เสียงกลองดังตึงตังแว่วมาแต่ไกล
หลี่อี้เงยหน้ามองท้องฟ้า เที่ยงวันแล้ว
คนจูงลาให้เช่าพูดขึ้นอย่างตีสนิทว่า "นี่คือเสียงกลองเปิดตลาดของตลาดตะวันออกขอรับ ทุกวันยามเที่ยงตรงจะเปิดตลาด เวลาเปิดจะตีกลองสามร้อยครั้ง เรียกว่ากลองเปิดตลาด ก่อนดวงอาทิตย์ตกเจ็ดเค่อ จะตีฆ้องสามร้อยครั้ง เรียกว่าฆ้องปิดตลาดขอรับ
คุณชายท่านนี้ ที่นี่อยู่ใกล้ตลาดตะวันออกมาก จะแวะไปเดินเล่นหรือไม่ขอรับ"
ตลาดตะวันออกและตลาดตะวันตกล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตลาดตะวันออกเนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นที่ชุมนุมของขุนนางชั้นผู้ใหญ่และผู้สูงศักดิ์ ทั้งยังมีราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยนและบัณฑิตจากทั่วสารทิศที่เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบแข่งขันก็มักจะมาทำกิจกรรมในละแวกนี้ เป็นแหล่งรวมปัญญาชนและกวี ผู้คนเหล่านี้ล้วนมีกำลังซื้อสูง จึงเป็นย่านการค้าระดับสูง และเป็นศูนย์รวมร้านค้าสินค้าหรูหรา
หลี่อี้หันไปมองจีซื่อ "พวกเราไปเดินเล่นตลาดตะวันออกกันเถอะ จะได้ซื้อเสื้อผ้าของใช้ให้เจ้าสักหน่อย"
จีซื่อบอกว่าไม่ต้อง
"ข้ายังไม่เคยเดินตลาดตะวันออกเลย ไปกันเถอะ"
คนจูงลาให้เช่าหันหัวลาด้วยความดีใจ อย่างไรเสียพวกเขาก็เก็บเงินตามระยะทาง หากพาแขกไปตลาดตะวันออกและช่วยให้ร้านค้าขายของได้ ไม่แน่ว่าร้านค้าอาจจะให้ค่านายหน้าแก่พวกเขาก็เป็นได้
คนจูงลาให้เช่าผู้นี้เป็นชายรูปร่างผอมเกร็ง สวมเสื้อตัวสั้นและกางเกงรัดข้อเท้า บนศีรษะโพกผ้าเรียบง่าย เขาช่างพูดช่างเจรจายิ่งนัก
"เมืองฉางอันของพวกเรานั้นมีหนึ่งร้อยแปดฟาง มีทั้งเมืองรอบนอก เมืองหลวง และเมืองพระราชวัง รวมเป็นสามเมือง ทั้งยังมีตลาดตะวันออกและตลาดตะวันตกขอรับ
ฉางอันมีถนนสายหลักสิบสองสาย เป็นถนนขวางแนวตะวันออกตะวันตกเจ็ดสาย ถนนตรงแนวเหนือใต้ห้าสาย ถนนขวางสายที่หนึ่งคือถนนใหญ่นอกประตูเฉิงเทียนหน้าพระราชวังไท่จี๋ ชาวบ้านอย่างพวกเรามักจะเรียกว่าถนนเฉิงเทียน ถนนที่พวกเรากำลังเดินอยู่นี้คือถนนขวางสายที่สอง จากประตูชุนหมิงถึงประตูจินกวง ผ่านประตูจูเชวี่ยอันเป็นประตูใหญ่ของเมืองหลวงขอรับ
ถนนแนวตั้งระหว่างประตูจูเชวี่ยเมืองหลวงไปจนถึงประตูหมิงเต๋อทางทิศใต้ตรงๆ นั่นก็คือถนนสิบลี้เทียนเจี้ยของฉางอันเราแล้วขอรับ"
"ข้าดูแล้วฉางอันไม่น่าจะมีแค่ถนนขวางเจ็ดถนนตรงห้ารวมเป็นสิบสองสายหรอกกระมัง" หลี่อี้ถาม
