บิ๊กดาต้าคืออะไร?
บิ๊กดาต้าคงเป็นเรื่องในห้องหนังสือของห้องชุดหรูใจกลางเมืองหลินไห่ เพียงเพราะเด็กหนุ่มที่เพิ่งตื่นนอนช่วงนี้ใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาการแข่งขันคณิตศาสตร์เสี่ยวหลี่ปาปาอยู่หลายครั้ง แถมในวีแชตก็ยังคุยกับโค้ชถึงชื่อเฉียวอวี้อยู่บ่อยๆ
ดังนั้นพอเขาตื่นขึ้นมา หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเปิดโต่วอิน ก็เลยเห็นไอ้หมอน่าโมโหคนนั้นกำลังพูดโอ้อวดอยู่หน้ากล้อง
จากนั้นเขาก็ปัดดูทั้งสามคลิปเงียบๆ จนจบ กระตุกมุมปาก กดเปิดหน้า DOU+ ของคลิปสุดท้าย พิมพ์ตัวเลข 20,000 ในหน้าชำระเงิน แล้วกดจ่ายเงินแบบส่งๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงและเปิดสมุดแบบฝึกหัด
บิ๊กดาต้าคงเป็นเรื่องที่เจ้าอ้วนในเมืองฉงชิ่งเตะเท้าสวนสนามมาครึ่งค่อนวัน ยืนท่าตามระเบียบพักมาครึ่งค่อนวัน พอกลับถึงบ้านอาบน้ำ กินข้าวอิ่มหนำสำราญอย่างสบายใจ แล้วมุดตัวเข้าไปในห้อง หยิบโทรศัพท์มือถือเปิดดูคลิปสั้นเพื่อหวังจะผ่อนคลายสักหน่อย ก็ดันเห็นร่างที่คุ้นเคย และพอฟังคำพูดไม่เข้าท่าพวกนั้นจบ เขาก็ร้องอุทาน "บ้าเอ๊ย" ติดต่อกันถึงสามครั้ง
แล้วเขาก็กดแชร์อย่างเด็ดขาด เปิดกลุ่มแชทในวีแชตทีละกลุ่ม เริ่มส่งต่อกระจายไปทั่ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีแค่เขาคนเดียวที่ได้ฟังเรื่องที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้
บิ๊กดาต้าคงเป็นเรื่องที่ศาสตราจารย์ซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองเซียวโจว กำลังดูปัญหาที่นักศึกษาถกเถียงกันในกลุ่มวีแชต จู่ๆ ก็เห็นลิงก์ที่แชร์มามีชื่อเฉียวอวี้อยู่ด้วย จึงคัดลอกและกดเปิดโต่วอินโดยใต้จิตสำนึก พอดูจบก็ขมวดคิ้วคิดว่า ไอ้เด็กคนนี้จะมาถามเขาทำไมว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนรู้จักนักเรียนแลกเปลี่ยนแซ่เฝิงที่พรินซ์ตันหรือไม่?
มีเบื้องลึกเบื้องหลัง!
บิ๊กดาต้าคงเป็นเรื่องที่วัยรุ่นตอนปลายบางส่วนซึ่งมีจิตใจไม่ค่อยจะสะอาดนัก พอดูคลิปจบ ก็กดหัวใจให้ด้วยความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมกับก่นด่าไปพลาง ส่วนอีกบางส่วนถึงขั้นกดเปิดช่องแสดงความคิดเห็น หวังจะทิ้งข้อความอะไรไว้สักหน่อย
แต่ภายใต้การจัดเตรียมของบิ๊กดาต้าผู้ทรงพลัง ช่องแสดงความคิดเห็นก็ถูกพวกชอบความสนุกสนานรัวข้อความใส่จนเต็มไปหมด มีจุดให้จับผิดเยอะแยะ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กระจัดกระจายไปทั่ว
"นายได้เหรียญทอง นายพูดถูก!"
"นายเป็นเด็กมัธยมต้น นายพูดถูก!"
"เปิดหูเปิดตาเลย นี่เป็นครั้งที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์โดนด่าในหัวเซี่ยเละเทะที่สุดอย่างแน่นอน ขอพูดหน่อยเถอะ โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิง เป็นนามธรรมขนาดนี้เลยเหรอ? นักเรียนให้สัมภาษณ์เนี่ยไม่ต้องท่องบทมาก่อนล่วงหน้าเลยสิ?"
"ฮ่าๆ คนเมืองดาราขี้เกียจ เลยขี้เกียจทำอะไรที่ไม่จริง"
"เจ้าของเหรียญเงินที่น่าสงสารที่สุดในประวัติศาสตร์สองคน ขำเลย!
"สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์: ต่อไปเวลาเรียนห้ามถ่ายคลิปเด็ดขาด!"
"นักศึกษาคณะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง ขอรับรองว่าพูดได้ถูกต้องมาก พูดเก่งแบบนี้คราวหน้าก็พูดให้เยอะกว่านี้นะ!"
"หล่อมาก ความภาคภูมิใจของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงของพวกเรา!"
"เหรียญทองไม่สำคัญ จะไปล่วงเกินใครเขาไหมก็ไม่สำคัญ เด็กที่เราปั้นมาเองมีความมั่นใจแบบนี้ได้ต่างหากที่สำคัญสุดๆ ขอถูกใจให้เฉียวอวี้"
"หู่วังก่นด่าพลางกดออกจากกลุ่มแชท"
"ที่แท้อาจารย์หลานของเราก็เป็นคนค้นพบเฉียวอวี้หรอกเหรอ อาจารย์หลานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ชั้นม.5 ของพวกเรา แถมยังคุมชั้นเรียนโอลิมปิกคณิตศาสตร์ด้วย คนนิสัยดีมากจริงๆ แถมฝีมือยังสูงมากอีกต่างหาก"
...
