เห็นคนคนนี้ดำมืดราวกับเจ้าชายแห่งเขตรอยต่อเมืองกับชนบทมานั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า ฉู่ชิงก็สงสัย 'พี่ชาย นายเป็นใครเนี่ย ทำไมถึงทำตัวสนิทสนมขนาดนี้?'
พอเขาอ้าปากพูด ฉู่ชิงก็ขำ สำเนียงถิ่นที่ปิดไม่มิดนั้นทำให้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพลางพูดว่า "อืม เพิ่งมาถึงน่ะ"
คนคนนั้นตัวสูงกว่าเขาเล็กน้อย ตามตัวพอจะมีเนื้อมีหนังอยู่บ้าง แต่ใบหน้ากลับผอมเกินไป โหนกแก้มแทบจะปูดโปนออกมาอยู่แล้ว เขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่โต พูดว่า "ฉันว่าแล้วเชียว คนที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ฉันรู้จักหมดแหละ เอ้อ นายอยู่ชั้นไหนเนี่ย?"
"ฉันอยู่ชั้นเรียนเสริมทักษะน่ะ"
คนคนนั้นจ้องมองใบหน้าเขาอย่างละเอียด พยักหน้าแล้วพูดว่า "ดูทรงก็เหมือนอยู่นะ"
ฉู่ชิงรู้สึกหงุดหงิด จึงจ้องมองเขาอย่างละเอียดบ้าง 'นายบอกมาตรงๆ เลยว่าฉันหน้าแก่ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือไง?'
คนคนนั้นพูดอีกครั้ง "ฉันอยู่ภาควิชาการแสดง ฉันชื่อหลิวเย่..." พูดจบเขาก็จงใจหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
หากใครสักคนมีอาการแบบนี้ตอนบอกชื่อตัวเอง นั่นก็เป็นการบอกใบ้อีกฝ่ายว่า รีบอวยฉันหน่อยสิ!
ฉู่ชิงย่อมไม่หักหน้าใครอยู่แล้ว เขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี "โอ้ เคยได้ยินชื่ออยู่"
หลิวเย่แสร้งทำเป็นเขินอาย อยากจะตบต้นขาตัวเอง แต่ก็พบว่านั่งยองๆ อยู่แบบนี้อาจจะล้มได้ง่ายๆ เลยเปลี่ยนเป็นถูเข่าตัวเองแทน เขาหัวเราะพลางพูดว่า "ฉันเพิ่งถ่ายหนังของผู้กำกับฮั่วเจี้ยนฉี่เสร็จ เพิ่งกลับมาเองเนี่ย ทำเอาทุกคนรู้กันไปหมดแล้ว..."
ฉู่ชิงเอียงคอมองเขา นึกในใจ 'ฉันก็นึกว่าคนตลกหน้าตายอย่างนายค่อยๆ ถูกภรรยาชาวฝรั่งเศสคนนั้นสอนมาซะอีก ไม่คิดเลยว่านายจะเกิดมาเป็นคนตลกหน้าตายอยู่แล้ว'
ที่แท้นายก็ถูกเพื่อนนักเรียนหญิงจอมโหดพวกนั้นในชั้นกดขี่มา เลยทำได้แค่มาอวดความเก่งกาจกับตัวประกอบ A อย่างฉันงั้นสิ?
เขาไม่รู้จักหรอกว่าฮั่วเจี้ยนฉี่คือใคร แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าหมอนี่ไปถ่ายหนังเรื่องอะไรมา แค่เห็นคนอายุน้อยกว่ามาทำตัวน่าเอ็นดูก็เลยตอบกลับไปตามมารยาทว่า "ได้ยินชื่อเสียงมานาน!"
นายนี่ยังจะคิดเป็นจริงเป็นจังอีกนะ...
