เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
...
วันที่ 15 กรกฎาคม ซูอวี่ได้รับจดหมายแจ้งการรับเข้าศึกษาจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย
ที่บ้าน
ซูอวี่มองดูแวบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาเบาๆ อารมณ์ดีๆ หายวับไปหมด
"ค่าลงทะเบียนเรียน 1 หมื่น ค่าที่พัก 3,000 ค่าเครื่องแบบ 5,000 ค่าหนังสือ 2,000 รวมเป็นสองหมื่น"
"นักเรียนสามารถปรับเปลี่ยนที่พักได้ นักเรียนระดับสูงสามารถเข้าพักในสวนบ่มเพาะจิต ค่าที่พักตลอดปี 5 หมื่น (หรือชำระด้วยแต้มผลงาน)"
ในจดหมายมีข้อควรระวังเขียนเอาไว้ ซูอวี่เห็นแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง
เงินสด ตอนนี้เขามีอยู่แค่สองหมื่นกว่าหยวน
แค่ลงทะเบียนเรียนยังตั้งสองหมื่น!
แน่นอนว่าสามารถเลือกที่จะไม่พักหอพักธรรมดา แล้วไปพักที่สวนบ่มเพาะจิตได้ แต่ก็ต้องจ่าย 5 หมื่นหรือใช้แต้มผลงาน
ถ้าจ่ายเงินก้อนนี้ไป ตัวเขาจะไม่หิวตายอยู่ในสถาบันหรือไง
"พ่อ... เงินที่พ่อทิ้งไว้ให้มันไม่พอใช้จริงๆ นะ!"
ซูอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เงินที่พ่อทิ้งไว้ให้นั้นน้อยเกินไป ถ้าไม่ใช่เพราะเขาหาเงินเองได้ ป่านนี้คงหิวตายข้างถนนไปแล้ว
ส่วนสวนบ่มเพาะจิตอะไรนั่น ตอนนี้ซูอวี่ไม่ไปพักแน่นอน แต้มผลงานของตัวเองยังไม่พอใช้เลย จะเอาที่ไหนไปพักสวนบ่มเพาะจิตอีกล่ะ
"สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยแห่งนี้... เต็มไปด้วยกลิ่นเงิน!"
ซูอวี่สบถเบาๆ อะไรๆ ก็เก็บเงิน จะเอาเงินไปเยอะแยะทำไมกัน!
ผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วตั้งแต่เบิกจุดชีพจรจุดแรกของเคล็ดเทพสงคราม โลหิตแก่นแท้ที่ซูอวี่แลกมาครั้งก่อนก็ใช้ไปเกือบหมด ของเหลวปราณแท้ก็ใช้ไปอีกหยด ตอนนี้เหลือของเหลวปราณแท้เพียงหยดเดียวเท่านั้น
ของเหลวปราณแท้หนึ่งหยด แต้มผลงาน 30 แต้ม เงินสดอีกสองหมื่นกว่าหยวน นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดที่มี
กว่าจะถึงเวลาเข้าเรียนก็อีกตั้งครึ่งเดือน เขายังต้องแลกโลหิตแก่นแท้ต่อไป แม้กระทั่งของเหลวปราณแท้ก็ด้วย อาจจะใช้หมดเกลี้ยงพอดีตอนเข้าเรียน
คงได้ไปเขตปกครองต้าเซี่ยตัวเปล่าจริงๆ!
"เฮ้อ!"
ถอนหายใจก็ส่วนถอนหายใจ นักเรียนรับตรงระดับอัจฉริยะก็ยังต้องจ่ายค่าเทอมอยู่ดี สิทธิพิเศษของอัจฉริยะก็ได้รับมาแล้ว ทั้งแต้มผลงาน 100 แต้มกับโอกาสเข้าดินแดนลับอีกสองครั้ง สิ่งเหล่านี้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
ถ้าต้องใช้เงินซื้อจริงๆ หลายร้อยหรือหลายสิบล้านก็คงไม่พอ
บางทีสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยก็คงนึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าจะมีนักเรียนอัจฉริยะมาปวดหัวกับเรื่องค่าลงทะเบียนเรียน
"วันนี้คงต้องไปที่สถาบันอีกรอบ ไปแลกโลหิตแก่นแท้กับของเหลวปราณแท้มาสักหน่อยถึงจะดี"
ตลอดครึ่งเดือนมานี้ ซูอวี่ยอมจ่ายเงินเพื่อการบ่มเพาะอย่างไม่เสียดาย ตอนนี้เขาเบิกจุดชีพจรจุดที่สามของเคล็ดเทพสงครามได้แล้ว
อีกครึ่งเดือนต่อจากนี้ เขายังต้องแลกเปลี่ยนทรัพยากรอีกสักหน่อย เพื่อใช้บ่มเพาะต่อไป
ต้องเปลี่ยนทรัพยากรให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง พอไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยแล้วถึงจะมีต้นทุนไปหาเงินต่อได้ หลักการข้อนี้ซูอวี่เข้าใจดี
...
ฝ่ายทรัพยากร
ซูอวี่กัดฟันกรอด เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "อาจารย์ครับ ผมขอแลกโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็ก 15 หยด กับของเหลวปราณแท้ 3 หยดครับ"
"โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กไม่มีปัญหาหรอก แต่ของเหลวปราณแท้นี่..."
