"วันนี้องค์รัชทายาทไม่ได้อยู่ในฉางอัน" หลี่กังกล่าวพลางกวักมือเรียกหลี่อี้ให้เข้าไปนั่ง "แต่ทว่าเมื่อวานนี้องค์รัชทายาทได้มีรับสั่งเป็นพิเศษ ให้จัดเตรียมห้องทำงานที่กว้างขวางพร้อมด้วยกระดาษ พู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึกชั้นดีให้เจ้า ทั้งยังจัดสรรทาสรับใช้สองคนให้เจ้าโดยเฉพาะด้วย"
หลี่อี้อยากจะขอลาออกจากตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทกับหลี่เจี้ยนเฉิงต่อหน้า ทว่าใครจะคิดว่าหลี่เจี้ยนเฉิงกลับออกนอกเมืองหลวงไปเสียแล้ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลี่กัง ผู้ได้ฉายาว่ามือสังหารรัชทายาทหนวดขาว หลี่อี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
"จริงสิ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากฝ่าบาททรงแต่งตั้งเจ้าเป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทเป็นกรณีพิเศษแล้ว ยังมีพระราชโองการพระราชทานนางกำนัลจากตำหนักเย่ถิงให้เจ้าหนึ่งคน พร้อมกับพระราชทานผ้าไหมอีกยี่สิบพับด้วย"
นี่เป็นอีกเรื่องที่เหนือความคาดหมายของหลี่อี้ คิดไม่ถึงว่าตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทนี้จะเป็นหลี่ยวนที่ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง
"ได้ยินว่าอัครเสนาบดีเผยก็เป็นผู้เสนอชื่อเจ้าเช่นกัน"
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น ขุนนางวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีแดงเพลิงผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา
"นี่คือหวังกุย เน่ยเซ่อเหรินแห่งตำหนักบูรพา เดิมทีเขาเป็นที่ปรึกษาจืออี้ชันจวินของจวนซื่อจื่อ เขาเคยดำรงตำแหน่งในกรมเลขาธิการเมื่อราชวงศ์ก่อน มีส่วนร่วมในการตรวจแก้และชำระตำราคัมภีร์
ประเดี๋ยวให้ซูเจี้ยพาเจ้าไปที่กรมพระคัมภีร์ หน้าที่การงานโดยละเอียดของเจ้าก็ให้เขาเป็นคนแนะนำเถิด"
หลี่กังยุ่งมาก
เขาไม่เพียงแต่เป็นจ้านซื่อแห่งตำหนักบูรพา แต่ยังเป็นถึงซ่างซูแห่งกรมพิธีการของราชสำนัก ทั้งยังมีส่วนร่วมในการคัดเลือกขุนนาง ควบตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง จึงไม่มีเวลาพูดคุยกับหลี่อี้มากนัก
หลี่อี้อยากจะขอลาออกจากราชการ แต่ก็หาโอกาสไม่ได้เลย
หวังกุยรู้สึกสนใจในตัวหลี่อี้มาก
หวังกุยผู้นี้อายุสี่สิบกว่าปี เป็นทายาทของห้าตระกูลใหญ่แห่งไท่หยวนอย่างแท้จริง ปู่ของเขาคือหวังเซิงเปี้ยนผู้โด่งดัง ยอดขุนพลแห่งราชวงศ์ใต้
ในปีนั้นเขาได้ร่วมว่าราชการกับเฉินป้าเซียน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อเฉินป้าเซียน หากว่าเขาชนะ ก็คงจะไม่มีราชวงศ์เฉินแห่งแดนใต้ ทว่าอาจจะมีราชวงศ์หวังแห่งแดนใต้แทน
