เฮยฮั่นถามอย่างประหลาดใจว่า "มีปัญหาอันใดหรือ?"
"หากเขาเป็นคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์อะไรนั่นอย่างที่ท่านพ่อว่า แล้วจะมาร่วมโต๊ะกับพวกเราได้อย่างไร? แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านสารเลวของหมู่บ้านเรา ยังไม่มีวันร่วมโต๊ะกับพวกเราเลย "
เฮยฮั่นตีหน้าขรึม "อย่าพูดส่งเดช! หัวหน้าหมู่บ้านสารเลวอะไรกัน? ต้องเรียกใต้เท้าหัวหน้าหมู่บ้าน!"
"ใช้ท่านพ่อทำงานให้เปล่าอยู่ร่ำไป ถั่วสักไม่กี่ทะนานก็ไม่ให้ ยังมิใช่เจ้าคนสารเลวเฒ่าอีกหรือ!" เสี่ยวอาอู่เถียงอย่างดื้อรั้น
"ไม่ได้ วันนี้พ่อต้องตีเจ้าให้ได้!"
สองพ่อลูกหัวเราะหยอกล้อพลางตะลุมบอนกันเป็นพัลวัน
ครั้นเล่นกันจนเหนื่อย เสี่ยวอาอู่ก็นอนแผ่แขนขาอยู่บนเตียงแล้วพูดว่า "ท่านพ่อต้องระวังตัว อย่าถูกผู้อื่นหลอกเอานะเจ้าคะ"
เฮยฮั่นหัวเราะ "ความเจ้าเล่ห์แสนกลของเจ้านี่ ผู้ใดเป็นคนสอนกัน?"
เสี่ยวอาอู่ดีดตัวลุกนั่งด้วยท่าปลาคาร์ป "ท่านพ่อเป็นคนสอนเจ้าค่ะ!"
"ดังนั้น สิ่งที่เจ้ามองออก พ่อก็มองออก สิ่งที่เจ้ามองไม่ออก พ่อก็ยังมองออก แล้วเจ้าจะกังวลอันใดอีก?"
"ชิ!" เสี่ยวอาอู่ทำหน้าไม่ยอมรับ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดว่า "แต่เขาไม่ยอมแม้แต่จะกินแกงใบถั่ว คงมิใช่คนธรรมดาจริงๆ กระมัง"
"อาอู่ คนเราต้องมองการณ์ให้ไกล"
พอได้ยินน้ำเสียงจริงจังของบิดา เสี่ยวอาอู่ก็รู้ว่าท่านพ่อกำลังจะเริ่มสั่งสอนอีกแล้ว จึงรีบนั่งตัวตรงทันที ก่อนจะฟังบิดากล่าวต่อว่า
"หากเสียดายแกงใบถั่วชามหนึ่งหรือโจ๊กถั่วผสมข้าวสาลีชามหนึ่ง ย่อมทำการใหญ่มิสำเร็จ เปรียบดังการหว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ผลิ หากเสียดายเมล็ดพันธุ์หรืออดใจไม่ไหวจนกินเมล็ดสำหรับเพาะปลูกเสีย แล้วฤดูใบไม้ร่วงจะมีสิ่งใดให้เก็บเกี่ยว? หากหวังผลเก็บเกี่ยวก็ต้องยอมจ่ายเสียก่อน หลักข้อนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
เสี่ยวอาอู่ครุ่นคิดแล้วตอบว่า "ท่านพ่อหมายความว่า หากอาอู่อยากได้แกงใบถั่วสองชาม ก็ต้องยกชามนี้ให้ผู้อื่นเสียก่อน ใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
เฮยฮั่นหัวเราะลั่น "สองชามหรือ? สองชามน้อยเกินไป! วันหน้าพ่อจะเรียงให้เจ้าร้อยชาม ให้เจ้ากินจนหนำใจ!"
"ข้าไม่เอาร้อยชาม สองชามก็พอแล้วเจ้าค่ะ!" เสี่ยวอาอู่ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
"ชิ แกงใบถั่วจะนับเป็นอันใด ดูซิว่านี่คืออะไร?" เฮยฮั่นหยิบห่อผ้าออกจากอกเสื้อแล้วคลี่ออก
"ปลาแห้ง!" ดวงตาของเสี่ยวอาอู่เปล่งประกาย
...
ภายในห้องฝั่งตะวันออก หวังหยางห่มผ้านวมเก่าๆ ฟังเสียงหัวเราะอันอบอุ่นของสองพ่อลูกแล้วรู้สึกเดียวดายขึ้นมาเล็กน้อย
นับแต่ทะลุมิติมา วิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าก็ถาโถมเข้าหา เขาไม่มีเวลาหวนคิดถึงญาติมิตรและชีวิตเดิม ไม่มีเวลาวางแผนทิศทางในอนาคต กระทั่งไม่มีเวลาไตร่ตรองถึงเรื่องการทะลุมิติเสียด้วยซ้ำ
เขาไม่ต่างจากคนที่ถูกสัตว์ร้ายไล่ล่า วิ่งหนีติดต่อกันมาทั้งวันทั้งคืน บัดนี้จึงเพิ่งมีโอกาสหยุดพักหายใจชั่วครู่
เขาเริ่มครุ่นคิดว่า เงื่อนไขของการทะลุมิติคืออะไร
หากต้นเหตุคือโถวิญญาณ แล้วกลไกใดกันที่กระตุ้นให้โถวิญญาณพาคนทะลุมิติ?
