วันนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ฉู่ชิงได้เห็นหน้าหลิวเย่ แถมทุกครั้งยังยิ้มแฉ่งจนหน้าบาน นี่กะจะใช้รอยยิ้มสามครั้งมัดใจประธานชมรมหรือไง?
แหวะ...
เขากับแฟนสาวเพิ่งกินข้าวกันไปได้แป๊บเดียว หมอนี่ก็ทำท่าทางระริกระรี้ขยับเข้ามาใกล้ แล้วพูดว่า "ชิงจื่อ เพื่อนนักเรียนในชั้นเราอยากทำความรู้จักกับนาย ไปกินด้วยกันหน่อยสิ"
"ไม่ล่ะ เดี๋ยวเราสองคนมีธุระต่อ กินเสร็จก็ต้องไปแล้ว" ฉู่ชิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
หลิวเย่เกาหัว จู่ๆ ก็โน้มตัวลงมา กระซิบเสียงเบา "พี่ชาย ไปนั่งสักไม่กี่นาทีก็ยังดีนะ!"
ฉู่ชิงเหลือบมองไปทางนั้น รู้ดีว่าหมอนี่กลัวจะกลับไปรายงานตัวไม่ได้ จากนั้นก็หันไปมองคุณหนูฟ่าน
ตัวเขาเองน่ะไปหรือไม่ไปก็ไม่ซีเรียส แต่กลัวว่าพอไปนั่งตรงนั้นแล้ว จะไม่รู้ว่าวงจะเลิกกี่โมง ยัยหนูนี่กว่าจะได้นอนหลับสนิทสักตื่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จะให้คนพวกนี้มาทำให้รวนไม่ได้
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ปรายตามอง คุณหนูฟ่านก็เข้าใจแล้ว
ความคิดบางอย่างของเธอนั้นอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากกว่าฉู่ชิงเยอะ เธอรู้สึกมาตลอดว่าสังคมของเขาแคบเกินไป นอกจากคนที่เคยร่วมงานกันแล้วสุดท้ายกลายเป็นเพื่อน เขาก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าหาใครก่อนเลย การอยู่ในวงการนี้ ฝีมือไม่สำคัญเท่าคอนเนกชัน นักเรียนพวกนั้นถึงตอนนี้จะยังดูไม่ออกว่าเป็นยังไง แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครได้เป็นจักรพรรดิหรือจักรพรรดินีจอเงินขึ้นมาก็ได้
ดังนั้นเธอจึงอยากให้แฟนหนุ่มไปทำความรู้จักมักจี่ไว้บ้างเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กะพริบตา
ฉู่ชิงก็เข้าใจแล้ว ไปก็ไปสิ
พอมองดูบนโต๊ะ ยำแตงกวาเส้นหมี่แทบยังไม่ได้แตะ เนื้อต้มเผ็ดก็ยังไม่มาเสิร์ฟ ส่วนมะเขือยาวผัดซอสเต้าเจี้ยวพร่องไปกว่าครึ่ง ของพรรค์นี้มันเค็ม กินกับข้าวสวยร้อนๆ กำลังดี
เขาตะโกนเสียงดัง "เถ้าแก่ เนื้อต้มเผ็ดของโต๊ะเราเดี๋ยวช่วยยกไปเสิร์ฟโต๊ะโน้นนะ!"
"ได้เลย!"
พอทั้งสองคนเดินไปถึง คนทั้งโต๊ะก็พากันลุกพรึ่บขึ้นยืน ท่าทางแบบนั้นทำเอาฉู่ชิงเกร็งขึ้นมานิดหน่อย หลิวเย่หิ้วเก้าอี้สองตัวเดินตามมาเงียบๆ
คนกลางคือหลิวเย่ ถ้าเขาไม่พูด ใครก็ไม่กล้าเปิดปาก รอจนเขาจัดเก้าอี้เสร็จ ถึงได้พูดยิ้มๆ ว่า "ฉันพาคนมาแล้วนะ! ขอแนะนำให้พวกนายรู้จัก นี่คือฉู่ชิง ส่วนนี่คือแฟนของเขา เอ้อ ฟ่านปิงปิง"
เขาโบกไม้โบกมือ พูดว่า "นั่งๆ! พวกนายคุยกันเองแล้วกัน ฉันไม่ยุ่งล่ะ"
ฉู่ชิงนั่งติดกับหลิวเย่ ทางฝั่งคุณหนูฟ่านคือหยวนเฉวียน คนสิบเจ็ดคนเบียดกันจนเต็มโต๊ะ เพื่อนๆ นักเรียนล้วนอึดอัด คนก็เรียกมาแล้ว แล้วทีนี้จะคุยอะไรต่อ จะให้มานั่งแนะนำตัวทีละคนจริงๆ เหรอ?