อาจารย์ฝ่ายจัดการทรัพยากรส่ายหน้าพลางกล่าว "ของพรรค์นี้ เดิมทีสถาบันก็ไม่มีอยู่แล้ว หยดที่เธอแลกไปคราวก่อน เราก็ไปขอยืมมาจากอาจารย์หลิว ซูอวี่ หมู่นี้อาจารย์หลิวไม่ได้ส่งของเหลวปราณแท้มาให้เลยนะ"
ซูอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาลืมไปเลยว่าสถาบันไม่มีผู้แข็งแกร่งขั้นเหินเวหา ไม่สิ หลิวเหวินเยี่ยนน่ะเป็น แต่หมู่นี้ดูเหมือนเขาจะเก็บตัวบ่มเพาะอยู่ เกรงว่าคงไม่มีเรี่ยวแรงมาสกัดของเหลวปราณแท้ให้สถาบันแล้ว
ของอย่างของเหลวปราณแท้ เมื่อก่อนก็มีแต่ต้องไปซื้อที่เขตปกครองต้าเซี่ยเท่านั้น
หนานหยวนนั้นเล็กเกินไป ผู้แข็งแกร่งขั้นเหินเวหาก็มีน้อยมาก
แต่ซูอวี่ไม่มีทางไปซื้อที่เขตปกครองต้าเซี่ยตอนนี้แน่
ซูอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า "อาจารย์ครับ ถ้าตอนนี้ผมไปที่จวนเจ้าเมืองหนานหยวน จะแลกของเหลวปราณแท้ได้ไหมครับ"
เจ้าเมืองก็เป็นขั้นเหินเวหา ของเหลวปราณแท้ 3 หยดก่อนหน้านี้ของเขา เจ้าเมืองก็เป็นคนมอบให้
"ถ้าระดับผลงานถึงเกณฑ์ก็แลกได้อยู่ แต่ทางนั้นก็อาจจะไม่มีเก็บไว้เหมือนกัน..."
อาจารย์ฝ่ายจัดการทรัพยากรครุ่นคิดแล้วกล่าว "ถ้าเธออยากจะแลกจริงๆ ฉันแนะนำให้ไปแลกกับทางองครักษ์หลงอู่ดีกว่า หัวหน้าสิบคนขององครักษ์หลงอู่ก็เป็นขั้นเหินเวหา พวกเขามีคนน้อย น่าจะมีเก็บไว้บ้าง"
"แต่ผมไม่รู้เลยนะครับว่าฐานที่มั่นขององครักษ์หลงอู่อยู่ที่ไหน"
อาจารย์หัวเราะพลางกล่าว "เรื่องนี้ไม่ยาก หมู่นี้หนานหยวนเตรียมคุ้มกันนักเรียนใหม่อย่างพวกเธอไปเข้าเรียนที่เขตปกครองต้าเซี่ย องครักษ์หลงอู่เองก็จะคอยคุ้มกันไปตลอดทาง หลายวันนี้พวกเขาน่าจะกำลังปรึกษาหารือกันอยู่ที่จวนเจ้าเมือง เธอลองไปดูสิ อาจจะได้เจอหัวหน้าสิบคนเซี่ยก็ได้"
"ขอบคุณครับอาจารย์"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณ เขาแลกโลหิตแก่นแท้มา 15 หยด ไม่เพียงแต่เขาต้องใช้เท่านั้น แต่หมู่นี้เจ้าน้องเล็ก 'เลือด' ก็เริ่มฟื้นคืนและดูดซับโลหิตแก่นแท้แล้ว โลหิตแก่นแท้ 15 หยด เขาเปิดการบ่มเพาะ 10 ครั้ง เจ้าน้องเล็ก 'เลือด' ก็ดูดซับไปอย่างน้อยสองหยดแล้ว
ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้สำรอง เผื่อเจออันตราย
"เจ้าน้องเล็ก 'อัสนี' นี่ดีจริงๆ!"
ซูอวี่ทอดถอนใจ อักษรเทวะคำว่า 'เลือด' ดูดซับโลหิตแก่นแท้ ผลาญเงินเก่งชะมัด ส่วนอักษรเทวะ 'อัสนี' นั้นไม่ต้องใช้เงินเลย ถึงจะดูดซับพลังเจตจำนงของตัวเองไปนิดหน่อย แต่นั่นมันของฟรี ซูอวี่เลยไม่ค่อยใส่ใจนัก
อันที่จริง ถ้าปรมาจารย์อารยธรรมคนไหนมารู้ความคิดนี้ของเขา คงได้ด่าเขายับแน่
แค่ดูดซับโลหิตแก่นแท้นิดหน่อยเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง มันจะนับเป็นอะไรได้!
นี่แหละคืออักษรเทวะชั้นยอดที่เป็นแบบอย่างเลยนะ!
อักษรเทวะแบบ 'อัสนี' ที่ดูดซับพลังเจตจำนงนี่แหละ ถึงจะเป็นอักษรเทวะที่ทำให้ปรมาจารย์อารยธรรมปวดหัว ดังนั้นเวลาที่ปรมาจารย์อารยธรรมหล่อเลี้ยงอักษรเทวะ พลังเจตจำนงจะถูกเผาผลาญอย่างหนักตลอดเวลา และฟื้นฟูได้ยากมาก
แต่พอเป็นซูอวี่ เขาดันไปโทษอักษรเทวะคำว่า 'เลือด' เสียอย่างนั้น ช่างไม่รู้จักบุญคุณเอาเสียเลย
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ จวนเจ้าเมืองหนานหยวน
ซูอวี่ยืนรออยู่หน้าจวนเจ้าเมืองครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เห็นเซี่ยปิง
"ใต้เท้าเซี่ย..."
ซูอวี่ส่งเสียงทักทายล่วงหน้า เซี่ยปิงหันกลับมามองเขา เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "นายมาหาฉันเหรอ"
"ใต้เท้าเซี่ยครับ!" ซูอวี่ไม่อ้อมค้อม รีบบอกทันที "ทางสถาบันไม่มีของเหลวปราณแท้ให้แลกแล้วครับ อาจารย์ก็เลยแนะนำให้ผมมาลองถามทางองครักษ์หลงอู่ดู ทางใต้เท้าพอจะมีของเหลวปราณแท้สำรองไว้บ้างไหมครับ"
"ของเหลวปราณแท้..."
เซี่ยปิงมองเขาแวบหนึ่ง ประกายแสงในดวงตาวาบผ่านไป วินาทีต่อมาก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง "เบิกจุดชีพจรจุดอื่นได้แล้วเหรอ... เร็วขนาดนี้เลย"
มิน่าล่ะถึงได้ต้องการของเหลวปราณแท้!
