"โย่ว มาแล้ว!"
"โย่ว มาอีกแล้ว คนอยู่ข้างในน่ะ"
"โย่ว วันนี้พกของกินอร่อยๆ อะไรมาล่ะ?"
ฉู่ชิงหิ้วกระติกเก็บความร้อน ตั้งแต่ก้าวข้ามธรณีประตู จนถึงสะพานชิ่นฟาง ตลอดทางนี้มีพวกขาเม้าท์ต่างสไตล์โผล่มาผลุบๆ โผล่ๆ เต็มไปหมด
ยังไม่ทันถึงกองถ่ายฉากในอาคารของตำหนักกู้เอินซืออี้ เพิ่งจะผ่านเรือนหลงชุ่ยไป มองแต่ไกลก็เห็นคุณหนูฟ่านในชุดนางกำนัลเดินออกมาต้อนรับ
"ฉันกะแล้วเชียวว่านายต้องใกล้มาถึงแล้ว!" คุณหนูฟ่านหัวเราะเสียงดังมาแต่ไกล ย่ำรองเท้าส้นกระถางดอกไม้ดังต๊อกแต๊กเริ่มวิ่งเหยาะๆ เข้ามา
"ระวังล้มล่ะ!"
ฉู่ชิงวิ่งเหยาะๆ ไปสองสามก้าว จับมือเธอไว้ รู้สึกได้ถึงปลายนิ้วที่เย็นเฉียบ จึงอดถามไม่ได้ "หนาวไหม?"
"ก็พอทน ข้างในใส่เสื้อเชิ้ตไว้อยู่ แค่เย็นมือเฉยๆ"
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนตอนนี้เรียกได้ว่ากึ่งเปิดเผยแล้ว คนในกองถ่ายต่างก็เห็นจนชินตา ยังไงซะฉู่ชิงก็ออกจากกองไปแล้ว จึงไม่ค่อยมีใครเอาไปนินทาอะไร ส่วนเหอซิ่วฉงหลังจากเรียกคุณหนูฟ่านไปคุยด้วยแล้ว ก็ดูเหมือนจะลืมเรื่องนี้ไปเลย ไม่เคยพูดถึงอีก
ขอแค่ไม่มีเรียน หรือแม้แต่มีเวลาว่างแค่ครึ่งวัน ฉู่ชิงก็จะพกของอร่อยวิ่งมาเยี่ยมกอง คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ รินน้ำชาให้ ราวกับเป็นแม่บ้าน ทำเอาค่าความหมั่นไส้ของบรรดาสาวโสดอย่างจ้าวเวยและหลินซินหรูพุ่งปรี๊ดปร๊าด
"พวกนั้นไม่ได้เห็นเข้าใช่ไหม?"
ทั้งสองคนหามุมลับตาคน ฉู่ชิงมองซ้ายมองขวา จากบทเรียนครั้งก่อน ทำให้เขาหวาดผวาต่อพลังทำลายล้างของพวกสายกินอย่างซูโหย่วเผิงยิ่งนัก
"ไม่เห็น ฉันออกมาไม่ได้บอกใครเลย"
คุณหนูฟ่านหมุนเปิดฝา หยิบชามใบเล็กที่ติดมาด้วยออก ไอความร้อนที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมกรุ่นจากปากกระติกก็ลอยเตะจมูกเธอ เธอรีบรินออกมาหนึ่งชามดังซู่ซ่า ราวกับมีของหลายอย่างอยู่ข้างใน
"แม่เจ้า!"
ยายหนูโพล่งคำอุทานสำเนียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกมา มองดูวัตถุดิบในชามที่ออกจะเวอร์ไปสักหน่อย ทั้งเนื้อไก่ เก๋ากี้ พุทราจีน ตังเซียม... แล้วก็เหลือบมองเข้าไปในกระติก เหมือนจะมีเห็ดหอมกับแฮมด้วย เลยอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "พี่ชาย นี่นายคิดว่าฉันอยู่ไฟหรือไงเนี่ย!"
ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ "ถ้าอยู่ไฟจริงๆ ฉันคงตุ๋นตะพาบน้ำให้กินแล้วล่ะ" พูดพลางยื่นช้อนให้เธอ แล้วกล่าวว่า "หน้าหนาวซดน้ำซุปไก่หน่อยก็ดี จะได้ไม่เป็นหวัด"
ยายหนูคีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากก่อน พยักหน้า แล้วพูดว่า "อืมๆ มันแต่ไม่เลี่ยน ละลายในปากเลย"
"พูดจาเลอะเทอะอะไรของเธอ?" ฉู่ชิงบีบพวงแก้มที่ขยับไปมาของเธอ
"นี่นายไม่ใช่คนสอนซินหรูพูดหรือไง ลืมเร็วจังนะ แล้วหั่วเซาเนื้อลานั่นอร่อยไหมล่ะ?" คุณหนูฟ่านปรายตามองเขา
"เอ่อ..."
ฉู่ชิงกระอักกระอ่วนใจ นี่มันเรื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำไมยังจำได้อยู่อีก
"นี่ พูดจริงๆ นะ!" ยายหนูกะพริบตากลมโตคู่สวยที่ดูเจ้าเล่ห์ ถามว่า "ตอนนั้นนายไม่ได้ปิ๊งเธอเลยเหรอ?"
"เปล่า!" เขาตอบไปตามความจริง
"ไม่หวั่นไหวเลยสักนิดเดียว?"
"ไม่มีจริงๆ!"
คุณหนูฟ่านเม้มปาก ยกชามขึ้นซดทั้งน้ำทั้งเนื้อ ไม่แม้แต่จะเคี้ยว สาดลงคอรวดเดียว จากนั้นก็ถอนหายใจยาว "ฮ่า" ออกมา เห็นได้ชัดว่ากินอย่างสะใจมาก
"เธอจะปิดกล้องเมื่อไหร่น่ะ?" ฉู่ชิงรินให้เธออีกชาม แล้วถาม
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "เดือนหน้า... ปลายเดือนน่ะ ยังไงก็คงลากยาวไปถึงเดือนมกราไม่ได้แล้ว"
ฉู่ชิงพยักหน้า กล่าวว่า "โอเค งั้นเดี๋ยวฉันค่อยโทรไปปรึกษาแม่เธออีกที"
ยายหนูฟังคำพูดนี้แล้วรู้สึกแปลกๆ แถมยังเขินนิดหน่อย นายอย่าใช้น้ำเสียงชีวิตประจำวันแบบลูกเขยทักทายแม่ยายแบบนี้ได้ไหม แกล้งทำตัวไม่เป็นธรรมชาติสักหน่อยจะตายหรือไง! แต่พอบิดตัวเขินอายเสร็จ ก็กลับมามีสีหน้ากังวล แล้วถามว่า "ในสัญญาของฉันระบุค่าฉีกสัญญาตั้งหนึ่งล้านเลยนะ จะไหวเหรอ?"
"สัญญาของเธอมันผิดกฎหมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อย่างมากก็แค่เถียงกันไปมา สุดท้ายจ่ายค่าเสียหายไปนิดหน่อยก็จบเรื่อง"
"แล้วต้องจ่ายเท่าไหร่ล่ะ?"
"ก็ต้องดูว่าจะคุยกันยังไงน่ะแหละ ฉันเดาว่ายังไงก็คงต้องมีสักแสนสองแสน"
"หา?" ยายหนูหน้ามุ่ย "หลายปีมานี้ฉันยังเก็บเงินได้ไม่ถึงหนึ่งแสนเลยนะ"
ฉู่ชิงอึ้งไป "เธอยังคิดจะควักกระเป๋าตัวเองอีกเหรอ?"
