จวนของตู้หรูฮุ่ยมีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน
จึงสั่งการโรงครัวเป็นพิเศษให้จัดเตรียมอาหารอันโอชะอย่างบริบูรณ์
หลี่อี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตากับอาหารเลิศรสของเหล่าชนชั้นสูงแล้ว มันไม่ใช่แค่การจัดฉากให้ดูโอ่อ่าจริงๆ
เริ่มแรกยกจานเนื้อแกะแช่เย็นขึ้นมา นี่คืออาหารว่างจานเย็น หลี่อี้มองแล้วรู้สึกว่าคล้ายเนื้อแกะต้มสุกหั่นชิ้น เมื่อสอบถามดูจึงรู้ว่านำเนื้อแกะไปต้มกับเครื่องเทศจนสุก เลาะกระดูกออกขณะยังร้อน จากนั้นกดทับชิ้นเนื้อให้แบน เวลาจะกินค่อยนำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ กินในฤดูร้อนจะอร่อยยิ่งนัก
หลี่อี้คีบขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง ไม่มีกลิ่นสาบกลิ่นคาว เนื้อสัมผัสแน่น เคี้ยวเด้งสู้ฟัน สีสันสดใสรสชาติกลมกล่อม เมื่อจิ้มกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษยิ่งมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มันแต่ไม่เลี่ยน เนื้อแกะแช่เย็นแบบติดหนังมีชั้นเนื้อชัดเจน กลิ่นหอมอบอวลอยู่ในปาก
“หอมมากขอรับ” หลี่อี้ยกนิ้วโป้งให้
หลี่ซื่อหมินชิมแล้วก็กล่าวว่านี่คือแกะถงโจว
“ฝ่าบาทปราดเปรื่องพะย่ะค่ะ นี่คือแกะจากซาย่วนแห่งถงโจวจริงๆ” ตู้หรูฮุ่ยกล่าว แกะถงโจวคือแกะที่ชาวฉางอันชอบกินที่สุด และยังเป็นเนื้อแกะอันดับหนึ่งในใจของพวกเขา ได้รับความนิยมยิ่งกว่าแกะชายหาดเหยียนโจวเสียอีก
งานเลี้ยงรับรองแขกของตู้หรูฮุ่ยในวันนี้ เน้นเนื้อแกะเป็นหลัก และยังมีกลิ่นอายแบบชาวหูอยู่บ้าง
จากนั้นก็ยกกู่โหลวจื่อขึ้นมา นี่เทียบได้กับวิธีการกินขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อระดับอัปเกรดของตระกูลใหญ่ กู่โหลวจื่อแต่ละชิ้นจะใช้เนื้อแกะหนึ่งชั่ง ยัดไส้ไว้ตรงกลางขนมปังแผ่นอบหลายๆ ชั้น จากนั้นใส่เต้าซี่ พริกไทยดำ และเครื่องปรุงอื่นๆ ลงไป เติมเนยแข็ง แล้วนำไปอบในเตาขนาดใหญ่ รอจนเนื้อสุกปานกลางก็ค่อยนำออกมากิน
กำนันหวังและลี่เจิ้งหวังวันนี้ก็พลอยได้อานิสงส์จากหลี่อี้ จึงได้เป็นแขกของตระกูลตู้ด้วย เขาหั่นกู่โหลวจื่อตรงหน้า มองเห็นพริกไทยดำเป็นเม็ดๆ อยู่ข้างในก็ตกตะลึงยิ่งนัก กระซิบกับหลี่อี้ที่อยู่ข้างๆ ว่า “เจ้าสิรู้หรือไม่ว่าตอนนี้พริกไทยในฉางอันแพงแค่ไหน พริกไทยหนึ่งตำลึงขายได้ทองคำหนึ่งตำลึง ถูกเรียกว่าทองคำดำ พริกไทยเม็ดเดียวยังมีค่าตั้งยี่สิบสามสิบอีแปะ ของที่เปลืองเงินที่สุดในกู่โหลวจื่อชิ้นนี้ไม่ใช่เนื้อแกะหนึ่งชั่งนั่นหรอก แต่เป็นพริกไทยต่างหาก พริกไทยในกู่โหลวจื่อชิ้นนี้ก็มีค่าห้าร้อยหกร้อยอีแปะแล้ว”
นี่คือความหรูหราแบบถ่อมตัวของชนชั้นสูงตระกูลดังงั้นหรือ เอาเหล้าเหมาไถใส่ขวดน้ำแร่?