สรุปคือหลังจากปล่อยคลิปออกไป อาศัยกระแสรายชื่อการแข่งขันเสี่ยวหลี่ปาปาเมื่อวานที่โดนปั่นจนดังไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต ก็เลยดังพลุแตกจริงๆ
คลิปที่สื่อท้องถิ่นทางการอย่างซิงเฉิงเฉินเป้าเผยแพร่ สื่อท้องถิ่นทางการที่อื่นๆ ส่วนใหญ่แค่มาทักทายแล้วก็เอาไปใช้กันตรงๆ เลย
ภายใต้การผลักดันของบิ๊กดาต้า แฮชแท็กเด็กมัธยมต้นเหรียญทองของหัวเซี่ยวิจารณ์สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ถึงกับพุ่งขึ้นไปติดสามอันดับแรกในชาร์ตโซเชียลฮอตฮิตภายในเวลาแค่บ่ายเดียว
สำหรับแผนกสื่อใหม่ของซิงเฉิงเฉินเป้าแล้ว นี้นับเป็นผลงานที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ทำ KPI ของครึ่งปีเสร็จสิ้นได้ในครั้งเดียวเลยทีเดียว
เรื่องน่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคงเป็นอิทธิพลในแวดวงวิชาการของเฉียวอวี้ยังไม่ได้มีมากขนาดนั้น อย่างน้อยๆ คำพูดพวกนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่ทำให้มหาวิทยาลัยชื่อดังอีกซีกโลกหนึ่งหันมาให้ความสนใจ
แน่นอนว่านี่ต่างหากที่เป็นเรื่องปกติ
อย่าว่าแต่ตอบโต้เลย ถ้าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์มีคนออกมาพูดถึงเฉียวอวี้จริงๆ นั่นก็เท่ากับแพ้แล้ว
โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงก็พลอยโด่งดังตามไปด้วยอีกรอบ ครูใหญ่จางได้รับโทรศัพท์จากหน่วยงานเบื้องบนหลายสายในวันนั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นการชื่นชม
ถึงขั้นมีผู้ใหญ่เบื้องบนจงใจถามไถ่ถึงสถานการณ์ของหลานเจี๋ยอีกด้วย
นี่นับเป็นเรื่องดีเรื่องใหญ่สำหรับหลานเจี๋ยอย่างแน่นอน อย่างน้อยชื่อก็ถูกเบื้องบนจดจำเอาไว้ได้แล้ว
ส่วนผลกระทบด้านลบ อาจจะมีอยู่บ้าง แต่จางเถี่ยจวินรู้สึกว่าทั้งหมดล้วนอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า ในยุคสมัยที่ทุกคนล้วนเบื่อหน่ายกับคำพูดที่เป็นทางการและภาษาแบบแผน การที่เด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ยังไม่ทันได้ขึ้นมัธยมปลายมาพูดจาจริงใจหน้ากล้องบ้าง ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรไม่ดี
อย่างน้อยเสียงสะท้อนด้านลบก็ไม่ได้มีมากอย่างที่คิดไว้ กลับกันเลยด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่เกินครึ่งล้วนมองการสัมภาษณ์ของเฉียวอวี้ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้างยอมรับ
แน่นอนว่าคนที่ก่นด่าก็มีเหมือนกัน แต่ทางแพลตฟอร์มก็ลงมือลบทิ้งไปโดยตรง แทบจะไม่ทำให้เกิดคลื่นลมอะไรขึ้นมาได้เลย
หลายๆ ครั้งการยังไม่บรรลุนิติภาวะก็นับเป็นเครื่องรางคุ้มภัยที่ดีที่สุดจริงๆ
ทว่าจางเถี่ยจวินก็ตัดสินใจแล้วเช่นกัน เขาใช้ชื่อการที่โรงเรียนกำลังจะเปิดเทอมและต้องดำเนินงานด้านการเรียนการสอนตามปกติ เป็นข้ออ้างช่วยปฏิเสธคำเชิญสัมภาษณ์ทั้งหมดหลังจากนี้แทนเฉียวอวี้
ตอนนี้ชื่อเสียงของโรงเรียนก็โด่งดังมากพอแล้ว หากยังปั่นกระแสต่อไป รังแต่จะทำให้ท้องอืดย่อยไม่ทันเอาเสียเปล่าๆ
แน่นอนว่านี่ก็นับเป็นการปกป้องเฉียวอวี้อย่างหนึ่ง
การออกสื่ออย่างเหมาะสมสามารถกระตุ้นความรู้สึกรักเกียรติยศของเด็กได้ แต่การออกสื่อมากเกินไปจะทำให้เสียการเรียนได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันคณิตศาสตร์ลีกระดับมณฑลกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเร็วๆ นี้ จางเถี่ยจวินก็กลัวจริงๆ ว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์บนอินเทอร์เน็ตจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเฉียวอวี้
การแข่งขันระดับนานาชาติเสี่ยวหลี่ปาปาจะชื่อเสียงโด่งดังขนาดไหน สมาชิกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจะมีความเป็นมืออาชีพเพียงใด แต่มันก็ยังเป็นเพียงรายการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการที่จัดขึ้นโดยภาคเอกชนเท่านั้น แต่การแข่งขันโอลิมปิกคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศนั้นถือเป็นการแข่งขันที่ได้รับการยอมรับจากทางการ
ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งของเขา หากมีเด็กคนหนึ่งคว้าเหรียญทอง IMO มาได้ นี่เป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่สามารถเอาไปคุยโวได้ชั่วชีวิตเลยทีเดียว
...
