"คัท!"
ผู้กำกับสั่งหยุด แล้วพูดกับจางจิ้งว่า "คุณผลักประตูเร็วเกินไป รออีกสองวินาทีนะ"
"เข้าใจแล้วค่ะ ผู้กำกับ" เธอพยักหน้าตอบ
"คัท!"
ผู้กำกับตะโกนขึ้นอีก "คุณเข้ามาแล้วต้องปิดประตูทันที ไม่อย่างนั้นฉากข้างนอกก็โผล่หมดสิ!" เขาหงุดหงิดอยู่ในใจ ไปหาคนไม่มีประสบการณ์แบบนี้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่เพราะนักแสดงนำแนะนำมา เขาคงด่าเปิงไปนานแล้ว
เมื่อเห็นเด็กสาวมีสีหน้าตึงเครียด ฉู่ชิงที่กำลังนั่งพับแขนเสื้อซักผ้าอยู่บนม้านั่งตัวเล็กก็พูดขึ้น "ผู้กำกับครับ งั้นเราพักกันสักหน่อยไหม"
"เอาล่ะ พักครึ่งชั่วโมง" ผู้กำกับยังคงไว้หน้าดาราดังระดับสามคนนี้อยู่บ้าง
ทีมงานหรี่ไฟดวงใหญ่ลง ภายในสตูดิโอที่เดิมทีสว่างจ้าจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาคนก็มืดสลัวลงในพริบตา
"นั่งพักสิ"
ฉู่ชิงเรียกให้เธอมานั่งบนเก้าอี้ในสตูดิโอ เขารู้สึกจนปัญญาอยู่เสมอเมื่อเห็นฉากนี้ ห้องรับแขกก็ไม่เหมือนห้องรับแขก ห้องครัวก็ไม่เหมือนห้องครัว แถมยังติดกับประตูทางเข้า และที่ตลกที่สุดคือเขาต้องมาซักผ้าที่นี่
"ขอโทษนะคะ" จางจิ้งพูดเบาๆ
เธอสวมเสื้อโค้ทสีขาวน้ำนมทับเสื้อไหมพรมสีชมพูไว้ด้านใน เสื้อผ้าสองชิ้นนี้ยืมมาจากทีมงานหญิงคนหนึ่งสดๆ ร้อนๆ พอใส่แล้วจึงดูตัวใหญ่ไปบ้าง ทำให้เธอยิ่งดูผอมบางลงไปอีก
ตอนที่เด็กสาวคนนี้เพิ่งวิ่งเข้ามา ช่างดูเรียบง่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือการแต่งตัว ราวกับใบไม้อ่อนเพิ่งผลิออกจากผืนดิน พอถามอายุ เพิ่งจะสิบแปดปี ถ้าให้เล่นเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามันก็ถือว่าเด็กไปหน่อย แต่ก็ไม่มีทางเลือก ต้องใช้ไปก่อน โชคดีที่บุคลิกของเธอไม่เลว ตาเรียวคิ้วยาว จมูกรั้น แถมยังชอบกอดหนังสือ 'การพัฒนาตนเองของนักแสดง' ไว้ไม่ยอมปล่อย
ผู้กำกับรู้สึกว่าเข้ากล้องแบบนี้แล้วดูไม่ค่อยเวิร์ก เลยแต่งหน้าให้เธอเข้มขึ้นอีกนิดเพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนให้ใส่เสื้อผ้าสีสว่าง
ฉู่ชิงพูดกลั้วหัวเราะ "ไม่เป็นไร ไม่ต้องเกร็ง ลองนึกดูสิว่าในหนังสือนั่นบอกไว้ว่ายังไง คุณอุตส่าห์อ่านมาตั้งนานเสียเปล่าหรือไง"
"ในหนังสือนั้นไม่ได้บอกสักหน่อยว่าทำยังไงให้ไม่ตื่นเต้น" จางจิ้งกัดริมฝีปาก ไม่รู้ว่าเขากำลังล้อเล่นหรือกำลังประชด
"วันก่อนผมได้ยินคุณพูด ทำไมถึงทำเหมือนจะคัดลอกหนังสือทั้งเล่มเลยล่ะ" เขาถาม
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วตอบว่า "หนังสือนั่นมันค่อนข้างแพงน่ะค่ะ"
"เอ่อ..." ฉู่ชิงรู้สึกเก้อเขินที่ยกหัวข้อนี้ขึ้นมา จึงทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่องอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก "คุณเรียนอยู่ห้องไหนเหรอ"
"ภาควิชาผู้กำกับ หลักสูตรอนุปริญญาค่ะ" เสียงของเด็กสาวเบาลงกว่าเดิม
"..."