หลังจากที่หลิวเย่หัวเราะแหะๆ ด้วยความเขินอายไปแล้ว ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องถามชื่อเขา คงรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะอายุมากกว่าตัวเองหลายปี จึงไม่เรียกพี่ชายแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นถามว่า "เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณนามสกุลอะไรครับ?"
ฉู่ชิงรู้สึกคันยุบยิบที่หนังศีรษะใต้หมวก ตอบไปว่า "ฉันชื่อฉู่ชิง"
ทั้งสองคนนั่งยองๆ อยู่บนพื้นพลางจับมือกัน
"คุณอายุเท่าไหร่ครับ?"
"22"
"งั้นต้องเรียกพี่แล้ว"
"เรียกอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ"
คุยเล่นกันไปเรื่อยเปื่อย ฉู่ชิงก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เขาแค่อยากจะอยู่เงียบๆ คนเดียว แต่หมอนี่ก็ไม่ยอมไปไหนสักที นายว่านายจะมีอะไรให้คุยนักหนากับตัวประกอบ A อย่างฉันเนี่ย?
ฉันไม่ได้มีนิ้วทองคำที่ทำให้ตัวละครในเรื่องทั้งหมดมีความรู้สึกดีๆ เพิ่มขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์อะไรเทือกนั้นซะหน่อย
หลิวเย่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาแค่เห็นท่าทางตอนนั่งยองๆ ของคนคนนี้แล้ว รู้สึกว่ามีกลิ่นอายของดินดำในบ้านเกิดอย่างบอกไม่ถูก...
"ผู้ชายภาควิชาการแสดงในโรงเรียนเรามีอยู่แค่ไม่กี่คน คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือน้อยที่สุด ในที่สุดคราวนี้ก็ได้เจออีกคนแล้ว"
เขาพูดไปพูดมา คงพบว่าตัวเองนั่งยองๆ ได้ไม่เท่เท่าอีกฝ่าย จึงแอบขยับเท้าเปลี่ยนท่าทางเงียบๆ แล้วถามอีกว่า "พี่ เมื่อก่อนพี่ทำงานอะไรเหรอ?"
"พอเถอะ! นายเรียกฉันว่าชิงจื่อเหมือนเดิมดีกว่า!"
ฉู่ชิงได้ยินคำว่าพี่แล้วรู้สึกขัดหู ในใจยิ่งรู้สึกขัดเขินเข้าไปใหญ่ แถมยังไม่กล้าขอตัวเดินหนีไปก่อนด้วย
ตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียง "ปี๊ป ปี๊ป ปี๊ป!"
เพจเจอร์ดังขึ้น
ฉู่ชิงรู้สึกขอบคุณหวังถงพี่สาวจากใจจริง เครื่องมือวิเศษนี้ช่วยเขาปัดเป่าความอึดอัดใจไปได้มากทีเดียว
เขาล้วงออกมาดูข้อความบรรทัดหนึ่งบนนั้น เดาะลิ้นแล้วพูดว่า "เอ่อ ฉันมีธุระน่ะ ไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะ!"
พูดจบก็ลุกขึ้นยืน แกล้งทำเป็นมองหาตู้โทรศัพท์ แวบไปแวบมาไม่กี่ทีก็หายวับไปกับตา
ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นมาเรียนนะ ไม่ได้มาจีบเด็กรุ่น 96 ของพวกนายซะหน่อย จะมาตีสนิทอะไรกับฉันมั่วซั่วเนี่ย?
…………
"มา ขอให้เพื่อนนักเรียนจางของพวกเรามีอนาคตที่สดใส โด่งดังเป็นพลุแตก!"
"เคร้ง!"
แก้วทั้งสิบห้าใบชนกันได้ไม่ครบหรอก คนที่อยู่ไกลก็แค่ชูแก้วขึ้นมาแต่ไกล ส่วนคนที่อยู่ใกล้ถึงจะชนแก้วกันเบาๆ
ในแวดวงธุรกิจบริการแถวๆ มหาวิทยาลัย ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างการมีระดับกับไม่มีระดับก็คือมีห้องส่วนตัวหรือไม่ ที่สามารถรองรับคนสองคนหรือคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปมั่วสุมกันอยู่ข้างในได้ อย่างเช่นร้านอาหาร ร้านเน็ต หรือห้องสวีทในโรงอาบน้ำ...