งี่เง่าตายชัก!
ตั่งฮ่าวเห็นบรรยากาศทะแม่งๆ จึงรีบพูดขึ้น "พวกเราอย่าทำตัวเป็นพิธีการเหมือนคนวัยทำงานนักเลย มา ชนแก้วกันก่อน!"
พวกเพื่อนๆ นักเรียนดื่มกันไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้บางคนก็เหลือติดก้นแก้ว บางคนเหลือครึ่งแก้ว บางคนก็หมดขวดแล้ว ตั่งฮ่าวเห็นเข้าก็ตะโกนอีก "ขอเบียร์อีกลัง!"
วุ่นวายกันอยู่พักหนึ่งในที่สุดก็รินจนเต็มแก้ว คนกลุ่มหนึ่งก็ลุกพรึ่บขึ้นยืนอีกครั้ง ฉู่ชิงพูดกลั้วหัวเราะ "ตอนเที่ยงฉันเพิ่งรู้จักกับหลิวเย่ ตอนค่ำยังได้มารู้จักพวกนายอีก รู้สึกดีใจมากเลย เอ่อ ฉันเกิดปี 76 ไม่รู้ว่าโตกว่าหรือเด็กกว่า เอาเป็นว่าพวกนายเรียกฉันว่าชิงจื่อก็พอ ฉันขอดื่มก่อนล่ะ!"
เขาไม่ชอบการเข้าสังคม แต่คำพูดตามมารยาทก็ยังพอพูดเป็นอยู่ เพื่อนๆ นักเรียนเห็นเขาดื่มก่อนเพื่อเป็นการให้เกียรติ ก็พากันแหงนหน้าดื่มรวดเดียวหมดแก้วเช่นกัน จะว่าไปในนี้ไม่มีใครที่ดื่มเหล้าไม่เป็นเลย รวมไปถึงพวกผู้หญิงด้วย ดื่มกันเต็มแก้วแบบเน้นๆ
ฉู่ชิงเหลือบมองแฟนสาว เห็นเธอหน้าแดงก่ำแต่ยังฝืนทำตัวสดชื่น จึงแอบบีบมือเธอใต้โต๊ะเบาๆ
คุณหนูฟ่านยิ้มพลางเม้มปาก
ดื่มเหล้ากันแล้ว ที่เหลือก็จัดการง่าย ในจำนวนนี้ นอกจากหนิวชิ่งเฟิงที่แก่กว่าฉู่ชิงหนึ่งปี และเจิงหลีที่อายุเท่ากับเขาแล้ว คนอื่นๆ ล้วนอายุน้อยกว่าทั้งสิ้น
พวกผู้หญิงยังมีความเขินอายอยู่บ้าง แต่ตั่งฮ่าวไม่สนเรื่องพวกนั้น เขาพูดเสียงดังฟังชัด "ชิงจื่อ ฟังหลิวเย่บอกว่านายก็มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหรอ?"
"อืม ใช่"
"งั้นเราก็คนบ้านเดียวกันน่ะสิ! ยังมีหัวหน้าห้องของเรา แล้วก็คนสวยคนนี้ ทั้งหมดเป็นคนบ้านเดียวกัน!" เขาชี้ไปที่หนิวชิ่งเฟิงกับฉินไห่ลู่ แล้วก็ลากตัวหลิวเย่เข้ามา พูดว่า "มา คนบ้านเดียวกันทั้งห้าคนชนกันอีกแก้ว!"
