"ต้นไม้ล้มฝูงลิงแตกฉานซ่านเซ็น" หากนำมาใช้กับค่ายพิชิตมังกรที่มีความรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างประหลาดก็ดูจะขัดหูขัดตาไปสักหน่อย แต่เมื่อนำมาใช้กับค่ายหมาป่าหิวโหยแล้ว กลับเข้ากันได้อย่างพอดิบพอดี
ตอนที่ซินจั๋วพากลุ่มโจรไปถึง สมุนโจรภูเขาราวสามสิบกว่าคนที่ปราศจากบัฟเสริมพลังจากสองผู้นำต่างก็หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังหนีกันไปอย่างรวดเร็ว ต่อให้ทั้งหกคนจะถือมีดถือดาบวิ่งสกัดหน้าสกัดหลัง ก็ยังรั้งตัวไว้ได้ไม่กี่คน
ช่วงก่อนที่ความมืดจะมาเยือน ทั้งหกคนก็นำของที่ยึดมาได้ที่เหลืออยู่กลับมายังค่าย
ธัญพืชหยาบถุงใหญ่หนึ่งถุง เหล้าเซาเตาจื่อสองไห มีดและดาบคุณภาพต่ำที่ตีจากร้านเหล็กชาวบ้านสิบสองเล่ม เนื้อหมูรมควันห้าชิ้น ผักกาดขาวสามตะกร้าไม้ไผ่ เงินอีกหลายพวง เสื้อผ้าปะชุนสิบหกชุด แล้วก็เกลือเม็ดอีกครึ่งถัง
ไม่ได้มากมายอะไรนัก ทว่าสำหรับค่ายพิชิตมังกรที่ยากจนข้นแค้นแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับลาภลอยก้อนโต
ทั้งหกคนนั่งเรียงเป็นแถว มองกลับไปกลับมาอยู่นานถึงสองก้านธูปด้วยความรู้สึกฮึกเหิมและตื่นเต้นเต็มประดา
ก้าวแรกของการเดินทางหมื่นลี้ มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกตื้นตันใจเสมอ
"ได้ของมาเยอะเลยแฮะ คืนนี้ทำหมูรมควันผัดผักกาดขาว ใส่พริกกับกระเทียมหน่อย รับรองว่าอร่อยเหาะ ไม่มีใครรู้ใจหมูรมควันผัดผักกาดขาวไปกว่าข้าอีกแล้ว ตอนที่ข้ายังเป็นช่างตัดเสื้อ เมียข้ากับชู้รักของนางที่เป็นตาเฒ่าหวังช่างตีเหล็กถนนข้างๆ ยังชมว่าข้าทำอร่อยเลย เรื่องจริงนะ เพราะงั้น คืนนี้ข้าเป็นพ่อครัวหลักเอง!"
ประมุขสี่ไป๋เจียนซี่ที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านเสนอตัวอาสา นิ้วก้อยที่กรีดกรายนั้นเชิดชูชันยิ่งกว่าครั้งไหนๆ จนถึงขั้นหลุดปากพูดความลับก่อนจะมาเป็นโจรป่าออกมาโดยไม่ปิดบัง
ใช่แล้ว เมื่อก่อนเมียของเขาคบชู้สู่ชายต่อหน้าต่อตาเขา ด้วยความเหลืออด เขาจึงลงมือสังหารทั้งสองคนแล้วหนีหัวซุกหัวซุน
เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของทุกคน ไป๋เจียนซี่ก็อธิบายต่อ "ไม่มีอะไรต้องปิดบังหรอก ความจริงแล้วภรรยาของข้าก็ยังรักใคร่กลมเกลียวกับข้าดี เพียงแต่โดนตาเฒ่าหวังถนนข้างๆ หลอกล่อ ก่อนตายนางยังขอร้องข้า บอกว่าอยากจะฆ่าจะแกงก็เชิญตามสบาย แต่อย่าให้ตาเฒ่าหวังต้องมาเดือดร้อน พวกเจ้าดูสิ ก่อนตายนางสารภาพทุกอย่าง แถมยังยอมให้ข้าฆ่านาง ในใจนางคงรู้สึกผิดมากแน่ๆ? นาง... ในใจนางยังมีข้าอยู่"
เหล่าโจรหันมามองหน้ากัน ยิ่งรู้สึกงุนงงสงสัยไปกันใหญ่ นี่มันสรุปออกมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง?