หลังจากที่คลิปสัมภาษณ์ของเฉียวอวี้โด่งดังเป็นพลุแตก นอกจากโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงแล้ว ก็ยังมีของแปลกๆ บางอย่างที่พลอยโด่งดังตามไปด้วยอย่างไม่คาดคิด
อย่างเช่น กระท่อมตัวเลขทฤษฎีจำนวนเชิงพีชคณิต
ตอนนั้นเหตุผลที่ผู้ก่อตั้งฟอรัมนี้ตั้งชื่อที่เฉพาะกลุ่มแถมยังเรียกยากแบบนี้ คงเป็นเพราะมีความหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากความเปิดกว้างของอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มที่ ช่วยประหยัดความวุ่นวายไปได้ไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับถูกคนน่าเบื่อจำนวนมากมาก่อกวน
แต่พอถูกเฉียวอวี้พูดออกมา ก็มักจะมีคนน่าเบื่อบางส่วนที่อยากจะไปท้าทายจุดอ่อนของตัวเองอยู่เสมอ
ผลลัพธ์คือได้ผลดีเยี่ยม ฟอรัมเล็กๆ ที่ในช่วงเวลาพีคสุดมีคนออนไลน์พร้อมกันแค่ไม่กี่ร้อยคน ก็ได้ต้อนรับกระแสผู้ใช้งานที่พุ่งสูงปรี๊ดในชั่วพริบตา คนกลุ่มแรกๆ ยังพอจะเข้าไปเหลียวดูชื่อกระทู้ได้สองสามที หรือถึงขั้นยังพอกดปุ่มลงทะเบียนได้ด้วยซ้ำ แต่แล้วก็ต้องตกตะลึงกับข้อสอบแบบปรนัยที่อัดแน่นจนตาลาย
จากนั้นทั้งฟอรัมก็ล่มไปเลย...
แต่ไม่เป็นไร ข้อสอบแบบปรนัยที่จำเป็นต้องทำเพื่อลงทะเบียนฟอรัม ก็ถูกชาวเน็ตปล่อยออกมาเช่นกัน
ข่าวดีคือทุกข้อเป็นแบบเลือกตอบตัวเลือกเดียว แต่ข่าวร้ายคือ ข้อสอบแบบเลือกตอบตัวเลือกเดียวถูกพวกคนออกข้อสอบในฟอรัมเล่นจนป่นปี้ไปหมดแล้ว
อย่างเช่นมีคนเอาคำถามขอสิทธิ์เข้าใช้งานกระท่อมตัวเลขข้อหนึ่งไปโพสต์ไว้บนอินเทอร์เน็ต
หากจำนวนอตรรกยะบวก α และ β ความพึงพอใจ 1 /α+ 1 /β= 1 ลำดับต่อไปนี้จะครอบคลุมจำนวนเต็มบวกทั้งหมดโดยไม่มีการซ้ำและไม่ตกหล่น ลำดับนั้นคือ:
A: {nα∣n∈Z+}∪{nβ∣n∈Z+}
B: {n∣n∈Z+}
C: {n+n²∣n∈Z+}
D: {1/2(n(n+1))∣n∈Z+}
E: {n(n1)∣n∈Z+}
F: จำนวนเต็มบวกแต่ละตัวบวกด้วยตัวมันเองยกกำลังสอง
ขอถามว่าคำตอบที่ถูกต้องของโจทย์ข้อนี้คือ: A เฉพาะ A ถูกต้อง; B เฉพาะ B ถูกต้อง; C, BDE ล้วนถูกต้อง; D, AB ล้วนถูกต้อง; E เฉพาะ D, E ถูกต้อง; F ลำดับด้านบนล้วนถูกต้อง
เห็นได้ชัดว่าโจทย์ประเภทนี้ไม่ได้ถือว่ายากอะไรจริงๆ แต่มันช่างน่าหมั่นไส้จริงๆ!
โจทย์ทำนองนี้ต้องทำถึงห้าสิบข้อ และต้องทำให้เสร็จภายในสามสิบนาที ข้อที่ผิดห้ามเกินห้าข้อ...
บรรดาผู้ชื่นชอบคณิตศาสตร์ต่างพ่ายแพ้ถอยร่น แต่กลับดึงดูดผู้ชื่นชอบคณิตศาสตร์จำนวนมากขึ้นที่อยากจะมาท้าทายจุดอ่อนของตัวเอง แล้วเว็บไซต์เล็กๆ โทรมๆ แห่งนี้ก็เอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากภายใต้การซัดสาดของคลื่นอินเทอร์เน็ตระลอกแล้วระลอกเล่า
แสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือช่วงนี้การที่ทุกคนอยากจะล็อกอินเข้าฟอรัมนั้นกลายเป็นเรื่องยากลำบากสุดๆ ดังนั้นในกลุ่มแชททฤษฎีจำนวนแต่ละกลุ่มจึงเต็มไปด้วยเสียงบ่นมากมาย
"ไอ้เด็กมัธยมปลายคนนั้นเกินไปแล้วจริงๆ!"
"พังพินาศ ปัญหาที่อาจารย์ที่ปรึกษาให้มายังแขวนอยู่ในฟอรัม ตอนนี้ฉันล็อกอินเข้าไม่ได้เลย อยากลบก็ลบไม่ได้ ในกรณีที่อาจารย์ที่ปรึกษานึกคึกเข้าไปดูเหมือนกัน แล้วค้นพบว่าฉันดันวิ่งมาขอความช่วยเหลือในกระท่อมตัวเลข มีหวังตายหยั่งเขียดแน่"
"อย่าเพิ่งร้อนใจ นายล็อกอินไม่ได้ อาจารย์ที่ปรึกษาของนายก็ต้องล็อกอินไม่ได้เหมือนกันแหละ"
"เฮ้อ เฉียวอวี้คนนั้นจะขี้เก๊กในฟอรัมก็ช่างเถอะ เก๊กเสร็จยังทำฟอรัมล่มอีก ฉันขอเสนอให้ผู้มีอิทธิพลในวงการคณิตศาสตร์ออกหน้าแบนเขาไปพร้อมกันเลย!"