ร้านอาหารแห่งนี้ถือว่าไม่เลว แต่ก็ยังไม่มีห้องส่วนตัวที่จุคนได้ถึงสิบห้าคนอยู่ดี พวกนักเรียนก็นั่งกันอยู่ชั้นล่าง ให้เถ้าแก่เอาโต๊ะเดี่ยวมาต่อกันสามตัว ทุกคนนั่งล้อมวงกันเป็นแถว ผู้ชายก็ดูห้าวหาญ ผู้หญิงก็ดูมีเสน่ห์ เสียงดังฟังชัด ความกล้าเต็มเปี่ยม ทำเอาคนที่เพิ่งเดินเข้ามาหลายคนตกใจนึกว่าแก๊งนักเลงที่ไหนมาจัดงานกระชับมิตรเสียอีก
"เสี่ยวจางเอ๊ย คราวนี้นายก็จะได้ก้าวล้ำหน้าไปก่อนแล้วนะ ตามผู้กำกับใหญ่ไปน่ะเอาตัวรอดไม่ง่ายหรอกนะ วันไหนอยู่ไม่ไหวก็กลับมา พวกเราจะจัดโต๊ะเลี้ยงนายอีกรอบ!"
หัวหน้าห้องของรุ่น 96 คือหนิวชิ่งเฟิง แต่ผู้นำกลุ่มกลับเป็นตั่งฮ่าว แตกต่างจากหนิวชิ่งเฟิงที่ดูสุขุม ตั่งฮ่าวคนนี้เป็นคนขี้โมโห ชอบหาทำ ทำตัวขวางโลกเพื่อที่จะขวางโลก เต็มไปด้วยลักษณะเด่นทุกอย่างของคนหนุ่มสาวในยุคนี้ ดังนั้นเวลาในชั้นเรียนมีกิจกรรมบันเทิงอะไร ตั่งฮ่าวก็จะเป็นคนคอยจัดการ สร้างบรรยากาศได้ดี และคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด
เขาเพิ่งพูดจบ เพื่อนนักเรียนจางก็ถ่มน้ำลายด่า "นี่แกทนเห็นฉันได้ดีไม่ได้ใช่ไหม?"
เถียนเจิ้งพูดต่อว่า "ที่เหล่าตั่งพูดก็มีเหตุผลนะ ผู้กำกับใหญ่มักจะชอบวางมาด นายไปแล้วก็ต้องรู้จักพลิกแพลงหน่อย ปรนนิบัติรับใช้ให้ดีล่ะ"
หูจิ้งด่าว่า "เถียนเถียน จิตใจนายนี่มันมืดบอดเกินไปแล้วนะ แล้วก็พวกผู้ชายอย่างพวกนายเนี่ย อิจฉาพวกเราผู้หญิงล่ะสิ ใช่ไหม?"
ตั่งฮ่าวหัวเราะฮ่าๆ พลางพูดว่า "ใครบ้างจะไม่รู้ว่าดอกไม้กินแมลงในชั้นเราไม่กี่ดอกนี้ เป็นระดับนี้ของทั้งโรงเรียนเชียวนะ!" เขาชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นมา แล้วก็กอดคอหลิวเย่ที่อยู่ข้างๆ พูดว่า "พวกฉันพี่น้องปลงตกกันตั้งนานแล้ว คนเป็นๆ จะยอมกลั้นปัสสาวะจนตายได้ไง? ผู้ชายจะยอมให้ผู้หญิงกดหัวจนตายได้ไง?"
"ถุย!"
"ทำตัว!"
"วอนโดนเตะใช่ไหม!"