เรื่องการดื่มเหล้านี่นะ ไม่ว่ายังไงคุณก็หาเหตุผลมาชนแก้วได้เสมอแหละ
"ตอนนี้คุณกำลังถ่ายทำละครอยู่เหรอคะ?" คราวนี้เป็นฉินไห่ลู่ที่ถาม
"กำลังถ่ายละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งอยู่ครับ ชื่อว่า "องค์หญิงกำมะลอ""
ตั่งฮ่าวหันขวับมา พูดแทรกขึ้นว่า "ไม่เคยได้ยินชื่อเลยนะ!"
ฉู่ชิงชอบนิสัยของเขา จึงพูดกลั้วหัวเราะ "ของทางไต้หวันน่ะ ยังไม่ได้ออกอากาศในแผ่นดินใหญ่เลย"
"อ้อ!" ตั่งฮ่าวพยักหน้าทำท่าเหมือนเข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วก็ถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดออกมา "แล้วนายเคยถ่ายหนังบ้างไหม?"
"เคยถ่ายมาสองเรื่อง"
หลิวเย่ถาม "ชื่อเรื่องอะไรบ้างล่ะ?"
ฉู่ชิงไม่อยากเล่าเรื่องของตัวเองนัก แต่พอเห็นประกายไฟแห่งการอยากรู้อยากเห็นส่องประกายอยู่ในดวงตาของคนพวกนี้ ก็ทำได้เพียงบอกไปว่า "เรื่องหนึ่งชื่อ "เสี่ยวอู่" อีกเรื่องชื่อ "ซูโจวเหอ" แต่ว่ายังไม่ได้ฉายทั้งคู่เลย"
จู่ๆ หูจิ้งก็พูดแทรกขึ้นมาบ้าง ถามว่า "ทำไมถึงยังไม่ได้ฉายล่ะ?"
ฉู่ชิงมองใบหน้ากลมกลึงนุ่มนิ่มของแท้แม่ให้มาของเธอ แล้วก็รู้สึกแปลกพิลึก เรื่องนี้มันน่าประหลาดก็ตรงที่ ในบรรดาคนที่นั่งอยู่ที่นี่ นอกจากคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในวงการไม่กี่คนนั้นแล้ว เขารู้จักทั้งหมด แต่กลับต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก
"เอ่อ... "ซูโจวเหอ" เพิ่งจะถ่ายเสร็จ ส่วน "เสี่ยวอู่" ถูกแบนไปแล้ว"
"ถูกแบน?"
ทุกคนชะงักไป
เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดประโยคที่สุดยอดเอาไว้ว่า ลองคุณหิ้วม้วนฟิล์มก๊อปปี้ไปสักม้วน สุ่มหาเทศกาลภาพยนตร์ของชาติตะวันตกสักงาน ไปนั่งทำหน้าเศร้าอยู่หน้าประตู พอมีนักข่าวมาถาม ก็บอกไปว่าหนังที่ผมถ่ายโดนแบนในประเทศ ก็เลยต้องมาเสี่ยงดวงที่นี่ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วย หนังของคุณมีลุ้นได้รางวัลชัวร์ๆ!
คำพูดนี้แม้จะดูสุดโต่งไปบ้าง แต่ก็มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย
เกี่ยวกับหนังในประเทศที่ถูกแบน จนถึงตอนนี้ก็ยังคงมีความเข้าใจผิดอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือความเข้าใจผิดของชาวตะวันตกที่คิดว่า ขอแค่เป็นหนังจีนที่ถูกแบน พวกเราก็ควรจะสนับสนุน ส่วนอีกอย่างคือความเข้าใจผิดของพวกเราเองที่คิดว่า ขอแค่เป็นหนังในประเทศที่ถูกแบน ล้วนเป็นหนังดีทั้งนั้น
ส่วนสาเหตุของความเข้าใจผิดนั้น เราจะไม่ขอถกเถียงในประเด็นที่ละเอียดอ่อนแบบนั้นก็แล้วกัน
ดังนั้น คำว่าหนังต้องห้ามที่ดูไฮโซสองพยางค์นี้ จึงพุ่งเข้ากระแทกเด็กๆ ที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องราวบนโลกพวกนี้จนมึนงงไปตามๆ กัน การได้สัมผัสกับตัวตนในตำนานอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ทำให้ทุกคนล้วนตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น
ฉู่ชิงตอบคำถามทีละอย่างด้วยความอดทน คำพูดก็ยังคงมีไม่มาก สั้นกระชับและชัดเจน
ทางฝั่งพวกเขาคุยกันอย่างคึกคัก คุณหนูฟ่านก็ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เธอหันไปคุยกับหยวนเฉวียนที่นั่งอยู่ข้างๆ
หยวนเฉวียนเป็นคนอ่อนไหวและเงียบขรึม ในชั้นเรียนเธอค่อนข้างจะไปไหนมาไหนคนเดียว แต่เธอกลับชอบเด็กสาวคนนี้มาก ทั้งปากหวานและน่ารัก แถมยังเรียกเธอว่าพี่หยวนหยวนอีกต่างหาก
ทั้งสองคนซุบซิบกันเบาๆ หยวนเฉวียนมองใบหน้าเล็กๆ ที่ราวกับเด็กของคุณหนูฟ่าน จู่ๆ ก็ปรายตามองฉู่ชิง อดถามไม่ได้ว่า "ปิงปิง เธออายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย?"