"แบนเหรอ? วันนี้อาจารย์ที่ปรึกษาของฉันชมเฉียวอวี้ซะลอยขึ้นฟ้าไปแล้ว! ยังบอกอีกว่าการตัดสินใจของเขานั้นแม่นยำมาก การสอนคณิตศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์มันก็คือกองขยะกองหนึ่งจริงๆ ยังให้พวกเราเรียนรู้จากเขา ให้มีความสามารถในการแยกแยะและเรียนรู้แบบเขา"
"ฮ่าๆ เข้าใจล่ะ คราวหน้าถ้ามีคนสัมภาษณ์ฉัน ฉันจะต้องบอกว่าคณะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยซวงตั้นของเราฟาดเรียบ พรินซ์ตันมาก็เป็นแค่น้อง!"
"ก่อนอื่น ต้องมีสื่อจริงจังยอมสัมภาษณ์นายก่อนนะ!"
"+1"
"+2"
...
กลุ่มแชทจบลงที่การต่อแถว
บ่นก็ส่วนบ่น ข้อเท็จจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อคนเราพยายามจะโจมตีสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบเฉพาะเจาะจง ใช้วิธีการเหยียบหนึ่งยก N นั้นได้ผลดีมาก ย่อมมีคนจำนวนมากก้าวออกมาโต้เถียงแทนอย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าเฉียวอวี้พูดแค่ว่าคณิตศาสตร์ของแมสซาชูเซตส์ห่วย ก็คงแค่ดึงดูดคนที่ไม่พอใจจำนวนมากให้ออกมาโต้เถียงด้วย
แต่เฉียวอวี้ดันยกตัวอย่างสาขาคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศกองหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าแมสซาชูเซตส์ขึ้นมาด้วย ก็มีคนจำนวนมากจริงๆ ที่รู้สึกว่าเด็กคนนี้พูดถูกเผง ถึงขั้นนับเป็นเพื่อนรู้ใจเลยทีเดียว
แน่นอนว่าสำหรับเฉียวอวี้แล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแต่อย่างใด
เขาพอใจก็เพียงพอแล้ว ต่อให้โลกภายนอกจะเอะอะมะเทิ่งจนทะลุฟ้าทะลายดิน ก็ยังมีคุณลุงรปภ. ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงคอยปกป้องเขาอย่างสุดกำลัง
ใช่แล้ว สำหรับเฉียวอวี้ หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ เขาก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติแล้ว
กำหนดการของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงแผนกมัธยมปลายคือ ฝึกทหารเก้าวันตั้งแต่วันที่ 23 ถึง 31 สิงหาคม ซึ่งเยอะกว่าตอนมัธยมต้นสามวัน
วันที่ 1 กันยายนรายงานตัวและจัดพิธีเปิดภาคเรียนของแผนกมัธยมปลาย วันที่ 2 เริ่มเรียนอย่างเป็นทางการ
สงสัยสื่ออิสระไม่น้อยคงสืบรู้มาว่าทางโรงเรียนกำลังฝึกทหาร ช่วงนี้หน้าประตูโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงเลยเกือบจะกลายเป็นจุดเช็คอินของคนดังบนอินเทอร์เน็ตไปแล้ว
เพราะยังไงซะในกรณีที่ถ่ายติดเฉียวอวี้ได้ แล้วสุ่มสัมภาษณ์สักประโยคสองประโยค ยอดวิวมันก็จะไม่ตามมาเหรอ?
ช่วงเวลานี้แหละถึงได้เผยให้เห็นว่าคุณลุงรปภ. หน้าประตูที่มีประสบการณ์โชกโชนนั้นสำคัญมากแค่ไหน
แค่ปรายตามองปราดเดียวก็สามารถแยกแยะคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากกลุ่มผู้ปกครองได้ แล้วค่อยเปิดโหมดตะโกนเสียงดังไล่ตะเพิด
อย่าเห็นว่าคุณลุงรปภ. หน้าประตูโรงเรียนอายุห้าสิบกว่าแล้ว และพลังการต่อสู้ทางกายภาพก็เห็นๆ กันอยู่ว่าไม่ได้แข็งแกร่งอะไร
แต่โทรศัพท์ในป้อมรปภ. กลับมีคุณสมบัติในการอัญเชิญอันทรงพลัง แค่กดโทรด่วน ไม่ถึงห้านาทีอย่างน้อยก็จะมีคุณอาในเครื่องแบบสองคนขับรถเปิดไฟกะพริบมาถึงที่เกิดเหตุ
โดยปกติเมื่อถึงเวลานี้ พวกคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องก็คงถูกไล่ต้อนจนสลายตัวไปหมดแล้ว
หากยังไม่รู้จักกาลเทศะอีก ลำดับต่อไปรถเปิดไฟกะพริบที่พิมพ์อักษรคำว่า "พิเศษ" ไว้บนตัวรถก็จะรีบมาถึงทันที
จางเถี่ยจวินคำนึงถึงสถานการณ์เหล่านี้ไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว เขาจึงได้ทักทายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเชื่อมโยงกับทางโรงเรียนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในด้านความปลอดภัยของโรงเรียนนี้ เมืองดาราในฐานะเมืองหลวงของมณฑล ก็ยังคงใส่ใจเป็นอย่างมาก อย่างน้อยช่วงเวลาไปและกลับจากโรงเรียนทุกวัน ก็จะมีคุณอาที่กำลังปฏิบัติหน้าที่คอยคุ้มครองความปลอดภัยอยู่หน้าประตูตลอดเวลา
