(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 351
บทที่ 351 คนที่ชีวิตมีแต่ความทุกข์ระทม
"หมอเฉิน เราไปคุยกันตรงนู้นหน่อยดีไหมครับ?"
ด้วยความช่วยเหลือของเฉินหยู รูปคดีก็เกือบจะกระจ่างชัดแล้ว
ทว่าความสับสนในหัวของหลี่ชางจวินกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเลย
กลับมีเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อย
ตั้งแต่ตอนที่เฉินหยูเริ่มคุยกับเจี่ยงต้าเม่า บนใบหน้าของเขาก็ฉายแววรังเกียจออกมาตลอดเวลา
เห็นได้ชัดว่าเฉินหยูรู้สึกขยะแขยงเจี่ยงต้าเม่าเอามากๆ
ในเมื่อเป็นแบบนั้น ทำไมเฉินหยูถึงไม่ยอมให้เขาจับกุมเจี่ยงต้าเม่าไปดำเนินคดีล่ะ?
เมื่อครู่นี้ เฉินหยูบอกว่าหลังเที่ยงคืน จะมีคนมาลงโทษเจี่ยงต้าเม่า
คนที่จะมาลงโทษเจี่ยงต้าเม่าที่ว่านั่น หรือว่าจะเป็นอาหงที่กลายเป็นผีไปแล้ว?
ไม่ว่าเจี่ยงต้าเม่าจะทำผิดร้ายแรงจนสมควรตายสักแค่ไหน แต่เมื่อตำรวจพบการกระทำของเขาแล้ว ก็ควรตกเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวน
ท้ายที่สุดจะประหารหรือจำคุก ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน
เห็นได้ชัดว่าเฉินหยูต้องการให้ผีสาวลงศาลเตี้ย
ด้วยความเคารพที่มีต่อเฉินหยู หลี่ชางจวินถึงได้ยอมให้ลูกน้องปล่อยตัวเจี่ยงต้าเม่า
เฉินหยูมองหลี่ชางจวินแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายว่า "ชีวิตของอาหงนั้นขมขื่นเกินไปแล้ว"
"ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยเจอเรื่องน่าดีใจเลยสักเรื่องเดียว"
"ตอนมีชีวิตอยู่ ถูกผู้คนรังแกนับไม่ถ้วน พอตายไปแล้ว..."
"ก็ปล่อยให้เธอทำตามใจตัวเองสักครั้งเถอะ"
พูดถึงตรงนี้ ขอบตาของเฉินหยูก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
"นี่มัน..."
หลี่ชางจวินรู้จักเฉินหยูมาเกือบครึ่งปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเฉินหยูแสดงความรู้สึกจากใจจริงออกมา
ทันใดนั้น หลี่ชางจวินก็เรียกลูกน้องมาคนหนึ่ง
ให้เขาติดต่อไปที่หน่วย เพื่อตรวจสอบประวัติของอาหง พนักงานเสิร์ฟของไนต์คลับเฟิ่งหวงเฉิง
เฉินหยูพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "ตอนอาหงอายุห้าขวบ มีอยู่วันหนึ่งเธอตามพ่อแม่ไปสวนสนุกเพื่อฉลองวันเด็ก"
"แก๊งค้ามนุษย์ฉวยโอกาสตอนที่พ่อแม่ของอาหงเผลอ อุ้มตัวอาหงไปกลางถนน"
"ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตอันแสนรันทดของอาหงก็เริ่มต้นขึ้น"
เมื่อตบะบำเพ็ญเพียรสูงขึ้น ต่อให้เฉินหยูจะไม่ได้เห็นอาหงด้วยตาตัวเอง แต่แค่สังเกตจากเจี่ยงต้าเม่า เขาก็สามารถคำนวณความเจ็บปวดต่างๆ นานาที่อาหงต้องเผชิญตอนยังมีชีวิตอยู่ได้
เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน พื้นที่ห่างไกลความเจริญหลายแห่ง ยังคงมีประเพณีงมงายในการรับเลี้ยงเด็กผู้หญิงมาเป็นลูกสะใภ้ตั้งแต่ยังเล็ก
หลังจากที่อาหงถูกลักพาตัวไป เธอถูกเปลี่ยนมือถึงสามครั้ง สุดท้ายก็ถูกขายให้กับครอบครัวชาวนาที่อยู่ลึกเข้าไปบนภูเขา
หมู่บ้านนั้นยากจนข้นแค้นจนเรียกได้ว่ากันดารสุดๆ สองสามีภรรยาชาวนาคู่นั้นจ่ายเงินสามร้อยหยวนเพื่อซื้อตัวอาหง
โดยกะว่ารอให้อาหงโตเป็นสาว ก็จะให้แต่งงานเป็นเมียของลูกชายปัญญาอ่อน
"สองสามีภรรยาคู่นั้นไม่เพียงแต่มองอาหงเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ แต่ยังมองว่าเธอเป็นแรงงานฟรีอีกด้วย"