กินขนมปังแผ่นอบเหมือนกันแท้ๆ ขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อร้านโจวลั่วถัวที่หลี่อี้ซื้อในตลาดตะวันออก ข้างในใส่เนื้อแกะหนึ่งตำลึงกับต้นหอม ขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อที่ซานเหนียงขายอยู่ตรงหัวสะพานหลัวเจีย ข้างในใส่เนื้อกบ เนื้อหนูนา
ส่วนขนมปังแผ่นอบของบ้านตู้หรูฮุ่ย ข้างในไม่เพียงใส่เนื้อแกะหนึ่งชั่งเต็มๆ ยังใส่พริกไทยดำตั้งยี่สิบสามสิบเม็ด ขนมปัง เนื้อแกะ พริกไทย ฯลฯ รวมวัตถุดิบก็มีมูลค่านับพันอีแปะแล้ว
เรื่องนี้ยังเป็นการเตือนหลี่อี้อีกครั้ง ว่าพ่อค้าชาวหูเผ่าซอกเดียที่นำเครื่องเทศจากดินแดนตะวันตกมาขายในจงหยวนนั้น ทำกำไรได้มหาศาลจริงๆ ชาวซอกเดียบอกว่าพริกไทยมาจากเทียนจู๋ แต่ในความเป็นจริงหนานหยางต่างหากที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องเทศหลักอย่างพริกไทยและกานพลู หากสามารถบุกเบิกเส้นทางการค้าเครื่องเทศจากต้าถังไปยังหนานหยางได้ กำไรในนั้นก็คงเดาได้ไม่ยาก
ตู้หรูฮุ่ยในฐานะขุนนางขั้นห้า ราชสำนักจะจัดสรรแกะให้เขาทุกเดือนเดือนละเก้าตัว แน่นอนว่าด้วยฐานะสกุลตู้แห่งจิงเจ้าของเขา ต่อให้ราชสำนักไม่จัดสรรแกะให้ เขาก็ยังกินแกะถงโจวได้ทุกมื้ออยู่ดี
ช่างปะไรว่าเนื้อแกะชั่งละสองร้อยอีแปะหรือชั่งละไม่กี่สิบอีแปะ สำหรับตระกูลตู้แล้วมันไม่มีผลต่อการกินเนื้อแกะเลย
บนโต๊ะอาหารของตระกูลตู้ไม่มีเนื้อหมู ตู้หรูฮุ่ยพูดกลั้วหัวเราะว่าเนื้อหมูเนื้อหมาล้วนขึ้นโต๊ะไม่ได้ “เนื้อหมูทำให้เส้นเลือดอุดตัน กระดูกและเอ็นอ่อนแอ ลมปราณกำเริบ ผู้ที่ชอบกินจะต้องป่วยเป็นโรคหลอดเลือด”
เขายังเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า คราวก่อนลูกชายทั้งสองของเขาทะเลาะกัน ทำให้เขาโกรธจนลงโทษให้พี่น้องทั้งสองกินเนื้อหมู ตู้โก้วสองพี่น้องกินไปอ้วกไป รู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง ตู้หรูฮุ่ยจึงขู่พวกเขาสองคนว่า หากคราวหน้ายังกล้าทะเลาะกันอีก จะไม่เพียงลงโทษให้กินเนื้อหมูแต่ยังจะใส่เนยลงไปด้วย
หลี่อี้ฟังแล้วอยากจะขำ บทลงโทษของตระกูลชนชั้นสูงกลับกลายเป็นการกินเนื้อหมูงั้นหรือ?