"ฉัน 17 แล้วค่ะ"
หยวนเฉวียนกะพริบตาปริบๆ รู้สึกรับไม่ค่อยได้กับช่องว่างระหว่างวัยนี้เท่าไหร่
จะว่าไปฝ่ายชายแก่กว่าฝ่ายหญิงห้าปี มันต่างกันมากเหรอ? ก็ต้องดูว่าอยู่ในช่วงวัยไหน 30 กับ 25 และ 20 กับ 15 แม่งจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ?
ฉู่ชิงอายุ 52 เอ๊ย ไม่ใช่! ฉู่ชิง 22 คุณหนูฟ่าน 17 อืม... แบบนี้เรียกว่าอะไร วัยรุ่นตอนปลายเหรอ?
หยวนเฉวียนเกิดอยากรู้เรื่องชาวบ้านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงกระซิบถามว่า "แล้วพวกเธอสองคนคบกันมานานแค่ไหนแล้ว"
ไม่รู้ว่าคุณหนูฟ่านจงใจหรือตั้งใจ เธอเม้มริมฝีปากแล้วตอบว่า "ฉันอยู่กับเขามาตั้งแต่ตอนอายุ 16 น่ะ"
สายตาที่หยวนเฉวียนมองฉู่ชิงเปลี่ยนเป็นเหยียดหยามในพริบตา ไอ้เวร! เด็กขนาดนี้ก็ยังลงมือได้ลงคอ!
"นี่! พวกเธอสองคนซุบซิบอะไรกันน่ะ" หูจิ้งตะโกนมาจากฝั่งตรงข้าม "มา พวกเราผู้หญิงชนแก้วกันหน่อย!"
เด็กสาวทั้งเจ็ดคนต่างยกแก้วขึ้นมา แต่คุณหนูฟ่านกลับรู้สึกลำบากใจนิดๆ เดิมทีเธอก็เหนื่อยจนร่างแทบจะแหลกอยู่แล้ว แถมยังดื่มเหล้าไปตั้งครึ่งขวดกว่า พอฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มออกฤทธิ์ หัวก็มึนตึ้บ อยากจะล้มตัวลงนอนบนเตียงให้รู้แล้วรู้รอด
ทันใดนั้นฉู่ชิงก็ลุกขึ้นถือแก้วพลางพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "เธอดื่มไม่ค่อยเก่ง พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าด้วย แก้วนี้ผมดื่มแทนเธอได้ไหม"
พวกผู้หญิงเพิ่งจะอ้าปากบอกว่าได้ หูจิ้งก็ตั้งสติได้ก่อนแล้วโวยวายขึ้นมาว่า "งั้นนายต้องดื่มสามแก้ว!"