"หากจะให้พูดละเอียด ย่อมไม่หมดแค่นั้นแน่ขอรับ โดยทั่วไปจะพูดว่ามีสิบสองสาย แต่ที่จริงแล้วภายในเมืองรอบนอกมีถนนสายหลักแนวเหนือใต้สิบเอ็ดสาย หากรวมถนนเลียบกำแพงเมืองก็จะเป็นสิบสองสาย ส่วนถนนสายหลักแนวตะวันออกตะวันตกนั้นมีสิบสี่สายขอรับ"
"เมืองรอบนอกของพวกเรานี้ ทางทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ต่างก็เปิดฝั่งละสามประตู รวมแล้วมีเก้าประตู ถนนตรงสิบเอ็ดสาย ถนนขวางสิบสี่สาย ถนนที่ตรงกับประตูจูเชวี่ยเมืองหลวงเรียกว่าถนนจูเชวี่ย หรืออีกชื่อคือถนนเทียนเหมิน ความยาวเหนือใต้รวมทั้งสิ้นเก้าลี้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าก้าว..." ไม่ว่ายุคสมัยใด คนขับรถในเมืองหลวงล้วนฝีปากเก่งกาจทั้งสิ้น
ถนนหนทางในฉางอันมีมากมาย
แต่หากจะพูดถึงเส้นทางคมนาคมสายหลักในเมือง ก็ยังคงเป็นถนนหกสายที่ตัดกันเป็นแนวตั้งสามแนวนอนสามสายระหว่างประตูเมืองทั้งเก้าของเมืองรอบนอก ซึ่งเรียกขานกันทั่วไปว่าถนนทั้งหก
ถนนที่พวกหลี่อี้กำลังเดินอยู่นี้ ก็คือถนนสายกลางในบรรดาถนนขวางทั้งสามสายของถนนทั้งหก
"ตอนนี้ทางทิศใต้ของถนนคือฟางอู้เปิ่น ตรงไปทางตะวันออกก็คือฟางผิงคังของเมืองฝั่งตะวันออกแล้วขอรับ"
ฟางอู้เปิ่นและฟางผิงคังถูกคั่นด้วยถนนตรงทิศตะวันออกซึ่งเป็นหนึ่งในถนนทั้งหก
"ฟางผิงคังเป็นสถานที่ดีเชียวล่ะ คุณชายเคยไปหรือไม่ขอรับ" ชายผู้นั้นเอ่ยถามยิ้มๆ
หลี่อี้ส่ายหน้า
"เช่นนั้นหากท่านมีเวลาว่างก็ต้องลองไปดูนะขอรับ แม้ฟางผิงคังจะเป็นที่พำนักของขุนนางและผู้สูงศักดิ์ แต่เมื่อเข้าประตูเหนือ เลี้ยวไปทางตะวันออกสู่สามตรอก นั่นก็คือถิ่นที่อยู่ของเหล่าหญิงคณิกาแล้ว บรรดาคุณชายเจ้าสำราญในเมืองหลวงล้วนมารวมตัวกันที่นี่ขอรับ"
ตามที่ชายผู้นี้แนะนำ ภายในฟางผิงคังก็มีถนนสายขวางตัดกันทั้งเล็กใหญ่ แบ่งพื้นที่ทั้งฟางออกเป็นสิบหกส่วน ย่านเริงรมย์นั้นแท้จริงแล้วอยู่แค่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของประตูเหนือ กินพื้นที่สามส่วน หรือที่เรียกกันว่าสามตรอก
"คุณชายทราบหรือไม่ว่าสามตรอกในฟางผิงคังนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรขอรับ"
