ลูกชายคลอดออกมาแข็งแรงดี สวี่ซื่อเยี่ยนดีใจมากจนเก็บอาการแทบไม่อยู่
หลังจากกินข้าวที่บ้านเสร็จ เขาก็รีบไปที่ชุมชน ใช้โทรศัพท์ของชุมชนโทรไปที่ชุมชนต้าอิ๋ง ขอให้ช่วยส่งข่าวไปถึงซูเหวยจง
จากนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ไปขอลางานกับหวังเจียเหริน พร้อมยืมจักรยานขี่กลับไปบ้านใหญ่เพื่อแจ้งข่าวดี
เมื่อพ่อของเขา สวี่เฉิงโฮ่ว รู้ว่ามีหลานชายเพิ่มอีกคนก็ปลื้มใจมาก รีบนำไข่ไก่ที่เก็บไว้ช่วงนี้ให้สวี่ซื่อเยี่ยนเอากลับไป
“ให้แม่ของแกอยู่ที่นั่นดูแลลูกสะใภ้ให้อย่างดี ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทางบ้าน ส่วนแกก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดี
ตอนนี้แกเป็นพ่อคนแล้ว ภาระก็เพิ่มขึ้น ต้องขยันทำงานนะ ภรรยาลูกก็ต้องให้แกเลี้ยงดูทั้งนั้น” พ่อของเขากำชับด้วยความหวังดี
สวี่ซื่อเยี่ยนนึกถึงบ้าน เลยไม่ได้อยู่ที่บ้านใหญ่นานนัก คุยกับพ่อได้สักพักก็รีบขี่จักรยานกลับไปตงกัง
ซูอันอิงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นแพทย์ตรวจร่างกายแล้วเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร
จึงให้สวี่ซื่อเยี่ยนไปจัดการเรื่องเอกสารออกจากโรงพยาบาล และพาซูอันอิงกลับบ้านเพื่อพักฟื้นช่วงอยู่ไฟ
กลับมาบ้านก็สะดวกขึ้นมาก มีโจวกุ้ยหลานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ซูอันอิงจึงมีน้ำนมเร็ว
เด็กน้อยมีนมกิน ไม่ร้องไม่งอแง กินอิ่มก็หลับ ตื่นมาก็ฉี่ ฉี่เสร็จก็กินต่อ
เจ้าเด็กน้อยนี่กินเก่งไม่น้อย กินเยอะก็ฉี่เยอะ ผ้าอ้อมที่เตรียมไว้แทบไม่พอใช้
เชือกตากผ้านอกบ้านเต็มไปด้วยผ้าอ้อมเด็ก หลากสีเหมือนธงประดับ
ตั้งแต่เกิดมา ดวงตาเจ้าเด็กน้อยยังไม่เคยลืมเลย จนกระทั่งผ่านไปห้าหกวันจึงค่อย ๆ ลืมตา
สวี่ซื่อเยี่ยนกลับจากทำงานบนเขา พอตอนเย็นกลับถึงบ้าน ได้ยินว่าลูกชายลืมตาแล้ว รีบเดินไปอุ้มด้วยความตื่นเต้น
แต่ไม่รู้เป็นอะไร เด็กที่ปกติดีกลับร้องไห้จ้าในทันทีที่เห็นหน้าเขา
ร้องแบบไม่เคยร้องขนาดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เกิด
เสียงร้องนั้น ถ้าใครไม่รู้คงคิดว่าสวี่ซื่อเยี่ยนแอบหยิกลูกเข้าให้แน่ ๆ
“ดูสิ แกน่ะ อุ้มลูกไม่เป็นก็อย่าไปอุ้ม พออุ้มทีไรลูกก็ร้องเป็นบ้าเป็นหลังทุกที”
โจวกุ้ยหลานรีบแย่งหลานมาจากอ้อมแขนเขาอย่างหัวเสีย พร้อมกับกล่อมเบา ๆ
ก็แปลกดี เด็กในอ้อมแขนสวี่ซื่อเยี่ยนร้องจ้า แต่พอย้ายมาอยู่กับโจวกุ้ยหลาน แค่โยกเบา ๆ ก็เงียบสนิท
“ไอ้ตัวแสบ! นี่รังเกียจพ่อตัวเองหรือไง?” สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับเซ็งกับลูกชาย
เจ้าเด็กจอมวุ่นนี่รังเกียจเขารึเปล่า? ชาติก่อนคงรังเกียจที่เขาจน ไม่ยอมมาเกิดเป็นลูกเขา
ชาตินี้ในที่สุดก็เลี้ยงไว้ได้แล้ว ยังจะรังเกียจอีกเรอะ?
