"เตือนเหรอ" ฉู่ชิงอึ้งไป
"ใช่ เตือน" เหล่าเจี่ยพูดสาย
"นี่ มันหมายความว่ายังไง"
เขาจังงังไปหมด ไม่คิดว่าเหล่าเจี่ยจะโทรหาเขากะทันหัน และยิ่งไม่คิดว่าการที่ตัวเองแสดงหนังเรื่องหนึ่งจะไปเกี่ยวพันกับหน่วยงานบ้าบออะไรนั่นได้ สถานที่ราชการระดับสูงแบบนั้นจะมาสนใจประชาชนตาดำๆ อย่างเขาเนี่ยนะ
"ก็ตรงตามตัวอักษรนั่นแหละ แค่แสดงท่าทีเท่านั้นเอง"
เหล่าเจี่ยอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังฝืนทำใจดีสู้เสือปลอบใจน้องชายคนนี้ "นายไม่ต้องห่วงไปหรอก นักแสดงที่โดนเตือนมีเยอะแยะไป ไม่ขาดนายไปสักคนหรอก"
ตั้งแต่รับโทรศัพท์จนถึงตอนนี้ เพียงไม่กี่นาทีสั้นๆ ในใจของฉู่ชิงก็ปั่นป่วนว้าวุ่นราวกับนั่งรถไฟเหาะ
ตอนแรกที่ได้ยินเหล่าเจี่ยบอกว่าโดนแบน เขาก็ทั้งโกรธทั้งเศร้า ต่อมาพอได้ยินว่าตัวเองโดนเตือน แม้จะไม่ได้พูดคุยกันต่อหน้า เป็นแค่การฝากเหล่าเจี่ยมาบอก แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาสะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว
ตอนนี้ในใจก็เปลี่ยนไปอีกตลบ อดถามไม่ได้ว่า "เรื่องแบบนี้ยังมีเยอะแยะไปอีกเหรอ"
"แน่นอนสิ! อย่างหลี่ว์ลี่ผิงไง รู้จักใช่ไหม ที่เล่นเรื่อง 'ว่าวสีคราม' แล้วก็เจี่ยหงเซิง ที่เคยเล่นเรื่อง 'หนาวเหน็บสุดขั้ว' ของเสี่ยวไซว่ แล้วก็จ้าวเวยที่ดังที่สุดตอนนี้ ตอนนั้นก็เล่น 'วังหน้าวังหลัง' ของจางหยวน... เอาเป็นว่าคนพวกนี้มีเยอะมาก ไม่ขาดนายไปสักคนหรอกน่า!"
เหล่าเจี่ยพูดจาเจื้อยแจ้วแบบนี้เป็นครั้งแรก น้ำเสียงก็ไม่หนักแน่นเหมือนปกติ เขาพูดอย่างเร่งรีบ "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉันโทรมาก็แค่จะเตือนนาย ตอนนี้นายกำลังดังจาก 'องค์หญิงกำมะลอ' ภาคสองก็ถ่ายจบแล้ว รอออกอากาศก็ยิ่งดังกว่าเดิม ไม่ต้องกลัวเลย พวกนั้นทำอะไรนักแสดงไม่ได้หรอก ได้แต่แบนพวกเรา..."
เขาพูดๆ ไป จู่ๆ ก็สะอึก
ฉู่ชิงรู้สึกมาตลอดว่าเขาพูดจาอ้อแอ้ จึงถามขึ้น "พี่ดื่มเหล้ามาเหรอ"
"อืม เพิ่งกินข้าวกับเหล่ากู้เสร็จ ไม่ได้ดื่มเยอะ ไม่เป็นไรหรอก"
ฉู่ชิงเม้มปาก ไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไร บนโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นอย่างถ่องแท้อยู่แล้ว พูดอะไรไปก็ดูเสแสร้ง เขาจึงได้แต่ยิ้ม "พี่ก็พูดเองไม่ใช่เหรอ คนอายุสามสิบกว่าแล้ว จะพึ่งแต่เหล้าแก้ปัญหาไม่ได้หรอกนะ"
"หึหึ!" เหล่าเจี่ยหัวเราะสองสามคำ เสียงในโทรศัพท์ฟังดูแหบพร่าเป็นพิเศษ
"แล้วหนังเรื่องนั้นของพี่ยังจะถ่ายต่อไหม" ฉู่ชิงถามอีก
"ถ่ายสิ! ทำไมจะไม่ถ่ายล่ะ!" เขาเพิ่มระดับเสียง คล้ายจะเมาอาละวาดนิดๆ ตะโกนว่า "ยังไงแม่งก็โดนแบนแล้ว ตอนนี้ฉันอยากถ่ายอะไรก็ถ่ายไป นายไม่รู้หรอก ความรู้สึกแบบนี้ มันโคตรโล่งเลย จริงๆ นะ! จริงๆ!"