หวังขุยผู้เป็นท่านอาของหวังกุย ในช่วงต้นรัชศกต้าเยี่ยได้สนับสนุนหยางเลี่ยงก่อกบฏต่อหยางก่วง ทว่าพ่ายแพ้จนถูกสังหาร หวังกุยจึงพลอยติดร่างแหไปด้วย เขาต้องทิ้งตำแหน่งขุนนางหลบซ่อนตัวอยู่ที่ภูเขาจงหนาน จนกระทั่งหลี่ยวนบุกเข้ากวนจง ภายใต้การแนะนำของหลี่กัง หวังกุยจึงได้เข้าร่วมกับจวนของเจี้ยนเฉิง เขาได้รับความไว้วางใจและเป็นที่โปรดปรานของเจี้ยนเฉิงอย่างยิ่ง
เน่ยเซ่อเหรินขององค์รัชทายาท ขุนนางระดับห้าขั้นต้น เทียบเท่ากับตำแหน่งจงซูซื่อหลางของราชสำนัก หลี่เจี้ยนเฉิงไว้ใจหวังกุยเป็นอย่างมาก
"เดิมทีเจ้าบวชเป็นนักพรตอยู่ที่อารามอู๋จี๋ในตำบลอวี้ซิ่วหรือ ในปีนั้นข้าเองก็เคยไปเยือนอารามอู๋จี๋อยู่หลายครั้ง ทั้งยังสนิทสนมกับนักพรตหลี่อยู่ไม่น้อย คิดไม่ถึงเลยว่านักพรตหลี่จะละสังขารไปเสียแล้ว"
หวังกุยพาหลี่อี้มาที่ลานของกรมพระคัมภีร์ในสำนักเหมินเซี่ย หลี่เจี้ยนเฉิงได้สั่งการเป็นพิเศษให้จัดเตรียมห้องทำงานที่ค่อนข้างกว้างขวางให้เขา การปรนนิบัตินี้ยังดีกว่าตำแหน่งเจี้ยวซูขององค์รัชทายาทเสียอีก
"บ้านเมืองเพิ่งสถาปนา เหล่าขุนนางในตำหนักบูรพาก็ยังไม่ครบถ้วนนัก"
โครงสร้างของตำหนักบูรพาที่สมบูรณ์นั้น ก็เปรียบเสมือนราชสำนักจำลอง มีทั้งกรมจ้านซื่อ สำนักชุนฟางซ้ายขวา รวมไปถึงสามอาราม หลายกองตรวจ และกองกำลังรักษารัชทายาททั้งสามรวมถึงสิบกองบัญชาการเป็นต้น
กรมพระคัมภีร์สังกัดสำนักชุนฟางซ้าย ซึ่งเลียนแบบมาจากเหมินเซี่ยเสิ่งของราชสำนัก มีตำแหน่งจั่วซู่จื่อสองคน ควบคุมดูแลหกกรมย่อย เช่น กรมพระคัมภีร์และกรมประตูวังเป็นต้น
กรมพระคัมภีร์เทียบได้กับกรมเลขาธิการของราชสำนัก ตำแหน่งขุนนางระดับสูงคือไท่จื่อสี่ยนหม่า มีสองคน ระดับห้าขั้นรอง ขุนนางผู้ใต้บังคับบัญชามีตำแหน่งเหวินเสวียคอยดูแลงานเอกสารระดับหกขั้นต้นสองคน ตำแหน่งเจี้ยวซูระดับเก้าขั้นรองสี่คน และตำแหน่งเจิ้งจื่อระดับเก้าขั้นต้นสองคน
กรมพระคัมภีร์เป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างสบาย มีหน้าที่เพียงจัดการตำราคัมภีร์ของตำหนักบูรพาเท่านั้น
ตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทของหลี่อี้ พูดง่ายๆ ก็คือบรรณารักษ์ห้องสมุดของตำหนักบูรพานั่นเอง
ขุนนางตำหนักบูรพาระดับไท่จื่อสี่ยนหม่านั้น ถือเป็นขุนนางระดับกลางของตำหนักบูรพา ยังต้องคอยเป็นที่ปรึกษาและตักเตือนองค์รัชทายาท ส่วนกุ้งฝอยอย่างตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทนั้น ก็เป็นเพียงคนงานเบ็ดเตล็ดอย่างแท้จริง
โดยทั่วไปแล้วนี่คือตำแหน่งที่เอาไว้ชุบตัวให้แก่บุตรหลานตระกูลใหญ่
ห้องทำงานค่อนข้างใหญ่