บทลงโทษแบบนี้หากใช้กับชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจีย ทุกคนคงแย่งกันรับโทษเป็นแน่ ตอนเขาสร้างบ้านแค่ซื้อคากิ หัวหมู เครื่องในหมูมาตุ๋นให้กิน ทุกคนก็พากันร้องบอกว่าผู้ใหญ่บ้านใจกว้างแล้ว
สำหรับชาวบ้านที่ขาดสารอาหาร เนื้อหมูไม่มีข้อเสียมากมายขนาดนั้น ตรงกันข้ามยังช่วยบำรุงเลือดลมเสริมสร้างกระดูกและเส้นเอ็นอีกด้วย
ทว่าหลี่อี้ก็รู้ว่าเหตุใดชนชั้นสูงจึงไม่ชอบเนื้อหมู ชาวบ้านยุคนี้เลี้ยงหมูไว้รวมกับส้วม หมูและหมาต่างก็กินขี้จริงๆ
เรื่องนี้ทำให้เหล่าชนชั้นสูงผู้สูงส่ง พอคิดถึงก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาได้ยังไงกันเล่า
แกนนำของกลุ่มกวนหลงล้วนเป็นขุนนางแห่งอู่ชวน ส่วนขุนนางอู่ชวนก็ถูกเรียกว่าตระกูลเลือดผสม แม้จะก่อตั้งราชวงศ์สี่ราชวงศ์คือซีเว่ย เป่ยโจว ราชวงศ์สุย และราชวงศ์ถัง แต่ก็ยังมีกลิ่นอายแบบชาวหูอยู่อย่างเข้มข้น
พวกเขาจึงยกย่องและชื่นชอบเนื้อแกะเป็นพิเศษเช่นกัน
กู่โหลวจื่อยังกินไม่หมด สาวใช้ก็ยกอาหารมาอีกจาน
“นี่คืออวี้เจียนเมี่ยน นำเซียวสยง จ้านลู่มาทำเป็นไส้ในแล้วนึ่งจนสุกเจ้าค่ะ”
หลี่อี้มองดูอาหารที่สาวใช้รุ่นเยาว์ยกมาส่งบนโต๊ะของตน นี่มันซาลาเปาไม่ใช่หรือ?
เซียวสยง จ้านลู่คืออะไร อย่าบอกนะว่าเป็นซาลาเปาไส้เนื้อหมีเนื้อกวาง?
ความสงสัยของหลี่อี้ทำให้หลี่ซื่อหมินหัวเราะฮ่าๆ “เซียวสยงก็คือสยงไป๋ มันคือไขมันบนหลังหมี เป็นส่วนที่วิเศษที่สุดในไขมันหมี จ้านลู่คือกวางที่เลี้ยงดูมาอย่างพิถีพิถัน นำไขมันหมีมาผสมกับเนื้อกวางปรุงเป็นไส้ละเอียด ใช้แผ่นแป้งห่อเป็นรูปทรงเรียวแหลมแล้วนำไปนึ่งให้สุก นั่นก็คือซีเจียนเมี่ยน”
ซาลาเปาไส้น้ำมันหมีกับเนื้อกวาง หลี่อี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
จึงรีบชิมไปหนึ่งลูก
แป้งซาลาเปานุ่มละมุนมาก ไส้เนื้อกวางข้างในก็สดใหม่มาก เขายังสัมผัสได้ถึงรสชาติของเห็ดหอม
น้ำมันหมีไม่มีกลิ่นสาบกลิ่นคาวอย่างที่จินตนาการไว้ กลับรู้สึกว่าซาลาเปาน้ำมันหมีลูกนี้หอมเป็นพิเศษ
ซีเจียนเมี่ยนลูกไม่ใหญ่นัก หลี่อี้สวาปามรวดเดียวไปถึงสี่ลูก
ทุกคนเห็นท่าทางการกินของเขาก็พากันหัวเราะร่วน หลี่อี้ไม่รู้สึกเขินอายเลยสักนิด
“หอมจริงๆ ขอรับ”