เวลานั้นในพิพิธภัณฑ์มีคนห้าคนยืนล้อมดูโถวิญญาณ ขณะเดียวกัน ทางฝั่งราชวงศ์ฉีใต้ก็มีคนห้าคนล้อมโถวิญญาณอยู่เช่นกัน นี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือ?
หรือการทะลุมิติเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญเช่นนี้? แต่เหตุใดท้ายที่สุดจึงมีเพียงสี่คนที่ทะลุมิติสำเร็จ?
แล้วเจ้าของร่างเดิมนี้อยู่ที่ใด? เหตุใดเขาจึงไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลย? เป็นไปได้หรือไม่ว่า ในเวลาเดียวกับที่เขาทะลุมิติมายังยุคโบราณ เจ้าของร่างเดิมก็ทะลุมิติไปยังยุคปัจจุบัน?
บัดนี้โถวิญญาณแตกสลายแล้ว ส่วนสี่คนที่ทะลุมิติมาด้วยกันก็เหลือเพียงเขาคนเดียว เกรงว่าคงไม่มีความหวังจะกลับบ้านอีกแล้ว แต่แม่เล่า จะทำอย่างไร?
เฮ้อ แม่ทั้งฉลาด ร่าเริง แถมไม่ขัดสนเงินทอง ต่อให้ไม่มีเขาก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างดี
หวังหยางทำได้เพียงปลอบใจตนเองเช่นนี้
"เจ้าของร่างเดิมเอ๋ย หากนายทะลุมิติไปยังยุคปัจจุบันจริงๆ ต้องกตัญญูต่อแม่แทนฉันให้มากๆ และใช้ชีวิตแทนฉันให้ดีด้วย" หวังหยางหลับตาอธิษฐานอยู่เงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพึมพำว่า "ฉันเองก็จะใช้ชีวิตแทนนายให้ดีเหมือนกัน"
ปัง! ปัง! ปัง!
ปัง! ปัง! ปัง!
กลางดึกพลันมีเสียงทุบประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน
หวังหยางผุดลุกนั่ง ปฏิกิริยาแรกคือเรื่องปลอมแปลงฐานะถูกเปิดโปงแล้ว หัวหน้ากองเซวียนำคนมาจับเขา!
"เปิดประตู! เปิดประเดี๋ยวนี้! หากยังไม่เปิดจะพังประตูเข้าไปแล้ว!" คนด้านนอกตะโกนเสียงดัง
สีหน้าเฮยฮั่นเปลี่ยนไปทันที เขาหันไปคว้าดาบคาดเอว แต่พอครุ่นคิดก็วางมันกลับไว้ที่หัวเตียง กำชับเสี่ยวอู่ว่า "ห้ามออกมาเด็ดขาด!" จากนั้นจึงรีบไปเปิดประตู
ชายร่างใหญ่สี่คนกรูกันเข้ามา เพียงพริบตาก็กินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของกระท่อมหลังเล็ก
"กลับมาแล้ว เหตุใดไม่บอกกล่าวสักคำ?" ชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวทำจากแพรสีเหลือง สวมนิ้วด้วยแหวนทองประดับอัญมณี เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
เขาแต่งกายเฉกเช่นพ่อค้าผู้มั่งคั่งทั่วไป ไว้หนวดเส้นบางซึ่งตัดแต่งอย่างประณีต แม้จะมีดวงตาดุจเหยี่ยว แต่กลับยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน ทั้งยังแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อเฮยฮั่น ทว่าหากผู้ใดคิดว่าเขาเป็นคนดีมีเมตตา คนผู้นั้นย่อมเป็นคนโง่ที่สุดในใต้หล้า
เฮยฮั่นรีบโค้งกายคารวะ "ข้าน้อยเพิ่งกลับมา ยังไม่ทันได้ไปคารวะท่านซานเหยียขอรับ"
ตู้ซานเหยียยิ้มแย้มอารมณ์ดี "ไม่เป็นไร ขอเพียงคืนเงินเสีย จะมาคารวะตอนนี้ก็ยังไม่สาย"
"ข้าน้อยสืบมาแน่ชัดแล้วขอรับ! หญิงผู้นั้นแต่งงานกับพ่อค้ารายใหญ่ บัดนี้อาศัยอยู่ที่เจี้ยนคัง นางต้องมีเงินคืนแน่ "
รอยยิ้มของตู้ซานเหยียชะงักลง "เจ้าหมายความว่า จะให้ข้าไปตามคนถึงเมืองหลวงหรือ?"
เฮยฮั่นรีบพูดว่า "ข้าน้อยมิบังอาจ! เพียงแต่... เพียงแต่หญิงผู้นั้นเป็นผู้ยืมเงิน นางหอบเงินหนีไป ข้าน้อยไม่เคยเห็นเงินแม้แต่อีแปะเดียวขอรับ!"