มีเพียงประมุขสามหวงต้ากุ้ยเท่านั้นที่เกิดความรู้สึกร่วม เขาทอดถอนใจยาว ดวงตาข้างเดียวเต็มไปด้วยความเศร้าโศกสะเทือนใจ "ใช่แล้ว ข้าเข้าใจความรู้สึกของประมุขสี่ดี เหมือนกับข้าและแม่นางชุนเซียงแห่งหอชุ่ยเซียงเมื่อสิบสองปีก่อน ข้ายอมทุ่มเงินถึงสามพันตำลึงที่บรรพบุรุษสามรุ่นสะสมมาเพื่อนาง
เพื่อเอาใจนาง ข้าถึงขั้นไปฆ่าฮูหยินของคุณชายซุนคนที่นางแอบหลงรัก เพื่อให้พวกเขาสองคนได้ครองรักกัน ในเวลาต่อมานาง... บอกว่าข้าเป็นคนดี ในใจนางยังมีข้าอยู่ เพียงแต่... ฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้วไยต้องส่งซุนมาเกิดด้วย? ในใจของนางคงต้องทนทุกข์ทรมานมากแน่ๆ"
น้ำตาของหานจิ่วหลางแทบจะร่วงหล่นลงมา "พี่ชายทั้งสองพูดได้ดีเหลือเกิน ประสบการณ์นี้ช่างซาบซึ้งกินใจนัก ความจริงข้าเองก็มีเรื่องราวอยู่เหมือนกัน..."
ไม่รู้ว่าหัวข้อสนทนาดิ่งลงเหวไปได้อย่างไร สถานการณ์ดำเนินไปสู่การร้องห่มร้องไห้ปรับทุกข์หมู่โดยไม่อาจควบคุมได้
ความต่ำต้อยอันน่าบัดซบนี่
ซินจั๋วพยายามหุบปากที่อ้าค้างไว้ แล้วกระแอมเบาๆ "เรื่องในอดีตก็ให้มันผ่านไปเถอะ ทำกับข้าวได้แล้ว หิวมาทั้งวันแล้ว!"
"หมูรมควันผัดผักกาดขาว" ฝีมือไป๋เจียนซี่ไม่ได้อร่อยเลย บางทีอาจจะลืมไปว่าหมูรมควันมีความเค็มอยู่ในตัว ทั้งที่ใส่เกลือพอดีแล้ว แต่กลับเค็มปี๋
แต่จิตใจของทุกคนไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น วันนี้อารมณ์ดีสุดๆ ไปเลย!
การกวาดล้างค่ายหมาป่าหิวโหยได้ในคราวเดียว นี่คือสิ่งที่ประมุขใหญ่คนก่อนยังทำไม่ได้ หรือไม่อยากจะทำตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
ประมุขใหญ่ดุดันเกินไปแล้ว ต้องฉลอง!
"ดื่มให้ประมุขใหญ่หนึ่งชาม!"
"ชน!"
ดังนั้น ซินจั๋วผู้คออ่อนและไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับฤทธิ์เดชของเหล้าหวานในโลกใบนี้จึงเมาปลิ้น!
……
แสงแดดแรกของยามเช้าสาดส่องลงบนลานกว้างของค่ายพิชิตมังกร ลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ที่ลมพัดผ่านได้ ส่องกระทบพื้นจนเกิดเป็นเงาด่างดวง
บนเตียงไม้เฟิงที่เตี้ยติดพื้น ผ้าห่มผ้าป่านปักลายดอกเบญจมาศร่วงหล่นลงไปกองบนพื้นครึ่งหนึ่ง
ซินจั๋วที่ยังเมาค้างไม่ยอมตื่น ท่านอนของเขาดูไม่น่าดูนัก ตอนแรกกางแขนกางขาเป็นรูปตัวอักษรต้า ก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคงขดเป็นลูกข่าง ดูเหมือนจะฝันเห็นอะไรบางอย่าง มุมปากของเขาจึงยกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับมีน้ำลายใสๆ ไหลย้อยออกมา
"พรึบ" หัวห้าหัวชะโงกเข้ามาจากนอกหน้าต่าง จ้องเขม็งเข้าไปในห้อง สายตาเต็มไปด้วยการพินิจพิเคราะห์และสงสัย
"นี่คงจะเป็นท่านอนไท่อี้คืนวิญญาณ ท่านอนอันล้ำเลิศ แม้แต่ตอนนอนก็ยังสามารถเพิ่มพูนลมปราณได้!"