เจ้าเด็กนี่ เบิกจุดชีพจรจุดอื่นได้แล้วจริงๆ
ซูอวี่กล่าวซื่อๆ "หมู่นี้ผมมีของเหลวปราณแท้ที่ท่านเจ้าเมืองมอบให้เป็นรางวัลไม่ใช่เหรอครับ ผมก็เลยเอามาลองฝึกเบิกจุดชีพจรดู แต่มันใช้เยอะไปหน่อย ของเหลวปราณแท้เลยไม่พอครับ"
"เรื่องปกติ"
เซี่ยปิงพยักหน้าพลางกล่าว "ปราณแท้ที่หนานหยวนนั้นเบาบาง เดิมทีการบ่มเพาะก็ลำบากอยู่แล้ว การเบิกจุดชีพจรยิ่งกินปราณแท้หนักที่สุด ทางองครักษ์หลงอู่น่ะมีอยู่หรอก แต่ปกติเราจะไม่เปิดให้คนนอกเข้ามาแลก... ฉันก็เปิดระบบแลกเปลี่ยนของกองทัพให้นายไม่ได้เหมือนกัน"
"เอาอย่างนี้ ฉันยังมีเก็บไว้ส่วนตัวอยู่บ้าง นายใช้แต้มผลงานตามปกติมาแลกกับฉันก็แล้วกัน"
องครักษ์หลงอู่ตั้งฐานทัพอยู่ที่นี่ เขตปกครองต้าเซี่ยก็มีของเหลวปราณแท้มาส่งให้
แต่ก็นั่นแหละ ทรัพยากรของกองทัพเขาไม่ปล่อยให้คนนอกหรอก
เซี่ยปิงเอาของส่วนตัวมาให้ซูอวี่แลกก็ไม่มีปัญหา เดิมทีเขาเป็นขั้นเหินเวหาอยู่แล้ว สามารถควบแน่นได้ด้วยตัวเอง
"ขอบคุณมากครับใต้เท้า!"
ซูอวี่รีบกล่าวขอบคุณ ถ้าไม่ได้เซี่ยปิงช่วย เขาคงหาแลกของเหลวปราณแท้ในหนานหยวนไม่ได้แน่ ทางจวนเจ้าเมืองก็ไม่มี ก่อนหน้านี้เขาถามมาแล้ว
เซี่ยปิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เอ่ยถามว่า "นายฝึกเคล็ดเทพสงครามอยู่เหรอ"
"ครับ"
"เคล็ดเทพสงครามเบิกจุดชีพจรได้เร็วขนาดนี้ ความเร็วไม่เลวเลยนะ"
เซี่ยปิงอธิบายว่า "โดยทั่วไปองครักษ์หลงอู่จะใช้วิชาเอกเป็นเคล็ดเทพสงคราม ส่วนทางกองทัพปราบมารจะใช้วิชาเอกเป็นเคล็ดต่อสู้พื้นฐาน"
เคล็ดต่อสู้พื้นฐาน ก็คือเคล็ดวิชาตระกูลเคล็ดพันชั่งนั่นเอง
"นายฝึกเคล็ดเทพสงคราม ถ้าอยากจะก้าวหน้าให้เร็วขึ้น นอกจากอักษรเจตจำนงของสถาบันอารยธรรมพวกนายแล้ว ความจริงนายจะไปลองให้คนขององครักษ์หลงอู่ หรือไม่ก็สถาบันสงครามช่วยชี้แนะสักหน่อยก็ได้นะ"
เซี่ยปิงแนะนำว่า "ทหารองครักษ์หลงอู่ที่เข้าเวรอยู่คงชี้แนะให้นายไม่ได้แน่ แต่พวกที่ไม่ได้เข้าเวร พวกเขาก็ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ฝึกปรือมาหลายปี จะช่วยให้นายไม่ต้องเสียเวลาคลำทางผิดๆ ได้"
"ครับ ผมจะจำไว้ ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยแนะนำครับ"
"ไม่ต้องเกรงใจ"
เซี่ยปิงเดินพลางพูดพลาง "ของอยู่ที่พักฉัน ไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย ตามฉันมาสิ อีกไม่กี่วัน พวกนายก็ต้องรวมตัวกันเดินทางไปเขตปกครองต้าเซี่ย ระหว่างทางพวกฉันกับกองกำลังรักษาเมืองจะคอยคุ้มกันพวกนายไปตลอดทาง"
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะถาม "ใต้เท้าเซี่ยครับ ระหว่างทางอันตรายมากไหมครับ"
"ก็มีบ้าง"
เซี่ยปิงอธิบายว่า "นายก็น่าจะรู้ ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ย คราวที่แล้วถึงจะจัดการพวกมันไปได้เยอะ แต่ตอนนี้ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีใครแฝงตัวอยู่ นี่ก็เรื่องนึง อีกเรื่องก็คือต้องระวังพวกที่กลายเป็นเผ่าปีศาจบนดินแดนเรา พวกนี้ก็น่ารำคาญเหมือนกัน"
"เผ่าปีศาจบนดินแดนเรา..."