เขาย้ำติดกันสองรอบ ไม่รู้ว่าเป็นการยืนยัน หรือจำนนต่อโชคชะตา
ฉู่ชิงก็ยิ้มออกมา ถามว่า "งั้นยังจะให้ผมเป็นพระเอกอยู่ไหม"
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถามกลับ "นายยังกล้าถ่ายอีกเหรอ"
"พี่ไม่ได้บอกเหรอว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ พี่กล้าเอ่ยปาก ผมก็กล้ารับคำ"
"แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ... นายต้องไว้หน้าพวกเขาสักหน่อยสิ ทางนี้เพิ่งจะเตือนมา นายก็มาร่วมงานกับฉันอีกเรื่องทันที แบบนี้มันไม่ฉีกหน้ากันเหรอ" เหล่าเจี่ยเงียบลง จังหวะการพูดก็ช้าลงด้วย "นายต้องทิ้งช่วงสักพัก ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไปเล่นหนังแบบนั้นสักสองสามเรื่องก่อน..."
"แบบไหนล่ะ" ฉู่ชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ผมอยากเล่นก็ต้องมีคนมาหาผมสิ! เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว พี่จะเปิดกล้องเมื่อไหร่ ก็บอกล่วงหน้าหน่อย ผมไปแน่นอน"
"..."
พอเขาพูดประโยคนี้จบ ปลายสายก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอยู่นาน
"ฮัลโหล? เหล่าเจี่ย? พี่ทำอะไรอยู่น่ะ" เขาอดไม่ได้ที่จะถาม
ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เสียงสะอื้นแผ่วเบาที่เหมือนจะดังก้องอยู่ในทีก็แว่วมาจากโทรศัพท์
ฉู่ชิงชะงักไป จากนั้นเหงื่อก็แตกพลั่ก สบถว่า "แม่งเอ๊ย พี่ไม่ได้กำลังร้องไห้อยู่ใช่มั้ยเนี่ย!"
ถึงจะคุยกันผ่านโทรศัพท์ แต่การที่ผู้ชายอกสามศอกมาร้องไห้ใส่เขา เขาก็ยังรับไม่ค่อยได้ รู้สึกว่ามันแปลกๆ น่าขนลุก
เหล่าเจี่ยไม่ค่อยเข้าใจตื้นลึกหนาบางข้างในเท่าไหร่ สิ่งที่พูดก็เป็นการคาดเดาของตัวเอง แต่ก็คงจะใกล้เคียงความจริง
หน่วยงานอะไรนั่น พวกเขาสั่งห้ามฉายผลงานภาพยนตร์และโทรทัศน์ ห้ามผู้กำกับเข้าร่วมประกวดรางวัลภายในเวลาไม่กี่ปี... อำนาจที่ไม่ผ่านการพิจารณาคดีและกระบวนการอุทธรณ์ใดๆ แบบนี้ ความชอบธรรมของมันก็ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้ว
พวกเขาไม่ได้โง่ รู้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องโดนคนนับหมื่นด่าทอ แต่พวกเขาจำเป็นต้องคาดเดาเจตนาของเบื้องบนมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือทัศนคติที่แตกต่างกันในสามช่วงเวลา คือก่อนปี 03 ก่อนปี 12 และหลังปี 12
สำหรับผู้กำกับแล้ว มีกำแพงสูงลิ่วอย่างการเซ็นเซอร์ขวางอยู่ ถ้านายไม่ผ่านการพิจารณาแล้วแอบเอาไปประกวดเอง ก็คือทำผิด ทำผิดก็ต้องโดนลงโทษ
อย่าดูถูกกฎระเบียบนี้ นี่คือหลักฐานอ้างอิงในการลงโทษอย่างเปิดเผยและชอบธรรมของพวกเขา
แต่สำหรับกลุ่มนักแสดงแล้ว หลักฐานอ้างอิงนี้ก็ไร้ผล ทำได้แค่สร้างภาพไปอย่างนั้น อย่างเช่นการเตือนอะไรทำนองนี้...