ถึงขั้นจัดเตรียมผู้ใต้บังคับบัญชาให้เขาด้วย มีเสมียนหนึ่งคน ผู้ดูแลคัมภีร์หนึ่งคน ผู้รักษากฎหนึ่งคน และผู้คัดลายมือหกคน
มีผู้ใต้บังคับบัญชาถึงเก้าคนเลยทีเดียว
รวมกับที่จัดสรรทาสรับใช้มาให้คอยรับใช้อีกสองคน
การปรนนิบัตินี้ถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ
คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาคารวะ
แม้จะเป็นขุนนางระดับเก้าขั้นต้น แต่เขาก็ยังถือเป็นขุนนาง สำหรับเสมียนเฒ่าที่โดยทั่วไปอายุราวสี่ห้าสิบปีแล้ว หลี่อี้จะอายุน้อยแค่ไหน เขาก็คือผู้บังคับบัญชาอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังถูกพามาด้วยตนเองโดยหวังกุย เน่ยเซ่อเหรินแห่งตำหนักบูรพาผู้เป็นคนโปรดขององค์รัชทายาทอีกด้วย
เสมียนในหมู่เสมียนเฒ่าเหล่านี้ถือเป็นหัวหน้า อายุค่อนข้างมาก ชุดคลุมเก่าซีด ดูท่าทางกรมพระคัมภีร์จะเป็นหน่วยงานที่ใสสะอาดไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ความเป็นอยู่จึงธรรมดาสามัญ เขาเป็นฝ่ายนำใบชามาต้มชาให้กับหลี่อี้และหวังกุย
ในห้องทำงานนี้กลับมีชุดเครื่องชาชุดใหม่ชุดหนึ่ง
อีกทั้งยังมีเตาถ่านด้วย
ระหว่างที่รอต้มชา หลี่อี้ก็ถือโอกาสทำความรู้จักกับผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มนี้
ทาสรับใช้ทั้งสองคนล้วนเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี พวกเขาเป็นชาวบ้านแถบชานเมืองหลวง ที่ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับใช้ในที่ว่าการ ถูกส่งมาทำงานจับฉ่ายอยู่ใต้บังคับบัญชาขุนนางอย่างหลี่อี้ ก็เพื่อรับใช้เป็นลูกมือนั่นเอง
ส่วนอีกเก้าคนที่เหลือล้วนเป็นบุคลากรประจำของกรมพระคัมภีร์ นอกจากผู้รักษากฎที่มีหน้าที่ดูแลแฟ้มเอกสารแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นผู้คัดลายมือ เขียนหนังสือได้สวยงาม การคัดลอกเอกสารก็คือหน้าที่ของพวกเขา
กรมพระคัมภีร์มีผู้คัดลายมือถึงยี่สิบห้าคน แบ่งมาอยู่ใต้สังกัดของหลี่อี้หกคน
แต่ละคนได้แนะนำตัวกันแล้ว โดยพื้นฐานล้วนถูกดึงตัวมาจากที่ว่าการต่างๆ ของราชวงศ์ก่อน หลังจากที่หยางก่วงย้ายเมืองหลวงไปยังลั่วหยาง ตำหนักบูรพาก็ตั้งอยู่ที่ลั่วหยางเช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้ปัจจุบันเมื่อหลี่ยวนตั้งตนเป็นฮ่องเต้ สถาปนาองค์รัชทายาทแล้ว ขุนนางในหน่วยงานต่างๆ ของตำหนักบูรพาของเจี้ยนเฉิงกลับไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นัก ล้วนต้องเกณฑ์คนมาจากที่ว่าการอื่น
หลังจากดื่มชาไปหนึ่งป้าน พูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง
ก็พบว่าปัจจุบันกรมพระคัมภีร์นั้นว่างมาก แทบไม่มีภารกิจในการตรวจแก้ตำราคัมภีร์ใดๆ เลย ทุกคนเพียงแต่ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เท่านั้น
"จงเซ่อเหริน ทางตำหนักเย่ถิงส่งคนมาแล้วขอรับ"
มีคนเดินเข้ามาบอกหวังกุย
หวังกุยวางถ้วยชาลง "คุณชายหลี่ ไปเถิด ไปรับคนของเจ้ากัน"
ที่หน้าประตูตำหนักบูรพา
ตำหนักเย่ถิงได้ส่งขันทีพาคนมาส่ง
"นี่คือจีซื่อ รับราชโองการพระราชทานแก่อาลักษณ์หลี่"
ขันทีน้อยหน้าขาวไร้หนวดเคราบนริมฝีปากชี้ไปที่หญิงสาวนางหนึ่งแล้วกล่าวกับหลี่อี้ หญิงนางนั้นสวมกระโปรงหรูฉวิน บนศีรษะสวมหมวกมี่หลี มีผ้าไหมบางๆ ห้อยลงมาจากปีกหมวกจนถึงลำคอ ปิดบังใบหน้าเอาไว้
"วันหน้าเจ้าก็จงติดตามอาลักษณ์หลี่เถิด"
หลี่อี้มองไปยังนางกำนัลผู้นั้น หญิงสาวหลังผืนผ้าไหมบางก็มองกลับมาเช่นกัน
เขารู้สึกเพียงว่าหญิงสาวผู้นี้คงจะยังอายุน้อยมาก
ขันทีมอบเอกสารการปล่อยตัวนางกำนัลจีซื่อออกจากวังให้กับหลี่อี้หนึ่งฉบับ
บนเอกสารระบุว่าจีซื่อคือหญิงต้องโทษที่ถูกริบเข้าตำหนักเย่ถิง บัดนี้ฮ่องเต้ได้ปล่อยตัวออกจากวัง พระราชทานให้เป็นบ่าวรับใช้ของหลี่อี้
ผ้าไหมยี่สิบพับที่ฮ่องเต้พระราชทานก็ถูกส่งมาพร้อมกันด้วย
หลี่อี้กล่าวขอบคุณขันทีน้อย และได้มอบผ้าไหมสองพับให้เป็นของขวัญตอบแทนโดยตรง ขันทีน้อยผู้นั้นรับไว้ด้วยรอยยิ้ม หันหลังกลับขึ้นรถม้าจากไป
"ข้าคือหลี่อี้"
หญิงสาวย่อกายคารวะ "ข้าน้อยจีซื่อเจ้าค่ะ"
หวังกุยให้หลี่อี้พาคนกลับจวนไปได้เลย ทั้งยังบอกว่าอีกสามวันเขาค่อยมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก็ได้
"องค์รัชทายาทจะเสด็จกลับเมืองหลวงเมื่อใดหรือขอรับ"
"เรื่องนี้พูดยากนัก"
หวังกุยกล่าวลาเขา แล้วกลับเข้าตำหนักบูรพาไป
หลี่อี้มองไปยังประตูใหญ่ของตำหนักบูรพา นิ่งเงียบอยู่นาน จีซื่อยิงยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลย
เนิ่นนานผ่านไป หลี่อี้ก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมา เขาจูงม้ากลับมา
"ไปกันเถิด"
หญิงสาวเดินตามไปอย่างเงียบๆ นางไม่มีแม้แต่ห่อผ้าเล็กๆ สักห่อ เป็นเพียงคนตัวเปล่าเล่าเปลือย
หลี่อี้ขี่ม้า จีซื่อเดินเท้า เดินมาได้ราวหนึ่งลี้ หญิงสาวก็ยังคงเดินตามโดยไม่ปริปากพูดอะไร
หลี่อี้รู้สึกว่าชาติกำเนิดของหญิงสาวผู้นี้คงจะไม่ธรรมดา
"เมื่อครู่ขันทีน้อยบอกว่าเจ้าเป็นหญิงต้องโทษที่ถูกริบเข้าตำหนักเย่ถิงหรือ"
จีซื่อราวกับจะรู้ว่าเขาต้องการถามสิ่งใด จึงตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า "สามีผู้ล่วงลับของข้าน้อยคือหลี่หลาง อิงหยางหลางเจี้ยงแห่งราชวงศ์ก่อนเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ส่ายหน้า เป็นเชิงบอกว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ท่านพ่อสามีผู้ล่วงลับของข้าน้อยมีนามว่าจื่อสยง เป็นอดีตซ่างซูแห่งกรมราษฎร โย่วอู่โหวต้าเจียงจวิน และเกาตูจวิ้นกงแห่งราชวงศ์ก่อนเจ้าค่ะ"
