ฟางฉางโส่ว
บ้านหวังต้าหลาง
หลี่อี้พาจีซื่อเช่าลาขี่กลับมา พร้อมกับนำของมาด้วยมากมาย
ขนมปังแผ่นอบ ขนมปี้หลัว เนื้อแกะเสียบไม้ น้ำตาลมอลต์ บ๊ะจ่างตระกูลอวี่ โหยวฉุยตระกูลเซียว ขิงดองบ๊วย หยิบออกมาทีละอย่างๆ ทำให้เด็กๆ บ้านตระกูลหวังตื่นเต้นจนกรีดร้องด้วยความดีใจ
หลี่อี้แจกจ่ายให้พวกเด็กๆ
"อู๋อี้ เจ้าสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว"
"ไปเดินเล่นที่ตลาดตะวันออกพักหนึ่ง เลยแวะซื้อของกินมานิดหน่อยขอรับ ยังมีอีกนะ"
หลี่อี้หยิบผลไม้ออกมาอีกไม่น้อย มีทั้งท้อขาวเมืองเว่ยโจว สาลี่เมืองถงโจว เมล่อนเมืองหัวโจว ล้วนเป็นผลไม้สดใหม่ เขาเห็นลวี่จูยืนอยู่ไกลๆ จึงกวักมือเรียกนางให้เข้ามาหา
"เก็บขนมปังแผ่นอบเนื้อแกะกับขนมปี้หลัวเนื้อไก่ไว้ให้เจ้า ยังร้อนๆ อยู่เลย รีบกินเถอะ"
ตั้งแต่หลี่อี้ก้าวเข้ามาในประตู ลวี่จูก็คอยลอบพิจารณาจีซื่อที่เดินตามหลังเขามาตลอด แม้จีซื่อจะสวมหมวกปีกกว้างมีผ้าแพรบางปิดบังใบหน้า แต่ก็ยังพอมองออกว่านางยังสาวมาก
"นายท่าน นางคือผู้ใดเจ้าคะ"
"ข้าจะแนะนำให้พวกเจ้าชื่นจัก นางคือนางในที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ข้า แซ่จี นามว่าลิ่งอี๋ นามรองซู่จวิน"
"ซู่จวิน นี่คือลวี่จูที่หวังต้าหลางมอบให้ข้า มาจากเมืองจินโจวแห่งแคว้นซินหลัว ชื่อเดิมคืออวี้ล่าย"
"ต่อไปนี้พวกเจ้าทั้งสองคนต่างก็ติดตามข้า ต้องอยู่ด้วยกันดีๆ ล่ะ"
ลวี่จูรู้สึกขมขื่นในใจ เพิ่งจะติดตามคุณชายหลี่มาได้ไม่นาน นึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายหลี่จะพาผู้หญิงกลับมาอีกคนหนึ่ง
"สวัสดีน้องหญิง" จีซื่อเอ่ยทักทายลวี่จูก่อน
"เจ้าค่ะ" ลวี่จูตอบรับ แต่กลับไม่ยอมเรียกนางว่าพี่หญิง
กำนันหวังและหวังต้าหลางดึงตัวหลี่อี้ไปดื่มชา
วันนี้พวกเขาไปส่งหลี่อี้แค่หน้าประตูตำหนักบูรพาก็กลับมา ตอนนี้จึงอยากรู้สถานการณ์ที่หลี่อี้ไปตำหนักบูรพาเป็นอย่างมาก
"องค์รัชทายาทเสด็จออกจากเมืองหลวงแล้วขอรับ ข้าได้พบใต้เท้าหลี่ผู้ดำรงตำแหน่งซ่างซูกรมพิธีการควบตำแหน่งจ้านซื่อขององค์รัชทายาท และยังมีหวังกุยผู้เป็นเส่อเหรินขององค์รัชทายาท นั่งดื่มชาในกรมพระคัมภีร์อยู่หนึ่งกาแล้วก็กลับมา"
ขนาดผู้บังคับบัญชาอย่างตำแหน่งสี่หม่าขององค์รัชทายาทเขายังไม่ทันได้พบหน้าด้วยซ้ำ
"เจ้าไม่ได้ลาออกจากราชการใช่หรือไม่"
เมื่อได้ยินว่าหลี่อี้ไม่ได้ลาออก ทั้งสองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบเอ่ยเตือนหลี่อี้ว่าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม
ทว่าความจริงหลี่อี้ตัดสินใจดีแล้ว เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะลาออก ประการแรกย่อมเป็นเพราะรู้ดีว่าเรือของหลี่เจี้ยนเฉิงลำนี้ขึ้นไปไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วต้องจมลง ประการที่สองคือในใจเขายกย่องเทิดทูนหลี่ซื่อหมินเป็นอย่างมาก
เขาไม่อาจปฏิเสธหลี่ซื่อหมินทางนี้ แล้วไปตอบรับคำเชิญของหลี่เจี้ยนเฉิงทางนั้นได้
อีกประการหนึ่งก็คือ วันนี้ที่เขาไปตำหนักบูรพา ได้พบกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนในกรมพระคัมภีร์และได้พูดคุยกันพักหนึ่ง ทำให้รู้ว่าตำแหน่งที่เรียกว่าอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทนี้ เป็นเพียงตำแหน่งว่างงานล้วนๆ
เขาไม่เต็มใจจะไปนั่งดื่มชาอ่านหนังสือที่กรมพระคัมภีร์ทุกวัน
สู้ทนรั้งอยู่ในชนบทแล้วจัดการโรงเรียนประถมอู๋จี๋ของตนให้ดีก่อนจะดีกว่า เผยแพร่คัมภีร์สามอักษรและลายมือโซ่วจินให้ดี คัมภีร์สามอักษรเขียนจบแล้ว ยังสามารถเขียนกฎระเบียบศิษย์ ร้อยแซ่ตระกูล และคัมภีร์เจิงก่วงเสียนเหวินต่อได้อีกมิใช่หรือ
สรุปก็คือ การอยู่ในชนบทนอกจากจะได้ใช้ชีวิตอิสระดุจเมฆาปักษาแล้ว ยังสามารถสร้างชื่อเสียงได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนขึ้นเรือผุพังของหลี่เจี้ยนเฉิงลำนั้น
เขาไม่ได้เกลียดชังหลี่เจี้ยนเฉิง ตรงกันข้าม หลังจากที่เขามาเยือนต้าถัง ก็ได้ยินเรื่องราวของหลี่เจี้ยนเฉิงมาบ้าง องค์รัชทายาทผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรือนิสัยใจคอล้วนถือว่าไม่เลว
แต่หลี่อี้ก็ยังคงยกย่องเทิดทูนหลี่ซื่อหมินมากกว่า
แม้เขาจะเป็นผู้ทะลุมิติมา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองมีความสามารถพอจะเปลี่ยนชะตากรรมของหลี่เจี้ยนเฉิงได้ และเขาก็ไม่อยากจะลองทำดูด้วย
หลี่อี้ยังคงรู้สึกอยู่เสมอว่า หลี่ซื่อหมินคือหนึ่งในจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลที่สามารถเทียบเคียงจิ๋นซีฮ่องเต้และฮั่นอู่ตี้ได้ หากหลี่เจี้ยนเฉิงได้เป็นฮ่องเต้ ย่อมไม่มีทางทำได้ดีไปกว่าหลี่ซื่อหมินอย่างเด็ดขาด
ฮ่องเต้หลี่ยวนก็นับว่าเป็นคนดีมากทีเดียว
เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มบ้านนอก ไม่มีชาติตระกูลสูงส่ง ไม่มีผลงานทางทหารอันโดดเด่น หลี่ยวนกลับประทานตำแหน่งขุนนางให้เขาโดยตรง เพียงแต่ตำแหน่งนี้ดันเป็นขุนนางในตำหนักบูรพา จึงทำได้เพียงปฏิเสธไปเท่านั้น
แต่น้ำใจเรื่องประทานนางรับใช้และผ้าแพรนี้ เขาต้องจดจำเอาไว้
ช่วงบ่าย