ตู้หรูฮุ่ยบอกว่าตระกูลตู้มีลานเลี้ยงกวางของตัวเอง จึงได้เลี้ยงกวางเอาไว้ ชนชั้นสูงทั่วไปหากอยากกินกวางต้องซื้อจากลานกวางของหลวง ฮ่องเต้ทรงมีลานกวางที่ใหญ่ที่สุดในฉางอัน ไม่เพียงส่งเข้าวังหลวง แต่ยังขายให้เหล่าชนชั้นสูงด้วย
แน่นอนว่าชนชั้นสูงสามารถไปล่ากวางเองได้ หรือจะซื้อจากที่คนอื่นล่ามาก็ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สะดวกเท่าที่เลี้ยงไว้กินเอง
ส่วนไขมันหมีนั้น ย่อมได้มาจากการล่า
ยกอาหารมาต่อ คราวนี้เป็นน้ำแกง สาวใช้แนะนำว่า “แกงนี้มีชื่อว่าหุยทังอู่ขู่ ใช้วัตถุดิบสิบสามชนิด เช่น แกะ วัว กวาง ปลา พิราบ กระต่าย ห่าน ไก่ เป็ด มาเคี่ยวน้ำแกง พอน้ำแกงได้ที่แล้วค่อยใส่แผ่นแป้งเจ้าค่ะ”
หลี่อี้มองชามใหญ่ตรงหน้า
มันก็คือเส้นหมี่ชามหนึ่งนั่นแหละ แต่ใช้วัตถุดิบเนื้อสัตว์สิบสามชนิดมาเคี่ยวน้ำแกงก่อนแล้วค่อยต้มเส้น เรียกได้ว่าเป็นปั๋วทัวฉบับอัปเกรดขั้นสุดยอด
ตักน้ำแกงชิมก่อนคำหนึ่ง
สด รสชาติสดใหม่หาใดเปรียบ
หอมเข้มข้นกลมกล่อม
ตักแผ่นแป้งกินอีกหน่อย อืม นุ่มลื่นแต่ยังคงความเหนียวหนึบ
บะหมี่ชามนี้เครื่องแน่นแต่รสชาติกลับไม่ตีกันปนเป หาได้ยากยิ่ง
อาหารจานสุดท้ายคือปลา
เนื้อปลาหลีฮื้อสดหั่นฝอย น้ำแกงลำธารมรกตขึ้นฉ่ายหอม
ปลาหลีฮื้อตัวใหญ่ถูกยกขึ้นมา แม่ครัวแล่ให้เห็นกันสดๆ แม่ครัวคนนั้นเคลื่อนไหวอย่างช่ำชอง นำปลาเป็นๆ มาขอดเกล็ด ควักเหงือก ตัดหางรีดเลือด เอาเครื่องในออก เลาะเนื้อปลา ลอกหนัง ฝานเป็นแผ่น แล้วหั่นเป็นเส้นเงินบางเฉียบ
ไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่เปล่าประโยชน์แม้แต่นิดเดียว
ไม่นานเส้นเงินก็ถูกจัดลงจาน นำไปวางตรงหน้าทุกคนคนละจาน
ยังมีเครื่องเคียงอีก ทั้งหัวหอมดอง ผักชี ใบโหระพา ขิงซอย และวัตถุดิบอื่นๆ อีกกว่ายี่สิบชนิด
หลี่อี้มองดูจานปลาดิบที่ใสแจ๋วราวคริสตัลตรงหน้า
เขาไม่ชิม
เขากลัวพยาธิ
นี่มันปลาน้ำจืดนะ
พี่น้องชาวกว่างซีกินปลาดิบยังต้องกินยาฆ่าพยาธิพกติดตัวเลย
หลี่อี้ตบพุงตัวเบาๆ “กินอิ่มแล้ว ข้ากินไม่ไหวแล้ว รู้อย่างนี้ว่าข้างหลังยังมีของอร่อยเช่นนี้ เมื่อครู่ก็น่าจะกินให้น้อยลงหน่อยขอรับ”
คำพูดนี้ทำให้พวกหลี่ซื่อหมินหัวเราะร่วนอีกครั้ง
ทุกคนต่างชื่นชอบปลาหลีฮื้อหั่นฝอยจานนี้มาก โดยเฉพาะโหวจวินจี๋กับสวี่ลั่วเริ่น สองขุนพลผู้ดุดันใต้สังกัดหลี่ซื่อหมิน สองคนนี้เป็นหัวหน้าองครักษ์ที่ติดตามเขาไม่ห่าง ทั้งยังเป็นสหายที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ท่าทางตอนสองคนนี้กินปลาดิบนั้นช่างดุดันนัก