นักเรียนหญิงที่นั่งอยู่ต่างพากันแสดงความรังเกียจและขุ่นเคืองต่อพวกกากเดนพลังรบระดับห้าที่ทำได้แค่เก่งแต่ปาก
หลิวเย่พูดขึ้นมาในตอนนั้นว่า "พูดจริงๆ นะ! พวกฉันตอนนี้ไม่กล้าออกไปไหนมาไหนกับพวกเธอแล้ว แค่เดินตามก้นพวกเธอ ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนกรรมกรก่อสร้างมากๆ"
เถียนเจิ้งพยักหน้าหงึกๆ พูดว่า "เอ้อ ใช่ พวกเธอล้วนเป็นคุณหนูบ้านเศรษฐี ส่วนพวกเราเป็นแค่ลูกจ้างประจำ"
ฉินไห่ลู่พูดกับหลิวเย่ว่า "นายพอได้แล้วน่า! นายเพิ่งจะเกาะผู้กำกับใหญ่มาได้ พูดแบบนี้มันวอนโดนตบนะเนี่ย!"
หลิวเย่หัวเราะแหะๆ พลางพูดว่า "ของฉันน่ะไม่นับว่าเป็นผู้กำกับใหญ่หรอก อย่างมากก็แค่ผู้กำกับเล็ก" แล้วก็หันไปมองหยวนเฉวียน พูดว่า "ของเธอนั่นแหละถึงจะเป็นผู้กำกับใหญ่"
หยวนเฉวียนที่เงียบมาตลอดไม่คิดว่าตัวเองจะโดนลูกหลงไปด้วย เธอค้อนใส่เขาไปวงหนึ่ง แล้วถามเพื่อนนักเรียนจางว่า "เอ้อ แล้วนายจะเข้ากองถ่ายเมื่อไหร่ล่ะ?"
เพื่อนนักเรียนจางตอบว่า "ผู้กำกับจางบอกว่ายังไงก็ต้องเดือนพฤศจิกายนแล้วล่ะ ถึงยังไงฉันก็ต้องรอแจ้งนั่นแหละ แล้วเธอล่ะ?"
หยวนเฉวียนตอบ "รายละเอียดฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเร็วกว่านายหน่อย"
หูจิ้งพูดแทรกขึ้นมาข้างๆ ว่า "โอ๊ะ นี่พวกเธอสองคนเริ่มอวดกันแล้วเหรอ?"
หยวนเฉวียนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ตีเธอไปทีหนึ่งแล้วพูดว่า "เธอไม่ต้องมาว่าพวกเราสองคนหรอก เธอน่ะถ่ายละครจบไปเรื่องหนึ่งแล้วนะ"
หูจิ้งเบ้ปาก พูดว่า "ฉันมีบทอยู่แค่นิดเดียวเอง..." เธอกะพริบตา จู่ๆ ก็เริ่มซุบซิบนินทา ถามว่า "เอ้อ นี่เธอว่าผู้กำกับจางอายุน้อยกว่าผู้กำกับเถิงตั้งหลายปี แต่ทำไมดูแก่จังเลยล่ะ?"
เธอหยิกแก้มซาลาเปาของตัวเอง ดึงให้เกิดรอยย่นขึ้นมาหลายเส้น พูดว่า "รอยย่นพวกนั้นน่ะ..."