ยายหนูพูดอย่างกับเป็นเรื่องปกติ "เงินเก็บแค่นั้นของพ่อแม่ฉัน เป็นเงินบั้นปลายชีวิตของพวกท่านทั้งนั้น ฉันไม่อยากเอามาใช้หรอก"
ฉู่ชิงเงียบไปหลายวินาที พูดพลางหัวเราะ "ไม่เป็นไร ในมือฉันยังมีอยู่หลายหมื่น เดี๋ยวไปหาคนอื่นช่วยๆ กันรวบรวม ยังไงก็ต้องรวบรวมได้แหละน่า"
"พอเลย ตอนนายเรียนหนังสือนายยังยอมตายไม่ยอมใช้เงินฉันเลย แล้วตอนนี้ถ้าฉันใช้เงินนาย ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ?" เธอใช้นิ้วเขี่ยแก้มตัวเองเบาๆ แล้วพูดว่า "ไม่อายบ้างหรือไง!"
พูดจบสายตาก็ทอประกาย หัวเราะแล้วกล่าวต่อ "เงินก้อนนั้นของนายก็เก็บไว้เถอะ เผื่ออนาคตหาเมียที่มันแต่ไม่เลี่ยนได้ จะได้เอาไว้เป็นค่าสินสอดให้เธอไง"
เห็นใบหน้าที่ทั้งได้ใจแถมยังจงใจยั่วยุแบบนั้น ฉู่ชิงก็แทบอยากจะจับเธอพลิกตัวแล้วตีก้นเสียให้เข็ด แต่พอเขาเพิ่งจะยกแขนขึ้น ยายหนูนั่นก็หลบฉากไปไกลลิบซะแล้ว
ชามใบนั้นเล็กมาก ทั้งคู่ผลัดกันกินคนละชามสองชาม ซัดไปเจ็ดแปดชามถึงจะหมด ฉู่ชิงเก็บกวาดข้าวของ เตรียมตัวชิ่ง
คุณหนูฟ่านโผเข้ากอดเอวเขา ถูไถไปมา เริ่มออกอาการเพี้ยนอีกแล้ว "คุณชายฉู่ นายอย่าไปเลย อย่าไปนะ ฉันทำใจให้นายไปไม่ได้หรอก!"
ฉู่ชิงโดนดอกไม้พลาสติกบนเครื่องหัวของเธอทิ่มหน้าจนเจ็บ พลางเบี่ยงหลบพร้อมกับกรอกตามองบน กล่าวว่า "เลิกเสแสร้งได้แล้ว!"
"คิกๆ!" คุณหนูฟ่านเงยหน้าขึ้น ถามอีกว่า "เออ นายบอกว่าอยากซื้อโทรศัพท์มือถือไม่ใช่เหรอ ซื้อหรือยังล่ะ?"
"ยังเลย เมื่อวานฉันลองไปดูมา ไม่มีแบบจอสีเลยสักเครื่อง" พอพูดถึงเรื่องนี้เขาก็รู้สึกเซ็งจิต
"จอสีคืออะไรอะ? จอโทรศัพท์มือถือสมัยนี้มันก็สีเขียวกันหมดไม่ใช่เหรอ?"
"..."
ฉู่ชิงอธิบายไม่ถูก หลักๆ คือเขาไม่อยากเสียเงินตั้งหลายพันเพื่อซื้อของโบราณตกรุ่น มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเหมือนเป็นไอ้งั่งที่ถูกหลอกฟันกำไร จึงได้แต่บอกว่า "ช่างมันเถอะ ไว้ค่อยไปดูวันหลังแล้วกัน"
เขาหิ้วกระติกเก็บความร้อน มืออีกข้างเกี่ยวตะขอค้อยของเธอไว้ เดินออกไปตามคันกวนหลิวที่เหี่ยวเฉา ไม่นานก็มาถึงสะพานชิ่นฟางอีกครั้ง
"เอาล่ะ ไม่ต้องส่งแล้ว กลับไปเถอะ" ฉู่ชิงกล่าว หันหลังเตรียมจะเดินไป แต่ก็ชะงักเท้า จู่ๆ ก็เผยสีหน้าโอ้อวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด แล้วพูดว่า "ลืมบอกเธอไป เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนมาติดต่อให้ฉันไปถ่ายโฆษณาด้วยนะ"
"จริงอ๊ะ?" คุณหนูฟ่านดีใจยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขย่งเท้าลูบหัวแฟนหนุ่มด้วยความปลื้มปริ่ม กล่าวว่า "คุณชายฉู่บ้านเราได้ดิบได้ดีแล้วสินะ! โฆษณาอะไรล่ะ?"