"มีคำกล่าวเช่นนี้ด้วยหรือ?"
"เจ้ายังเด็กนัก ไม่รู้อะไรเสียแล้ว พวกเราฝึกวิทยายุทธ์กันอย่างหนักหน่วง ตอนนอนกลางคืนก็ยังต้องนั่งสมาธิ ประมุขใหญ่อายุเพียงสิบหกปี ใช้แค่สองดาบก็จัดการไฉตงหู่กับปืนใหญ่ทะยานฟ้าได้ นั่นมันสง่างามขนาดไหน? การนอนตื่นสายมันผิดวิสัยจริงๆ!"
"มีเหตุผล!"
หวงต้ากุ้ยและหานจิ่วหลางที่ปรึกษาหารือกันเสียงเบา ในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
ถึงแม้เมื่อวานซินจั๋วจะอ้างว่าตนเองอยู่เพียงขั้นแปดระดับรอง แต่สองดาบนั้นกลับสร้างความตกตะลึงให้เหล่าโจรเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
เหล่าโจรไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ แต่หลังจากผ่านการหมักบ่มมาทั้งคืน กลับยิ่งรู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก วิทยายุทธ์ในใต้หล้านี้ฝึกฝนยากเย็นเพียงใด บางคนเพื่อวิทยายุทธ์ขั้นสูง ยอมทนรับความเจ็บปวดรวดร้าวถึงกระดูก ทนรับความทุกข์ทรมานจากความโดดเดี่ยวอ้างว้าง และใช้ชีวิตอย่างยากไร้ไปตลอดชีวิต
เขาเพิ่งจะอายุสิบหกเองนะ!
เขาทำได้อย่างไรกันแน่?
ประมุขใหญ่คนก่อนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ประลองกับไฉตงหู่ ยังต้องใช้ถึงสองสามกระบวนท่า ถึงอย่างนั้นก็ยังทำให้พวกเขาประหลาดใจ นับประสาอะไรกับประมุขใหญ่?
"ดูนั่น! น้ำลายนั่น!" หวงต้ากุ้ยชี้เข้าไปในห้อง แล้วร้องอุทานเสียงเบา
โจรที่เหลือมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นี่มันไม่เห็นจะมีอะไรแปลกเลยไม่ใช่หรือ?
วันนี้หานชีเหนียงเกล้าผมแกละสองข้าง บนใบหน้าทาครีมประทินโฉมที่ปล้นมาได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ดูทั้งซุกซนและน่ารัก นางกะพริบตาปริบๆ "หรือว่านี่... จะมีเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่?"
"ผู้ฝึกยุทธ์ อวัยวะภายในทั้งห้าเปรียบเสมือนธาตุทั้งห้า เกื้อหนุนและพึ่งพากัน หนึ่งรอบวัฏจักรหมุนเวียนบรรจบ ในปากจะเกิดน้ำลาย น้ำลายนี้คือของวิเศษล้ำค่า ปราชญ์แห่งยุทธภพในสมัยโบราณเรียกมันว่า ของเหลววิญญาณ น้ำทิพย์ น้ำพุหยก สุราทองคำ น้ำลายหยก น้ำใสสระหยก หรือน้ำอมฤตหยก"
หวงต้ากุ้ยพยายามท่องจำข้อความในเคล็ดวิชา "รูปแบบพยัคฆ์" ของตนเอง "เพราะฉะนั้น น้ำลายนี้ความจริงแล้วเป็นของบำรุงขนานเอก ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้บรรลุเคล็ดวิชาดาบแบบประมุขใหญ่ได้บ้าง หรือไม่ก็ได้ลมปราณมาฟรีๆ"
คำพูดของประมุขสามเรียกได้ว่าเป็นการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต ทำให้เหล่าโจรที่ฟังอยู่ถึงกับทำหน้าเหวอ
หานจิ่วหลางเกาหัว ครุ่นคิดถึงความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดของตัวเองอย่างละเอียด "ถึงจะฟังดูมีเหตุผล แต่ข้าว่า... มันน่าสะอิดสะเอียนพิลึก"
"เจ้าไม่รู้อะไรอีกแล้ว! ประมุขใหญ่ใช้แค่สองดาบก็จัดการยอดฝีมือได้ถึงสองคน เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง?"