หยวนเฉวียนมองเธออย่างหมดคำจะพูด ไม่อยากสนใจ จึงก้มหน้าก้มตาทำทีเป็นคีบกับข้าวเข้าปาก
หูจิ้งหันไปหาเพื่อนนักเรียนจางอีกครั้ง เพื่อนนักเรียนจางก็ลุกลี้ลุกลน พูดว่า "อาจจะ อาจจะเป็นเพราะลมพายุทรายที่ซีอานแรงกระมัง"
ผู้ชายที่น่าสงสารไม่กี่คนนั้นเคยชินกับการฟังพวกผู้หญิงคุยกันเรื่องผู้กำกับใหญ่และการสร้างโปรเจกต์ใหญ่พวกนี้เสียแล้ว พวกเขารู้สึกสบายใจดี
ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงกว่า คนที่เพิ่งเรียนเสร็จ คนที่ไปเปิดห้อง หรือคนที่ไปเหมาเล่นเน็ตทั้งคืน ล้วนอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องมาเติมพลังกันทั้งนั้น ลูกค้าแห่เข้ามาเป็นระลอกๆ ธุรกิจดีจนฉุดไม่อยู่
คู่รักที่โต๊ะหนึ่งเพิ่งกินเสร็จ ขยับก้นเตรียมตัวจะเดินออกไป ก็มีคนสองคนเดินเข้ามาจากนอกประตู เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
ผู้ชายคนนั้นเหลือบไปเห็นว่าตรงนี้มีที่ว่าง ก็รีบลากผู้หญิงไปจองที่นั่งอย่างรวดเร็ว ตะโกนว่า "พนักงาน เก็บโต๊ะหน่อยครับ"
บางทีเขาอาจจะตะโกนเสียงดังไปหน่อย หลิวเย่จึงหันหน้าไปมองตามสัญชาตญาณ แล้วก็ร้อง "เอ๊ะ" ออกมาเบาๆ
ตั่งฮ่าวถาม "นายรู้จักเหรอ?"
หลิวเย่ตอบ "เพิ่งรู้จักกันเมื่อตอนกลางวันนี้เอง" แล้วก็พูดกับเพื่อนๆ ว่า "ฉันเข้าไปทักทายหน่อยนะ"
"คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!" คุณหนูฟ่านหดแขน หลบผู้ชายหน้ามันแผล็บคนหนึ่ง แสดงออกถึงความไม่พอใจกับสภาพแวดล้อม
"กำลังถึงเวลากินข้าวพอดีน่ะ ฉันเคยมาที่นี่แล้ว รสชาติก็พอใช้ได้" ฉู่ชิงหันไปสั่งพนักงาน "เอาเนื้อต้มเผ็ด มะเขือยาวผัดซอส ยำเส้นแก้วแตงกวา แล้วก็ข้าวสวยสองถ้วย ถ้วยใหญ่หนึ่งถ้วยเล็กหนึ่ง"
คุณหนูฟ่านบอกว่า "ขอเบียร์อีกขวดด้วย มีแบบเย็นๆ ไหม?"
"เพิ่งแช่ตู้เย็นไปเอง ไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่"
"ได้ เอามาขวดหนึ่ง"
ฉู่ชิงแกะพลาสติกหุ้มชุดจานชามฆ่าเชื้อให้เธอ แล้วก็จัดวางตะเกียบให้เรียบร้อย ถามว่า "ทำไมถึงอยากดื่มเหล้าล่ะ?"
"ก็แค่อยากดื่มนิดหน่อยน่ะ"
ปกติทั้งสองคนไม่ค่อยดื่มเหล้า มีแต่ยัยหนูนี่แหละที่บางทีก็อยากดื่ม ฉู่ชิงก็คอยควบคุมปริมาณให้เธอด้วย
จ้องตาเธออยู่หลายวินาที เมื่อแน่ใจแล้วว่านอกจากจะมีรอยคล้ำใต้ตาเพราะความเหนื่อยล้าแล้ว ก็ไม่มีเรื่องอะไรอื่นอีก จึงหัวเราะพลางถามว่า "ตอนเย็นเธอไม่มีถ่ายละครเหรอ?"