"หลี่จื่อสยงหรือ" หลี่อี้คลับคล้ายคลับคลาคุ้นหูกับชื่อนี้อยู่บ้าง แต่ก็เหมือนจะจำไม่ได้นัก ทว่าในเมื่อสามารถดำรงตำแหน่งได้ถึงโย่วอู่เว่ยต้าเจียงจวิน ก็แสดงว่าสถานะในอดีตนั้นย่อมไม่ต่ำต้อยเลย
ทว่าจีซื่อ เมื่อเห็นว่าหลี่อี้ไม่รู้จักแม้กระทั่งหลี่จื่อสยงผู้เป็นพ่อสามีของนาง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย
"เมื่อก่อนข้าเป็นนักพรต ติดตามท่านอาจารย์ท่องไปทั่วหล้าไม่สนใจทางโลก เพิ่งจะสึกออกมาได้ไม่นานนี้เอง" หลี่อี้อธิบาย
จีซื่อเล่าว่าตระกูลสามีของนางเป็นตระกูลผู้ลากมากดีแห่งกวนหลง ท่านพ่อสามีหลี่จื่อสยงเป็นมหาขุนพลแห่งราชวงศ์ก่อน สมัยยังหนุ่มเคยติดตามโจวอู่ตี้ปราบปรามเป่ยฉี สร้างผลงานทางทหารมากมายตลอดชีวิต มีความดีความชอบเกรียงไกร ในปีที่เก้าแห่งรัชศกต้าเยี่ย หยางเสวียนกั่นก่อกบฏ หยางก่วงระแวงหลี่จื่อสยง จึงมีพระราชโองการให้จับกุมตัวส่งไปเบื้องหน้าพระพักตร์ หลี่จื่อสยงจึงสังหารทูตแล้วหนีไปเข้าร่วมกับหยางเสวียนกั่น
ภายหลังพ่ายแพ้สงครามและถูกสังหาร ลูกหลานล้วนถูกประหารสิ้น ทั้งยังถูกริบทรัพย์สมบัติ ภรรยาและบุตรสาวถูกริบเข้าตำหนักเย่ถิงให้เป็นทาส
จีซื่อบอกว่าในรัชศกต้าเยี่ยปีที่เก้า นางอายุสิบสี่ปีแต่งงานเข้าตระกูลหลี่ ทว่าแต่งงานยังไม่ทันข้ามเดือน ก็ต้องมาเผชิญกับเคราะห์กรรมนี้จนถูกริบเข้าวัง เป็นทาสมาถึงห้าปี วันนี้เพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกมา
"บ้านเดิมของเจ้ายังมีคนอยู่หรือไม่"
จีซื่อนิ่งเงียบไม่ปริปาก
"หากบ้านเดิมของเจ้ายังมีคนอยู่ เจ้าเขียนจดหมายถึงพวกเขาได้ ข้าจะช่วยส่งให้เอง"
จีซื่อนิ่งเงียบอยู่นานจึงเอ่ยขึ้น "ท่านปู่กับท่านพ่อท่านแม่ของข้าน้อยล้วนจากไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"
"ไม่มีคนอื่นแล้วหรือ"
จีซื่อไม่พูดสิ่งใด
เมื่อเห็นดังนั้นหลี่อี้ก็ไม่ซักไซ้ให้มากความอีก "ข้าจะเรียกคนให้เช่าลามาให้เจ้า หนทางยังอีกยาวไกลนัก"
ในเมืองฉางอันมีคนให้เช่าลาอยู่มากมาย พวกเขามักรวมตัวกันอยู่ที่ประตูเมือง ประตูฟาง และตามตรอกซอกซอย คนเหล่านี้คือผู้ให้เช่าลา คิดเงินตามระยะทาง เทียบได้กับรถแท็กซี่ในสมัยราชวงศ์ถังนั่นเอง หลี่อี้เรียกใช้บริการลาตัวหนึ่งโดยตรง ระยะทางหนึ่งลี้ราคายี่สิบอีแปะ ราคานับว่าไม่ถูกเลย แต่บริการกลับดีมาก จีซื่อขี่ลา ส่วนเจ้าของลาก็คอยจูงลาอยู่ด้านหน้า ลาเดินไปอย่างมั่นคงและมีความเร็วไม่ช้าเลย