หลี่อี้ตั้งใจจะไปเยี่ยมคารวะซุนฝูเจีย เขาได้ทราบมาว่าซุนฝูเจียได้เลื่อนขั้นเป็นจื้อซูซื่ออวี้สื่อแล้ว นี่คือตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งศาลผู้ตรวจการ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต่อมาในสมัยถังเกาจงต้องเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นอวี้สื่อต้าฟูเพื่อเลี่ยงพระนาม
เขายังรู้อีกว่าการที่เขาได้รับราชโองการแต่งตั้งจากหลี่ยวนให้เป็นอาลักษณ์ตรวจอักษร ก็เป็นเพราะซุนฝูเจียได้เขียนฎีกาหมื่นอักษรถวายฮ่องเต้ โดยกล่าวถึงตัวเขาที่เป็นผู้มีความสามารถซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่ในชนบท
บุญคุณครั้งนี้หลี่อี้ยิ่งต้องจดจำไว้ให้มั่น
อย่างไรซุนฝูเจียก็เป็นศิษย์พี่ของตนเช่นกัน
เขาอาศัยอยู่ที่ฟางต้าหนิงในเมืองฉางอัน ตั้งอยู่ที่ฟางที่สามทางทิศเหนือของตลาดตะวันออก อยู่ค่อนข้างใกล้กับพระราชวังไท่จี๋และเขตวังหลวง
หลี่อี้พาลุงหลานลี่เจิ้งหวังและหวังต้าหลางไปเยี่ยมคารวะด้วยกัน สำหรับหวังต้าหลางแล้ว การที่ซุนฝูเจียกระโดดจากตำแหน่งฟ่าเฉาอำเภอว่านเหนียนขั้นเจ็ด ขึ้นมาเป็นจื้อซูซื่ออวี้สื่อขั้นห้า เมื่อมีโอกาสก็ย่อมต้องผูกมิตรไว้ มีเส้นสายให้ใช้อยู่ตรงหน้า มีหรือจะไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์
ทางตอนเหนือของถนนตัดขวางสายที่หนึ่ง ถนนเฉิงเทียนเจีย
พวกหลี่อี้ทั้งสามคนเดินเข้าทางประตูฟางทิศใต้ หวังต้าหลางทักทายยามเฝ้าประตูฟางที่เข้าเวรอยู่ตรงทางเข้า พร้อมกับล้วงเหรียญทองแดงออกมาพวงหนึ่ง ยามเฝ้าประตูผู้นั้นก็ชี้ทางบอกตำแหน่งแก่พวกเขาอย่างกระตือรือร้นในทันที
"จงเฉิงซุนพักอยู่ตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของฟาง"
บนกำแพงของฟางต้าหนิงยังมีบ้านของเชื้อพระวงศ์และขุนนางชนชั้นสูงบางส่วนที่เปิดประตูและหน้าต่างหันออกสู่ถนน แต่จำเป็นต้องมีตำแหน่งขั้นสูงมาก โดยพื้นฐานแล้วต้องเป็นขุนนางขั้นสามขึ้นไปจึงจะสามารถเปิดประตูหันออกสู่ถนนได้ และขั้นห้าขึ้นไปจึงจะสามารถเปิดหน้าต่างหันออกสู่ถนนได้
ไม่นานพวกเขาก็หาจวนตระกูลซุนจนพบ
ซุนฝูเจียอยู่บ้าน เขาก็เพิ่งเลิกงานกลับมาถึงบ้านเช่นกัน เมื่อเห็นหลี่อี้มาเยี่ยมคารวะก็ดีใจมาก รีบเชิญพวกเขาเข้ามาในบ้านอย่างกระตือรือร้น
"จวนแห่งนี้ฝ่าบาทเพิ่งประทานให้ ข้าก็เพิ่งย้ายเข้ามา ยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อย ที่นี่เลยดูรกไปหมด"
ซุนฝูเจียบอกว่าเดิมทีเขาอาศัยอยู่ที่ฟางฉงเสียนทางตะวันตกของเมือง อยู่ไม่ไกลจากตลาดตะวันตกนัก เป็นจวนขนาดเล็กพื้นที่สามหมู่ มีมูลค่าหนึ่งแสนอีแปะ