ซูอวี่เคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็น จึงถามด้วยความสงสัย "ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ บอกว่าเพราะแดนมนุษย์บางแห่งมีปราณแท้หนาแน่น สัตว์ป่าบางตัวในแดนมนุษย์ก็อาจจะกลายเป็นเผ่าปีศาจได้ แต่โดยทั่วไปพวกมันไม่ค่อยแข็งแกร่ง พวกมันจะโจมตีมนุษย์ด้วยเหรอครับ"
"ก็แล้วแต่สถานการณ์"
เซี่ยปิงหัวเราะพลางกล่าว "บางทีก็โจมตี บางทีก็ไม่ พวกเผ่าปีศาจนี่มันทำตามสัญชาตญาณ อันที่จริงก็คือสติปัญญายังไม่สมบูรณ์นั่นแหละ บางทีก็อาจจะเผลอโจมตีคนที่บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของพวกมันแบบไม่รู้ตัว"
"พวกเราจะออกไปกวาดล้างทุกปี แต่ทุกปีก็มีเผ่าปีศาจเกิดใหม่ขึ้นมาตลอด เพราะงั้นระหว่างทางยังไงก็ต้องมีคนคอยคุ้มกัน พวกนายยังไงก็ไม่มีพลังต่อสู้อะไรอยู่แล้ว"
เซี่ยปิงกล่าวอย่างจนใจ "ก็เพราะแบบนี้แหละ การเดินทางระหว่างเมืองถึงได้ค่อนข้างลำบาก กองคาราวานพ่อค้าก็ต้องเดินทางกันกลุ่มใหญ่ๆ ถนนหนทางระหว่างเมืองก็ถูกทำลายอยู่บ่อยๆ พวกนี้มันฆ่าไม่หมดหรอก ทำได้แค่คอยออกไปกวาดล้างเรื่อยๆ จะให้ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมดเลยมันก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ"
ซูอวี่พยักหน้า นั่นก็จริง แดนมนุษย์จะให้เหลือแต่เผ่ามนุษย์อย่างเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้
เซี่ยปิงพูดต่อ "บนบกน่ะยังดี ออกกวาดล้างบ่อยๆ ได้ แต่ในทะเลนี่สิลำบาก! เพราะในทะเลมีสัตว์เยอะกว่า แถมยังกวาดล้างไม่ง่ายอีกต่างหาก ก็เลยทำให้มักจะมีคลื่นปีศาจปะทุขึ้นในเขตทะเลใหญ่ๆ อยู่บ่อยครั้ง นักเรียนที่สถาบันสงครามน่านน้ำปั้นมา ส่วนใหญ่ก็จะเข้าไปสังกัดกองทัพรบทางทะเลกันทั้งนั้น"
เฉินฮ่าวเมื่อก่อนก็เคยคิดอยากจะสอบเข้าสถาบันสงครามน่านน้ำ เพราะคะแนนรับเข้าต่ำกว่าหน่อย
สนามรบทางทะเลไม่ได้อยู่บนสนามรบพหุภพ แต่อยู่ภายในแดนมนุษย์นี่เอง
เผ่ามนุษย์น่ะมีกำลังพอจะปราบปรามอยู่หรอก แต่ปัญหาคือพวกนี้มันฆ่าไม่หมด น่ารำคาญชะมัด
แน่นอนว่าลึกๆ ซูอวี่ก็แอบเดาว่า อาจจะตั้งใจเอาไว้ใช้เป็นที่ฝึกทหาร หรือไม่ก็ใช้เป็นแหล่งทรัพยากร ไม่อย่างนั้นแค่ส่งผู้แข็งแกร่งระดับไร้เทียมทานมาที่เขตทะเลสักสองสามคน ก็น่าจะปราบปรามลงได้อย่างรวดเร็วแล้ว
"ใต้เท้าเซี่ย ทางนั้นคงไม่อันตรายมากหรอกใช่ไหมครับ"
"สถานการณ์ปกติคงไม่หรอก ยกเว้นแต่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จะยกทัพใหญ่มาบุก แต่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้หรอก"
ซูอวี่ถึงกับอกสั่นขวัญแขวน รีบพูดขึ้นมาทันที "ใต้เท้าเซี่ยอย่าพูดเรื่องพวกนี้ดีกว่าครับ"
ไอ้อันที่บอกว่าสถานการณ์ปกติคงไม่ แทบจะเป็นไปไม่ได้เนี่ย สุดท้ายแล้วมักจะมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดขึ้นจริง
ซูอวี่ที่อ่านหนังสือมาเยอะ รู้จักคนประเภทนี้ดี ปากเสียชัดๆ
เซี่ยปิงเห็นได้ชัดว่าก็เข้าใจความหมายของเขา จึงหัวเราะออกมาและไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่นานก็มาถึงลานบ้านแห่งหนึ่ง
ซูอวี่แปลกใจเล็กน้อย นี่คือฐานที่มั่นขององครักษ์หลงอู่เหรอ
ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขาเลย
"เป็นฐานที่มั่นของเราเอง..." เซี่ยปิงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงยิ้มแล้วกล่าว "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราก็จะย้ายที่กันแล้ว องครักษ์หลงอู่มีคนประจำการที่หนานหยวนน้อย ปกติพวกเราจะเปลี่ยนที่กันทุกๆ สองสามวัน เพื่อไม่ให้พวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์รู้ความเคลื่อนไหวของเราน่ะ"
"นายรออยู่ตรงนี้นะ ฉันจะเข้าไปหยิบของมาให้"
ซูอวี่ก็ไม่กล้าบุกรุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า จึงรออยู่ข้างนอก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เซี่ยปิงก็ออกมา เขาโยนขวดใบหนึ่งมาให้ ซูอวี่รีบรับไว้ แล้วหยิบบัตรแต้มผลงานออกมา
บัตรแต้มผลงาน นี่ไม่ใช่สิ่งที่สถาบันอารยธรรมสร้างขึ้น แต่เป็นของเล่นที่สถาบันวิจัยสร้างขึ้นมา
ถึงจะเรียกว่าบัตร แต่จริงๆ แล้วเป็นเครื่องจักรขนาดเล็ก คล้ายๆ กับเครื่องคิดเลขทำนองนั้น
ซูอวี่เอาบัตรของตัวเองมาประกบกับของเซี่ยปิง ใส่รหัสผ่าน บนหน้าจอแสดงว่าบัตรยังมีแต้มผลงานเหลืออยู่ 15 แต้ม จากนั้นเขาก็โอนให้เซี่ยปิงทั้งหมด
เซี่ยปิงกวาดตามองแวบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะถาม "นายใช้หมดเกลี้ยงเลยเหรอ"
ไอ้เด็กนี่กินแต้มผลงานเป็นอาหารหรือไง
แม้แต่เขายังรู้เลยว่า ไอ้เด็กนี่ได้แต้มผลงานจากการสอบประเมินมาตั้ง 40 แต้ม แถมยังได้รางวัลแต้มผลงานจากการทำภารกิจอีก 10 แต้ม ไหนจะรางวัลแต้มผลงานที่ได้จากการสอบประเมินสถาบันภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ก่อนหน้านี้อีก รางวัลแต้มผลงาน 3 แต้มของเฉินฮ่าว...