โชคดีที่เมื่อการฝึกทหารดำเนินต่อไป กระแสความร้อนแรงเกี่ยวกับเฉียวอวี้บนอินเทอร์เน็ตก็เริ่มจางหายไปเช่นกัน
ใช้เวลาแค่สองวัน เมื่อคุณลุงรปภ. หน้าประตูตวาดจนคอเริ่มแหบแห้ง และเริ่มอมยาอมสมุนไพรจินซ่างจื่อ ก็ไม่มีใครคิดอยากจะไปดักรอเฉียวอวี้และเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ที่หน้าประตูโรงเรียนอีกต่อไป
ดังนั้นต่อให้ช่วงนี้เฉียวอวี้จะเป็นบุคคลที่อยู่ในกระแสร้อนแรงใจกลางพายุบนอินเทอร์เน็ต แต่ชีวิตความจริงแล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมายนัก
ก็แค่ตอนฝึกทหารในแต่ละวัน จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากครูประจำชั้นและครูฝึก มีการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเป็นการส่วนตัวอยู่บ่อยครั้ง หรือถึงขั้นทักทายเป็นพิเศษ อย่างเช่นเฉียวอวี้ที่เข้าแถวอยู่ริมสุดทางขวา เวลาที่ยืนท่าตามระเบียบพัก ครูฝึกก็มักจะจงใจหรือบางทีก็ไม่ได้จงใจที่จะจัดให้แถวขวาได้ยืนอยู่ใต้ร่มไม้
นอกจากนั้นแล้วสายตาที่เพื่อนร่วมชั้นมองเขาก็ไม่ค่อยเหมือนเดิมนัก เวลาที่พูดคุยกันก็มักจะมีคนเผลอหลุดปากพูดคำว่าเทพออกมาเสมอ เวลาที่นั่งล้อมวงพักผ่อนกัน ครูฝึกเสนอให้ทุกคนแสดงความสามารถพิเศษ ในชั้นเรียนก็มักจะมีกลุ่มเด็กผู้หญิงโห่ร้องยุยงให้เฉียวอวี้ก้าวออกมาเป็นคนแรก แสดงเป็นตัวอย่างให้ทุกคนดูหน่อย
เฉียวอวี้เพียงแค่รู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหว
แม้ว่าความจริงแล้วเขาจะมีความสามารถพิเศษเยอะแยะมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่สะดวกที่จะเอามาโชว์ ยกตัวอย่างเช่น วิธีการสั่งสอนเพื่อนร่วมชั้นรอบตัวให้ยอมเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มใจ
โชคดีที่หลังจากถูกลากไปร้องเพลงสองสามเพลง ทุกคนก็ค่อยๆ ปล่อยเขาไป
ทางด้านที่บ้าน อนาคตก็สามารถก็ง่ายขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อการฝึกทหารสิ้นสุดลง เซี่ยเข่อเข่อก็ยืนยันแล้วว่าหลังจากเปิดเทอมวันที่ 1 ก็จะเริ่มคุ้นชินกับชีวิตการอยู่หอพักของมัธยมปลายแล้ว ห้องพักก็แบ่งเรียบร้อยแล้ว
หอพักใหม่เป็นห้องพักหกคน เหล่าเซี่ยและหลิวลู่ไปดูมาด้วยตัวเอง พอกลับมาเจอใครก็เอาแต่พูดว่าสภาพแวดล้อมของโรงเรียนฉางจวินวิทยาเขตหลักดีนักดีหนา แถมยังถือโอกาสให้ความรู้กับเพื่อนร่วมงานในชุมชนด้วยว่า คนที่มีบ้านอยู่ในตัวเมืองดารา หากอยากพักที่โรงเรียนฉางจวินวิทยาเขตหลัก ก็ต้องเข้าห้องเรียนวิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติให้ได้ถึงจะทำได้
แน่นอนว่านี่กำลังชมสภาพแวดล้อมของโรงเรียนฉางจวินวิทยาเขตหลัก หรือกำลังชมลูกสาวตัวเองที่สอบเข้าห้องเรียนวิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติของโรงเรียนฉางจวินวิทยาเขตหลักได้นั้น ก็เป็นเรื่องที่ผู้ฟังต้องใช้วิจารณญาณเอาเองแล้ว
อย่างไรก็ตามไม่ว่าผู้ใหญ่จะมีความคิดแบบไหน เฉียวอวี้ก็รู้สึกดีใจแทนเซี่ยเข่อเข่อมากๆ อยู่ดี
ทว่าการที่เซี่ยเข่อเข่อเลือกอยู่หอพักก็เป็นเรื่องที่ไม่มีวิธีเช่นกัน
เวลาเลิกเรียนคาบทบทวนบทเรียนภาคค่ำของระดับชั้นม.4 โรงเรียนมัธยมฉางจวินคือสี่ทุ่มยี่สิบนาที
จากชุมชนการรถไฟไปถึงโรงเรียนฉางจวินวิทยาเขตหลัก หากรถไม่ติดก็คงใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที แต่เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในย่านที่คึกคักที่สุดของเมืองดารา จึงเป็นเรื่องยากที่รถจะไม่ติด การเลือกนั่งรถประจำทางหรือรถไฟใต้ดินก็คงใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
เวลาแบบนี้อย่าว่าแต่คนชั้นบนเลย แม้แต่เฉียวซีก็ยังไม่ค่อยวางใจให้เซี่ยเข่อเข่อกลับบ้านคนเดียว
ประกอบกับเหล่าเซี่ยและหลิวลู่ต้องทำงานบนรถไฟบ่อยครั้งจนกลับบ้านไม่ได้เป็นวันๆ จะให้คนแก่คอยรับส่งทุกวันก็คงไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ต้องถึงโรงเรียนตอนเจ็ดโมงครึ่งทุกวัน ดังนั้นการอยู่หอพักจึงกลายเป็นทางเลือกเดียว