บัดนี้ฮ่องเต้ประทานจวนหลังใหญ่พื้นที่ยี่สิบหมู่ในฟางต้าหนิงทางตะวันออกของเมืองให้เขา ตัวเรือนกินพื้นที่หกหมู่ ลานบ้านฝั่งเหนือเป็นลานระเบียงแบบสามลานทะลุถึงกัน ส่วนทางใต้เป็นสระน้ำและสวนป่า
นี่คือรูปแบบจวนขุนนางชั้นสูงในฉางอันขนานแท้ ที่มีสวนดอกไม้อยู่ในตัว
ซุนฝูเจียนำพวกหลี่อี้มาที่โถงกลาง โถงแห่งนี้น่าจะมีพื้นที่กว่าสามสิบตารางเมตร ปลายสุดทั้งสองฝั่งตะวันออกและตะวันตกเชื่อมต่อกับเรือนปีกตะวันออกและตะวันตกทางทิศเหนือผ่านทางเดินระเบียง
เรือนแต่ละหลังในบริเวณบ้านล้วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินระเบียง นี่ก็คือลานระเบียงอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ถัง ลานระเบียงหลายแห่งประกอบเข้ากับสวนดอกไม้ สระบัว และอื่นๆ จนกลายเป็นคฤหาสน์อันหรูหราอลังการ
เดิมทีจวนหลังนี้ก็เป็นที่พักของขุนนางในยุคราชวงศ์สุย เฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ในบ้านล้วนมีครบครัน ซุนฝูเจียจึงสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย
หวังต้าหลางมีอาชีพปล่อยเงินกู้โดยเฉพาะ หลังจากเห็นจวนหลังนี้แล้วก็เต็มไปด้วยความอิจฉา "จวนหลังนี้มีพื้นที่ถึงยี่สิบหมู่ แถมยังตั้งอยู่ในฟางต้าหนิงทางตะวันออกของเมือง ราคาที่ดินต่อหมู่ต้องตกอยู่ที่ห้าหมื่นอีแปะ ส่วนตัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ สระน้ำ ภูเขาจำลอง ต้นไม้และก้อนหินยังต้องคิดแยกต่างหาก จวนหลังใหม่ของจงเฉิงซุนหลังนี้ อย่างน้อยๆ ก็มีมูลค่าถึงสองล้านอีแปะ อีกทั้งในอนาคตจะมีราคาแพงกว่านี้อีกขอรับ"
ภูมิประเทศทางตะวันออกของเมืองฉางอันสูงโปร่งทิวทัศน์งดงาม น้ำบ่อใสสะอาดรสชาติหวานชื่น เป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าขุนนางชั้นสูง ราคาที่ดินจึงแพงมาก
จวนเดิมของซุนฝูเจียที่อยู่ทางตะวันตกของเมือง มีพื้นที่สามหมู่รวมทั้งบ้านและที่ดินเพิ่งจะมีราคาแค่หนึ่งแสนอีแปะ ทว่าจวนยี่สิบหมู่ที่นี่กลับมีมูลค่าสูงกว่าสองล้านอีแปะ
ตะวันออกสูงศักดิ์ ตะวันตกมั่งคั่ง ทางใต้ยากจน ทางเหนือต้อยต่ำ
ส่วนทางตอนใต้ของเมืองนั้น ทางใต้ยังแบ่งออกเป็นเมืองตอนใต้ส่วนบนและเมืองตอนใต้ส่วนล่าง เมืองตอนใต้ส่วนล่างส่วนใหญ่เป็นเขตร้าง มักจะปล่อยว่างไว้สำหรับปลูกธัญพืช ปลูกผัก และปลูกไม้ผล ฟางบางส่วนที่เหลือก็มักจะเป็นที่อยู่ของชาวบ้านยากจนที่ทำไร่ไถนา ในขณะที่เมืองตอนใต้ส่วนบนแม้จะอยู่ใกล้เขตวังหลวงรวมถึงตลาดตะวันตกและตะวันออก แต่ที่นี่ก็มักจะเป็นที่อยู่อาศัยของช่างฝีมือและพ่อค้าแม่ค้า
ผู้คนแบ่งแยกกันตามกลุ่มชน
แม้แต่สถานที่อยู่อาศัย ก็ยังแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