หลังกินปลาดิบยังมีซูซานอีกจาน นำน้ำแข็งที่เก็บไว้ในอุโมงค์มาทุบให้แตกแล้วก่อเป็นภูเขาจำลอง จากนั้นราดเนยเหลวลงบนน้ำแข็งใส ประดับประดาด้วยดอกไม้ใบหญ้าเล็กน้อย ภูเขาเนยของหวานในฤดูร้อนก็เสร็จสมบูรณ์
หน้าร้อนอันอบอ้าวได้กินเนยนมแช่แข็งสักคำ แล้วเคี้ยวน้ำแข็งใสกร้วมๆ ช่างสุขใจจริงๆ
“รับรองไม่ทั่วถึง ขอทุกคนโปรดอภัยด้วย”
หลังมื้ออาหาร จึงรินน้ำชา
ตู้หรูฮุ่ยยังบอกว่ารับรองไม่ทั่วถึงอีก หลี่อี้รู้สึกว่าเขากำลังโอ้อวด อาหารเหล่านั้นต่อให้หลี่อี้มีเงินก็ทำออกมาไม่ได้
“วันหน้าข้าขอเชิญทุกคนมาที่คฤหาสน์ของข้าในฝานชวน ข้าจะเตรียมการล่วงหน้า รับรองว่าจะไม่อัตคัดเช่นนี้แน่นอน” ตู้หรูฮุ่ยกล่าวกลั้วหัวเราะ
หลี่อี้ไม่รู้สึกว่ามันอัตคัดเลยสักนิด แม้อาหารจะมีเพียงไม่กี่จาน แต่ละอย่างล้วนเป็นตำนานทั้งนั้น แกะแช่เย็น กู่โหลวจื่อ อวี้เจียนเมี่ยน หุยทังอู่ขู่ ปลาหลีฮื้อหั่นฝอย ซูซาน อย่ามองว่ามีแค่หกจานเชียว
แต่อยู่ข้างนอกนั่น ต่อให้มีเงินก็ยังหาตังซื้อกินไม่ได้เลย
ถึงขนาดที่ว่าพ่อครัวทั่วไปก็ทำไม่เป็น อย่างเช่นซูซานที่ต้องใช้น้ำแข็ง ในเดือนเจ็ดกลางฤดูร้อนเช่นนี้ ต้องเป็นตระกูลชนชั้นสูงที่มีฐานะมั่นคงมากเท่านั้นถึงจะมีได้
หรูหราฟุ่มเฟือย
นี่สินะตระกูลผู้ลากมากดี
ถ้าพวกเขาจะไปเป็นแขกที่บ้านหลี่อี้ หลี่อี้ก็คงคิดออกแค่จะทำหมูสามชั้นน้ำแดง คากิตุ๋นถั่วเหลือง ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน แกะต้มจับกัง หม้อดินฟองเต้าหู้สามเซียน แกงจืดเต้าหู้ทอด ปลานึ่ง ผัดกุยช่ายเต้าหู้แห้ง เมนูพวกนี้เท่านั้น
สาวใช้ของตระกูลตู้ต้มชาก็ช่างน่ามองยิ่งนัก คนก็สวย ท่วงท่าก็งดงาม
วันนี้ต้มชาซีซานป๋ายลู่ที่ผลิตจากหงโจวแห่งเจียงหนาน สาวใช้ต้มไปพลางแนะนำไปพลางว่าชาซีซานป๋ายลู่แห่งหงโจวนั้น จัดอยู่ในสิบสุดยอดชาเลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน เทียบเคียงกับชาหวงหยาแห่งฮั่วซานในโซ่วโจว ชาจิวเฉินแห่งมู่โจว ชาจื่อสุ่นแห่งหูโจว ชาเหมิงติ่งสือฮวาแห่งหย่าโจว
ทั่วแผ่นดินมีดินแดนที่ส่งชาบรรณาการอยู่สิบหกโจว ล้วนอยู่ทางตอนใต้ ทั้งปาสู่ ซานหนาน หวยหนาน เจียงหนาน และที่อื่นๆ