หลี่อี้ยังคงส่ายหน้า ชายผู้นั้นยิ่งได้ใจ "ตรอกใต้และตรอกกลางในฟาง ล้วนเป็นคณิกาชั้นสูง ผู้ที่ไปมาหาสู่ล้วนเป็นขุนนาง ปัญญาชน และเชื้อพระวงศ์ แม่นางทุกคนล้วนมีชื่อเสียง ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยความสามารถยอดเยี่ยม แต่ตรอกเหนือนั้นต่างออกไป ผู้ที่ไปมาหาสู่ล้วนเป็นชาวบ้านทั่วไป บัณฑิตยากจน ผู้สมัครสอบที่ขัดสน ไปจนถึงเสมียน พ่อค้าเร่ และคนใช้ แม่นางส่วนใหญ่ก็ไร้ความสามารถ หรือไม่ก็อายุมากและมีหน้าตาธรรมดาขอรับ"
หญิงคณิกาในตรอกใต้และตรอกกลางของฟางผิงคัง ส่วนใหญ่เป็นคณิกาหลวงที่สังกัดกรมดนตรี หรือเป็นคณิกาอิสระที่ฝากชื่อไว้กับกรมดนตรี อาศัยศิลปะการร้องรำทำเพลง หรือแม้แต่การเข้าสังคมเพื่อเอาใจแขก ทว่าตรอกเหนือนั้นล้วนเป็นการขายเรือนร่างล้วนๆ
สามตรอกในฟางผิงคัง นั่นคือแหล่งรวมตัวของผู้แสวงหาความสำราญโดยแท้
คนจูงลาให้เช่าพยายามอย่างยิ่งที่จะเชียร์ให้หลี่อี้ไปเดินเที่ยว
"กลางวันแสกๆ จะไปหาความสำราญกับหญิงคณิกาก็คงไม่เหมาะกระมัง" หลี่อี้หัวเราะฮ่าๆ
เมื่อพูดถึงสามตรอก คนจูงลาให้เช่าก็ดูคึกคักขึ้นมา พูดเป็นคุ้งเป็นแควถึงเรื่องราวและเกร็ดขบขันต่างๆ ของคณิกาในสามตรอก ราวกับว่าเขาเป็นตัวเอกในเรื่องก็ไม่ปาน
ต้องยอมรับว่า เมื่อบุรุษมารวมตัวกัน การคุยเรื่องพรรค์นี้ช่างออกรสออกชาติเสียจริง
เมื่อผ่านประตูเหนือของฟางผิงคัง หลี่อี้ก็ไม่ได้เข้าไปไขความลับแต่อย่างใด เพียงแค่ยิ้มแล้วผ่านไป
เมื่อเลยฟางผิงคังไป ก็คือตลาดตะวันออกแล้ว
คนจูงลาให้เช่ายังรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ไม่สามารถลากหลี่อี้ไปเดินฟางผิงคังได้
หลี่อี้เองก็พอจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับสามตรอกในฟางผิงคังขึ้นมาไม่น้อย ตรอกใต้นั้นเทียบได้กับคลับหรูหรา อาคารกว้างขวาง ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์ ประดับด้วยหินแปลกตาและไม้ดัด สภาพแวดล้อมเงียบสงบและสะดวกสบาย
หลักๆ แล้วคือไว้ต้อนรับขุนนางและผู้มีชาติตระกูลมาจัดงานเลี้ยง หญิงคณิกาเป็นผู้ดูแลงานเลี้ยง ร้องรำทำเพลงสร้างความครื้นเครง ล้วนแต่เป็นผีเสื้อสังคม
ค่าใช้จ่ายย่อมสูงลิ่วเป็นธรรมดา งานเลี้ยงที่ถูกที่สุด โต๊ะหนึ่งก็ต้องใช้เงินสามพันหกร้อยอีแปะ ทุกครั้งที่ดื่มครบรอบ ก็ต้องจ่ายอีกสามพันหก ส่วนค่าตัวของแม่นางก็ต้องคิดแยกต่างหาก ทั้งเต้นรำ เล่นดนตรี ร้องเพลง ล้วนต้องคิดเงินเพิ่มทั้งสิ้น เมื่อเพิ่มเพลงหนึ่งเพลง ก็ต้องเพิ่มเงินอีก
สรุปก็คือ ที่นั่นมันถลุงเงินชัดๆ