เอาล่ะ เขาพบว่าตัวเองคุยไม่เก่งจริงๆ จึงหัวเราะแหะๆ แล้วพูดว่า "หลักสูตรอนุปริญญาก็ดีนะ ดีกว่าหลักสูตรระยะสั้นของผมตั้งเยอะ"
จางจิ้งเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายรายเดือนของเธอมีแค่สี่ร้อยหยวน สำหรับผู้ชายที่นำเงินก้อนโตถึงสามพันหยวนมาให้เธอรวดเดียวคนนี้ แม้เธอจะไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่เธอจะพูดคุยด้วยความรู้สึกยำเกรงและประหม่า
ฉู่ชิงพูดจบก็เกิดความสงสัยขึ้นมาอีก "อ้าว? แล้วทำไมคุณไม่สอบเข้าภาควิชาการแสดงล่ะ"
"คนสมัครเต็มแล้วค่ะ ฉันไปไม่ทัน ก็เลยสมัครภาควิชาผู้กำกับ"
เขาถึงกับพูดไม่ออก ราวกับได้ย้อนกลับไปในสถานการณ์ที่น่าอับอายตอนที่คุยกับหยวนเฉวียนในวันฝนตกวันนั้น ทั้งสองคนล้วนอ่อนไหวและละเอียดอ่อนเหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง หยวนเฉวียนอ่อนแอกว่า ส่วนเด็กสาวคนนี้กลับดื้อรั้นเอาการ
"บ้านคุณอยู่ที่ไหนเหรอ" เขาถามอีก
"อยู่แถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลฝูเจี้ยนค่ะ"
ฉู่ชิงเริ่มสนใจขึ้นมา "เฮ้ย งั้นคุณพูดภาษาหมิ่นหนานได้ไหม"
"อืม ได้นิดหน่อยค่ะ"
"คุณลองสอนผมสักประโยคสิ"
จางจิ้งลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า "เจี่ยเตี๋ยชิ่วทิ่วอัง อูบะอิ๋วอูชัง; เจี่ยเตี๋ยปัวเจี้ยวอัง กุ่ยชู่ไหล่คังคัง"
"อะไรนะ" ฉู่ชิงทำหน้าเหวอ เธอพูดเร็วแถมยังแปลกประหลาด เขาฟังไม่ออกสักคำเดียว
จางจิ้งพูดช้าลง แล้วพูดอีกครั้ง
ฉู่ชิงพูดตามอย่างตะกุกตะกัก "แล้วคำว่าชิ่วทิ่วกับปัวเจี้ยวมีความหมายว่าไง"
"อืม..." เธอไม่อยากเล่านิทานพื้นบ้านยาวเหยียดเพื่อตีสนิทกับเขา จึงตอบสั้นๆ ว่า "ก็หมายถึงผู้ชายที่ดีกับผู้ชายที่เลวนั่นแหละค่ะ"
ฉู่ชิงพยักหน้า พูดกลั้วหัวเราะ "งั้นผมจะสอนภาษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้คุณสักประโยคบ้าง ฟังนะ... ปอหลิงไก้เอ๋อร์ไหมไท่เลอะ พูลอกพูลอก"
"อะไรนะคะ"
จางจิ้งทำหน้าเหวอเหมือนกับเขาเมื่อครู่นี้ไม่มีผิด
"คุณพูดตามผมนะ..."