ฉู่ชิงพูดกลั้วหัวเราะ "ได้สิ"
เขากระดกรวดเดียวสามแก้ว อาจจะเพราะดื่มเร็วจนเกินไป ในกระเพาะเลยปั่นป่วนนิดหน่อย เขาเอามือปิดปากเรอออกมาเบาๆ ถึงได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง
คุณหนูฟ่านลูบหลังเขาพร้อมกับตบเบาๆ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้เขา
พวกผู้หญิงไม่ได้กลั่นแกล้งเขาต่อ ถ้าพวกเธอจงใจผลัดกันชนแก้วกับคุณหนูฟ่านทีละคน ฉู่ชิงก็คงต้องรับแทนแก้วต่อแก้ว มีหวังได้ดื่มจนตายแน่ๆ
เพื่อนนักเรียนจางที่ไม่ค่อยได้คุยกับคุณหนูฟ่านสักเท่าไหร่จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "ปิงปิง ฉันก็ดื่มไม่ไหวแล้วเหมือนกัน พวกเราสองคนดื่มน้ำอัดลมกันดีกว่า"
เด็กสาวพยักหน้าตอบว่า "เอาสิ!"
"เธอชอบดื่มอะไรล่ะ"
"ฉันดื่มน้ำอัดลมก็พอ"
เพื่อนนักเรียนจางลุกขึ้นถามว่า "มีใครจะดื่มอีกไหม"
เจิงหลีเอ่ยประโยคแรกของคืนนี้ออกมา "เอามาเผื่อฉันขวดนึง"
หูจิ้งผสมโรงด้วย "ฉันเอาด้วย!"
เพื่อนนักเรียนจางตวัดสายตามองค้อนเธอแล้วพูดว่า "เธอน่ะดื่มเก่งจะตาย แกล้งทำเป็นดื่มไม่ไหวไปได้!"
เธอเดินไปหยิบน้ำอัดลมด้วยตัวเอง ฉู่ชิงที่แอบดูอยู่ข้างๆ มองจนเลือดลมสูบฉีด
จางจื่ออี๋ vs ฟ่านปิงปิง vs เหล่าฮาเร็ม!
ถ้าเป็นเขาในชาติก่อน คงไม่รังเกียจที่จะดูฉากดราม่าตบตีกันของเหล่าเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
น่าเสียดายที่พวกเธอยังคงเป็นลูกแกะน้อยที่แสนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ยังไม่มีกลิ่นอายของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในวังหลังที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแบบในภายหลังแม้แต่น้อย!
เอาเถอะ หมอนี่มันจิตใจหยาบช้า
…………
ตอนสองทุ่มครึ่ง คุณหนูฟ่านใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ฉู่ชิงเห็นว่าพวกนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรากัน จึงต้องเปิดปากบอกว่าพวกตนต้องขอตัวกลับก่อน
ตั่งฮ่าวกับหนิวชิ่งเฟิงรู้สึกว่าคุยกันพอสมควรแล้ว จึงเสนอให้เลิกวงย้ายกันกลับให้หมด
ฉู่ชิงโบกรถคันหนึ่ง เปิดประตูหลังให้คุณหนูฟ่านเข้าไปก่อน ส่วนตัวเองก็เดินอ้อมไปขึ้นอีกฝั่ง
ร้านอาหารอยู่ใกล้โรงเรียน กลุ่มคนทั้ง 15 คนของรุ่น 96 เดินทอดน่องไปไม่กี่ก้าวก็ถึงหอพัก
พวกผู้หญิงหลายคนดื่มไปไม่น้อย ก่อนที่เพื่อนนักเรียนจางจะเปลี่ยนมาดื่มน้ำอัดลมก็กระดกไปแล้วสองขวด ตอนอยู่กลางวงยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอกลับถึงห้องก็ออกอาการทันที แต่ละคนหน้ามืดตาลาย มีแค่เจิงหลีที่ยังมีแรงไปอาบน้ำล้างหน้า ส่วนที่เหลือต่างล้มตัวลงนอนแข็งทื่อเป็นศพอยู่บนเตียง
หลังจากปิดไฟ รอบด้านก็มืดสนิท เจิงหลีนอนอยู่บนเตียง สะลึมสะลือแต่ก็หลับไม่ลง ไม่รู้ว่าเป็นเสียงหายใจของใครที่ดังแผ่วเบาเป็นจังหวะขึ้นลงในห้องที่เงียบสงัด
"นี่!"
มีคนเรียกขึ้นมาจากเตียงฝั่งตรงข้ามเจิงหลี เป็นหูจิ้งนั่นเอง
เธอตอบรับไปตามสัญชาตญาณ "อืม?"