ยิ่งเป็นคณิกาที่มีชื่อเสียง ค่าตัวก็ยิ่งสูงลิ่วตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาของสุราอาหาร น้ำชา และการร้องรำทำเพลงแพงขึ้นตามกัน
ผู้ที่แวะเวียนมาอุดหนุนล้วนแต่เป็นลูกหลานของผู้มีอิทธิพลและขุนนางชนชั้นสูงในเมืองหลวง
มีเพียงตรอกเหนือเท่านั้น ที่เป็นสถานที่สำหรับคนมุ่งไปหลับนอนโดยเฉพาะ
สถานที่ระดับสูงอย่างตรอกใต้ หลี่อี้รู้สึกว่าต่อให้เขาจะยอมควักกระเป๋าจ่าย แต่ทางนั้นก็คงไม่ต้อนรับแน่ๆ ย่อมต้องมีสถานะที่เข้าถึงได้ด้วย
ส่วนตรอกเหนือนั้น เขาไม่กล้าไปหรอก
จีซื่อนั่งอยู่บนหลังลาอย่างเงียบงันมาตลอด เมื่อเข้าสู่ประตูตลาดตะวันออกก็ตรงไปยังจุดจอดรถก่อน หลี่อี้จ่ายค่าลาและยังให้เงินทิปเพิ่มไปอีก ชายผู้นั้นกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลี่อี้พาจีซื่อเดินเที่ยวตลาดตะวันออก
เมื่อครู่ชายผู้นั้นเล่าว่ายุคที่ตลาดตะวันออกรุ่งเรืองที่สุดคือช่วงต้นรัชศกต้าเยี่ย เวลานั้นที่นี่มีแหล่งรวมร้านค้าเฉพาะทางถึงสองร้อยยี่สิบแห่ง มีร้านค้านับหมื่นแห่ง ทว่าในรัชกาลต้าเยี่ยแห่งราชวงศ์สุย ตลาดตะวันออกเกิดเพลิงไหม้ในยามวิกาล เผาทำลายย่านการค้าฝั่งตะวันตกของประตูเฉาเหมินไปถึงยี่สิบสี่แห่ง ทำลายร้านค้าไปกว่าสี่พันสี่ร้อยร้าน ทรัพย์สินทั้งของหลวงและราษฎร ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ผ้าไหม หรือยา ล้วนถูกเผาจนวอดวาย
กองเพลิงในครั้งนั้น ทำให้ตลาดตะวันออกยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้จนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งพื้นที่ร้านค้าที่ถูกไฟไหม้ก็ยังคงเป็นซากปรักหักพังอยู่
บัดนี้ต้าถังก่อตั้งขึ้นแล้ว กวนจงสงบร่มเย็น ตลาดตะวันออกและตลาดตะวันตกก็ถือว่ากำลังค่อยๆ ฟื้นตัว ทว่าก็ยังห่างไกลจากความรุ่งเรืองในอดีตมากนัก
หลี่อี้กุมมือของจีซื่อไว้
จีซื่อสะดุ้งเล็กน้อย มือพยายามขัดขืนตามสัญชาตญาณอยู่สองสามที
"ตลาดตะวันออกคนเยอะ ข้าจูงเจ้าไว้ดีกว่า เดี๋ยวจะพลัดหลงกัน"
จีซื่อตอบรับในลำคอ ปล่อยให้หลี่อี้จูงมือไป แต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อ
"เอ้อ... กฎหมายของราชสำนัก แท้จริงแล้วไม่ได้ห้ามขุนนางเที่ยวหาสาวคณิกาไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ตั้งแต่ขุนนางขั้นห้าขึ้นไป ห้ามเข้าตลาดเจ้าค่ะ" จีซื่อเอ่ยเสียงเบา