คิดดูแล้ว ไอ้เด็กนี่น่าจะมีแต้มผลงานเกิน 70 แต้มซะด้วยซ้ำ
นี่ใช้หมดเกลี้ยงแล้วเหรอ
แค่ขั้นไคหยวน ใช้แต้มผลงานไปตั้งเยอะในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้ มือเติบกว่าพวกขั้นพันชั่งเสียอีก
70 แต้มผลงาน ต้องฆ่าพวกขั้นพันชั่งไปกี่คนถึงจะได้
พวกขั้นพันชั่งระดับสูงๆ ก็ต้องฆ่าตั้งยี่สิบกว่าคนเลยนะ!
ซูอวี่กล่าวอย่างเก้อเขิน "หมู่นี้ผมต้องหล่อเลี้ยงอักษรเทวะ เลยใช้เยอะไปหน่อยครับ"
"อักษรเทวะ..."
เซี่ยปิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพอเข้าใจ ทอดถอนใจแล้วกล่าว "ก็นะ พวกปรมาจารย์อารยธรรมอย่างพวกนายต้องหล่อเลี้ยงอักษรเทวะนี่นะ! พอเข้าสถาบันแล้ว พวกนายต้องใช้จ่ายเยอะกว่านี้อีก ทั้งต้องเรียน ทั้งต้องยืมอ่านเคล็ดวิชาฉบับดั้งเดิม... ฐานะทางบ้านนาย... เกรงว่าคงจะรับภาระไม่ไหว"
"พอไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ย องครักษ์หลงอู่ กองทัพเขตปกครอง รวมถึงหอจับลม ล้วนมีโถงบริการคนนอกสำหรับประกาศภารกิจประจำวัน ถ้านายอยากจะหาแต้มผลงาน ก็ลองไปดูได้ แน่นอนว่าในสถาบันของพวกนายก็มีเหมือนกัน"
เซี่ยปิงพูดต่อ "ภารกิจที่ต้องไปสนามรบพหุภพก็อย่าไปรับล่ะ มันอันตรายเกินไป พวกนายก็แค่เป็นนักเรียนเท่านั้นเอง"
"เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยแนะนำครับ"
ซูอวี่กล่าวขอบคุณอีกครั้ง เซี่ยปิงคุยง่ายมาก ไม่เหมือนท่าทางเย็นชาก่อนหน้านี้เลย
เขาไม่ได้ตั้งใจจะถามว่าทำไม คิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะพรสวรรค์ของเขาดีก็ได้
ผลก็คือ เขาไม่ได้ถาม แต่เซี่ยปิงกลับเป็นฝ่ายพูดเอง "ทางพ่อของนายน่ะ... หมู่นี้ถึงสนามรบพหุภพจะค่อนข้างสงบ แต่การปะทะย่อยๆ ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ ก่อนหน้านี้พ่อของนายพากองร้อยของเขาไปทำภารกิจ ได้รับบาดเจ็บมานิดหน่อย แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก"
"มีข่าวมาจากทางเขตปกครองต้าเซี่ย บอกว่าสถานการณ์ของพวกทหารหนานหยวนพวกนี้จะถูกส่งมาจัดการรวมกันที่เมืองหนานหยวน พ่อของนายเขาค่อนข้างเป็นห่วงนาย อยากจะผ่านระบบของกองทัพ โอนแต้มผลงานของเขาส่วนหนึ่งมาให้นาย เผื่อว่านายเข้าเรียนแล้วจะมีเงินไม่พอใช้..."
สีหน้าของซูอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบถาม "พ่อผมได้รับบาดเจ็บเหรอครับ"
"ไม่เป็นไรมากหรอก บาดเจ็บเล็กน้อย เรื่องปกติในสนามรบนั่นแหละ"
เซี่ยปิงอธิบายว่า "ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้ามีเรื่องจริงๆ ห่วงไปก็เปล่าประโยชน์ หมู่นี้ไม่มีสงครามใหญ่หรอก แค่ปัญหายิบย่อยเท่านั้น ฉันเพิ่งออกมาจากจวนเจ้าเมือง ก็ไปจัดการเรื่องเชื่อมต่อระบบแต้มผลงานของทางกองทัพกับระบบของพวกนายนั่นแหละ"
"ทางพ่อของนาย หมู่นี้ได้ของยึดมา รางวัลแต้มผลงานก็คงจะส่งลงมาเร็วๆ นี้ ตามความต้องการของเขา เราจะโอนผ่านระบบแต้มผลงานมาให้นาย..."
สีหน้าของซูอวี่ดูหมองลงเล็กน้อย "ผมไม่เอาครับ! เก็บไว้ให้พ่อผมใช้เองเถอะ เขาอยู่บนสนามรบ ต้องใช้พวกนี้พัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเอง... ว่าแต่ใต้เท้าครับ แต้มผลงานของเราโอนให้กันได้ด้วยเหรอครับ"
"ได้สิ คนในครอบครัวไม่มีข้อจำกัดเรื่องนี้หรอก"
เซี่ยปิงกล่าว "ทหารบนสนามรบบางคน ก็มักจะโอนแต้มผลงานของตัวเองไปให้คนในครอบครัว เป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่ามันไม่นับเป็นแต้มผลงานสะสมหรอกนะ"
"พ่อของนายก็คงเป็นห่วงว่านายไปเข้าสถาบันแล้วจะขาดแคลนแต้มผลงาน..."