หวงต้ากุ้ยหรี่ตาลง "ประมุขใหญ่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม ของเหลววิญญาณนั่นคงจะหอมน่าดู โชคดีที่ข้าเป็นผู้ชาย ลดตัวลงไปทำไม่ได้ ไม่งั้นข้าคงไปเอามันมาแล้ว เอ๊ะ? รองประมุขกับชีเหนียง พวกเจ้าไปดีไหม?"
ชุยอิงเอ๋อร์กลอกตาบน แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ข้าว่าประมุขใหญ่ก็แค่ดื่มหนักไปหน่อย เลยนอนตื่นสายแถมยังน้ำลายยืด เจ้าคิดมากไปแล้ว"
ทว่าหานชีเหนียงกลับเอียงคอครุ่นคิด เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมา "ประมุขสามหมายความว่า... ให้ไปเอา... ของเหลววิญญาณนั่นมางั้นหรือ?"
"ถูกต้อง!"
"จะเอามันมายังไง?"
"ปากไง"
"?"
หานชีเหนียงนึกภาพตามแล้วก็อดแก้มแดงระเรื่อไม่ได้ นางถลึงตาใส่เขา "สกปรก!"
ไม่รอให้หวงต้ากุ้ยโต้แย้ง ประมุขสี่ไป๋เจียนซี่ก็พูดแทรกขึ้นมา "ถ้าฝึกวิทยายุทธ์อันล้ำเลิศ เพิ่มพูนลมปราณได้ แล้วจะไปกลัวสกปรกทำไม? ประมุขใหญ่หน้าตาหล่อเหลาปานนี้ ไม่ขาดทุนหรอก ชีเหนียงลืมความแค้นของพ่อแม่ไปแล้วหรือ? ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าไปเอง! ไม่มีใครรู้ใจประมุขใหญ่ไปกว่าข้าอีกแล้ว!"
หานชีเหนียงหันไปมองชุยอิงเอ๋อร์
ชุยอิงเอ๋อร์ลังเลเล็กน้อย "มีคำกล่าวที่ว่ายอดฝีมือจะมีของเหลววิญญาณเกิดขึ้นในปากจริงๆ"
จู่ๆ หานชีเหนียงก็หันขวับ เดินตรงไปยังประตูห้อง
"ท่านพี่!"
"ชีเหนียง!"
หานจิ่วหลางและชุยอิงเอ๋อร์ร้องเรียกไม่ทัน หานชีเหนียงก็แอบเปิดประตูห้อง แล้วเดินตรงไปยังเตียงนอนของซินจั๋วแล้ว
ดวงตาสี่คู่ด้านนอกเบิกกว้างขึ้นในพริบตา
ร่างเล็กบอบบางของหานชีเหนียงคุกเข่าลงข้างเตียงของซินจั๋ว นางทำปากจู๋ หลับตาปี๋ ใบหน้าแดงก่ำ ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้
ทั้งสี่คนที่อยู่ด้านนอกเริ่มมีเหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผาก
ใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามาอีกนิด!