“ไปให้พ้นเลย เพิ่งกลับลงมาจากเขา ตัวเหม็นเหงื่อไปหมด อีกอย่าง ไม่รู้ด้วยว่าแกเอาเห็บหรือแมลงกลับมาจากเขาด้วยรึเปล่า รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาไปเลย”
โจวกุ้ยหลานที่กำลังอุ้มหลานอยู่ มองลูกชายอย่างหมั่นไส้
เห็บ ซึ่งชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ “ทิคส์” มักพบในป่า อาศัยดูดเลือดมนุษย์และสัตว์เป็นอาหาร
หากเห็บเกาะคน มันจะไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ มันจะฝังแน่นลงไปในผิวหนัง
ถ้าดึงออกอย่างแรง ถึงจะดึงจนตัวมันขาด แต่ปากของมันยังคาอยู่ในเนื้อ อาจกลายเป็นเนื้อเติบโตผิดปกติได้
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ เห็บสามารถพาไวรัสสมองอักเสบจากป่าไม้มาแพร่สู่คนได้ หากโชคร้ายติดเชื้ออาจถึงแก่ชีวิตได้เลย
ชาวบ้านในพื้นที่ภูเขา เมื่อกลับมาจากป่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตรวจดูตามร่างกาย โดยเฉพาะใต้วงแขน หลังหู โคนขา ซึ่งเป็นจุดที่ซ่อนตัวได้ดี
ตอนนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น เห็บก็เริ่มออกหากินแล้วจริง ๆ
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่กล้าเถียงแม่ รีบไปตักน้ำ ล้างหัว ถูตัวแบบลวก ๆ แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
เขานึกว่าทำแบบนี้แล้ว ลูกน่าจะไม่ร้องไห้อีกใช่ไหม?
แต่พอเขาเพิ่งจะเข้าไปใกล้ลูกชาย ยังไม่ทันอุ้มเลย เจ้าเด็กน้อยก็เริ่มเบะปากร้องไห้อีกแล้ว
“นี่มันเรื่องประหลาดชัด ๆ เลยนะ ตอนที่แกไม่อยู่บ้าน เด็กไม่ร้องสักแอะ กินเสร็จก็นอน นอนเสร็จก็กิน เลี้ยงง่ายจะตายไป ฉันไม่เคยเจอเด็กที่เลี้ยงง่ายแบบนี้มาก่อนเลยจริง ๆ”
“เฮ้อ พอแกกลับมาบ้านปุ๊บไปดูเขา ลูกก็ร้องเลยนะ ถ้าฉันไม่ได้เห็นกับตา ฉันต้องคิดว่าแกแอบหยิกเขาแน่ ๆ เลย”
โจวกุ้ยหลานก็จนคำพูดกับสองพ่อลูกคู่นี้จริง ๆ จะเรียกว่าคู่อาฆาตโดยกำเนิดก็ว่าได้ เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องร้องไห้?
สวี่ซื่อเยี่ยนยกมือยอมแพ้ “ก็ได้ ๆ ฉันจะอยู่ห่าง ๆ เขาหน่อยแล้วกัน เจ้านี่มันต้องมีแค้นกับฉันจากชาติที่แล้วแน่ ๆ”
เจ้าหนู เดี๋ยวโตขึ้นก่อนเถอะ ดูสิพ่อจะจัดการยังไง
สวี่ซื่อเยี่ยนได้แต่บ่นในใจ ก่อนจะถอยห่างจากลูกชาย แต่พอเขาเดินออกมา เด็กน้อยก็หยุดร้องไห้ทันที
ทำเอาโจวกุ้ยหลานกับซูอันอิง สองแม่สามีลูกสะใภ้ถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตา
“เฮ้อ ตั้งแต่เด็กพ่อลูกคู่นี้ก็ไม่ถูกกันแล้วโตไปจะทำยังไงเนี่ย? เดี๋ยวจะกลายเป็นแบบพ่อแกกับแกอีกมั้ยนี่?”