ณ โถงกลาง
หลี่อี้แนะนำลุงหลานหวังต้าหลางให้ซุนฝูเจียรู้จัก จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เมื่อวานได้รับแจ้งให้มารับใบแต่งตั้งขุนนาง และเรื่องที่วันนี้เดินทางไปตำหนักบูรพาให้ซุนฝูเจียฟัง
"คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์พี่จะยกย่องข้าถึงเพียงนี้"
"เจ้าเป็นผู้มีความสามารถ ข้ายกย่องคนเก่งเพื่อบ้านเมืองย่อมไม่หลีกเลี่ยงแม้จะเป็นคนกันเอง" ซุนฝูเจียกล่าวกลั้วหัวเราะ
"เพียงแต่ข้าอาจต้องทำให้ความหวังดีของศิษย์พี่สูญเปล่าเสียแล้ว หลังจากไปที่กรมพระคัมภีร์ในตำหนักบูรพา ข้าก็รู้สึกว่าไม่อยากเป็นขุนนางตำแหน่งนี้เลย"
"รังเกียจว่าตำแหน่งขุนนางเล็กไปงั้นหรือ"
หลี่อี้ส่ายหน้า "ที่กรมพระคัมภีร์แทบไม่มีงานอะไรให้ทำ ข้าไม่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ ในกรมพระคัมภีร์ อีกอย่างโรงเรียนประถมอู๋จี๋เพิ่งจะเปิดทำการ ข้าจะทอดทิ้งพวกเขาในเวลานี้ได้อย่างไรเล่า ข้าคิดไปคิดมาแล้ว สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่งนี้ขอรับ"
ซุนฝูเจียมองหลี่อี้ ชายหนุ่มผู้นี้ทำให้เขาประหลาดใจอีกครั้งแล้ว
"เจ้าต้องคิดให้ดีนะ อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทนับเป็นขุนนางสายบุ๋นผู้มีเกียรติ ต่อให้ตอนนี้จะไม่มีอำนาจหน้าที่อะไร แต่บันไดขั้นนี้สำคัญมาก หากเจ้าก้าวขึ้นบันไดขั้นนี้ได้ ก็จะสามารถยืนได้สูงขึ้นและมองเห็นได้ไกลขึ้น เจ้าสามารถอ่านหนังสืออย่างตั้งใจอยู่ในกรมพระคัมภีร์สักหลายปี รอคอยโอกาสค่อยหาตำแหน่งอื่นก็ยังได้"
"ข้ายังคงตัดใจทิ้งโรงเรียนประถมอู๋จี๋ไม่ได้อยู่ดี ขอคืนป้ายประจำตัวลาออกจากตำแหน่งดีกว่าขอรับ"
ซุนฝูเจียยิ้มขื่น "เดิมทีข้ายังคิดว่าหากเจ้ามารับราชการที่ฉางอัน ก็สามารถพักอยู่กับข้าที่นี่ได้ พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องจะได้สนทนาเรื่องคัมภีร์และประวัติศาสตร์ ดื่มชาเดินหมากด้วยกันทุกวัน"
"ในเมื่อเจ้าไม่ปรารถนาจะเป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท ศิษย์พี่อย่างข้าก็คงไม่อาจเกลี้ยกล่อมอะไรได้มากนัก"
"ราชสำนักน่าจะรื้อฟื้นการสอบขุนนางขึ้นมาใหม่ในเร็วๆ นี้ ถึงตอนนั้นอู๋อี้ เจ้าก็สามารถเข้าร่วมการสอบได้ หากสอบติดหมิงจิงหรือจิ้นซื่อ ราชสำนักจะต้องเรียกใช้งานเจ้าเป็นแน่"
ซุนฝูเจียเป็นคนไม่เลว เขาไม่ได้ใช้อำนาจผู้อาวุโสมาสั่งสอนหลี่อี้