คุณหนูฟ่านเอามือข้างหนึ่งเท้าคาง ส่วนมืออีกข้างก็ง้างนิ้วเขาเล่นอยู่บนโต๊ะ ดูท่าทางไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง พูดว่า "ผู้กำกับหลีไปปรึกษาเรื่องบทกับผู้กำกับจางน่ะ ก็เลยให้พวกเราหยุดพัก"
ฉู่ชิงกำลังจะอ้าปากพูด ก็เห็นหลิวเย่ก้าวขายาวๆ เบียดแทรกโต๊ะหลายตัวเข้ามา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าวันเดียวจะเจอเขาถึงสองครั้ง
เขาเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน "เอ๊ะ! นายก็มากินข้าวเหมือนกันเหรอ!"
หลิวเย่เดินเข้ามาที่โต๊ะ หัวเราะพลางพูดว่า "ชั้นเรียนพวกฉันมาจัดงานเลี้ยงกันน่ะ!" เขากวาดตามองคุณหนูฟ่าน แล้วถามว่า "แฟนเหรอ?"
ฉู่ชิงไม่คิดเลยว่าการแนะนำแฟนสาวอย่างเป็นทางการครั้งแรก จะเป็นการแนะนำให้ไอ้หมอนี่รู้จัก เขาลุกขึ้นพูดว่า "ฟ่านปิงปิง ปิงปิง นี่หลิวเย่"
คุณหนูฟ่านก็ลุกขึ้นยืน พยักหน้าเล็กน้อย พูดว่า "สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีครับ"
หลิวเย่รีบพูดว่า "นั่งสิ! นั่งสิ! โต๊ะพวกฉันคนเยอะครึกครื้นดีนะ สนใจไปกินด้วยกันไหมล่ะ?"
เห็นได้ชัดว่าเขาพูดตามมารยาท ฉู่ชิงย่อมปฏิเสธกลับไปตามมารยาทเช่นกัน
พอเขาเดินปลีกตัวไป คุณหนูฟ่านก็ถามว่า "คนนี้ใครน่ะ?"
"นักศึกษาภาควิชาการแสดงน่ะ"
"อ้อ" คุณหนูฟ่านเบ้ปาก พูดว่า "ดูท่าทางหลุกหลิกชอบกล"
"..."
ฉู่ชิงวกกลับมาคุยเรื่องเมื่อครู่อีกครั้ง "แล้วคืนนี้เธอจะกลับไปนอนบ้านไหม?"
คุณหนูฟ่านดึงมือเขามาถูไถไปมาบนแก้มตัวเอง พูดว่า "ถ้าฉันกลับบ้าน พี่ก็ต้องตื่นแต่เช้าไปส่งฉันน่ะสิ?"
"ส่งสิ"
"ฉันกลับไปนอนโรงแรมดีกว่า ไม่อยากรบกวนพี่แล้ว"
ฉู่ชิงสัมผัสได้ถึงผิวของเธอ เพิ่งจะอดนอนไปไม่กี่คืน แก้มของเธอก็หยาบกร้านและดูเหนื่อยล้าไปเสียแล้ว
พนักงานเปิดขวดเหล้า เขาเทให้คนละแก้ว ยังเหลือกระฉอกอยู่ในขวดอีกนิดหน่อย เต็มที่ก็ได้แค่คนละแก้วครึ่ง เขาพูดว่า "งั้นกินเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่ห้องนะ รีบเข้านอนแต่หัวค่ำล่ะ"
ทางฝั่งหลิวเย่ที่กลับไปหาเพื่อนๆ ก้นเพิ่งจะแตะเก้าอี้ ตั่งฮ่าวก็ถามขึ้นว่า "คนนั้นใครน่ะ?"
หูจิ้งผู้ชอบซุบซิบเป็นอันดับสองก็ถามตามว่า "ผู้หญิงคนนั้นสวยจัง ใช่คนในโรงเรียนเราไหม?"