"อาหงในวัยเพียงห้าขวบ ถูกครอบครัวนี้จิกหัวใช้เยี่ยงวัวเยี่ยงควาย"
"โจวปาผีที่ว่าหน้าเลือด เมื่อเอามาเทียบกับพวกเขาก็ยังถือว่าเป็นคนใจบุญไปเลย"
"การถูกทุบตีด่าทอมานานหลายปี ทำให้นิสัยของอาหงกลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายยอมจำนนต่อทุกสิ่ง"
"ตอนอายุสิบแปด อาหงก็ได้ร่วมหอลงโรงกับลูกชายปัญญาอ่อนของครอบครัวนั้น"
"เพื่อให้อาหงรีบมีหลานให้พวกเขาโดยเร็วที่สุด พ่อแม่ของลูกชายปัญญาอ่อนจึงหยุดทารุณกรรมอาหงไปชั่วคราว"
"ช่วงเวลานั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่อาหงใช้ชีวิตได้ดีที่สุด นับตั้งแต่ถูกลักพาตัวมาที่หมู่บ้านแห่งนี้"
"น่าเสียดาย ที่ช่วงเวลาดีๆ อยู่ได้ไม่นาน"
"เวลาผ่านไปปีกว่า ท้องของอาหงก็ไม่มีวี่แววว่าจะป่องเลยสักนิด"
"พ่อแม่ของลูกชายปัญญาอ่อนไปหาสูตรยาสมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ สำหรับทำลูกชายมาบังคับให้อาหงกิน"
"ผ่านไปอีกครึ่งปี อาหงก็ยังคงไม่ท้อง"
"พ่อแม่ของลูกชายปัญญาอ่อนโกรธจัด คิดว่าอาหงเป็นพวกไร้ประโยชน์ เป็นแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้"
"ในสายตาของพวกเขา อาหงเป็นแค่สินค้าที่พวกเขาจ่ายเงินก้อนโตซื้อมา"
"ไม่ต่างอะไรกับพวกปศุสัตว์อย่างล่อหรือม้า"
"มีหน้าที่แค่ผลิตหลานให้กับพวกเขาเท่านั้น"
"พออาหงมีลูกไม่ได้ พ่อแม่ของลูกชายปัญญาอ่อนก็ทุบตีเธอจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม"
"แล้วกลับมาจิกหัวใช้อาหงเยี่ยงทาสอีกครั้ง"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หลี่ชางจวินและลูกน้องตำรวจต่างก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ในช่วงหลายปีก่อนที่การค้ามนุษย์ระบาดหนัก ทีมสืบสวนคดีอุกฉกรรจ์เคยช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบุกทลายแก๊งค้ามนุษย์ในหมู่บ้านบนภูเขาอยู่หลายครั้ง
ภาพเหตุการณ์ที่พบเจอนั้นเรียกได้ว่ายากจะอธิบายเป็นคำพูด
โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเป็นหมู่บ้านบนภูเขาที่ร่ำรวย ก็ยิ่งมีเรื่องการลักพาตัวค้ามนุษย์น้อยลง
ถึงแม้จะมี ก็มักจะถูกจับได้ง่าย
หมู่บ้านที่ร่ำรวยจะมีการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างใกล้ชิด ผู้ที่ถูกลักพาตัวมามีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะติดต่อกับโลกภายนอกเพื่อขอความช่วยเหลือ
ที่ยากคือพวกหมู่บ้านทุรกันดารห่างไกลความเจริญ และถูกตัดขาดจากข่าวสาร
สถานที่แบบนี้อย่าว่าแต่สัญญาณโทรศัพท์มือถือเลย บางทีอาจจะไม่มีแม้แต่ถนนดีๆ สักสายด้วยซ้ำ
เมื่อติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ การจะหนีออกมายิ่งยากเย็นราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์
ยิ่งเป็นหมู่บ้านที่ยากจน คนในหมู่บ้านก็ยิ่งรวมหัวกันเหนียวแน่น
ส่วนเหตุผลนั้น ก็มากพอที่จะทำให้เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายอย่างหลี่ชางจวินโกรธจนควันออกหู
ต่อให้ผู้ถูกลักพาตัวจะสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ด้วยความยากลำบากแสนสาหัส และเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายบุกเข้าไปช่วยเหลือ ก็ใช่ว่าจะสามารถช่วยคนออกมาได้เสมอไป
เพราะหลังจากที่คนในหมู่บ้านรู้ตัว ก็จะรีบย้ายสถานที่ซ่อนตัวของผู้ที่ถูกลักพาตัวมาทันที