ทั้งสองคนอ่านทีละคำ "ปอหลิงไก้เอ๋อร์... ไหมไท่เลอะ... พูลอกพูลอก"
"พรืด!"
ในที่สุดเธอก็หัวเราะออกมา แล้วรีบยกมือปิดปากทันที
ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง ทางด้านผู้กำกับเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงตะโกนขึ้น "คุณฉู่ ถ่ายต่อได้หรือยังครับ"
"ไม่มีปัญหาครับ"
ฉู่ชิงตอบกลับไป เห็นเธอผ่อนคลายขึ้นมากแล้ว จึงยิ้มพูดว่า "ลุกขึ้น เตรียมตัวเถอะ"
ทั้งสองเพิ่งลุกขึ้นยืน เขาก็ถามขึ้นมาอีก "นี่ คุณใช้ชื่อนี้มาตลอดเลยเหรอ"
จางจิ้งชะงักไป "อ่า... ใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ"
"ไม่มีอะไรๆ" ฉู่ชิงโบกมือ หันหลังกลับไปนั่งบนม้านั่งตัวเล็กพลางบ่นพึมพำในใจ พวกดาราพวกนี้กินอิ่มแล้วว่างจัดกันหรือไง ไม่มีอะไรทำก็เอาแต่เปลี่ยนชื่อ!
ไม่รู้เหมือนกันว่าประธานหนิวไปหาผู้กำกับคนนี้มาจากไหน โคตรอยากจะวางมาดเป็นผู้กำกับระดับอินเตอร์เลย
ในกะละมังล้างหน้าใบใหญ่มีเสื้อผ้าแช่อยู่หลายชิ้น ฉู่ชิงนั่งอยู่ข้างๆ แล้วขยี้ผ้าดังแกรกๆ ฉากนี้ควรมีเสียงบรรยายคลอมาด้วยว่า เฮ้อ! แต่งงานมาได้หนึ่งเดือนแล้ว ภรรยาให้ผมทำงานบ้านทุกอย่างเลย เมื่อยหลังปวดขาไปหมดแล้วจริงๆ
ตอนที่เขาอ่านบทคัดย่อ ก็รู้สึกปวดไข่ขึ้นมาตงิดๆ เขามักจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับโฆษณายาปลุกอารมณ์ทางเพศประเภท 'เหล่าหวังบ้านข้างๆ มักจะก้มหน้าก้มตาอยู่ต่อหน้าเมียเสมอ' เลยสักนิด
ประตูถูกผลักออก จางจิ้งหิ้วถุงใบหนึ่งเดินเข้ามาในห้องครัว แล้วปิดประตูตามหลัง
เธอถอดเสื้อนอกพลางหัวเราะร่วน "โอ๊ะ! วันนี้ทำตัวดีจังเลยนะ!" พูดพลางขยับเข้าไปใกล้ "เดี๋ยวมีรางวัลให้" ท่าทางของเธอผ่อนคลายมาก ไม่ได้จงใจทำ และเป็นธรรมชาติสุดๆ
ฉู่ชิงหันกลับมา เผยรอยยิ้มที่ดูซื่อบื้อและไร้เดียงสาสุดๆ "วันหลังคุณซักผ้าเองนะ"
"ฝันไปเถอะ!" จางจิ้งโยนผงซักฟอกถุงหนึ่งให้เขา แล้วบอกว่า "ใช้นี่สิ ทั้งเร็วทั้งสะอาด"
"ดี! ผ่าน!" ผู้กำกับแหกปากตะโกน "ฉากต่อไป!"