เถียนเจิ้งพูดขึ้นว่า "ไม่ใช่แน่นอน ผู้หญิงในโรงเรียนเราน่ะ ฉันจำได้หมดแหละ"
"เด็กชั้นเรียนเสริมทักษะน่ะ นั่นแฟนเขา ไม่น่าจะใช่คนในโรงเรียนเราหรอก" หลิวเย่ตอบ
พอได้ยินว่าเป็นเด็กชั้นเรียนเสริมทักษะ ทุกคนที่นั่งอยู่ก็หมดความสนใจ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
หลิวเย่หัวเราะพลางบอกว่า "พวกนายอย่าดูถูกเขาไปนะ เขากำลังถ่ายหนังอยู่เชียวล่ะ"
"นายรู้ได้ไง?"
"นายไม่เห็นเหรอว่าเขาใส่หมวกอยู่ ใต้หมวกนั่นมีแต่ตอผมที่เพิ่งโกนทั้งนั้นแหละ"
หูจิ้งพูดว่า "โอ้โห เรียนวิชาสังเกตการณ์มาไม่เสียเปล่าเลยนะ เขาชื่ออะไรล่ะ?"
"ฉู่ชิง"
ทุกคนมองหน้ากัน ทุกคนแสดงออกว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
หนิวชิ่งเฟิงหัวหน้าห้องที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "เอ๊ะ? ฉันเหมือนจะเคยเห็นชื่อนี้ที่ไหนมาก่อนนะ"
"ที่ไหนๆ?"
เขาโบกมือไปมา พูดว่า "ขอฉันนึกดูก่อนนะ..."
"ที่ห้องทำงานผู้อำนวยการ"
"มันเป็นเอกสารฉบับหนึ่ง ผู้อำนวยการอยากจะขออนุญาตเบื้องบนให้เอาหนังมาฉายให้พวกเราดูเป็นการภายใน"
"นักแสดงในหนังเรื่องนั้น มีคนหนึ่งชื่อนี้เลย"
"..."
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงทันที ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ
ความรู้สึกแบบนี้มันช่างแปลกประหลาดจริงๆ
นี่ๆ พวกเราก็แค่มากินข้าวกันเองนะ เดินไปทางไหนก็บังเอิญเจอยอดฝีมือซ่อนรูปได้ง่ายๆ นึกว่าเป็นนิยายกำลังภายในหรือไง!
สถาบันการแสดงกลางมีวิชาเลือกอยู่หนึ่งวิชา เรียกว่าวิชาศิลปะวิจารณ์ภาพยนตร์ จะนำภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศมาฉายให้ดู ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง แต่เป็นเรื่องที่อาจารย์เห็นว่ามีคุณค่าควรแก่การรับชม จากนั้นก็ให้นักศึกษาอภิปรายหรือเขียนความรู้สึกหลังดูจบ
จุดยืนของสถาบันการแสดงกลางนั้นค่อนข้างยอดเยี่ยมมาก อย่างเช่นเรื่อง Summer Palace หนังต้องห้ามเรื่องใหญ่ที่โหลวเย่ถ่ายทำในภายหลัง พวกเขาก็ยังเอามาฉายให้ดูอยู่ดี เพราะมันใช้สำหรับการเรียนการสอนเป็นการภายใน ไม่ได้เผยแพร่ออกไปข้างนอก อีกทั้งระดับชั้นของโรงเรียนก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น หน่วยงานอะไรนั่นก็เลยหลับตาข้างลืมตาข้างปล่อยผ่านไป
"นายดูไม่ผิดใช่ไหม?"
เงียบไปครู่หนึ่ง ฉินไห่ลู่ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นก่อน
หนิวชิ่งเฟิงตอบ "ไม่มีทางหรอก เพิ่งจะผ่านมาแค่ไม่กี่วันเอง"
"ปัง!"
ตั่งฮ่าวตบโต๊ะดังปัง หันไปมองหลิวเย่
หมอนี่ตกใจจนสะดุ้ง มองซ้ายมองขวา ก็เห็นเพื่อนๆ ต่างก็กำลังใช้สายตาแบบที่ว่า "แกยังไม่รีบเข้าไปทักทายเขาอีก" ถลึงตาใส่เขา