เมื่อแน่ใจแล้วว่าหลี่อี้ไม่อยากรับตำแหน่งขุนนางนี้ เขาก็ไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแค่เรียกบ่าวรับใช้ออกมา สั่งให้ไปซื้อเนื้อแกะ สุรา เนื้อไก่ และปลาที่ตลาดตะวันออก กำชับให้แม่ครัวทำอาหารชั้นเลิศรสและสุราชั้นดีมาต้อนรับหลี่อี้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังให้หลี่อี้นอนพักที่บ้านในคืนนี้ด้วย
ตกกลางคืน ทุกคนก็ดื่มสุราพลางพูดคุยกันไป
ซุนฝูเจีย ลูกผู้ชายชาวเหอเป่ยผู้นี้พอดื่มจนเริ่มเมา ก็ระบายความในใจออกมาไม่น้อย
"คิดถึงปีนั้น ข้าพกเพียงตำราหนึ่งหีบเดินทางมาที่ฉางอัน เคยต้องร่อนเร่อยู่ในเมืองฉางอันถึงสามปี ในที่สุดก็สอบผ่านจิ้นซื่อ ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับราชการและก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง"
"หลายปีผ่านไป บัดนี้ในเมืองฉางอันข้าก็นับว่าได้ลืมตาอ้าปากแล้ว"
"ศิษย์พี่เป็นแบบอย่างของบุตรหลานตระกูลยากจนอย่างพวกเราโดยแท้"
สามารถไต่เต้าจากบุตรหลานชาวนา ตอนเด็กต้องอาศัยเรียนหนังสือในสำนักศึกษาของตระกูลแบบพึ่งใบบุญ จนต่อมาด้วยความฉลาดเฉลียวจึงมีอาจารย์รับเป็นศิษย์โดยไม่คิดเงิน กระทั่งได้รับการแนะนำจากอาจารย์ให้เข้าไปเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในที่ทำการอำเภอ
ทีละก้าวๆ เขาไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยท้อแท้
ข้าราชการชั้นผู้น้อยคนอื่นๆ ในที่ทำการ ล้วนคิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว คิดแต่จะดื่มสุรากินเนื้อ แต่เขากลับยังคงใช้เวลาว่างเพื่ออ่านหนังสือและเขียนบทความ
ครั้งหนึ่งก็เคยมีช่วงเวลาแห่งความสับสนที่ต้องร่อนเร่อยู่ในเมืองหลวงถึงสามปี แต่เขาก็ยังกัดฟันสู้ยืนหยัดผ่านมาได้
และในตอนนี้ ในที่สุดก็ได้รับความโปรดปรานจากโอรสสวรรค์ ก้าวข้ามเป็นขุนนางชุดแดงขั้นห้าได้สำเร็จ
ยามเช้าเป็นเพียงชาวนาชนบท ยามค่ำได้ก้าวขึ้นสู่ท้องพระโรง
ซุนฝูเจียให้กำลังใจหลี่อี้ว่า ถึงแม้ครั้งนี้จะสละตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทไปแล้วก็ไม่ต้องท้อแท้ เพียงแค่อดทนแน่วแน่ไว้ ในอนาคตจะต้องมีโอกาสที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
"กลับไปอยู่ชนบทแล้วลงมือทำงานจริงอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอันใด" ซุนฝูเจียตบไหล่เขาพลางกล่าว
ร่ำเรียนศิลปะบุ๋นบู๊จนเชี่ยวชาญ ขายความสามารถให้แก่ราชสำนัก
ซุนฝูเจียเป็นคนมีความมุ่งมั่น บัดนี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จในการศึกษาแล้ว ได้เป็นขุนนางใหญ่ มีจวนหลังโต หรือกระทั่งนางใน ม้าชั้นดี และเงินทองผ้าแพรที่ฮ่องเต้พระราชทานให้
วันรุ่งขึ้น