หลี่อี้หัวเราะฮ่าๆ ออกแรงบีบมือของนางเบาๆ นิ้วมือของนางเรียวยาวมาก เพียงแต่หยาบกร้านไปสักหน่อย อาจจะเป็นเพราะเป็นทาสรับใช้ในตำหนักเย่ถิงมาถึงห้าปี จึงต้องทำงานหนักมามาก
ขุนนางระดับสูงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าตลาด แต่พวกเขาสามารถเรียกคณิกาเหล่านั้นไปปรนนิบัติได้ ยิ่งไปกว่านั้น ขุนนางและผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นยังมีคณิกาประจำจวนอีกด้วย
การห้ามขุนนางชั้นผู้ใหญ่เข้าตลาดหรือเดินผ่านตลาดนั้น เหตุผลหลักก็เพื่อป้องกันไม่ให้ขุนนางสร้างความวุ่นวายในตลาดและข่มเหงรังแกพ่อค้าแม่ค้า ประการแรก ขุนนางระดับสูงมักมีผู้ติดตามจำนวนมาก การเข้าออกล้วนมีขบวนแห่และองครักษ์ ตลาดตะวันออกและตลาดตะวันตกเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้า จะให้แหวกทางหลบให้ได้อย่างไร
ตลาดทั้งสองแห่งเดิมทีก็เป็นตลาดศูนย์รวมแบบปิดอยู่แล้ว ดังนั้นจึงตั้งกฎห้ามขุนนางชั้นผู้ใหญ่เข้าหรือผ่านตลาดไปเสียเลย
ภายในตลาดตะวันออกมีผู้คนพลุกพล่านมาก
บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเงียบเหงาบนท้องถนน ราวกับว่าผู้คนครึ่งเมืองฉางอันได้แห่กันมาที่ตลาดเสียหมด
ภายในตลาดยังมีถนนเส้นขวางตัดกันทั้งเล็กและใหญ่ มีการเปิดร้านค้าริมถนน พ่อค้าแม่ค้ามารวมตัวกัน ร้านค้าตั้งเรียงรายติดกัน เอกลักษณ์สำคัญประการหนึ่งคือสินค้าประเภทเดียวกันจะกระจุกตัวค้าขายอยู่ในบริเวณเดียวกัน ก่อตัวเป็นย่านหรือตลาดเฉพาะทาง เช่น ย่านผ้าไหม ย่านเหล็ก ย่านเนื้อ ย่านยา ย่านเงินทอง ย่านพู่กัน
ทำให้การซื้อขายสะดวกสบายขึ้นอย่างมาก
ใจกลางของตลาดตะวันออกคือที่ทำการตลาดตะวันออก ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลจัดการ
ภายในตลาดยังมีร้านค้าโกดังสำหรับให้พ่อค้าฝากสินค้าและขายสินค้า ทั้งยังมีศาลาสุรา ร้านอาหาร แผงลอยขายของกิน โรงเตี๊ยมและที่พักอีกเป็นจำนวนมาก
"ขนมปังแผ่นอบ แป้งกรอบหอมน้ำมัน ขนมปังแผ่นอบของโจวลั่วถัวเพิ่งออกจากเตาร้อนๆ จ้า เพียงชิ้นละยี่สิบอีแปะเท่านั้น"
กลิ่นหอมกรุ่นลอยโชยมาเป็นระลอก
หลี่อี้จูงมือจีซื่อมาที่หน้าแผง เจ้าของแผงเป็นชายชราหลังค่อมคนหนึ่ง แผงของเขาความจริงแล้วก็คือรถเข็นคันเล็กๆ
ด้านบนมีเตาอบ แป้งที่ปั้นไว้แล้วถูกนำไปอบสดๆ โดยทาน้ำมันหอมและโรยงาก่อนนำเข้าเตาอบ
ของสิ่งนี้ ดูคล้ายกับขนมปังนานปิ้งมากทีเดียว
หอมมาก
"นายท่าน ขนมปังแผ่นอบเพิ่งออกจากเตาร้อนๆ เลยขอรับ รับกี่ชิ้นดีขอรับ แบบเจหรือแบบเนื้อดี"