"อืม ผงซักฟอกน่ะ"
............
จนกระทั่งตอนที่ฉู่ชิงเซ็นสัญญา เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมโรงงานผงซักฟอกนั่นถึงมาหาเขาไปถ่ายโฆษณา เขาไม่ได้หัวโล้นสักหน่อย...
อันที่จริงโฆษณาที่มาติดต่อเขามีอยู่สองตัว เป็นผู้ผลิตรายใหม่ทั้งคู่ เป็นธุรกิจระดับท้องถิ่น เจ้าหนึ่งทำน้ำเต้าหู้ อีกเจ้าทำของใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เคยได้ยินชื่อยี่ห้อทั้งคู่ คาดว่าการแข่งขันในตลาดนี้น่าจะดุเดือดเกินไป ตอนหลังก็เลยเจ๊งกันหมด
เจ้าน้ำเต้าหู้ให้เงินเยอะกว่าด้วยซ้ำ ตั้งสองแสน แม่งเอ๊ย ดันมีข้อแม้ว่าหลังจากนี้ตราบใดที่เขาปรากฏตัวหน้ากล้องสาธารณะ เครื่องดื่มที่กินจะต้องเป็นน้ำเต้าหู้เท่านั้น สัญญาระยะเวลาสองปี ตาเฒ่าเฉิงเหลือบมองสัญญาส้นตีนนั่นแวบเดียว แล้วก็โยนทิ้งไปเลย
ส่วนเจ้าผงซักฟอกนี้เสนอราคาไม่สูงนัก แต่ท่าทีจริงใจสุดๆ ไม่เพียงแต่ท่านประธานจะลงมาจัดการด้วยตัวเองเท่านั้น แถมยังไม่ใช่สัญญาระยะยาวด้วย เป็นแค่โฆษณาชิ้นเดียว ได้เงินหกหมื่น
ตามกระแสฮิตของซีรีส์หวนจู อย่างน้อยในอาณาเขตเมืองหลวงแห่งนี้ ฉู่ชิงก็ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่ทำเนียบดาราระดับสามแล้ว ในยุคหลังๆ มักจะเห็นการจัดอันดับค่าตัวดาราอยู่บ่อยๆ แต่พอมาถึงคิวของตัวเอง ถึงเพิ่งจะรู้ซึ้งถึงคำว่า 'ค่าตัว' อย่างถ่องแท้
"สวัสดีครับ!"
"สวัสดีครับ!"
นี่เป็นการถ่ายทำในสตูดิโอครั้งแรกของฉู่ชิง เขารู้สึกแปลกใหม่ดี เวลานัดคือเก้าโมง เขามาถึงตั้งแต่แปดโมงครึ่ง ทักทายทีมงานทีละคน
ท่านประธานคนนั้นแซ่หนิว รูปร่างเตี้ย ดูท่าทางทั้งหัวหมอและใจดี กำลังถือสมุดบทเข้ามาตีสนิทกับเขา
"คุณฉู่ อยากจะทบทวนบทดูอีกรอบไหมครับ?"
ฉู่ชิงบิดคอ รู้สึกไม่ชินเอามากๆ กับคำเรียกขานนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาได้ไปติดต่อพบปะกับคนอื่นในฐานะที่เรียกว่าดารา มันให้ความรู้สึกแบบ 'ในที่สุดฉันก็สามารถวางมาดเก๊กหล่อได้แล้ว' เสียดายที่หมามันเปลี่ยนนิสัยชอบกินขี้ไม่ได้...
"อืม ได้ครับ ขอบคุณครับ"
เขาจำบทได้ขึ้นใจหมดแล้ว แต่ก็ยังรับสมุดบทมา แล้วกวาดตามองอีกรอบ มันแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นบทละครด้วยซ้ำ เป็นแค่บรีฟงานสั้นๆ หกร้อยกว่าคำ ตัวละครเป็นคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามัน ฉากก็เรียบง่าย คืออยู่ในบ้าน
"คุณฉู่เป็นคนแถวไหนหรือครับ?"
"ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ"
"แหม พ่อผมก็เป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนกัน พวกเราก็นับได้ว่าเป็นคนบ้านเดียวกันครึ่งนึงเลยนะเนี่ย"
"..."
เขามุมปากกระตุก ตอนเป็นช่างซ่อมรองเท้าในชาติก่อน ไม่เห็นรู้สึกเลยว่าการทำธุรกิจจะต้องพูดจาเก่งขนาดนี้ มีแต่คนกันเองในละแวกบ้านทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกยายเฒ่าทั้งหลาย ไม่ยอมแม้แต่จะก้าวข้ามประตูเข้ามา แค่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วโยนถุงพลาสติกใส่รองเท้า 'แหมะ' เข้ามาในบ้าน แล้วตะโกนสั่งประโยคเดียว "เดี๋ยวมาเอา!"
ความกร่างระดับนั้น ไม่เคยทำให้เขามีจิตสำนึกของการเป็นคนทำธุรกิจเลยแม้แต่น้อย
เผลอแป๊บเดียวก็เก้าโมง คู่หูของเขา ที่ได้ยินว่าเป็นนางแบบโนเนมคนหนึ่ง ยังไม่โผล่หัวมาเลย
ประธานหนิวเริ่มเสียหน้าเล็กน้อย ฉู่ชิงหัวเราะพลางว่า "ไม่เป็นไรครับ รออีกหน่อยก็ได้"
รอไปอีกยี่สิบนาที ก็ยังไม่มา ตอนนี้แทบจะฟันธงได้แล้วว่าพวกเขากำลังถูกเท
ประธานหนิวฝืนยิ้มออกมา กล่าวว่า "คุณฉู่ ขอโทษด้วยนะครับ เดี๋ยวผมขอถามหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น" แล้วหันไปหาผู้ช่วยที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ "ตามตัวเจอหรือยัง?"
"เธอไม่รับโทรศัพท์เลยครับ!" ผู้ช่วยคนนั้นทำหน้าระทมทุกข์ จู่ๆ ก็ร้องขึ้นมา "ติดแล้วๆ!"
"เอามา ผมคุยกับเธอเอง!" ประธานหนิวแย่งโทรศัพท์ไป เดินหลบไปมุมห้องคุยอยู่หลายนาที แล้วก็วางสายด้วยใบหน้าอึมครึม
ใครๆ ก็บอกว่าวงการบันเทิงนั้นโหดร้าย มีสารพัดเหี้ยปะปนอยู่จริงๆ นางแบบโนเนมที่เดินตามท้องถนนยังไม่มีใครรู้จักชื่อ ดันกล้าดีขอขึ้นราคาเอาดื้อๆ หน้างานอย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย
ค่าจ้างเดิมที่ตกลงกันไว้คือสามพัน นังนั่นอ้าปากเรียกขึ้นเป็นหนึ่งหมื่นรวดเดียว ถ้าแค่สี่ห้าพันก็ว่าไปอย่าง แต่งบโฆษณาตัวนี้ของพวกเขาก็รัดตัวอยู่แล้ว ควักเงินเพิ่มให้ไม่ได้จริงๆ
สิ่งที่ทำให้เขาฉุนจัดยิ่งกว่าไม่ใช่เรื่องนี้ เขาถามว่า "คุณไม่ได้เซ็นสัญญากับเธอเหรอ?"
ใบหน้าของผู้ช่วยยิ่งดูอมทุกข์หนักกว่าเดิม ตอบว่า "ก็แค่เงินสามพัน ผมกะว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอก เลยไม่ได้เซ็นครับ"
ถึงประธานหนิวจะโมโหแค่ไหนในใจ ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาอาละวาด เขาเหลือบมองฉู่ชิงที่นั่งเปิดนิตยสารอยู่ข้างๆ จึงจำต้องหน้าหนาเดินเข้าไปอธิบาย ดูว่าจะขอเลื่อนไปถ่ายวันอื่นได้หรือไม่
"พวกคุณมีข้อจำกัดอะไรสำหรับคนคนนั้นไหมครับ?" ฟังจบฉู่ชิงก็ไม่ได้มีท่าทีตอบสนองอะไร กลับถามประโยคนี้ออกมาแทน
"หา?" ประธานหนิวอึ้งไป ไม่เข้าใจ
"ผมหมายความว่า ผมจะลองช่วยหาให้คนหนึ่ง เด็กจากสถาบันการแสดงกลางพอได้ไหมครับ?"