ดังนั้น หน่วยงานอะไรนั่น แบนผู้กำกับไปตั้งเยอะ แต่คนที่ถูกออกเอกสารสั่งแบนนักแสดงอย่างเป็นทางการจริงๆ ในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ก็มีแค่ทังเวยคนเดียว แถมยังเป็นหลังจากที่ 'Lust, Caution' ฉายไปแล้วช่วงหนึ่งด้วยซ้ำ เหตุผลก็ฟังไม่ขึ้นสุดๆ เอามาเป็นตัวอย่างไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เพราะถ้าจะพูดถึงทัศนคติทางการเมือง พูดถึงการถอดเสื้อผ้าแบบหมดจด เรื่อง 'Summer Palace' ของโหลวเย่นั้นเล่นใหญ่กว่าด้วยซ้ำ แต่ห่าวเหลยกับกัวเสี่ยวตงก็ยังปลอดภัยดี
เรื่องของทังเวยซับซ้อนเกินไป บอกได้แค่ว่าเป็นปัจจัยนอกเหนือจากภาพยนตร์ ไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์เลย
…………
หลังจากถูกหลิวมีดเดียวทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ ฮวาอูเสี่ยวซานหลางก็เสนอข้อตกลงหนึ่ง หากส่งตัวเขากับล่ามแปลภาษากลับไปยังกองสารวัตรทหาร ชาวบ้านจะได้เสบียงสองคันรถ จิ่วจ่ง หัวหน้ากองสารวัตรทหาร แม้จะรังเกียจเพื่อนร่วมชาติที่ไม่มีกระดูกสันหลังคนนี้อย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงรักษาสัญญา นำกองทหารคุ้มกันเสบียงมาถึงหมู่บ้านกว้าเจี่ยไถ
ลานตากข้าวในหมู่บ้านมีการจัดงานเลี้ยงหลายสิบโต๊ะ มีสาเกญี่ปุ่นชั้นดี และเนื้อปลาตำรับจีนขนานแท้
ตาทวดห้ากับจิ่วจ่งนั่งอยู่โต๊ะประธาน มองดูผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกหลานของตัวเองอย่างไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ชื่นมื่นรื่นเริง ฮวาอูเสี่ยวซานหลางและต่งฮั่นเฉินยิ่งเบียดเข้าไปร่วมโต๊ะกับชาวบ้าน พูดประโยคที่ว่า "พี่ใหญ่พี่สะใภ้สวัสดีปีใหม่..." เป็นเชิงล้อเล่น
หม่าต้าซานไม่อยู่ เขาไปรับอวี๋เอ๋อร์ แม่ม่ายสาวสวยที่กลับไปอยู่บ้านแม่ยายเพราะตั้งท้อง ในใจยังวาดฝันว่าพอกลับมาแบ่งเสบียงเสร็จ ทั้งสองก็จะได้แต่งงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หลังจากวงดุริยางค์ทหารญี่ปุ่นแสดงไปรอบหนึ่ง ตาทวดห้าก็ลุกขึ้น เผยให้เห็นฟันที่หักแหว่งราวงาพลางกล่าวว่า "เมื่อครู่ทหารจักรพรรดิบรรเลงเพลงแล้ว พวกเราชาวบ้านควรทำอย่างไรตอบแทนดีเล่า ชายชราอย่างข้าขอเสนอหน้า ร้องเพลงสักเพลงก็แล้วกัน"
เขาเริ่มร้องเพลง "ดอกไม้เบ่งบานหลิวเอนอ่อนหลงรักแสงวสันต์ จันทร์สว่างลมโชยรักความเย็นเยียบแห่งสารทฤดู แม่นางน้อยผู้งดงามคนนั้น..."