หลี่อี้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงหลี่กังผู้เป็นจ้านซื่อขององค์รัชทายาท เขาบอกว่าตนเองล้มป่วย และป่วยหนักไม่เบาด้วย จำเป็นต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด จึงไม่อาจดำรงตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทได้แล้ว
เขาไหว้วานหวังต้าหลางให้นำใบแต่งตั้งขุนนาง ราชโองการแต่งตั้งขุนนาง และชุดขุนนางของตน ส่งไปที่กรมจ้านซื่อแห่งตำหนักบูรพาพร้อมกับจดหมาย
ช่วงบ่าย
หลี่กังเพิ่งจะมีเวลาว่างมาที่กรมจ้านซื่อ ตอนนี้เขาเป็นทั้งซ่างซูกรมพิธีการและยังกุมอำนาจการคัดเลือกขุนนาง อีกทั้งต้องคอยตรวจสอบการเลื่อนขั้นขุนนาง ด้วยวัยเจ็ดสิบกว่าปีจึงยุ่งจนแทบจะรับไม่ไหวแล้ว
เพิ่งจะมาถึงกรมจ้านซื่อแห่งตำหนักบูรพา ก็มีเจ้าหน้าที่มารายงานว่า หลี่อี้ อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทที่มาเมื่อวานนี้ อ้างว่าป่วยและขอลาออกแล้ว ทั้งยังส่งใบแต่งตั้งขุนนางและชุดขุนนางคืนมาทั้งหมดด้วย
"อ้างว่าป่วยและขอลาออกงั้นหรือ แล้วคนล่ะ" หลี่กังขมวดคิ้วมุ่น หลังจากที่เขาได้พบกับหลี่อี้เมื่อวาน เขาก็มีความประทับใจในตัวชายหนุ่มผู้นี้ไม่เลวเลย
"ตัวเขาไม่ได้มาด้วยขอรับ บอกว่าเขากลับไปชนบทแล้ว"
หลี่กังรับจดหมายของหลี่อี้มา เมื่อมองดูตัวอักษรลายมือโซ่วจินบนนั้น ก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
เนื้อหาในจดหมายของหลี่อี้ไม่ยาวนัก อ้างว่าป่วยและขอลาออกเพื่อกลับบ้านเกิด
ด้านหลังแนบบทกวีมาหนึ่งบท ลายมืออันพริ้วไหวทรงพลังดุจตวัดปลายพู่กันวาดลวดลายเหล็กและตะขอเงิน ทำให้ความหมายของบทกวีบทนี้ยิ่งทวีความลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น
ข้าแต่เดิมเป็นเพียงคนหาปลาตัดฟืนแห่งทุ่งเมิ่งจู ตลอดชีวิตย่อมเป็นผู้รักความอิสระ เพิ่งจะได้ร้องเพลงอย่างบ้าคลั่งกลางทุ่งหญ้าหนองน้ำ จะทนเป็นขุนนางอยู่ใต้ฝุ่นธุลีได้อย่างไร
การดำรงชีพควรพึ่งพานาทางใต้ เรื่องราวทางโลกล้วนปล่อยไปตามสายน้ำไหลตะวันออก จึงรู้ว่าเหมยฝูทำเช่นนั้นไปก็เปล่าประโยชน์ พลันหวนนึกถึงเถาเฉียนที่ขับลำนำกลับไปเถิด
"ลายมือเหมือนดั่งตัวคน ลายมือหยิ่งทะนง คนยิ่งหยิ่งทะนงกว่า เต็มไปด้วยความทรนงองอาจ"
หวังกุยเมื่อได้ยินว่าหลี่อี้ลาออกก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน พอเห็นบทกวีบทนี้แล้วก็ส่ายหน้าพลางกล่าว "สุดท้ายก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีเพิ่งสวมกวาน นี่คงรังเกียจว่าตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรเป็นเพียงตำแหน่งต่ำต้อยขั้นเก้ารอง ใจจึงคิดแต่จะไปใช้ชีวิตอิสระเสรีปะปนกับชาวประมงคนตัดฟืน"