ตามรูปแบบของโฆษณา ตอนที่ฉายทางโทรทัศน์ ต่อจากนี้ก็คงจะเป็นการพล่ามยาวเหยียดเพื่อแนะนำว่าผงซักฟอกนี้มันเจ๋งแค่ไหน เอาชนะสินค้าทุกตัวในวงการได้ราบคาบ
ฉู่ชิงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ชูถุงผงซักฟอกไว้ข้างหัวและส่งยิ้มให้ไม่หยุด ช่างมีรัศมีคนบ้าแผ่ออกมาอย่างโดดเด่น จางจิ้งอยู่ด้านหลัง ใช้ข้อศอกข้างหนึ่งท้าวลงบนไหล่ของเขา แล้วพูดว่า "ใช้ผงซักฟอก xx"
ฉู่ชิงรับมุก "ทั้งเร็วทั้งสะอาด!"
"ดี!"
ประธานหนิวตื่นเต้นมาก ปรบมือดังแปะๆ ยิ่งใช้เวลาถ่ายทำน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งประหยัดเงิน เขาเดินเข้าไปคว้ามือชายหนุ่มมากุมไว้แน่น แล้วพูดว่า "คุณฉู่ อายุน้อยแต่มากความสามารถ สมคำร่ำลือจริงๆ"
ฉู่ชิงได้ยินเขาใช้สำนวนได้มั่วซั่วก็กระตุกมุมปาก แล้วตอบว่า "ขอบคุณครับ ต้องถ่ายอะไรอีกไหม"
ประธานหนิวสบตากับผู้กำกับ รีบตอบว่า "ไม่มีแล้วๆ สมบูรณ์แบบมาก!"
"ก็ดีครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
เขาพอจะเข้าใจแล้วว่า โฆษณาที่เรียกกันว่าแนวชีวิตประจำวันแบบนี้ มันทำให้ปวดไข่ยิ่งกว่านิยายแนวชีวิตประจำวันแบบที่เขาเขียนเสียอีก แต่เพื่อเงินหกหมื่นหยวนนั่น เขายังทนได้
การถ่ายโฆษณาใช้เวลาสั้นๆ แต่ได้ผลตอบแทนเยอะ ถึงจะไม่สบอารมณ์แค่ไหนก็ยังไม่เกินขีดจำกัดความอดทน แต่ถ้าวันหน้ามีเศรษฐีงี่เง่าสักคนยอมทุ่มเงินหลายล้าน จ้างให้เขาไปแสดงในละครห่วยๆ เขาจะหวั่นไหวไหมนะ
"ชิ..."
ฉู่ชิงส่ายหัว คิดมากไปแล้ว
เขารอจางจิ้งอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองคนก็ลงไปชั้นล่างด้วยกัน เธอเปลี่ยนกลับไปใส่เสื้อผ้าชุดเดิมของตัวเอง ล้างเครื่องสำอางออกจนสะอาดสะอ้าน ดูราวกับต้นหอมฤดูใบไม้ผลิที่ลอยอยู่ในน้ำซุปใส จืดชืดจนไม่มีคราบน้ำมันแม้แต่น้อย
"เมื่อกี้ฉันเป็นยังไงบ้างคะ"
ดูเหมือนเธอจะตื่นเต้นขึ้นมาอีกแล้ว และยังเจือไปด้วยความยินดี
"ก็ดีนะ คุณดูเป็นธรรมชาติกว่าผมตั้งเยอะ" ฉู่ชิงพูดตามความจริง ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า "แต่ไอรอยยิ้มของคุณนั่น..."