"ดี!" ชาวบ้านพากันส่งเสียงโห่ร้องยินดีนำไปก่อน ทหารญี่ปุ่นฟังไม่รู้เรื่อง ก็พลอยโห่ร้องตามไปด้วย
ตาทวดห้าส่งยิ้มอย่างสงวนท่าทีและภาคภูมิใจ ร้องเพลงพื้นบ้านที่ไม่รู้ว่ามาจากยุคสมัยไหน พอได้ยินเสียงโห่ร้องชื่นชม รอยยิ้มนั้นก็ยิ่งกว้างขึ้น เขาเป็นคนที่มีการศึกษาที่สุดในหมู่บ้าน ภาพบรรยากาศในยามนี้ ช่างเหมือนกับความปรองดองอันยิ่งใหญ่ที่นักปราชญ์กล่าวไว้ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตัวเองเปรียบเสมือนปราชญ์โบราณผู้สง่างามไร้ที่เปรียบ
คนเหล่านี้ ทหารญี่ปุ่นลืมไปว่าตัวเองเป็นผู้รุกราน ส่วนชาวบ้านก็ลืมสถานะที่เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิงของตัวเอง พวกเขากอดคอพากันหลงระเริงจนลืมตัว
มีเพียงจิ่วจ่งเท่านั้นที่ยังคงความเยือกเย็นและความโกรธแค้นเอาไว้ เขาไม่เชื่อคำพูดของฮวาอูเลยแม้แต่น้อย หลังจากกวาดตามองไปรอบๆ และไม่พบวี่แววของหม่าต้าซาน เขาก็ยิ่งปักใจเชื่อว่านี่คือแผนการร้าย
เขาสร้างภาพในหัวว่า ชาวบ้านกลุ่มนี้ลักพาตัวฮวาอูไป จากนั้นก็ใช้ข้ออ้างเรื่องแลกเปลี่ยนเสบียง หลอกล่อให้กองกำลังเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนหม่าต้าซานก็แอบไปหากองโจร เพื่อจะจัดการพวกเขารวบยอดในคราวเดียว
ความคิดนี้ทำให้เขายิ่งโกรธและกระวนกระวายใจมากขึ้น
"ฮวาอู!" จิ่วจ่งตะโกนเรียกเสียงดัง
"ไฮ้!" ฮวาอูเสี่ยวซานหลางก้าวออกมาทันที ยืนตัวตรงแน่ว
"เมื่อกี้แกเหมือนจะพูดภาษาชินะ ลองพูดให้ฟังอีกทีซิ"
ฮวาอูพูดภาษาจีนว่า "พี่ใหญ่พี่สะใภ้สวัสดีปีใหม่ ท่านคือปู่ของข้า ข้าคือลูกของท่าน"
"แปล!" จิ่วจ่งสั่ง
ต่งฮั่นเฉินรีบพูดทวนเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกรอบ ทหารญี่ปุ่นพวกนั้นพากันหัวเราะฮ่าๆ รู้สึกว่าน่าสนุก
จิ่วจ่งหยิบปืนกระบอกหนึ่งมาวางบนโต๊ะกะทันหัน กล่าวว่า "คนๆ นี้คือเดนคนของทหารจักรพรรดิของเรา ตอนนี้ข้าขอให้พวกแกใช้ปืนกระบอกนี้ยิงเขาทิ้ง เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติในการดื่มเหล้าให้ทุกคน!"
โต๊ะเหล่านี้จัดวางเป็นวงกลมพอดี ทำให้มองเห็นสีหน้าของทุกคน คนนับร้อยในงาน นักแสดงหลักสิบกว่าคนล้วนนั่งอยู่ด้านหน้า เมื่อกล้องแพนผ่าน ฉู่ชิงก็ทำสีหน้าเหม่อลอยและหวาดกลัวได้อย่างพอดิบพอดี
เจียงเหวินมีความสามารถในการจัดฉากกลุ่มคนค่อนข้างอ่อน โชคดีที่นักแสดงประกอบมีคุณภาพสูงมาก จึงไม่เกิดสถานการณ์ NG แบบต่ำกว่ามาตรฐาน
บรรยากาศดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็วจากจุดนี้ จิ่วจ่งยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด แล้วนั่งลงดื่มเหล้าต่อ คนอย่างตาทวดห้า ป้าแปด สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ต่างพากันตึงเครียด
"หม่าต้าซานไปไหน" จิ่วจ่งถาม
ไม่มีใครกล้าตอบ มีเพียงลิ่ววั่งที่ดื่มจนเมามาย พูดอย่างเชื่องช้าว่า "ไปหาอวี๋เอ๋อร์"
"อวี๋เอ๋อร์? หล่อนพาคนมาเท่าไหร่" จิ่วจ่งโน้มตัวไปข้างหน้า ต่งฮั่นเฉินแปลอยู่ด้านหลัง
"ท้องโต กลับบ้านแม่ยายไปแล้ว พาคนมา ก็แค่สองสามคน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว พวกเรายังรอเขามาแบ่งเสบียงอยู่นะ!"