"ผมไม่ต้องการครับ"
ซูอวี่สูดหายใจเข้าลึก "พ่อผมหามาได้อาจจะไม่เยอะเท่าผมด้วยซ้ำ แถมผมยังหามาได้แบบสบายๆ เขาต้องเสี่ยงชีวิตสู้รบนะ... ใต้เท้าเซี่ยครับ ช่วยบอกพ่อผมให้ทีได้ไหมครับ ว่าตอนนี้ผมสบายดี แต้มผลงานมีจนใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ"
"เรื่องนี้ฉันจะช่วยส่งข่าวผ่านทางกองทัพปราบมารให้ แต่พ่อของนายอาจจะไม่ได้รับหรอก ฐานที่มั่นของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ กว่าจะได้รับก็คงอีกนานเลยล่ะ"
ซูอวี่พยักหน้าเงียบๆ
พ่อได้รับบาดเจ็บ!
อาจจะไม่สาหัส แต่เขาเพิ่งไปสนามรบพหุภพได้ไม่นานเองนะ
โอนแต้มผลงานมาให้ตัวเอง... กลัวว่าจะไม่ได้กลับมาหรือไง
เมื่อก่อน แต้มผลงานของซูหลงก็จะยกให้พวกพี่น้องร่วมรบไปหมด แต่คราวนี้กลับโอนมาให้ตัวเอง บางทีซูหลงอาจจะกลัวจริงๆ ว่าตัวเองจะไม่ได้กลับมา แล้วลูกชายก็ไม่มีรายได้อะไร แม้แต่เรื่องเรียนก็จะไปต่อไม่ได้
มิน่าล่ะ คราวนี้เซี่ยปิงถึงไม่ได้เย็นชาขนาดนั้น แถมยังค่อนข้างเกรงใจ บางทีอาจจะไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ของเขาหรอก แต่เป็นเพราะผลงานของพ่อในสนามรบต่างหาก
"แค่หมื่นศิลาคนนึง หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ!"
ซูอวี่พึมพำเสียงอู้อี้ ไม่ค่อยพอใจและโกรธเคืองอยู่บ้าง
เซี่ยปิงได้ยิน ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
ไอ้เด็กนี่ แค่ขั้นพันชั่งนายยังไปไม่ถึงเลย กล้ามาบ่นพ่อตัวเองซะแล้ว
แต่ความกังวลของซูอวี่ก็พอเข้าใจได้ เซี่ยปิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ พูดต่อว่า "ซูอวี่ ถ้านายแน่ใจว่าไม่ต้องการ ทางเราก็จะไม่โอนแต้มผลงานของพ่อมาให้นะ แต่ตอนนี้นายกำลังจะเข้าสถาบันอารยธรรม... ฉันว่านายรับไว้ดีกว่านะ"
"ทางพ่อผมสะสมไว้เท่าไหร่ครับ"
"53 แต้ม"
ซูอวี่ขมวดคิ้ว เยอะขนาดนี้เลย!
ใช่ เยอะมาก นี่แปลว่าผลงานของซูหลงเทียบเท่ากับการฆ่าศัตรูระดับหมื่นศิลาขั้นต้นถึง 5 คน ถึงจะได้แต้มผลงานมากมายขนาดนี้ เขาเพิ่งไปสนามรบได้ไม่นานเองนะ
แน่นอนว่า ในฐานะผู้บัญชาการร้อยคน ก็ต้องมีผลงานด้านการเป็นผู้นำ และยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ อีก
ไม่ว่าจะยังไง ในเวลาสั้นๆ ซูหลงสะสมแต้มผลงานได้ถึง 53 แต้ม ก็ทำให้ซูอวี่รู้สึกเป็นห่วงและกระวนกระวายใจอยู่บ้าง
พ่อดุดันเกินไปหน่อยไหม
หรือว่าไปท้าดวลตัวต่อตัวกับพวกหมื่นศิลาขั้นกลางขั้นปลายในสนามรบมาหรือไง
"ผมไม่เอาครับ ให้เขาเก็บไว้แลกของบ่มเพาะตัวเองเถอะ แค่ 50 กว่าแต้มเอง ถ้าส่งข่าวถึงพ่อผมได้... ก็บอกเขาไปว่าผมไม่ขาดเงิน หมู่นี้ผมขายบ้านที่บ้านไปแล้ว... เตรียมไปหาเศรษฐีแต่งเข้าบ้านที่เขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว!"
"..."
เซี่ยปิงมองเขา เงียบไปนาน
ไอ้หนู นายกลัวว่าพ่อนายจะไม่ตาย ก็เลยอยากจะกวนประสาทให้เขาตายงั้นเหรอ
แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจความรู้สึกของซูอวี่ จึงหัวเราะพลางกล่าว "ได้สิ ฉันจะส่งข่าวให้! แล้วก็เรื่องที่นายสอบประเมินเข้าสถาบันได้ที่หนึ่ง ฉันก็จะบอกให้ด้วย พ่อนายจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าไปเขตปกครองต้าเซี่ยแล้วเจอปัญหาอะไร ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมายและกฎระเบียบ ก็ไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานครอบครัวทหารที่นั่นได้นะ"
"ครับ ผมทราบแล้ว"
เซี่ยปิงไม่ได้พูดอะไรต่อ ตบไหล่เขาเบาๆ ทอดถอนใจแล้วกล่าว "ไม่ต้องห่วงหรอก เผ่ามนุษย์ไร้เทียมทาน ไม่มีทางเป็นอะไรแน่! พ่อของนายก็คงจะภูมิใจในผลการเรียนของนายเหมือนกัน พวกเราน่ะ ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าครอบครัวปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง และมีอนาคตที่ดีหรอก"
ตัวเขาเองก็มาถึงวัยกลางคนแล้ว ที่บ้านมีภรรยาและลูก เขามาประจำการที่หนานหยวน แต่ภรรยาและลูกไม่ได้อยู่ที่นี่
พอเห็นซูอวี่ ก็อดไม่ได้ที่จะสวมบทบาทความเป็นพ่อ
ทหารเขตปกครองต้าเซี่ยมีเยอะแยะ คนรุ่นพ่อสู้รบในสนามรบ ก็กลัวว่าคนรุ่นหลังที่อยู่แนวหลังจะกลายเป็นพวกไม่ได้เรื่อง การที่เห็นคนเก่งกาจอย่างซูอวี่ นี่แหละคือสิ่งที่พวกเขาทุกคนปรารถนาอยากจะเห็น
...