เขาใช้มือทำท่าประกอบที่มุมปาก "ลองยิ้มแบบนี้ให้ผมดูหน่อยสิ"
จางจิ้งเริ่มมีความเชื่อใจเขาขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเขาอยากจะทำอะไร แต่เธอก็ยังฉีกยิ้มออกมา ใบหน้าของเธอเล็กมาก คิ้วและดวงตาก็งดงาม ทว่าปากกลับค่อนข้างกว้าง โดยเฉพาะตอนที่ฉีกยิ้ม มุมปากจะโค้งขึ้นอย่างเว่อร์วัง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด แก้มทั้งสองข้างยังมีลักยิ้มบุ๋มลงไปสองรอย
"คุณยิ้มแบบนี้ สวยก็จริงนะ แต่..." ฉู่ชิงลำบากใจที่จะพูดว่ามันดูเสแสร้งเกินไป จึงทำได้เพียงบอกว่า "ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ วันหลังถ้าคุณถ่ายโฆษณาอีกห้ามยิ้มแบบนี้เด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นนานไปจะแก้ไม่หาย"
จางจิ้งไม่ได้รู้สึกงุนงงกับคำแนะนำของเขา เธอรับฟังความคิดเห็นอย่างถ่อมตัว และอดถามไม่ได้ว่า "แล้วฉันควรยิ้มยังไงคะ"
"เอ่อ... ปอหลิงไก้เอ๋อร์ไหมไท่เลอะ พูลอกพูลอก"
"พรืด!"
............
เชียนซี ประตูด่านสี่เฟิงโข่ว
สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนเรียกว่าด่านหลูหลง เป็นพื้นที่เดียวกับที่เสี่ยวกาวเคยแต่งกวีไว้ว่า 'ออกประตูด่านหลูหลงทางตะวันออก ความคิดถึงของอาคันตุกะช่างเดียวดาย' ว่าไปแล้วการแต่งบทกวีก็ง่ายดีเหมือนกัน แค่แยกทิศเหนือใต้ตะวันออกตะวันตกให้ออกก็พอ แล้วก็สามารถออกด่านหยางกวนทางตะวันตก ลงใต้ไปหยางโจว เสียงกีบม้าดังต๊อกแต๊กคนมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ภักดีต่อชาติ อะไรทำนองนั้น
ความจริงแล้วสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างเล็ก ด่านกำแพงเมืองจีนถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว มีกำแพงขาดท่อนสั้นๆ โผล่พ้นผิวน้ำ ทอดยาวไปตามแนวภูเขาที่ไม่สม่ำเสมอเข้าหาฝั่ง ก่อนจะมุดลงไปในหนองน้ำ ดูอ่อนแอปวกเปียกราวกับแมลงหัวขาด ภูเขาสองลูกตั้งตระหง่านอยู่ติดกัน ชนกันจนเกิดเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆ เศษเสี้ยวหนึ่ง เมื่อมองลอดผ่านช่องเขาแคบๆ ก็จะเห็นอ่างเก็บน้ำพานเจียโข่วพอดี
เรือตังเกเก่าๆ ลำหนึ่งแล่นผ่านผิวน้ำพร้อมกับส่งเสียงร้อง 'วู้ดๆ' หัวเรือมีธงพระอาทิตย์ปักอยู่ ดูราวกับฝักถั่วที่ถูกโยนลงไปในหม้อ
"กุบกับๆ" มีเสียงกีบม้าดังขึ้นจริงๆ นายทหารญี่ปุ่นขี่ม้าตัวใหญ่ โดยมีวงดุริยางค์คู่หนึ่งเดินตามหลังมา และถัดไปด้านหลังก็มีลาตัวหนึ่ง บนหลังแขวนถังน้ำเอาไว้
เด็กๆ หลายคนที่สวมเสื้อกันหนาวบุนวมขาดๆ ร้องโวยวายวิ่งพล่านออกมาจากหมู่บ้าน นั่งเรียงแถวกันบนกำแพงเตี้ยๆ หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ร่างกายยังคงส่ายไปมาตามจังหวะเพลงไม่หยุด
"เอ้อร์ป๋อจื่อ!"
นายทหารตะโกนด้วยภาษาจีนแปร่งๆ
"นายท่าน!"
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบด้วยภาษาญี่ปุ่นที่แปร่งยิ่งกว่า จากนั้นก็พยักหน้าหงึกหงักให้กับนักดนตรีแต่ละคน เตรียมจะไปจูงลาที่อยู่ด้านหลัง
"หยุด!"