ตู้ซานเหยียกล่าวอย่างเนิบช้าว่า "ภรรยาก่อหนี้ สามีย่อมต้องชดใช้ เป็นเช่นนี้มาแต่โบราณ"
"แต่พวกเราหย่าร้างกันนานแล้ว "
ตู้ซานเหยียกล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า
"เจ้าจะหย่าร้างหรือขับไล่ภรรยาก็ไม่เกี่ยวกับข้า ผู้ลงนามและประทับลายนิ้วมือค้ำประกันคือเจ้า สิ่งที่นำมาค้ำประกันคือบุตรสาวของเจ้า จะคืนเงินหรือส่งตัวบุตรสาวมา เจ้าจงเลือกอย่างหนึ่ง"
เฮยฮั่นเจ็บแค้นในความโง่เขลาของตน เมื่อหนึ่งปีก่อนหญิงผู้นั้นกลับมาอ้อนวอนเขาอย่างน่าสงสาร ทั้งโขกศีรษะ ทั้งร่ำไห้ ทั้งชี้ฟ้าสาบานว่าจะกลับเนื้อกลับตัว อีกทั้งสาเหตุที่ทั้งสองหย่าร้างกันก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเฮยฮั่นลงไม้ลงมือกับนาง เขาจึงทั้งรู้สึกผิด ทั้งยังอาลัยในเยื่อใยเก่า ประกอบกับเห็นแก่อาอู่ สุดท้ายพอใจอ่อนจึงยอมคืนดีกับนาง
ใช่ว่าเขาไม่ระวังตัว ทว่าหญิงผู้นั้นแสดงได้แนบเนียนเหลือเกิน จนทำให้เขาคลายความระแวง!
เขาหลงเชื่อจริงๆ ว่านางอยากกลับมาใช้ชีวิตคู่กับเขาอย่างสงบสุข มิฉะนั้นคงไม่เชื่อคำโกหกเรื่องยืมเงินไปลงทุนในร้านผ้า!
สิ่งที่น่าชิงชังยิ่งกว่าคือ นางถึงกับหาคนมาร่วมมือ สับเปลี่ยนเอกสารเพื่อตบตาเขา แล้วนำอาอู่ไปเป็นหลักประกันโดยปิดบังความจริง! มิฉะนั้นต่อให้เป็นตายอย่างไร เขาก็ไม่มีวันลงนามค้ำประกันเด็ดขาด!
เฮยฮั่นทรุดเข่าลง โขกศีรษะอย่างแรงสามครั้ง ก่อนจะอ้อนวอนด้วยความจริงใจว่า
"ท่านซานเหยีย ข้าน้อยมีบุตรสาวเพียงคนเดียว! ข้าน้อยถูกหลอกให้ลงนามในหนังสือค้ำประกันขอรับ! ด้วยอำนาจกว้างขวางของท่านซานเหยีย จะมีผู้ใดที่ตามหาไม่พบ? จางอาหนวี่แต่งงานกับพ่อค้าเทียนไขแซ่หลิว บัดนี้พวกเขาอาศัยอยู่ที่เจี้ยนคัง! ได้โปรด ได้โปรดเหลือทางรอดให้ข้าน้อยด้วย!"
"ชู่ว " ตู้ซานเหยียโน้มกายลง ประคองเฮยฮั่นซึ่งหน้าผากบวมคล้ำ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาทำให้เฮยฮั่นหนาวสะท้านไปทั้งตัว
"ดูเจ้าเข้าสิ ทำเสียจนข้าดูเหมือนอันธพาล" ตู้ซานเหยียปัดเสื้อผ้าให้เฮยฮั่นราวกับกำลังช่วยปัดฝุ่น ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า "อันที่จริง ข้าเป็นคนเรียบง่ายนัก ขอเพียงเจ้าทำตามกฎ ข้าย่อมไม่ลำบากเจ้า จะคืนเงินหรือส่งคนมา เจ้าต้องเลือกสักทาง แต่หากเจ้าไม่เลือกเลยสักทาง..."
เขาตบใบหน้าอันสั่นระริกของเฮยฮั่นเบาๆ แล้วหัวเราะ "เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี"
"ข้า... ข้าน้อยยังไม่มีเงินในยามนี้ บ้านหลังนี้ท่านเอาไปเถิด ส่วนข้าวของในบ้าน ท่านหยิบไปได้ตามใจ "
"หึ หึ หึ หึ..." เฮยฮั่นยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเสียงหัวเราะของตู้ซานเหยียขัดขึ้น ชายสี่คนที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างพากันหัวเราะตาม
"เจ้ากำลังล้อข้าเล่นหรือ? บ้านโทรมๆ ของเจ้านี่ ต่อให้ยกให้เปล่า ข้าก็ไม่เอา เอาละ รีบสั่งเสียกับบุตรสาวเจ้าสักสองสามคำ แล้วเก็บเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ได้มาสักสองสามชิ้น ข้าให้เวลาเจ้าครึ่งเค่อ"