หูจิ้งพูดว่า "เธอว่าฉู่ชิงคนนั้นดีกับแฟนสาวของเขามากๆ เลยเนอะ"
"พวกผู้ชายเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น ปกติก็แกล้งทำเป็นดีกับแฟนทั้งนั้นแหละ" นี่คือเพื่อนนักเรียนจาง
เจิงหลีสร่างเมาขึ้นมานิดหน่อยแล้วพูดว่า "ฉันดูแล้วเขาไม่ได้แกล้งทำนะ เป็นธรรมชาติสุดๆ"
สิ้นเสียงของเธอ ประโยคหนึ่งก็ลอยแว่วมาจากมุมห้อง "ฉันก็คิดเหมือนกัน ฉันนั่งอยู่ข้างๆ ปิงปิง เห็นท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาสองคน ไม่เหมือนแกล้งทำหรอก"
ทั้งสามคนถึงกับชะงัก หยวนเฉวียนที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับวงสนทนายามดึกของกลุ่มสาวงามกลับเป็นฝ่ายเปิดปากพูดเสียอย่างนั้น
ที่แท้ยัยพวกนี้ก็ยังไม่นอนกันเลยนี่นา!
หูจิ้งชะโงกหน้าออกมาเกาะราวเตียงพลางหัวเราะร่วน "แล้วเธอก็มองจนใจสั่นเลยใช่ไหมล่ะ"
หยวนเฉวียนไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงเสียงสวบสาบของการพลิกตัวบนเตียง ดูท่าแล้วมิตรภาพคงจบลงเพียงเท่านี้
หูจิ้งชินกับนิสัยของเธอแล้วเลยไม่ใส่ใจ เธอเอนตัวลงนอนอีกครั้งแล้วถอนหายใจ "ถ้าฉันมีแฟนแบบนั้นบ้างก็คงดี"
เพื่อนนักเรียนจางหัวเราะ "เถียนเถียนไม่ดีกับเธอหรือไง"
หูจิ้งตอบว่า "เขาก็ดีกับฉันนั่นแหละ แต่ฉันแค่ไม่มีความรู้สึกแบบนั้น"
เจิงหลีหัวเราะเย้า "ไม่มีความรู้สึกแล้วยังไปนั่งตบแปะกับเขาที่สนามโรงเรียนตอนดึกๆ ดื่นๆ อีกเนี่ยนะ"
หูจิ้งร้องอย่างหงุดหงิดว่า "ตอนนั้นยังเด็กนี่นา!" แล้วก็พูดต่อว่า "นี่ พวกเธอว่าปกติดูเหล่าตั่งกับพวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ วันนี้พอเห็นเขาแล้ว โอ้โห เทียบไม่ติดเลย"
เพื่อนนักเรียนจางเดาะลิ้นเบาๆ แล้วพูดว่า "พอเถอะน่า! หมอนั่นเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ไหนกัน ก็แค่แกล้งทำเป็นเคร่งขรึม อายุไล่เลี่ยกับพวกเราแท้ๆ แต่กลับทำตัวเหมือนชายชราไม่มีผิด"
หูจิ้งถามอย่างแปลกใจ "เธอรู้สึกแย่กับเขาขนาดนั้นเลยเหรอ"
"ฉันเปล่าซะหน่อย..." ชะงักไปครู่หนึ่ง เพื่อนนักเรียนจางก็ถามขึ้นมาลอยๆ "เอ๊ะ วันนี้ใครเป็นคนจ่ายบิลน่ะ"
ยัยพวกนั้นต่างก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ดื่มกันจนสนุกเกินไปจนลืมเรื่องนี้เสียสนิท หยวนเฉวียนเปิดปากพูดอีกครั้งว่า "นั่นสิ ไม่ใช่ว่าตกลงกันว่าจะหารกันหรอกเหรอ"
เจิงหลีพูดอย่างลังเลว่า "เหล่าตั่งกับคนอื่นๆ มั้ง"
หูจิ้งพูดขึ้นว่า "เลิกคิดไปได้เลย พวกนั้นแต่ละคนจนกว่ากันอีก"
"ใครเดินออกมาเป็นคนสุดท้ายล่ะ"
"เหมือนจะเป็นฉู่ชิงนะ..."