"เดิมทีหลี่อี้ก็มาจากภูมิหลังนักพรตเต๋า เมื่อก่อนเคยติดตามอาจารย์ท่องไปทั่วหล้า คุ้นชินกับการใช้ชีวิตอิสระดุจเมฆาปักษามานานแล้ว" หลี่กังเอ่ย "กรมพระคัมภีร์ก็ว่างงานเกินไป ชายหนุ่มผู้นี้จะทนรับความเงียบเหงาเช่นนี้ได้อย่างไร ยังไม่ทันได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็ริอ่านเลียนแบบบทกวีกระท่อมริมทุ่งของเถาหยวนหมิงเสียแล้ว"
สำหรับเรื่องที่หลี่อี้อ้างว่าป่วยและขอลาออกไปเช่นนี้ หลี่กังและหวังกุยต่างก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรมากนัก กลับกลายเป็นว่ายิ่งรู้สึกชื่นชอบลายมือและบทกวีนี้ของเขามากขึ้นไปอีก
"ลายมือดี บทกวีก็ยิ่งดี เอาบทกวีบทนี้ขึ้นถวายฝ่าบาทเถิด"
ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้น
อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทขั้นเก้ารองตำแหน่งเล็กๆ ผู้หนึ่งอ้างว่าป่วยเพื่อลาออกก็เท่านั้น หากหลี่อี้ผู้นี้มิใช่คนที่ฮ่องเต้มีพระราชโองการแต่งตั้งโดยตรง เรื่องนี้ก็ไม่มีทางไปถึงพระกรรณได้เลย
หลังจากการประชุมเช้า
หลี่ยวนดึงตัวอัครเสนาบดีเผยจี้มานั่งบนตั่งด้วยกัน คุยไปคุยมาก็มาถึงเรื่องนี้
"หลี่อี้ผู้นั้นรังเกียจว่าตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทเป็นขุนนางที่เล็กเกินไป จึงลาออกกลับบ้านไปแล้ว"
เผยจี้ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทแม้จะเป็นตำแหน่งต่ำ ทว่าก็เป็นถึงขุนนางสายบุ๋นผู้มีเกียรติเชียวนะ อายุสิบหกปีสามารถได้รับตำแหน่งขุนนางเช่นนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะยังรังเกียจว่ามันเล็กไปอีก
"ลายมือกับบทกวีนี้ก็ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เพียงแต่ย่อมมีท่าทีหยิ่งทะนงในความสามารถของตนอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ" เผยจี้ทูล
"ฮ่าๆๆ ทั้งหนุ่มแน่นและมีพรสวรรค์ จะหยิ่งทะนงไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ช่างเถอะๆ ปล่อยเขาไปก็แล้วกัน"
หลี่ยวนโบกพระหัตถ์ และให้เผยจี้ยกจอกขึ้นดื่มด้วยกัน
หลังจากดื่มสุราไปอึกหนึ่ง หลี่ยวนก็วางจอกสุราลง ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตรัสว่า "ส่งคนนำโอสถหลวงเจลาตินหนังสัตว์ โสม และเขากวางอ่อนไปมอบให้หลี่อี้สักหนึ่งเทียบ ให้เขาพักผ่อนรักษาตัวให้ดี"
เผยจี้ทูลว่า "ฝ่าบาททรงดีกับเจ้าหนุ่มนี่เกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ย่อมคู่ควรแก่การดูแลเป็นพิเศษสักหน่อย"
"มา ใต้เท้าเผย พวกเรามาดีดผีผากันต่อเถอะ"