ทว่าสำหรับเฉียวอวี้แล้ว เซี่ยเข่อเข่ออยู่หอพักก็ดีเหมือนกัน แบบนี้พอเปิดเทอมแล้ว ตอนกลางคืนก็จะได้ไม่มีใครจู่ๆ ก็วิ่งมาเคาะประตู "ปังๆ" อีก ทว่าพูดกันตามตรง บรรยากาศการเรียนในโรงเรียนชื่อดังก็วางอยู่ตรงนั้น พอเปิดเทอมจริงๆ ตอนที่ทุกคนกำลังไล่ตามกันเรื่องการเรียน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีเวลาว่างมาคิดเรื่องวุ่นวายไร้สาระ
สรุปก็คือต่อการที่เซี่ยเข่อเข่อสามารถอาศัยความสามารถของตัวเองเข้าไปเรียนในห้องเรียนที่ดีที่สุดของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในเมืองดาราได้ เฉียวอวี้ก็ยังคงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
สิ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยพึงพอใจนักก็คือ ก่อนจะสิ้นสุดการฝึกทหารสองวัน ครูใหญ่จางก็มาหาเขาแต่เช้าตรู่อย่างกะทันหันอีกแล้ว
"เฉียวอวี้เอ๊ย พิธีต้อนรับนักเรียนใหม่วันที่ 1 ทางโรงเรียนตัดสินใจให้เธอเป็นตัวแทนนักเรียนใหม่กล่าวสุนทรพจน์ สองวันนี้เธอก็เตรียมร่างสุนทรพจน์สักหน่อยเถอะนะ"
"ไม่ใช่สิครับ ครูใหญ่จาง ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้ตกลงกันไว้แล้วเหรอครับว่า อย่าให้ผมกล่าวสุนทรพจน์เลย ผมอยู่โรงเรียนได้ไม่กี่วันหรอก เก็บโอกาสที่หาได้ยากนี้ไว้ให้เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ดีกว่าครับ"
"เฮ้อ เดิมทีฉันก็ไม่อยากจะบังคับเธอหรอก ครูประจำชั้นของพวกเธอก็ไปคุยกับนักเรียนคนอื่นไม่น้อยจริงๆ ยกตัวอย่างเช่นเหยาชิ่นซินในชั้นเรียนของพวกเธอ แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าการที่มีเธออยู่ในชั้นเรียน ความกดดันก็ยังคงมากเกินไปอยู่ดี ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วก็ยังคงมีความหวังจะให้เธอมาเป็นตัวแทนนักเรียนใหม่นั่นแหละ"
เฉียวอวี้มองครูใหญ่จางโดยไม่ส่งเสียง
เหตุผลนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหลอกเด็กอยู่หน่อยๆ แล้ว
เฉียวอวี้ไม่มีทางเชื่อหรอกว่าถ้าครูประจำชั้นยืนกรานให้คนที่มีความกระตือรือร้นคนใดคนหนึ่งในชั้นเรียนมาเป็นตัวแทนนักเรียนใหม่ แล้วพวกเขาจะไม่เห็นด้วย
"เอาเถอะ ความจริงแล้วก็มีการพิจารณาในด้านอื่นๆ ด้วย เธอคิดดูสิ งานประชุมนักเรียนใหม่แบบนี้ ยังไงก็ต้องมีการโพสต์รูปและข้อความลงในบัญชีสาธารณะของโรงเรียนอยู่แล้ว พวกครูฝ่ายปกครองก็รู้สึกว่าให้เธอเป็นตัวแทนนักเรียนใหม่จะดีกว่า
เธอคิดดูนะ ต่อไปพอเธอเติบโตขึ้น กลายเป็นคนดังแห่งวงการคณิตศาสตร์จีน คลิปและรูปถ่ายงานประชุมนักเรียนใหม่ในครั้งนี้จะไม่กลายเป็นของคลาสสิกไปเลยเหรอ? ต่อไปก็จะสามารถหยิบออกมาใช้งานซ้ำๆ ได้ ถือเป็นการทิ้งของที่ระลึกไว้ให้โรงเรียนเก่าด้วยไง
ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยพูดไปแล้วว่า หนุ่มหล่ออย่างเธอ ควรจะออกหน้ากล้องให้เยอะๆ หน่อย ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้เธอก็ถนัดอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่ใช่เหรอ?"
พูดจบ จางเถี่ยจวินก็ยกมือขึ้นตบไหล่เฉียวอวี้อย่างเป็นกันเอง เพื่อเป็นการให้กำลังใจ
ในเมื่อครูใหญ่จางพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงเงินรางวัลจำนวนหนึ่งที่โรงเรียนเคยรับปากไว้ก่อนหน้านี้ เฉียวอวี้ก็รู้สึกว่ายังไงก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าแล้วถามว่า "ถ้างั้นผมก็ยังต้องฝึกทหาร ร่างสุนทรพจน์ทางโรงเรียนช่วยเตรียมให้ได้ไหมครับ?"
จางเถี่ยจวินมองเฉียวอวี้แวบหนึ่ง น้ำเสียงยิ่งเป็นกันเองมากขึ้น "ร่างสุนทรพจน์แน่นอนว่าเธอต้องเป็นคนเขียนเองสิ! โรงเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะจัดเตรียมให้ไม่ได้ แต่ถ้าให้ครูเป็นคนเขียน เธอไม่รู้สึกเหรอว่ามันจะดูเป็นทางการเกินไป? มันไม่มีความหมายน่ะสิ!