"ได้สิ! ได้เลย! ยอดเยี่ยมไปเลย!" ประธานหนิวรีบพยักหน้ารัวๆ
ฉู่ชิงเลยยืมโทรศัพท์มือถือของเขาโทรหาหลิวเย่ หมอนี่พอถ่ายเรื่อง 'ภูเขาลูกนั้น คนๆ นั้น หมาตัวนั้น' จบก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง เลยไปถอยโทรศัพท์มือถือมาเครื่องหนึ่ง วันดีคืนดีก็ยังอุตส่าห์วิ่งหน้าตั้งมาถึงชั้นเรียนฝึกอบรมเพื่อมาอวดเขาโดยเฉพาะ
"ฮัลโหล? ใครเนี่ย?"
"ฮัลโหล? หลิวเย่ ฉันฉู่ชิงนะ"
"ลูกพี่! ในที่สุดพี่ก็หูตาสว่าง ยอมโทรหาผมสักที นี่โทรศัพท์พี่เหรอ?"
ฉู่ชิงพูดไม่ออกกับความติงต๊องของหมอนี่จริงๆ ไม่อยากพูดพร่ำทำเพลง เล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง
"นายลองไปถามเพื่อนในห้องดูนะ ห้องอื่นก็ได้ มีใครสนใจอยากถ่ายโฆษณาไหม แล้วให้เธอโทรกลับมาหาฉันโดยตรงเลย"
"ฮี่ๆ!" หมอนั่นหัวเราะเสียงน่าโดนเตะ กล่าวว่า "มีข้อจำกัดอะไรไหมพี่? เอาแบบดำหรือแบบขาว? แบบอ้วนหรือแบบผอม..."
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว!" ฉู่ชิงดุ "รีบไปจัดการด่วนเลย ทางนี้รออยู่นะโว้ย!"
วางสายเสร็จ เขาก็หัวเราะแล้วบอก "รอแป๊บนะครับ"
ประธานหนิวกล่าว "ต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ ครับ ไม่ต้องพูดอะไรมากเลย ถ้าเพื่อนคุณมา ผมให้เพิ่มอีกเท่านึง เป็นหกพัน คุณว่าตกลงไหมครับ?"
"อย่าเลยครับ ควรจะเท่าไหร่ก็เท่านั้นเถอะ หน้าของผมไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรขนาดนั้น" ฉู่ชิงพูดกลั้วหัวเราะ "อีกอย่าง คุณก็ต้องดูด้วยว่าเธอเหมาะสมหรือเปล่า"
เขาไม่รู้ว่าใครจะมา และไม่ได้ตั้งใจจะตัดช่องทางทำมาหากินของใคร เพียงแต่รู้สึกว่าถ้าขึ้นราคาเป็นหกพันจริงๆ มันดูเหมือนเป็นการฉวยโอกาสปล้นกันกลางไฟเกินไปหน่อย ถึงแม้เงินนั่นจะไม่ได้เข้ากระเป๋าตัวเองก็ตามที
การยืมดอกไม้ถวายพระ ไม่ได้มีวิธีถวายแบบนี้สักหน่อย ที่จะไปขูดรีดคนหนึ่ง เพื่อเอาไปขายบุญคุณให้อีกคนหนึ่ง
ไม่นานนัก โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นก็ดังขึ้น
เขารับสาย เอ่ยว่า "ฮัลโหล? คุณคือใครครับ?"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ น้ำเสียงของเด็กผู้หญิงเบาหวิว เอ่ยว่า "สวัสดีค่ะ ฉันชื่อจางจิ้ง คุณคือ... ฉู่ชิงหรือเปล่าคะ?"







