ตทุกท่าน พวกคุณเห็นกันหมดแล้วใช่ไหมคะ?"
"ความดีที่ท่านอาจารย์ฉือหางและผู้ศรัทธาอย่างพวกเราทำ ไม่เคยทำร้ายใคร"
"ที่เมื่อกี้ทุกคนดูใจร้อน ก็เพราะกลัวว่ากระต่ายจะทนไม่ไหวแล้วตายอยู่ในกรง"
"เพราะงั้นถึงได้ดูวู่วามไปหน่อย"
"จริงๆ แล้วพวกเราเป็นคนดีกันทุกคน แต่ละคนล้วนมีจิตใจดีงามดุจทองคำ"
อาฮุ่ยฉวยโอกาสนี้เริ่มโปรโมตความรักอันยิ่งใหญ่ไร้พรมแดน
โปรดสัตว์โลก สรรพสัตว์ล้วนเท่าเทียม
ท่าทีของเพื่อนชาวเน็ตเริ่มเปลี่ยนไป
เพื่อนชาวเน็ตบางคนพูดจาประชดประชัน หัวเราะเยาะหยัน
จากสิ่งที่พวกนั้นทำไปเมื่อกี้ จะบอกว่าเป็นโจรปล้นทรัพย์ก็ไม่เกินจริงเลย
ถึงจะซื้อ ก็ต้องได้รับความยินยอมจากคนขับรถก่อน
ในตอนที่คนขับรถยังไม่ตกลง ก็พุ่งขึ้นไปบนรถแล้วขนกระต่ายลงมา
นี่เรียกว่าทำความดีเหรอ? นี่เรียกว่ามีจิตใจดีงามดุจทองคำเหรอ?
แต่ก็มีเพื่อนชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ให้อภัยไม่ได้
ขอแค่ไม่ทำให้คนขับรถต้องเสียผลประโยชน์ ความวู่วามก่อนหน้านี้ ก็พอจะให้อภัยกันได้
"ทุกสิ่งที่ท่านอาจารย์ฉือหางทำล้วนสอดคล้องกับหลักธรรม สอดคล้องกับความเมตตาปรานี"
"อาสาสมัครอย่างพวกเราก็ไม่ใช่คนบ้า และยิ่งไม่ใช่คนเลวที่มาทำลายความสงบสุขของสังคม"
"กลับเป็นคุณลุงคนขับรถต่างหาก บนโลกนี้มีธุรกิจตั้งเยอะแยะให้ทำ ดันมาเลือกทำธุรกิจที่ผิดศีลธรรม"
"ท่านอาจารย์ฉือหางพาพวกเรามาด้วยความเมตตา นอกจากจะช่วยชีวิตกระต่ายแล้ว ยังช่วยลดบาปให้คนขับรถอีกด้วย"
อาสาสมัครหลายคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอาฮุ่ย ปรบมือโห่ร้องชื่นชมคำพูดของเธอ
สิ่งที่พวกตนทำคือความดี ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
ต่อให้มีคนนับไม่ถ้วนที่ไม่เข้าใจ พวกตนก็จะยืนหยัดทำต่อไป
เฉินหยูมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม ราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงคนนอก
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงกรีดร้องดังเข้ามาในไลฟ์สด
พี่หวังทำหน้าตาเวอร์วัง ถามด้วยความตกใจว่า "กระต่ายบนรถคุณทำมาจากทองหรือเงินกันแน่? ถึงได้มาเรียกเก็บเงินพวกเราตั้งสามแสน?"
พอได้ยินราคาแสนแพง อาฮุ่ยก็ถือโทรศัพท์เดินมาข้างหน้า
เพื่อนชาวเน็ตมองผ่านกล้องโทรศัพท์ เห็นใบเสร็จหลายใบในมือของฉือหางผู่ตู้
มีทั้งใบรับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน แล้วก็หลักฐานการซื้ออื่นๆ
ในช่องใบเสร็จรับเงินเขียนไว้ว่า กระต่ายเนื้อพันธุ์ดีจากต่างประเทศ
ราคาต่อตัวสามร้อยหยวน จำนวนหนึ่งพันตัว
รวมเป็นเงินสามแสนหยวน
"พวกคุณว่าแพง ผมก็ว่าแพงเหมือนกัน"
"ช่วยไม่ได้ นี่มันกระต่ายชั้นดี ราคาทุนก็แพงอยู่แล้ว"
"ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปากท้องชาวบ้านก็เริ่มเรื่องมาก กระต่ายเนื้อธรรมดาพวกเขาก็ไม่กินกันแล้ว กินแต่กระต่ายเนื้อพันธุ์ดีนำเข้าพวกนี้"
"ราคาทุนมันสูง ผมจะทำยังไงได้?"