"ไส้เนื้ออะไรหรือ"
ขนมปังแผ่นอบแบบเจมีเพียงงา ส่วนแบบเนื้อนั้นดูหรูหรากว่ามาก
โจวลั่วถัวให้หลี่อี้ดูส่วนผสมบนแผงของเขา เนื้อแกะที่หั่นแล้วถูกนำมาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ บนขนมปังแผ่นอบ ตรงกลางยังสอดไส้ด้วยต้นหอมสับและเต้าซี่ จากนั้นก็ทาด้วยเนยใสให้ชุ่มฉ่ำ ก่อนนำไปอบในเตาจนสุก ทานตอนร้อนๆ จะหอมที่สุด
ไส้เนื้อแกะไม่เพียงแต่มีเครื่องแน่น แต่ยังให้เนื้อเยอะอีกด้วย
ที่สำคัญคือมองดูแล้วเนื้อเหล่านี้ล้วนสดใหม่ ไม่ใช่เศษเนื้อเหลือทิ้งอะไรเทือกนั้น ดูแล้วน่าจะวางใจได้
"ขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อชิ้นละเท่าไหร่"
"ชิ้นละห้าสิบอีแปะขอรับ ขนมปังของข้าชิ้นหนึ่งใส่ไส้เนื้อแกะตั้งหนึ่งตำลึง ซื่อสัตย์สุจริตไม่หลอกลวงเด็กและคนชรา รับรองว่าท่านกินแล้วต้องอยากกินอีกชิ้นแน่ขอรับ"
ราคานี้ไม่ถูกเลยจริงๆ แบบเจชิ้นละยี่สิบ แบบเนื้อชิ้นละห้าสิบ แต่เมื่อนึกถึงว่าตอนนี้ข้าวสารหนึ่งจินก็ราคาประมาณห้าสิบอีแปะแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ
เข็นรถขายขนมปัง ก็ต้องหากำไรบ้างสิ
"เอาสี่ชิ้น"
หลี่อี้หยิบถุงเงินออกมา ล้วงเอาเงินสองพวงเล็กๆ ออกมา พวงละร้อยอีแปะ ล้วนเป็นเหรียญอู่จูไคหวงที่ขอบหนาสภาพดีทั้งสิ้น
โจวลั่วถัวใช้ตะหลิวตักขนมปังแผ่นอบไปพลาง มองเงินที่หลี่อี้หยิบออกมาไปพลาง ดวงตาเป็นประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เงินแบบนี้คือสิ่งที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชอบที่สุด หากเงินที่ลูกค้าควักออกมามีเหรียญบางหรือเหรียญขาวปะปนมาด้วย คงไม่พ้นต้องเปลืองน้ำลายคุยกันอยู่นานครึ่งค่อนวันเพื่อให้เพิ่มเงินอีกสักสองสามเหรียญเป็นแน่
หลี่อี้รับขนมปังแผ่นอบมา ยื่นให้จีซื่อสองชิ้น
"ข้าน้อยรับขนมปังแผ่นอบแบบเจชิ้นเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ"
"แบบเจจะไปอร่อยเท่าแบบเนื้อได้อย่างไร รีบกินตอนร้อนๆ เถอะ ระหว่างทางข้าได้ยินเสียงท้องเจ้าร้องตั้งหลายครั้งแล้ว หิวแล้วล่ะสิ"
จีซื่อหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม แต่กลับรู้สึกอบอุ่นในใจ คุณชายหนุ่มผู้นี้ ดูท่าทางจะเป็นคนดีไม่น้อย
ใบบัวแห้งห่อขนมปังแผ่นอบที่มันวาวและส่งกลิ่นหอมฉุย
ทั้งสองคนก็เดินเที่ยวไปกินไปเสียเลย