อาจจะเอาไปซ่อนในถ้ำ หรือไม่ก็ซ่อนตามซอกหลืบต่างๆ บนภูเขา
สรุปก็คือ ต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพลิกแผ่นดินหา ก็ยังยากที่จะหาตัวผู้ถูกลักพาตัวเจอ
ถ้าส่งคนไปเยอะก็จะแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ถ้าส่งทีมเล็กๆ แฝงตัวเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือ ก็อาจจะหาตัวผู้ถูกลักพาตัวพบ
ทว่าก็จะมีปัญหาใหม่ตามมาอีก
มีอยู่ครั้งหนึ่ง อดีตหัวหน้าทีมได้พาหลี่ชางจวินและลูกน้องอีกสามคน ไปช่วยเหลือหน่วยงานกิจการพลเรือนในการบุกเข้าหมู่บ้านกลางดึกเพื่อทลายแก๊งค้ามนุษย์
ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น แม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่หลี่ชางจวินก็ยังคงจำได้ติดตา
หญิงที่ถูกลักพาตัวมาถูกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ ทุบตีและทรมานมานานหลายปี
เธอนอนอยู่บนเตียง มองดูพวกหลี่ชางจวินที่สวมเครื่องแบบด้วยสายตาที่สิ้นหวัง
การถูกทรมานและทุบตีเป็นเวลานาน ทำให้เธอป่วยเป็นโรคสารพัด
สภาพร่างกายของเธอเกือบจะพิการจากการถูกทุบตี การกินอยู่ขับถ่ายทุกอย่างล้วนต้องทำบนเตียง
เป็นหลี่ชางจวินที่พยุงเธอลงจากเตียงแล้วแบกขึ้นหลัง
พอเพิ่งจะช่วยหญิงที่ถูกลักพาตัวออกมาได้ พวกเขาก็ถูกปิดล้อมที่หน้าหมู่บ้านทันที
ชาวบ้านพากันถือเครื่องมือทำเกษตรต่างๆ มาตีวงล้อมพวกเขาเอาไว้ราวกับเป็นศัตรู
การพยายามอธิบายข้อกฎหมายไม่มีประโยชน์เลยสักนิด เพราะพวกเขาฟังไม่รู้เรื่อง และไม่คิดจะฟังด้วยซ้ำ
เฉินหยูพูดขึ้นว่า "สภาพของอาหงในตอนนั้น ก็แทบไม่ต่างอะไรกับภาพที่คุณเคยเห็นในอดีตเลย"
"ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ เธอยังไม่ถูกตีจนพิการ"
"ไอ้พวกเดรัจฉาน!!!"
หลี่ชางจวินโกรธจัดจนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
ลูกน้องคนอื่นๆ เองก็โกรธแค้นจนแทบจะทนไม่ไหวเช่นกัน
มิน่าล่ะ เฉินหยูถึงได้บอกว่าชีวิตของอาหงนั้นขมขื่นเกินไปแล้ว
การต้องเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ คงต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำที่เจ็บปวดไปตลอดชีวิต
จู่ๆ พางกวงก็รู้สึกกระสับกระส่ายไปทั้งตัว จิตสังหารสายหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
มือทั้งสองข้างกำแน่นโดยไม่สามารถควบคุมได้
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้เลยว่า ผีที่เขาเชิญมาประทับร่าง คงจะเคยเจอเรื่องราวเลวร้ายแบบเดียวกันมา
พอได้ยินเรื่องราวอันน่าสลดใจของอาหง ผีในร่างของเขาจึงเกิดจิตสังหารขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับได้
"สรรพสิ่งแปรผันจิตยังคงมั่น สงบสติอารมณ์..."
พางกวงท่องมนตร์เสียงเบา จิตสังหารในหัวถึงได้ค่อยๆ จางหายไป
เมื่อมองดูความโกรธแค้นและความเวทนาที่ปรากฏบนใบหน้าของทุกคน เฉินหยูก็หลับตาลง แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"ตอนที่อาหงอายุยี่สิบสอง จู่ๆ ในหมู่บ้านก็เกิดฝนตกหนัก จนทำให้เกิดดินโคลนถล่มอย่างรุนแรง"
"อาหงอาศัยจังหวะที่คนทั้งหมู่บ้านพากันหนีตายขึ้นไปบนที่สูง เสี่ยงชีวิตหลบหนีออกมาจากหมู่บ้านแห่งนั้นได้สำเร็จ"
"ถึงแม้จะหนีออกมาจากที่นั่นได้แล้ว แต่ทว่าชีวิตอันแสนรันทดของเธอก็ยังไม่ได้จบลงแค่นั้น"