เจียงเหวินตะโกนขึ้น ในลำคอของเขามักจะเหมือนกับอมควันบุหรี่เอาไว้ เสียงพูดนั้นต่ำมาก แต่กลับไม่รู้ว่ามันจะพ่นออกมาตอนไหน
"เหว่ยตง มานี่"
ชายฉกรรจ์คนนั้นวิ่งเข้าไปหา แล้วถามว่า "มีอะไรอีกล่ะ"
เจียงเหวินเองก็สวมเสื้อกันหนาวบุนวมขาดๆ หดตัวอยู่บนเก้าอี้หลังจอมอนิเตอร์ พูดขึ้นว่า "ดูขานายเองสิ เจอพวกญี่ปุ่นมีใครเขาวิ่งกันแบบนายบ้าง"
ชายฉกรรจ์คนนั้นพูดอย่างจนปัญญา "ลูกพี่ ฉันก็แค่ฝ่ายศิลป์ พี่ดึงดันจะลากฉันมาแสดงให้ได้ แล้วตอนนี้พี่จะมาโทษฉันเหรอ"
"เชี่ยเอ๊ย ฉันให้นายมาแสดง แล้วตอนนี้นายมาพูดแบบนี้กับฉันเนี่ยนะ" เจียงเหวินเอียงคอพูด
ไช่เหว่ยตงขี้เกียจจะสนใจความงี่เง่าของเขา จึงถามว่า "แล้วฉันต้องวิ่งยังไงล่ะ"
เจียงเหวินลุกขึ้นยืนแล้วบอก "นายต้องทำแบบนี้" พูดพลางเอียงตัว ดูราวกับเป็ดขาเป๋ที่โดนหมาไล่ฟัด กระโดดกะเผลกๆ ไปสองก้าว
"ได้! ฉันจะลองดู!" ไช่เหว่ยตงพูด
"หยุด!"
เจียงเหวินเกาหนังหัว ขมวดคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม ไช่เหว่ยตงเก่งเรื่องออกแบบฉากศิลป์ก็จริง แต่เรื่องแสดงนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ
"เหล่าจาง สี่จื่อ มานี่มา คุยกันหน่อย!"
จางหัวกับหลี่ฉงสี่เดินเข้ามาหา คนหนึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิต ส่วนอีกคนก็เป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตควบตำแหน่งนักแสดง
เจียงเหวินล้วงบุหรี่ออกมาแจกให้คนละมวน ทุกคนนั่งยองๆ ลงกับพื้น เขาเกาหัวพลางพูดว่า "ขาดคน! ขาดคน! พวกนายว่าสิ คนทำฝ่ายผลิตยังแสดงได้ แล้วฝ่ายศิลป์อย่างเขาจะมาทำตัวหงออะไร"
หลี่ฉงสี่หัวเราะแหะๆ เขาก็แสดงบทบาทหนึ่งในหนังเหมือนกัน ชื่อว่าลิ่ววั่ง ซึ่งเก่งกว่าเอ้อร์ป๋อจื่อตั้งเยอะ เขาคาบบุหรี่ไว้ในปาก แล้วพูดขึ้นก่อน "งั้นก็หาพวกมืออาชีพสิ"
เจียงเหวินโบกมือ "พอเถอะ แค่เพราะซื้อเครื่องบ้าๆ นั่น ต่งผิงก็แทบจะสับฉันเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว! ยังจะเอาเงินอีกเหรอ นายไปพูดกับเขาเองก็แล้วกัน"
เปิดกล้องเมื่อเดือนสิงหาคม หมอนั่นก็ผลาญเงินไปแปดแสนหยวน สร้าง 'หมู่บ้านญี่ปุ่น' ขึ้นมาบนยอดเขานี้หน้าตาเฉย และเพื่อจะถ่ายทำแค่ฉากเดียว ก็อุตส่าห์ขนส่งเครื่องจักรมาจากอเมริกาโดยเฉพาะ ตอนนี้ผ่านไปสามเดือนแล้ว เรื่องความคืบหน้าไม่ต้องพูดถึงเลย เห็นๆ กันอยู่ว่าเงินลงทุนกว่าสิบล้านกำลังจะเกลี้ยง! ต่อให้เพิ่มทุนอีกเท่าตัวก็คงหืดขึ้นคอ
หัวใจของต่งผิง เจ้านายแห่งฮว๋าอี้ อยากจะสับเขาเป็นชิ้นๆ จริงๆ
หลี่ฉงสี่เสนอขึ้นอีก "งั้นก็หาคนที่ถูกหน่อยสิ"
เจียงเหวินอัดบุหรี่เข้าปอดไปเฮือกหนึ่ง "ของถูกน่ะก็มีของดีอยู่หรอก แต่ฉันกลัวว่าตัวเองจะไม่มีดวงได้เจอน่ะสิ"
จางหัวที่เอาแต่ก้มหน้าเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นประโยคหนึ่ง "ฉันจะกลับไปสักรอบ ลองหามาให้นายดูก็แล้วกัน"
เจียงเหวินเอียงคอถาม "ทางนี้ฉันรอคนไม่ค่อยได้นะ สามวัน?"