หลังจากพูดคุยกับเซี่ยปิง ซูอวี่ก็รู้สึกหนักใจอยู่บ้าง
เซี่ยปิงนี่ตรงไปตรงมาเกินไปแล้ว!
เรื่องได้รับบาดเจ็บ ไม่เห็นต้องบอกกันตรงๆ เลย
แน่นอนว่าบอกก็ดี รู้ดีกว่าไม่รู้ แต่นี่ก็ยิ่งทำให้ซูอวี่ร้อนใจมากขึ้นไปอีก
ความอยากจะแข็งแกร่งขึ้นของเขายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น!
ทางพ่อนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะไปเข้าร่วมสงครามใหญ่เมื่อไหร่ พอสงครามใหญ่ปะทุขึ้นมา อย่าว่าแต่ขั้นหมื่นศิลาเลย แม้แต่ขั้นเหินเวหาก็ยังไม่แน่ว่าจะปลอดภัย
"ถ้าฉันบ่มเพาะไปตามขั้นตอน ความเร็วก็ไม่ได้ช้าอะไร... แต่ฉัน... อาจจะต้องเปิดตำราภาพอีกครั้งแล้ว!"
ความเร็วในการบ่มเพาะของวิหคปีกเหล็กระดับพันชั่งขั้นเจ็ด สำหรับเขาตอนนี้ ถือว่าช้าไปหน่อยแล้ว
"ความแข็งแกร่งของโลหิตแก่นแท้ตอนที่เปิดครั้งแรก น่าจะเป็นตัวแทนของระดับพลังหลังจากเปิดมัน... ตอนนี้ฉันคงเปิดอะไรที่แข็งแกร่งเกินไปไม่ได้ แต่ถ้าเปิดตำราภาพขั้นหมื่นศิลาขั้นหนึ่ง... หรือไม่ก็พันชั่งขั้นเก้า ความเร็วในการบ่มเพาะก็น่าจะเพิ่มขึ้น ฉันน่าจะพอฝืนรับไหวอยู่"
ซูอวี่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด สัตว์ประหลาดในความฝันมีตั้งเยอะแยะ หลายปีมานี้เขาก็พอจะหาเจอสองสามชนิดที่ตรงกัน เพียงแต่ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
บางชนิดต่อให้แน่ใจแล้ว ก็หาโลหิตแก่นแท้ที่ตรงกันไม่ได้
"พวกปลาลู่ เต่าเสวียน อะไรพวกนี้ พอจะยืนยันได้อยู่ แต่หนานหยวนไม่มีโลหิตแก่นแท้ของพวกมัน ถ้าฉันไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ย ก็อาจจะหาซื้อได้"
ตอนที่เปิดหน้าวิหคปีกเหล็ก ซูอวี่รู้สึกว่าพอแล้ว ตอนนี้ไม่ควรเสี่ยง ควรจะเอาแบบชัวร์ๆ ไว้ก่อน ยังไงซะความก้าวหน้าของเขาก็เร็วมากอยู่แล้ว
แต่คำพูดของเซี่ยปิง ก็ทำให้ซูอวี่รอไม่ไหวอีกต่อไป
เขาต้องเปิดตำราภาพสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อเร่งความเร็วในการบ่มเพาะของตัวเอง พันชั่งขั้นเจ็ดนั้นไม่ช้า แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับซูอวี่
"ประเด็นก็คือ... แต้มผลงานกับเงินนี่แหละ!"
ซูอวี่ปวดหัวตึบ ถ้าเปิดตำราภาพสัตว์ประหลาดระดับหมื่นศิลา นั่นแปลว่าต่อไปนี้เขาจะต้องใช้โลหิตแก่นแท้ขั้นหมื่นศิลาในการบ่มเพาะงั้นเหรอ
"ระดับหมื่นศิลาแพงกว่าพันชั่งตั้งเยอะนะ!"
"บางที... ฉันอาจจะต้องรับแต้มผลงานที่พ่อโอนมาให้... ความแข็งแกร่งเขาเพิ่มขึ้นช้า จะได้ไม่ต้องไปเข้าร่วมสงครามใหญ่ที่รุนแรงมาก หรือเปล่านะ"
ซูอวี่ส่ายหน้า คิดเพ้อเจ้อไปเองทั้งนั้น ในสนามรบน่ะ อ่อนแอก็มีแต่ตายเร็วกว่าเดิมเท่านั้นแหละ
แน่นอนว่า แข็งแกร่งไปก็เหมือนกัน ยกเว้นว่าจะแข็งแกร่งจนไร้เทียมทาน
"พ่อหนอพ่อ ช่างทำให้คนเขาว้าวุ่นใจเหลือเกิน..."
ซูอวี่ถอนหายใจ โตป่านนี้แล้ว ยังไม่รู้จักทำให้คนอื่นเขาสบายใจอีก ปวดหัวจริงๆ
...
สนามรบพหุภพ
ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่ง
ซูหลงพูดกับลูกน้องหลายคนด้วยความทอดถอนใจ "ลูกชายข้ายังเด็ก หุงข้าวก็ไม่เป็น ซักผ้าก็ไม่เป็น... เฮ้อ ว้าวุ่นใจแทนมันเหลือเกิน ไม่รู้ว่าข้ามาหลายวันขนาดนี้ จะอดอยากหรือเปล่า นี่สอบเข้าสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยได้แล้ว ค่าใช้จ่ายก็เยอะขึ้น ไม่รู้ว่าจะหาสะใภ้จากในสถาบันมาให้ข้าสักคนได้ไหม..."
