(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 319
บทที่ 319 สวมบทพ่อแม่เต็มสูบ บนโลกนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ทำผิด
"นี่มันพ่อแม่เทวดาที่ไหนกัน ทัศนคติพังพินาศหมดแล้ว"
"สมกับคำโบราณที่ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ"
"หน้าตาดูใจดีมีเมตตา แต่สิ่งที่ทำโคตรจะน่าสะอิดสะเอียนเลย!"
"นี่คือการเกาะลูกกินใช่ไหม?"
"ตอนที่ฉันลำบากที่สุด คนที่ทำร้ายฉันได้เจ็บปวดที่สุดก็คือคนในครอบครัวที่ฉันแคร์ที่สุด"
"เคยเจอมากับตัวจนเป็นซึมเศร้า ตอนนี้ขอใช้ชีวิตเพื่อตัวเองคนเดียวพอ"
"ถ้าโรคซึมเศร้าเกิดจากผู้ปกครอง แล้วคุณยังไปพูดกับคนทำร้ายคุณ เขาจะไปเข้าใจได้ยังไง"
เมื่อได้ยินเฉินหยูเล่าถึง "วีรกรรมอันยิ่งใหญ่" ในวัยหนุ่มสาวของพ่อแม่คู่นี้
ทัศนคติของเหล่าชาวเน็ตก็พังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
ชายหญิงชราสองคนที่ดูหน้าตาใจดี กลับทำเรื่องที่ไร้ศีลธรรมยิ่งกว่ากันเสียอีก
แถมยังไม่เคยเหลียวแลลูกเลย ทำเหมือนบ้านเป็นแค่โรงแรม
อย่าว่าแต่ลูกชายที่ใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขามาเป็นสิบๆ ปีเลย
ต่อให้เป็นคนนอกมาได้ยินสิ่งที่พวกเขาทำ ก็คงต้องขอถอยห่างหนีไปไกลๆ
"หมอเฉิน พวกเขาไปทำอะไรมา ถึงได้ทำลายอนาคตลูกชายตัวเองได้ขนาดนี้?"
ชาวเน็ตจำนวนมากส่งข้อความเข้ามา
คนแก่ที่ไม่น่าเคารพสองคนนี้ ตอนหนุ่มสาวไม่เคยสนใจไยดีลูก
พอแก่ตัวลงไม่มีเงินใช้ ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีลูกชายอยู่อีกคน
เริ่มจากบุกไปอาละวาดที่บริษัทของลูกชายเพื่อสร้างกระแสกดดัน สุดท้ายก็หงายไพ่ขอเงินจากลูก
สำหรับวิธีการแบบนี้ ชาวเน็ตทำได้แค่บอกว่าสุดยอดไปเลย
เฉินหยูยิ้มหยันพลางกล่าว "ยังไงก็เป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้า ถ้าไม่มีพวกเขา ตัวเองก็คงไม่ได้เกิดมาบนโลก ด้วยเหตุนี้ลูกชายของพวกเขาถึงยอมหักเงินเดือนหนึ่งหมื่นหยวนทุกเดือนมาเป็นค่าเลี้ยงดู"
"ช่วงเดือนแรกๆ ทั้งสามคนก็อยู่กันอย่างสงบสุข"
"แต่พอนานเข้า สันดานเดิมของทั้งสองก็กำเริบ พวกเขาเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย พอมีเงินก็เอาแต่ผลาญทิ้ง"
"เงินค่าเลี้ยงดูเดือนละหมื่นหยวน สำหรับพวกเขามันไม่พอหรอก"
ทัศนคติของชาวเน็ตที่พังทลายอยู่แล้ว ถูกกระทืบซ้ำอย่างแรงอีกครั้ง
เดือนละหมื่นหยวน จะไม่พอใช้ได้ยังไง?
ในบรรดาชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสด มีหลายคนที่รายได้ต่อเดือนแค่สามสี่พัน ก็ยังอุตส่าห์เก็บเงินได้
เฉินหยูพูดเรียบๆ "ทุกคนมีความเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่ายิ่งแก่ตัวลงแล้วจะยิ่งใช้เงินน้อยลงหรอกนะครับ"
"ความฟุ้งเฟ้อไม่รู้จักพอมันไม่เกี่ยวกับอายุ"
เฉินหยูเล่าต่อไป
ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ปิดกิจการลง แต่มาตรฐานการใช้ชีวิตของทั้งสองกลับไม่ได้ลดลงเลย ทำให้เพื่อนบ้านและเพื่อนฝูงหลายคนสงสัย
เมื่อไปสืบดูถึงได้รู้ว่า ทั้งสองคนติดต่อกับลูกชายที่ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปีได้แล้ว
แถมตอนนี้ลูกชายของพวกเขายังเป็นผู้บริหารระดับกลางของบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งอีกด้วย
รับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนาแนวหน้าโดยเฉพาะ
คนพูดไม่คิดอะไร แต่คนฟังกลับเก็บไปคิด
ในท้องถิ่นนั้นมีบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งพอดี และกำลังต้องการผู้นำทีมวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเร่งด่วน
หลังจากการตรวจสอบ ผู้บริหารของบริษัทนั้นก็มองว่าสายวิชาและสายงานที่ลูกชายของพวกเขารับผิดชอบอยู่ ตรงกับธุรกิจของบริษัทพอดี
ผู้บริหารบริษัทถึงกับออกโรงมาเจรกับพ่อแม่คู่นี้ด้วยตัวเอง เพื่อขอให้ลูกชายของพวกเขากลับมาทำงานที่บ้านเกิด
โดยเสนอเงินเดือนให้เดือนละสามหมื่นหยวน
พูดถึงตรงนี้ เฉินหยูก็มองไปยังชายหญิงชราสองคนที่อยู่อีกฝั่งของหน้าจอด้วยสายตาเย็นชา
ทั้งสองคนถูกเฉินหยูจี้ใจดำ สีหน้าจึงดูไม่ได้พอกัน
"เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป รับรองว่าจะทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้าง"
"ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีหวังว่าพ่อแม่คู่นี้จะใช้ความผูกพันทางสายเลือด ไปเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายกลับมาทำงานที่บ้านเกิด"
"เมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับลูกชายของตัวเองมาก พ่อแม่คู่นี้ก็เลยยื่นข้อเสนอที่คาดไม่ถึงออกมา"
"พวกเขารับประกันว่าจะเรียกลูกชายกลับมาทำงานให้ได้ แต่มีข้อแม้ว่าผู้บริหารบริษัทต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนให้พวกเขาสองล้านหยวน"
"เพื่อเงินสองล้านหยวน พวกเขาใช้วิธีที่แทบจะเรียกได้ว่าขายลูกกิน โดยรับปากว่าจะให้ลูกชายเซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทนี้"
"แถมเงินเดือนของลูกชาย ก็ไม่ต้องให้สูงมากนักด้วย"
ชาวเน็ตถึงได้เข้าใจ ว่าคำว่าขายลูกกินที่เฉินหยูพูดถึงหมายความว่ายังไง
เพื่อให้ได้เงินสองล้าน สองสามีภรรยาถึงกับงัดมารยาหญิงชาย ร้องห่มร้องไห้อาละวาดขู่จะผูกคอตายออกมาใช้
เริ่มจากแกล้งป่วยหลอกให้ลูกชายมาหา จากนั้นก็เริ่มอาละวาดทำตัวเกเรอยู่ในบ้าน
ขู่จะฆ่าตัวตายเพื่อบีบบังคับให้ลูกชายยอมทำตาม
"สองคนนี้ก็เหมือนงูพิษ ที่มักจะฉกเข้าที่จุดอ่อนของลูกชายตัวเองได้เสมอ"
"ภายใต้การตื๊อและบีบคั้นของทั้งสองคน ลูกชายของพวกเขาจึงยอมทิ้งงานในเมืองใหญ่ กลับมาบ้านเกิดเพื่อเซ็นสัญญาสิบปีกับบริษัทนี้"
"ส่วนเรื่องแฟนสาวที่ทั้งสองคนอ้างถึง ก็มีตัวตนอยู่จริง"
"แต่สถานการณ์มันตรงกันข้ามกับที่พวกเขาพูดอย่างสิ้นเชิง"
เฉินหยูยิ้มเย็นชา แฉคำโกหกพกลมของสองสามีภรรยาชราคู่นี้อย่างไม่ไว้หน้า
คนที่ไปยืมเงินแฟนสาวไม่ใช่ลูกชายของพวกเขา แต่เป็นพวกเขาสองคนต่างหาก
"มิน่าล่ะถึงมีคนบอกว่าตราบใดที่ยังไม่ตาย ก็จะได้เห็นเรื่องแปลกประหลาดได้ทุกวัน"
"นี่มันพ่อแม่ที่ไหนกัน นี่มันเจ้ากรรมนายเวรชัดๆ"
"ถ้าเป็นฉันโดนบีบจนตรอกขนาดนี้ ฉันก็เทเหมือนกันแหละวะ"
"คนเก่งๆ อนาคตไกลถูกบีบซะขนาดนี้ อย่าว่าแต่เล่นการพนันเลย จะทำเรื่องอะไรก็ไม่แปลกใจหรอก"
"ตกลงพวกคุณเห็นลูกชายเป็นคนในครอบครัวบ้างไหมเนี่ย?"
"อย่าพูดอะไรไร้เดียงสาแบบนั้นได้ไหม ถ้าเห็นลูกเป็นคนในครอบครัวจริง จะขายลูกแลกกับเงินสองล้านเหรอ?"