"สามวัน" จางหัวพยักหน้า
สูบบุหรี่หมดมวน สองคนนั้นก็แยกย้าย
เจียงเหวินยืดตัวขึ้น กระทืบเท้าเบาๆ ฝุ่นสีเหลืองกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากใต้รองเท้าบูทที่โผล่ให้เห็นนุ่นสีดำ ฤดูหนาวแล้ว สถานที่แห่งนี้หนาวจนน่ากลัว ไม่ใช่หนาวแบบแห้งๆ แต่ก็ไม่ได้ชื้นแฉะ ราวกับมันมุดทะลวงเข้าไปในใจของคุณ แล้วทำให้ต้องสั่นสะท้านขึ้นมา 'พั่บ' หนึ่ง
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ริมอ่างเก็บน้ำ มีคนผู้หนึ่งกำลังแบกกล้องถ่ายวิดีโอ หันหน้าถ่ายผิวน้ำที่ขาวโพลนไปหมด
"ครูหกู ออกมาเดินส่องอีกแล้วเหรอ"
เจียงเหวินรีบวิ่งก้าวฉับๆ เข้าไปหา และส่งเสียงหัวเราะต่ำๆ
กู้ฉางเว่ยหันหน้ากลับมา หัวเราะร่วน "ส่องอะไรกันล่ะ ก็แค่ถ่ายไปเรื่อยเปื่อยน่ะ"
เจียงเหวินเท้าสะเอว มองไปยังผิวน้ำที่ขาวโพลนเช่นกัน "ถ่ายยากนะ ผมมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าที่นี่มันแปลกๆ"
"แปลกยังไงล่ะ" กู้ฉางเว่ยถาม
"ลองคิดดูสิ ปีนั้นโจโฉฆ่าอูหวน มู่หรงจวิ้นฆ่าชาวฮั่น กองทัพปู้ลู่ฆ่าทหารญี่ปุ่น ล้วนเคยรบราฆ่าฟันกันที่นี่ทั้งนั้น ที่นี่มันคือดินแดนต้องคำสาปชัดๆ!"
กู้ฉางเว่ยหัวเราะหยันออกมาคำหนึ่ง แล้วพูดว่า "นายก็แค่หาเรื่องใส่ตัวนั่นแหละ เมื่อไหร่ที่รนหาที่ตายก็จบเรื่องกัน!"
เจียงเหวินสูดจมูกฟุดฟิด สูดอากาศอันหนาวเหน็บเข้าปอดไปเฮือกหนึ่ง แล้วหัวเราะ "ในใจมีเรื่อง ก็ต้องระบายมันออกมา ไม่อย่างนั้นคนเราก็คงอึดอัดตาย รนหาที่ตายก็ยังดีกว่าอึดอัดตายล่ะน่า!"