"แบ่งเสบียง? ข้าว่าเขาไปหาพวกที่จับตัวฮวาอูมากกว่ามั้ง!" จิ่วจ่งว่า
ลิ่ววั่งถึงกับลูบหัวเขา แล้วปลอบว่า "โธ่เอ๊ย! อย่ากลัวไปเลย อย่ากลัวไป ดูสิ ตกใจหมดแล้ว รอคนกลับมา ท่านก็จะสบายใจเอง"
พฤติกรรมที่ทหารญี่ปุ่นมองว่าเป็นการยั่วยุอย่างยิ่งนี้ ประกอบกับการที่จิ่วจ่งคอยบอกเป็นนัยๆ อยู่ตลอดว่านี่คือแผนการร้าย ทำให้ฮวาอูที่เดิมทีแทบจะถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้นแล้ว ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง
"บากะ!"
ลิ่ววั่งว่า "ทำไมนายถึงด่าคนล่ะ! อันนี้ฉันเข้าใจนะ ทำไมจู่ๆ นายถึงพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ล่ะ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ถูกฮวาอูผลักล้มลงกับพื้น แล้วใช้มีดฟันคอขาดในดาบเดียว
ดาบนี้เปรียบเสมือนสัญญาณ ชาวบ้านเริ่มตื่นตระหนกและวิ่งหนีแตกกระเจิง ทหารญี่ปุ่นคนอื่นๆ แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง ทุกคนต่างถือดาบปลายปืนที่ส่องประกายวาววับ
ตาทวดห้าตะโกนด้วยความโกรธแค้น "ไอ้เดรัจฉาน ตอนนั้นทำไมถึงไม่ฆ่าแกทิ้งซะ!"
จิ่วจ่งผลักฮวาอูที่กำลังจะลงมือออกไป แล้วพูดกับทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งว่า "ทหารใหม่! โอกาสหายาก!"
"ไฮ้!" ทหารญี่ปุ่นที่อายุน้อยมากคนนั้นตะโกนลั่น แล้วแทงดาบเข้าไปในท้องของตาทวดห้า
จิ่วจ่งเชียร์อยู่ข้างๆ "ดึงออกมาเอง! ออกแรงหน่อย!"
ป้าแปดถลาเข้ามา ก็ถูกแทงตายเช่นกัน เอ้อร์ป๋อจื่อร้องไห้ตะโกนเรียก "แม่" แล้วถลาเข้ามา ก็ถูกจิ่วจ่งแบกขึ้น แล้วโยนลงไปในบ่อน้ำราวกับกระสอบทราย แน่นอนว่าเป็นหุ่นพร็อพแทน...
แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องลงบนใบหน้าของทุกคน ล้วนแต่ดูดุร้ายน่ากลัว หมู่บ้านกว้าเจี่ยไถอยู่ในเขตยึดครองของญี่ปุ่น กองสารวัตรทหารกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ไม่เคยออกรบ แต่ยังมีหน้าที่ปกป้องประชาชนด้วย สิ่งนี้ทำให้ชาวบ้านซื่อเดียงสาและโง่เขลา และในวินาทีนี้ ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เปลี่ยนมาเป็นบทบาทของผู้รุกรานและผู้ถูกรุกรานตามปกติ
"ปัง!"