โจวกุ้ยหลานนั่งลงที่ขอบเตียง ก้มมองเจ้าตัวน้อยที่ยังไม่ถึงเจ็ดวันในผ้าห่ม
“นี่แกจะดื้อไปถึงไหน? ทำไมถึงขัดกับพ่อขนาดนี้นะ? เฮ้อ...”
เจ้าหนูจะไปเข้าใจอะไรได้ ยังนอนเป่าฟองน้ำนมอยู่บนเตียง แล้วก็ยิ้มให้โจวกุ้ยหลานอีกต่างหาก
ยิ้มนี่แหละ เล่นเอาโจวกุ้ยหลานหัวเราะไม่หยุด รีบอุ้มหลานขึ้นมาโอ๋ใหญ่เลย
“ดูสิ น่ารักจะตายไป เพิ่งเจ็ดวันก็ยิ้มได้แล้ว”
ตอนที่เจ้าหนูยิ้ม ซูอันอิงก็เห็นเหมือนกัน ตอนนี้เลยยิ่งรู้สึกแปลกใจ
“จริงด้วย เขายิ้มได้แล้ว ตอนลูกสาวคนที่ห้ากับหกของฉัน ยังต้องรอถึงครบเดือนถึงจะยิ้มเลยนะ”
ซูอันอิงมองลูกชายแล้วรู้สึกว่าเจ้าตัวน้อยนี่ดูจะพิเศษกว่าคนอื่นยังไงไม่รู้
“เจ้าหนูนี่นะ โตขึ้นต้องทั้งฉลาดทั้งซนแน่ ๆ พวกเธอสองคนก็เลี้ยงลูกให้ดี ใช้ใจดูแล เพราะสุดท้ายก็ต้องพึ่งเขาตอนแก่แหละ”
ในความคิดของคนส่วนใหญ่ ลูกชายคนโตต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ เป็นธรรมเนียมที่สืบต่อกันมาหลายปี โจวกุ้ยหลานเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
สวี่ซื่อเยี่ยนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ ได้ยินก็อดพ่นลมหายใจไม่ได้
หวังพึ่งลูกชายดูแลตอนแก่? คงหวังเกินไปหน่อยแล้ว
พอเด็กคนนี้โตขึ้น โลกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ถ้าเขาเป็นคนมีอนาคต สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไปทำงานในเมือง ปีหนึ่งจะกลับบ้านสองสามครั้งก็นับว่าเยอะแล้ว
ในเมืองมีทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าสินสอด พ่อแม่ยังต้องช่วยออกเงินให้ด้วยซ้ำ
ชีวิตในเมืองไม่ง่าย มีแต่ความกดดัน พ่อแม่อย่างเราจะไปเพิ่มภาระให้ลูกอีกได้ไง?
ถ้าเด็กไม่มีอนาคต สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ อยู่บ้านแล้วจะทำอะไรได้?
ทำเกษตร? ปลูกผักขาย? หรือค้าขาย?
แค่เลี้ยงตัวเองก็ลำบากแล้ว อาจจะต้องให้พ่อแม่ช่วยเงินค่าสินสอดอีกแน่ ๆ
พอมีลูกอีก ชีวิตยิ่งแพง ทั้งค่าเรียนพิเศษ ค่าครองชีพสารพัด สองตายายจะมีใจไปทำให้ลูกต้องเครียดเพิ่มได้ไง?
ที่เขาว่ากันว่า “เลี้ยงลูกไว้ดูแลยามแก่” จริง ๆ ก็เป็นแค่ความหวังในใจเท่านั้นเอง
พอได้เกิดมาอีกครั้ง สวี่ซื่อเยี่ยนก็เข้าใจแล้ว ไม่ว่าจะลูกสาวหรือลูกชาย การเลี้ยงดูพวกเขาไม่ใช่เพื่อให้มาดูแลเราตอนแก่ และไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้บ่อย ๆ ด้วย
ตราบใดที่ลูกมีความสามารถ มีชีวิตดี ๆ พวกเขาจะไม่มีทางทิ้งให้พ่อแม่อยู่ลำพังแน่นอน
เพราะฉะนั้น หน้าที่พ่อแม่คือพยายามสุดความสามารถ เลี้ยงดูให้ลูกเติบโตเป็นคนที่ดี มีความสามารถ แค่นั้นแหละคือสิ่งที่ควรทำ
พอเราให้ชีวิตเขามา อย่างน้อยที่สุดในยี่สิบปีแรก เราต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด หลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้วล่ะ