คนหนุ่มสาวในยุคใหม่แบบพวกเธอ เดิมทีก็เป็นวัยที่มีความคิดมากที่สุดอยู่แล้ว ฉันก็ยังขอยืนยันคำเดิมเหมือนคราวก่อน เธอเขียนไปเลยกล้าๆ หน่อย กล่าวสุนทรพจน์กล้าๆ หน่อย ฉันจะเป็นคนช่วยรับผิดชอบให้เธอเอง แต่ว่าถ้าเขียนเสร็จแล้วก็ยังคงต้องเอามาให้ฉันดูก่อนนะ
ยิ่งไปกว่านั้น เธอคือผู้เล่นที่ได้คะแนนเต็มในวิชาเรียงความของการสอบเข้ามัธยมปลายเลยนะ กะอีแค่เขียนร่างสุนทรพจน์จะไม่ใช่เรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือได้ยังไง? เอาแบบนี้ สองวันที่เหลือของการฝึกทหาร ฉันจะเป็นคนตัดสินใจให้เธอหยุดพัก ภารกิจของเธอคือการเตรียมร่างสุนทรพจน์สำหรับกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนนักเรียนใหม่ที่บ้านให้เรียบร้อยก็พอ เป็นไง?"
เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างฝืนๆ เอ่ยว่า "งั้น...ก็ได้ครับ ความจริงแล้วผมอยากจะเข้าร่วมการฝึกทหารพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นมากกว่า เพราะยังไงก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ควรจะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แต่เพื่อที่จะเขียนร่างสุนทรพจน์ต้อนรับนักเรียนใหม่ที่มีคุณภาพออกมาให้ได้ เพื่อไม่ให้โรงเรียนต้องเสียหน้า การฝึกทหารสองวันสุดท้ายนี้ผมก็ทำได้เพียงไม่เข้าร่วมแล้วล่ะครับ"
จางเถี่ยจวินหัวเราะ ยกมือขึ้นตบไหล่เฉียวอวี้อีกครั้ง เขาค่อนข้างหลงใหลความรู้สึกแบบนี้เสียแล้ว มักจะรู้สึกว่าถ้าตอนนี้ไม่ตบให้เยอะๆ หน่อย ต่อไปโอกาสที่จะได้ตบไหล่เฉียวอวี้แบบนี้ก็เกรงว่าคงมีไม่มากแล้ว
เพราะยังไงซะอายุแค่สิบห้าปี ทั้งไอคิวและอีคิวก็สูงลิ่วถึงเพียงนี้ แถมยังเป็นนักเรียนที่ไร้ยางอายได้ขนาดนี้ ทำได้เพียงพูดว่าอนาคตไร้ขีดจำกัด!
ถ้าเปลี่ยนเป็นนักเรียนคนอื่น จางเถี่ยจวินก็ยังนึกกลัวว่ายังเด็กแต่กลับได้ดีอาจจะอวดดีเกินไป อนาคตหากแข็งกร้าวเกินไปก็จะหักได้ง่าย แต่สำหรับร่างกายที่เหมือนฟองน้ำแบบเฉียวอวี้แล้ว เขากลับกังวลเพียงแค่ว่าไอ้หนูคนนี้จะสูบน้ำหมึกเข้าไปมากเกินไปจนเผลอรั่วออกมานิดหน่อย ก็สามารถย้อมสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นสีดำไปได้หมด
"ตกลง เธอรีบกลับบ้านเถอะ จำไว้นะว่าเขียนร่างสุนทรพจน์เสร็จแล้วเอามาให้ฉันดูก่อน อืม ก่อนสี่ทุ่มของวันที่สามสิบเอ็ดต้องส่งมาให้ฉันนะ"
"วางใจเถอะครับ ครูใหญ่จาง เรื่องที่คนอื่นสั่งผมอาจจะไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่เรื่องที่คุณสั่ง ผมรับประกันว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จแน่นอนครับ!"
พอจางเถี่ยจวินได้ยินประโยคนี้ ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเป็นปกติ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ หันไปทางเฉียวอวี้ เอ่ยว่า "มา พูดใหม่อีกรอบ ขอเก็บบันทึกไว้หน่อย ฉันมีความหวังว่านิสัยที่ดีแบบนี้ เธอจะสามารถรักษามันไว้ได้อย่างน้อยหนึ่งปีนะ!"
"ฮ่าๆ ครูใหญ่จาง คุณช่าง...อารมณ์ขันมากขึ้นเรื่อยๆ เลยนะครับ"
"ไม่ๆ ไม่ได้อารมณ์ขัน ฉันพูดจริง เธอรีบๆ หน่อย..."
...
เฉียวอวี้ยังคงรู้สึกว่าครูใหญ่จางมีอารมณ์ขันมากเกินไป ถึงขั้นบังคับให้เขาพูดประโยคเกรงใจที่เอาไว้หลอกให้คนอื่นดีใจประโยคนั้นซ้ำอีกรอบจริงๆ
นี่ก็ทำให้เฉียวอวี้เริ่มตื่นตัวเช่นกัน
การเป็นผู้เยาว์ที่ไร้ยางอายนั้นมีข้อได้เปรียบ แต่ข้อแม้คือผู้ใหญ่ต้องยอมให้สักหน่อย ถ้าหากพวกเขาก็เริ่มไร้ยางอายขึ้นมาบ้าง ก็คงสู้ไม่ได้จริงๆ
วิธีแก้ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ ก่อนที่เขาจะมีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงในการพูดปฏิเสธ คราวหน้าที่พูดคำพูดเกรงใจแบบนี้อีก ก็ต้องอาศัยตอนที่มีคนอยู่ข้างๆ พูด และต้องเป็นคนที่ทำให้พวกคุณอา คุณลุงเหล่านี้มีความเกรงอกเกรงใจ ไม่กล้าฉีกหน้าด้วย
เวลาที่ไม่มีใครอยู่ข้างนอกแบบนี้ ควรจะลดความเกรงใจลงแล้วเพิ่มความจริงใจให้มากขึ้นจะดีกว่า
พอกลับถึงบ้าน เฉียวซีก็แปลกใจมาก มองไปข้างนอก แดดจ้ากำลังดี อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความประหลาดใจว่า "ทำไมวันนี้ถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ล่ะ? ไม่ต้องฝึกทหารเหรอ?"