"บริษัทไฮเทคในเมืองใหญ่กับบริษัทเทคโนโลยีในเมืองเล็กๆ ระดับสามระดับสี่ อนาคตมันจะไปเหมือนกันได้ยังไง?"
ชาวเน็ตโกรธจนแทบจะอกแตกตาย
พ่อแม่คู่นี้น่ากลัวยิ่งกว่าปัญหาจากครอบครัวดั้งเดิมซะอีก
"พวกแกพอได้แล้ว!"
"เรื่องของบ้านเรา พวกแกอย่ายุ่ง"
คุณลุงโกรธจนหนวดกระดิกตาขวาง เอาแต่ตบโต๊ะไม่หยุด
คุณป้าที่อยู่ข้างๆ พูดเสียงแหลมปรี๊ด "ลูกชายฉันเป็นคนเบ่งออกมา ทุกอย่างเราเป็นคนให้เขาหมด จะขอเงินเขานิดหน่อยมันจะเป็นอะไรไป?"
"ลูกชายก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่อยู่แล้ว"
"พ่อแม่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ลูกชายมีเงินใช้ไม่ขาดมือทุกวัน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน?"
เมื่อได้ยินคำพูดที่สวมวิญญาณความเป็นพ่อเป็นแม่มาเต็มสูบแบบนี้ ชาวเน็ตก็แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
เกิดเป็นคนจำเป็นต้องหน้าด้านขนาดนี้ไหม?
เป็นพ่อเป็นแม่ก็เลยสูบเลือดสูบเนื้อลูกชายได้อย่างชอบธรรมงั้นสิ
มองว่าการขายลูกกินเป็นเรื่องที่สมควรทำ ทัศนคติของตาแก่ยายแก่สองคนนี้มัน...
ไม่สิ พวกเขาไม่มีทัศนคติอะไรเลยต่างหาก
แม้แต่ความเป็นคนขั้นพื้นฐานยังไม่มีเลย
"ไอ้แซ่เฉิน แกเลิกทำตัวเป็นคนดีตรงนี้ได้แล้ว พวกเราทำเรื่องพวกนี้จริง แต่มันเล่นการพนันก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน"
คุณลุงเปลี่ยนท่าทีสุภาพก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น และเรียกชื่อเฉินหยูตรงๆ
"บนโลกนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ทำผิด มีแต่ลูกที่อกตัญญูเท่านั้นแหละ"
"พวกเราจะอยู่ได้อีกกี่ปี จะผลาญเงินมันได้อีกสักกี่ปีเชียว?"
"รอให้พวกเราตายไป มันอยากจะกตัญญูต่อพ่อแม่ก็ไม่มีโอกาสแล้ว"
"ไอ้ลูกเวรเรื่องดีๆ ไม่รู้จักจำ ดันไปหัดเล่นการพนันตามคนอื่น ทำไมถึงไม่มีใครสงสารพวกเราบ้างเลย?"
สองสามีภรรยาทำตัวราวกับเล่นตลกรับส่งมุกกัน พอฝั่งนี้พูดจบ อีกฝั่งก็รีบพูดต่อทันที
ชี้หน้าด่าเฉินหยูและชาวเน็ตว่าแส่ไม่เข้าเรื่อง โวยวายว่าลูกชายต่างหากที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรตัวจริง
ทั้งสองคนปีนี้อายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ต่อให้ใช้เงินบ้าง จะใช้ไปได้อีกนานแค่ไหนกัน
ลูกชายกลับมาบ้านได้ไม่นาน ก็ติดนิสัยเสียชอบเล่นการพนัน แถมยังเล่นหนักขึ้นเรื่อยๆ
เป็นหนี้ก้อนโต แล้วคนก็หนีหายเข้ากลีบเมฆไปเลย
ทิ้งหนี้พนันไว้ให้พ่อแม่รับกรรม แบบนี้ยังเป็นคนอยู่อีกเหรอ?
"ฮ่าๆๆ..."
เฉินหยูฟังจบก็หัวเราะลั่น
ราวกับได้ยินเรื่องอะไรที่น่าสนใจเข้า
คุณลุงพูดด้วยความโมโห "แกหัวเราะอะไร? หรือฉันพูดไม่ถูก?"
"พวกแก๊งเงินกู้นอกระบบนั่นมาหาเรื่องที่บ้านฉันวันเว้นวัน ขู่ว่าจะเผาบ้านฉันให้วอด มีครั้งนึงถึงขั้นพกมีดมาด้วยซ้ำ"
"ทำเอาฉันตกใจจนเกือบต้องเข้าโรงพยาบาล"
เฉินหยูพูดขึ้น "ไม่คิดว่าฉากนี้มันคุ้นๆ บ้างเหรอครับ?"
"ผมจะเตือนความจำให้เอาไหม ฤดูร้อนเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน คุณก็เคยทำเรื่องแบบเดียวกันนี้ไม่ใช่เหรอ"