ใครจะไปคิดว่าซินจั๋วที่กำลังหลับสนิทจะลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
อากาศรอบตัวแข็งค้างไปในพริบตา
จากนั้นด้านนอกก็เกิดความโกลาหลวุ่นวาย หัวทั้งสี่หายวับไปในพริบตา
หานชีเหนียงทำปากจู๋ ยกฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างขึ้นมาค้างเติ่งอยู่กับที่
เมื่อมองเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม และลมหายใจของอีกฝ่ายที่เจือไปด้วยกลิ่นหอมของครีมประทินโฉมราคาถูก ซินจั๋วที่กำลังงัวเงียก็ยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม
เขาสาบานเลยว่า เหตุการณ์แบบนี้ เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนเลยในชีวิต
แน่นอนว่าเขาจำหานชีเหนียงได้ แต่นางมาทำอะไรที่ข้างเตียงข้า แถมยังทำท่าแบบนี้อีก?
"เจ้า... คิดจะทำอะไร?"
เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าโจรสาวที่มีนิสัยดื้อรั้นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคนนี้จะเกิดมีความรู้สึกดีๆ กับเขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ประมุขใหญ่ ข้าอยากดื่มของเหลววิญญาณ?" หานชีเหนียงรวบรวมความกล้า บนใบหน้ามีความดื้อรั้นอยู่สามส่วน และความอยากได้อยากมีอีกเจ็ดส่วน
"ของเหลววิญญาณอะไร? เจ้าจริงจังหน่อยสิ"
ซินจั๋วงุนงงไปหมด
"แหะๆ... ถือซะว่าข้าพูดเล่นก็แล้วกัน"
เมื่อเห็นว่าประมุขใหญ่ไม่มีทางยอมจำนนแต่โดยดี หานชีเหนียงจึงพับเก็บความตั้งใจนั้นไป นางหัวเราะแห้งๆ ลุกขึ้นยืนแล้วซอยเท้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
ซินจั๋วลุกขึ้นยืน อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเก็บผ้าห่มแล้วเดินออกจากห้อง
อากาศแจ่มใส ดวงอาทิตย์สีแดงทางทิศตะวันออกลอยสูงขึ้นแล้ว ทิวทัศน์ภูเขาเบื้องหน้าดูเลือนราง เมฆหมอกสีทองม้วนตัวพลิ้วไหวไม่หยุดนิ่ง
สายลมพัดโชยมาเบาๆ อากาศบริสุทธิ์สดชื่นจนทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ
ซินจั๋วบิดขี้เกียจ รู้สึกว่าถ้าเขาไม่ได้เป็นโจรภูเขา แต่เป็นเศรษฐีเงินหนาที่มีภรรยาและอนุภรรยามากมาย การมาปลีกวิเวกอยู่ที่นี่ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย
ในลานกว้าง
ประมุขสามหวงต้ากุ้ยกำลังก้มหน้าก้มตาฝนมีดอีกแล้ว
ประมุขสี่ไป๋เจียนซี่ยัดกระเทียมสองสามกลีบลงไปในดิน ดูเหมือนกำลังจะเพาะปลูก
หานจิ่วหลางกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารเช้า
ในป่าเมเปิลด้านหน้า ชุยอิงเอ๋อร์เคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียว ร่ายรำดาบรับใบไม้ร่วง
สีหน้าของแต่ละคนดูจริงจัง จริงจังยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
มีเพียงหานชีเหนียงที่มุดตัวเข้าไปในห้องแล้วสบถด่าออกมาเป็นชุด "ไอ้พวกจอมลวงโลก! มีแต่พวกหลอกลวงทั้งนั้น ชิ! อะไรกันเนี่ย ข้าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ นั่นมันจูบปากชัดๆ..."
ซินจั๋ว: "?"
อาหารเช้า เนื่องจากหานจิ่วหลางเป็นพ่อครัวหลัก รสชาติจึงพอรับได้ แต่ก็ยังคงเป็นหมูรมควันต้มผักกาดขาว และอาหารหลักก็คือข้าวกล้องหยาบๆ
ระหว่างมื้ออาหารไม่มีใครปริปากพูด แม้แต่ประมุขสามที่มักจะพ่นคำพูดชวนหูดับแถมยังทำให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ก็ยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาคดข้าวเข้าปาก
ทุกคนต่างก็ตระหนักดีว่า การล่มสลายของค่ายหมาป่าหิวโหย หมายความว่าพวกเขากำลังจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่า