"ใช่ครับ เป็นเพราะแม่สั่งสอนลูกชายที่ยอดเยี่ยมออกมาได้คนหนึ่ง ทำให้โรงเรียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นครูใหญ่จึงตัดสินใจให้ผมหยุดพักสองวัน เพื่อให้ผมสามารถเตรียมร่างสุนทรพจน์สำหรับขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีในฐานะตัวแทนนักเรียนใหม่ที่บ้านได้อย่างสบายใจ" เฉียวอวี้อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและจริงจัง
เฉียวซีคิดๆ ดู แล้วถามว่า "ครูใหญ่แซ่จางที่มาบ้านเราคราวก่อนน่ะเหรอ?"
เฉียวอวี้เปลี่ยนรองเท้าไปพลาง พยักหน้าไปพลาง เอ่ยว่า "ใช่ครับ!"
เฉียวซีวิจารณ์ว่า "อ้อ นั่นมันสุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวหนึ่งเลย มองจากดวงตาคู่นั้นของเขาก็ดูออกแล้ว เห็นชัดๆ ว่าฉลาดแกมโกงมาก แต่ยังชอบแกล้งโง่อีก"
เฉียวอวี้ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ เฉียวซี ถามด้วยความประหลาดใจว่า "แม่ดูคนเป็นด้วยเหรอ?"
"หึ... แม่แค่ไม่ชอบสุงสิงกับใครก็เท่านั้นเอง" เฉียวซียิ้มๆ ฝืนอธิบายออกมาประโยคหนึ่ง
"ความจริงแล้วเขาก็เป็นคนนิสัยไม่เลวเลยนะ" เฉียวอวี้ตอบกลับประโยคหนึ่ง
หากมองข้ามรสนิยมแย่ๆ บางอย่างไป เฉียวอวี้ก็รู้สึกว่าเหล่าจางเป็นคนนิสัยไม่เลวเลยจริงๆ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เขาไม่มีทางสนใจคำขอที่ไร้เหตุผลในวันนี้เลยแม้แต่น้อย
"ไม่ขัดแย้งกันหรอก นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นสุนัขจิ้งจอกเฒ่าที่นิสัยไม่เลวตัวหนึ่ง" เฉียวซีตอบรับอย่างเรียบเฉย
การเถียงคอเป็นเอ็นเป็นหนึ่งในรูปแบบการสื่อสารที่ปกติที่สุดของพวกเขาสองคน ใครหงุดหงิดก่อนคนนั้นก็แพ้
ทว่าเฉียวอวี้ขี้เกียจเถียงเรื่องนี้กับเฉียวซี จึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เตรียมตัวจะดูวีแชต
ท่าทางนี้ทำให้เฉียวซีตบหน้าผากตัวเองกะทันหัน เอ่ยว่า "มีเรื่องหนึ่งเกือบจะลืมบอกลูกไปแล้วเชียว"
"หืม? เรื่องอะไรครับ?"
"เมื่อวานหลังจากลูกนอนหลับไปแล้ว ก็มีคนโทรมาที่เบอร์ของแม่ บอกว่าเป็นพนักงานของเว่ยป๋อ ถามแม่ว่าลูกได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาหรือเปล่า แต่ฟังจากความหมายของเขา ไม่ว่าลูกจะได้ใช้เว่ยป๋อหรือไม่ หากมีความจำเป็น ก็สามารถติดต่อเขาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาสามารถช่วยลูกทำการยืนยันตัวตนบลูวีอะไรสักอย่างได้"
"พวกต้มตุ๋นเหรอ?" เฉียวอวี้ถามหยั่งเชิงไปประโยคหนึ่ง
เฉียวซีส่ายหน้า เอ่ยว่า "ไม่น่าจะใช่นะ ถ้าเป็นพวกต้มตุ๋น เห็นได้ชัดว่าหลอกแม่คนเดียวน่าจะง่ายกว่า เขาคงไม่ออกใบ้ตลอดว่าให้แม่ปลุกลูกขึ้นมาเพื่อที่เขาจะได้คุยกับลูกโดยตรงหรอก จริงสิ เมื่อวานทำไมลูกนอนเร็วขนาดนั้นล่ะ? เพิ่งจะสามทุ่มก็หลับแล้วเหรอ?"
เฉียวอวี้พูดเสียงอู้อี้ว่า "คุณแม่ที่รักครับ การฝึกทหารมันเหนื่อยมากจริงๆ นะ! แม่ไม่ค้นพบเหรอว่าช่วงนี้เข่อเข่อก็ลงมาน้อยลงน่ะ? จริงสิ แม่เคยลงทะเบียนใช้เว่ยป๋อไหม?"
เฉียวซีตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่เคย แม่จะไปลงทะเบียนไอ้ของพรรค์นั้นทำไมล่ะ? แม่ไม่ได้เป็นติ่งดาราหรืออะไรสักหน่อย"
เฉียวอวี้คิดๆ ดูแล้วเอ่ยว่า "เอาล่ะ เอาโทรศัพท์มือถือมาให้ผมสิ ผมจะโทรกลับไปถามดูว่าเป็นสถานการณ์แบบไหนกันแน่"