ต้องยอมรับว่าขนมปังแผ่นอบของโจวลั่วถัวนั้นรสชาติดี ปริมาณก็ให้เยอะ หลี่อี้กินไปสองชิ้นก็รู้สึกอิ่มแล้ว เดิมทีจีซื่อคิดจะกินแค่ชิ้นเดียว แต่หลี่อี้ก็ยัดเยียดใส่มือนาง บังคับให้นางกินให้หมดทั้งสองชิ้น
เดินเล่นไปได้สักพัก หลี่อี้ก็ซื้อขนมปี้หลัวอีกสองจินที่หน้าร้านขายขนมปี้หลัว
ของสิ่งนี้ก็คือแป้งย่างกระทะทอดน้ำมันใส่ไส้ มีไส้หลากหลาย ตลอดทางที่เดินมา พบร้านขายขนมปี้หลัวหลายร้าน แบบที่คนทั่วไปนิยมกินคือแบบสอดไส้ต้นหอม และก็มีไส้กุยช่ายด้วย
แบบที่หรูหราขึ้นมาหน่อยคือมีน้ำตาลอ้อย และยังมีแบบที่ใส่เนื้อชนิดต่างๆ ทั้งเนื้อแกะ เนื้อไก่ เนื้อนก เป็นต้น
แน่นอนว่าที่หรูหราที่สุดย่อมต้องเป็นขนมปี้หลัวไส้มันปู ใช้มันปูจากปูม้าตัวเมีย ปรุงรสด้วยเครื่องเทศห้ารส ห่อด้วยแป้งเนื้อละเอียด ก็กลายเป็นขนมปี้หลัวไส้มันปูที่ทั้งอร่อยและมีราคาแพง
และในฤดูใบไม้ผลิของทุกปียังมีขนมปี้หลัวไส้เชอร์รี่ เป็นต้น แป้งขนมทำจนกึ่งโปร่งใส ห่อด้วยเชอร์รี่สด ใส่ไส้หวาน นำไปนึ่งให้สุกแล้วจึงนำไปทอด สีสันไม่เปลี่ยน ทั้งยังดูชมพูสดใสน่าทาน และมีรสชาติหวานจับใจ
ของอร่อยในตลาดตะวันออกมีมากเหลือเกิน
ราวกับว่าเป็นเทศกาลอาหารอย่างไรอย่างนั้น
หลี่อี้อยู่ที่หมู่บ้านหลัวเจียมาเนิ่นนาน วันๆ เอาแต่กินโจ๊กข้าวฟ่างกับข้าวฟ่าง จนปากจะจืดชืดไร้รสชาติไปหมดแล้ว
เดินเที่ยวไป กินไป
กินไปพลางเดินเที่ยวไปพลาง กินไม่ไหวก็ยังต้องห่อกลับไป
แถมยังซื้อผ้าแพรผ้าฝ้ายมาอีกหลายพับ สุดท้ายยังเข้าไปในร้านเครื่องเงินเครื่องทอง ซื้อปิ่นปักผมมาสองอัน ให้ลวี่จูและจีซื่อคนละอัน
เดินวนไปหนึ่งรอบ
ใช้เงินไปหลายพันอีแปะ
เมื่อกลับมาถึงจุดจอดรถ หลี่อี้ก็รำพึงรำพันว่า ตลาดตะวันออกคึกคักมากจริงๆ สินค้าก็มีมากมายหลากหลาย ทว่าข้าวของยุคนี้ช่างแพงเสียจริง และยังมีอีกประการหนึ่งคือ ต้าถังใช้ทั้งเงินตราและผ้าไหมควบคู่กัน เหรียญทองแดงที่ชาวบ้านใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนก็มีหลากหลายรูปแบบ เหรียญอู่จูของราชวงศ์สุยเป็นสกุลเงินหลัก แต่เหรียญอู่จูของราชวงศ์ฮั่นก็ดันมีหมุนเวียนอยู่ด้วย
ยังมีเหรียญเถื่อนที่หล่อขึ้นเองอีกมากมาย สิ่งนี้ทำให้เวลาชาวบ้านซื้อขายแลกเปลี่ยน มักจะต้องคำนวณหักลบแลกเปลี่ยนไปมา ช่างยุ่งยากเสียเหลือเกิน
ต้าถังต้องหล่อเหรียญทองแดงของตนเองได้แล้ว การจัดระเบียบสกุลเงินตราเป็นเรื่องที่ล่าช้าไม่ได้แล้วจริงๆ