"ขายกระต่ายหมดคันรถ ผมก็ได้แค่ค่าเหนื่อย"
"ถ้าเกิดตายกลางทางไปบ้าง นอกจากจะไม่ได้เงินสักแดงเดียว ยังต้องขาดทุนอีก"
คนขับรถวัยกลางคนถลึงตาใส่พี่หวัง
"ในเมื่อพวกคุณอยากทำบุญ อยากปล่อยกระต่ายพวกนี้ ก็เอาเงินมาสิ"
พี่หวังพูดด้วยความโมโหว่า "นี่มันแบล็กเมล์ชัดๆ! กระต่ายจะแพงแค่ไหนมันก็คือกระต่าย ไม่มีทางตัวละสามร้อยหยวนหรอก"
"พี่หวัง อย่าไปเสียเวลาพูดกับเขาเลย พวกเราให้แค่แสนเดียวก็พอ"
"เงินหนึ่งแสนหยวนก็พอซื้อกระต่ายทั้งคันรถของคุณแล้ว คุณอย่ามาทำเป็นไม่รู้ดีรู้ชั่ว"
"พวกเราซื้อกระต่าย สร้างบุญกุศล คุณเองก็ได้รับผลพลอยได้ไปด้วย"
"ทุกคนอย่ามัวแต่อยู่เฉย เอากระต่ายไปส่งที่สวนพักพิงหลังวัดสิ"
พอได้ยินว่าทุกคนจะยกกระต่ายไป คนขับรถวัยกลางคนก็ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากไหน ผลักคนที่ขวางทางอยู่ข้างหน้าออก แล้วพุ่งไปที่กรงกระต่าย
ก้มตัวลงหยิบหินก้อนเท่ากำปั้นขึ้นมา กัดฟันกรอดตวาดห้ามไม่ให้ทุกคนเข้ามาใกล้
"กระต่ายพวกนี้คือชีวิตของผม! ถ้าพวกคุณกล้าแย่งมันไป ผมจะสู้ยิบตาเลยคอยดู!!!"
"สามแสนหยวน ห้ามขาดไปแม้แต่แดงเดียว"
"เพื่อซื้อกระต่ายพวกนี้ ผมเอาบ้านไปจำนองกับธนาคาร ถ้าพวกคุณให้แค่แสนเดียว ผมได้ขาดทุนย่อยยับแน่"
"นอกจากจะไม่มีเงินไปใช้หนี้ธนาคาร ค่าหยูกยาพ่อแม่แก่เฒ่า แล้วก็ค่านมผงลูกสาว ก็จะไม่มีจ่ายด้วย"
"พวกคุณบีบให้ผมตาย ผมก็จะขอสู้ตายกับพวกคุณก่อน"
คนขับรถวัยกลางคนทำท่าเหมือนจะขออยู่หรือตายไปพร้อมกับกระต่าย
จากนั้นก็พูดถึงสถานการณ์ทางบ้าน
ที่บ้านมีทั้งคนแก่และเด็ก ทั้งครอบครัวพึ่งพาเขาหาเลี้ยงคนเดียว
เงินหนึ่งแสนหยวนยังไม่พอจ่ายราคาทุนด้วยซ้ำ
"สรรพสัตว์ล้วนเป็นทุกข์ ล้วนถูกเรื่องทางโลกผูกมัด อมิตาภพุทธ"
ฉือหางผู่ตู้เดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดว่า "ประสกท่านนี้ คุณวางก้อนหินในมือลงก่อนเถอะ"
"บอกตามตรง ครั้งนี้พวกเราเตรียมเงินมาแค่แสนเดียว"
"ไม่คิดว่าราคากระต่ายบนรถจะสูงขนาดนี้ ไม่ทราบว่าประสกจะเห็นแก่ที่สรรพสัตว์ล้วนเท่าเทียม ช่วยลดราคาลงหน่อยได้ไหม"
"พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ให้ความสะดวกแก่ผู้อื่น ก็คือให้ความสะดวกแก่ตนเอง ไม่ทราบว่าประสกคิดเห็นอย่างไร?"
คนขับรถวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง
"ทุกคนอย่าเพิ่งเถียงกันเลย"
ฉือหางผู่ตู้มองคนขับรถด้วยสายตาลึกล้ำ หันกลับมาพูดว่า "ผู้ศรัทธาทุกท่าน ฟังอาตมาสักคำเถอะ"
"ทุกครอบครัวล้วนมีความลำบากที่ยากจะเอ่ย แม้ประสกจะทำเรื่องเลวร้าย สร้างกรรมปาณาติบาต แต่ก็ทำไปเพื่อคนในครอบครัว"
"พระพุทธองค์ทรงเมตตา บนโลกนี้ไม่มีใครที่โปรดไม่ได้ และไม่มีใครที่ให้อภัยไม่ได้"
"พวกเราช่วยชีวิตกระต่ายที่น่าสงสารพวกนี้ แล้วเอาไปปล่อย ก็เพื่อสะสมบุญกุศลให้ตัวเอง"
"แต่ถ้าเพราะเรื่องนี้ ทำให้ชีวิตคนอื่นต้องเดือดร้อน มันก็คงไม่งาม"
"ทุกท่านว่า จริงไหมล่ะ?"
ฉือหางผู่ตู้ถาม