"ผู้บัญชาการร้อยคน ข่าวคราวลูกชายท่านยังไม่ส่งมาเลย ท่านก็รู้แล้วเหรอว่าเขาสอบเข้าสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยได้น่ะ"
หัวหน้าสิบคนคนหนึ่งพูดติดตลก ซูหลงถลึงตาใส่ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ยังต้องถามอีกหรือไง ถ้าลูกชายข้าสอบไม่ติด หนานหยวนก็ไม่มีใครสอบติดแล้วโว้ย! ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์! ข้าเพิ่งจะโอนแต้มผลงานจากความดีความชอบคราวก่อนกลับไปให้ เจ้าเด็กนั่นพอมีแต้มผลงานพวกนี้ อีกหลายปีข้ากลับบ้าน อย่างน้อยๆ มันก็ต้องพันชั่งขั้นเจ็ดขั้นแปดแล้ว!"
มีคนข้างๆ พูดแซวขึ้นมาอีก "พันชั่งขั้นเจ็ดขั้นแปดเหรอ ท่านพูดมาเลยดีกว่าว่าอีกไม่กี่ปีลูกท่านก็เป็นขั้นเหินเวหาแล้ว! จบสถาบันอารยธรรมมาก็เป็นขั้นเหินเวหาไม่ใช่เหรอ อีกไม่กี่ปีมาที่กองทัพเรา เป็นปรมาจารย์อารยธรรม พอเจอกันท่านต้องเรียกใต้เท้าแล้วนะ!"
ซูหลงหน้าแดงก่ำ เถียงอย่างไม่ยอมแพ้ "ขั้นเหินเวหาแล้วมันยังไงล่ะ เป็นไปไม่ได้หรือไง ลูกข้าเป็นอัจฉริยะโว้ย! อีกไม่กี่ปีอาจจะไม่ไหว แต่สักสิบยี่สิบปีจะไม่ได้เชียวรึ ถึงตอนนั้นพวกแกยังเป็นทหารต๊อกต๋อยอยู่เลย ลูกข้ามาเป็นปรมาจารย์อารยธรรม พวกแกก็เป็นหลานมันทั้งนั้นแหละ เจอกันต้องเรียกว่าใต้เท้าซู!"
"ฮ่าๆๆ ใช่ ถึงตอนนั้นก็เรียกท่านว่าใต้เท้าผู้เฒ่าซู พอใจไหมล่ะ"
ซูหลงจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่าย อีกฝ่ายก็เป็นผู้บัญชาการร้อยคนเหมือนกัน หมอนี่ระดับพลังสูงกว่าเขา ปกติก็กร่างเอาเรื่อง
ซูหลงกัดฟันกรอด "คอยดูเถอะ! รอลูกข้าเป็นปรมาจารย์อารยธรรมเมื่อไหร่ ข้าจะตบหน้าพวกแกทีละคนเลย! แซ่หลิว แกอย่ามากร่างให้มันมากนัก ลูกสาวแกน่ะลูกข้ายังไม่ชายตามองเลย เป็นปรมาจารย์อารยธรรมยังจะกลัวหาเมียไม่ได้อีกรึ"
คนข้างๆ แคะจมูกดังหึ "ไอ้แก่เอ๊ย แกมาถึงก็จ้องจะงาบลูกสาวข้าเลยนะ พยายามจะอ้อมค้อมจับคู่ให้ลูกแก ฝันไปเถอะ! ลูกสาวข้าปีหน้าจะเข้าสอบระดับสูง สถาบันสงครามต้าเซี่ยน่ะติดชัวร์ ผ่านไปปีสองปีก็คงพันชั่งหรือถึงหมื่นศิลาเลยด้วยซ้ำ ซูหลง หัดชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้าง สถาบันอารยธรรมมีกี่คนกันเชียวที่เรียนจบ..."
ซูหลงโกรธจนแทบจะเข้าไปท้าต่อย!
สถาบันอารยธรรมจะเรียนไม่จบได้ยังไง!
ใครหน้าไหนมันพูด!
แต่... ดูเหมือนจะยากนิดหน่อยจริงๆ
ซูหลงชักจะท้อใจ วินาทีต่อมาก็พูดจาไม่ตรงกับใจ "ถึงเรียนไม่จบก็เป็นอาจารย์สอนอยู่ในสถาบันอารยธรรมได้ ปลอดภัย ดีกว่าลูกสาวแกเยอะ ต้องไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเป็นคนป่าเถื่อน!"
"ซูหลง แกอยากมีเรื่องใช่มั้ย"
"เข้ามาสิโว้ย ใครกลัวใคร! แกกล้าว่าลูกข้าไม่ดี วันนี้ข้าขอสู้ตาย จะอัดไอ้คนไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่อย่างแกให้ตายคาที่เลย!"
"..."
ทั้งสองคนเปิดศึกกันอีกแล้ว คนอื่นๆ ก็ได้แต่มองดูเรื่องตลกอย่างสนุกสนาน ต่อยกันก็ดี หมู่นี้ไม่มีศึกสงครามอะไร ดูเรื่องสนุกๆ สักหน่อยก็ดีเหมือนกัน
แต่สำหรับซูอวี่ ตอนนี้ทุกคนเริ่มมีความประทับใจในใจบ้างแล้ว
บัณฑิตอ่อนแอบอบบางสินะ!
น่าสงสาร ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค เผลอๆ จะเป็นไอ้ขี้โรคซะด้วยซ้ำ ดูตาสิรีบร้อนเชียว มาถึงกองทัพก็เที่ยวถามไถ่ไปทั่วว่าบ้านไหนมีลูกสาว นี่กลัวว่าลูกชายจะหาเมียไม่ได้ขนาดนั้นเลยรึ?