เสียงปืนดังมาจากมุมหนึ่ง จิ่วจ่งและฮวาอูถูกดินปืนดำพ่นใส่หน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว เลือดไหลอาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ
เป็นลุงเจ็ดบ้า พอเขาได้ยินเสียงปืนนัดแรก ก็ใช้เชือกป่านคล้องปืนล่าสัตว์ ลากขาสองข้างที่พิการ คลานมาตลอดทาง
"ไอ้พวกเวรตะไลเอ๊ย!" เมื่อมองดูปีศาจญี่ปุ่นที่บุกเข้ามา เขาก็ยังคงแผดเสียงร้อง
ทหารญี่ปุ่นสองคนกดเขาลงกับพื้น แต่ลุงเจ็ดบ้ากลับใช้มือแต่ละข้างบีบคอพวกเขาไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด และในที่สุดก็สิ้นใจ
เสือดาวเฒ่าตัวนี้ แม้แต่ตอนที่ถูกรุมฟันจนตาย ก็ยังคงแข็งกร้าว
ลานนวดข้าวและหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในทะเลเพลิง ทหารเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและเสบียงอาหารทั้งหมด ฆ่าชาวบ้านทุกคนจนหมดสิ้น
และในขณะที่การสังหารหมู่ใกล้จะสิ้นสุดลง จิ่วจ่งก็ถอนหายใจออกมา :
"จักรพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการ กองทัพญี่ปุ่นได้วางอาวุธแล้ว... น่าเสียดายจริงๆ! พวกเราทำได้เพียงยุติสงคราม!"
…………
ความหมายที่ '"ปีศาจมาแล้ว"' สื่อออกมา ฉู่ชิงไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด เขาไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองได้ร่วมแสดงในผลงานแบบไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เรื่องพวกนี้มันว่างเปล่าเกินกว่าจะจินตนาการได้...
เจียงหงปัวออกจากกองถ่ายไปตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน พอเขาถ่ายฉากนี้เสร็จ บทของเขาก็ปิดกล้องในที่สุด
ไม่มีดอกไม้หรือเสียงปรบมือใดๆ มีเพียงทีมงานที่เข้ามาสวมกอดเขาทีละคน แม้แต่กู้ฉางเว่ยที่ดูเฉื่อยชามาตลอดก็ยังดึงเขาไปคุยด้วยพักหนึ่ง ซึ่งหาได้ยากยิ่ง แม้จะเป็นเพียงคำพูดให้กำลังใจ แต่ความจริงใจนี้ก็ทำให้เขาซาบซึ้งใจ
อีกสองวัน เจียงเหวินก็จะพาทีมงานย้ายกองถ่าย ไปยังเมืองโบราณแห่งหนึ่งในจางเจียโข่ว เพื่อถ่ายทำฉากสุดท้ายที่นั่น
ค่ายทหารของกองทัพญี่ปุ่น และลานประหารของหม่าต้าซาน ล้วนอยู่ที่เมืองโบราณแห่งนั้น
ทุกครั้งที่ปิดกล้องออกจากกองถ่าย ฉู่ชิงมักจะรู้สึกแย่เสมอ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่รู้สึกแย่ แต่ยังรู้สึกเสียดายด้วย เสียดายที่ไม่ได้เห็นหม่าต้าซานถือขวานเล่มเล็กพุ่งเข้าไปในค่ายทหารเพื่อฆ่าปีศาจญี่ปุ่น และยิ่งเสียดายที่ไม่ได้เห็นเขาร้องเลียนแบบเสียงลาตอนอยู่บนแท่นประหาร
นายทหารพรรคก๊กมินตั๋งคนนั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสง่างามและจิตวิญญาณแห่งลัทธิสากลนิยม ถึงกับสั่งให้ฮวาอูเสี่ยวซานหลางเป็นคนลงมือบั่นคอผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยตัวเอง
ฟังเจียงเหวินบอกว่า หัวของหม่าต้าซานจะกลิ้งไปบนพื้นเก้ารอบครึ่ง ลูกตากะพริบใส่ฮวาอู แล้วมุมปากก็ยกขึ้น
ในวินาทีนั้น ภาพที่เดิมทีเป็นภาพขาวดำ จะกลับมาสว่างไสวและมีสีสันสดใสไปทั่วทั้งภาพ
ความสว่างไสวและมีสีสันอย่างที่เขาบรรยาย ฟังแล้วทำเอาฉู่ชิงรู้สึกคันยุบยิบในใจ