ที่หาได้ยากคือซีซานป๋ายลู่ที่ดื่มในวันนี้ ไม่ใช่ชาแผ่นที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน แต่เป็นชาใบที่หาได้ยาก ทั้งยังเป็นชาใบที่แปรรูปจากใบอ่อน ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากชาเขียวในยุคหลังมากนัก
เพียงแต่เรื่องที่ทำให้หลี่อี้รับไม่ได้เล็กน้อยก็คือ ทั้งที่เป็นชาใบที่ทำจากยอดอ่อน แต่เวลาที่คนถังดื่ม ก็ยังคงใช้วิธีการแบบเดิมๆ คือนำไปย่างก่อน ค่อยบดให้เป็นผง จากนั้นนำไปต้ม แถมยังใส่เครื่องปรุงสารพัด
ช่างเสียของจริงๆ
หลี่อี้อดไม่ได้ที่จะขอชาใบจากสาวใช้ต้มชามาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็นำมาชงเป็นกาให้ตัวเองโดยตรง
ทุกคนเห็นท่าทางของหลี่อี้แล้ว ก็ยังรู้สึกว่าเขาเป็นพวกวัวเคี้ยวโบตั๋น ไม่รู้จักสุนทรียะ
หลี่อี้มองชาป๋ายลู่ที่ตัวเองชง สีน้ำชาสว่างใส กลิ่นหอมละมุนดั่งกล้วยไม้ จิบไปคำหนึ่ง รสชาติบริสุทธิ์ยิ่งนัก ทิ้งรสสัมผัสหอมหวานอวลอยู่ในปาก นี่คือชาที่ดีที่สุดที่เขาได้ดื่มตั้งแต่มาถึงราชวงศ์ถัง
น่าเสียดายที่พวกหลี่ซื่อหมิน ตู้หรูฮุ่ย ฝางเสวียนหลิงกลับไม่รู้วิธีดื่ม
โหวจวินจี๋กับสวี่ลั่วเริ่นสองชายฉกรรจ์ ยังร้องขอกับสาวใช้ต้มชาเป็นพิเศษให้เติมนมวัว
หลี่อี้สบายใจเฉิบ
พวกท่านมีชานมของพวกท่าน ข้ามีชาเขียวของข้า
“เมื่อก่อนติดตามท่านอาจารย์พเนจรไปทั่วหล้า ข้าดื่มชาใบชงเช่นนี้จนชินแล้ว มีเพียงรสชาติดั้งเดิมของชา ใบชาสีเขียวพลิ้วไหว รูปลักษณ์งดงาม สีสันหอมหวน รสชาติกลมกล่อมขอรับ”
“ในเมื่ออู๋อี้ชอบดื่มชาใบ เช่นนั้นเดี๋ยวเจ้าก็เอาไปดื่มที่บ้านสักสองสามชั่งเถอะ” ตู้หรูฮุ่ยกล่าวอย่างใจกว้าง
ระหว่างที่ดื่มชากันอยู่นั้น
ขู้เจินผีโหลวอู่เช่อแห่งจวนอ๋องฉินก็เดินเข้ามา เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าหลี่ซื่อหมิน “ฝ่าบาท สืบพบเบาะแสการหายตัวไปของชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียแล้วพะย่ะค่ะ”
“พูดมา”
“สืบทราบว่าครอบครัวไอ้ล้านหลัวแห่งหมู่บ้านหลัวเจีย ตอนนี้อยู่ในหมู่บ้านเจียงจวินอิ๋งบนที่ราบสูงเสินเหอพะย่ะค่ะ”
“สืบพบหรือเปล่าว่าใครเป็นคนพาพวกเขาไป”
ผีโหลวอู่เช่อปรายตามองหลี่อี้แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เป็นพ่อบ้านนอกของตระกูลเว่ยแห่งจิงเจ้าสายสวินกงพะย่ะค่ะ”
ตระกูลเว่ยแห่งจิงเจ้านั้นมีประชากรเนืองแน่น แตกแขนงแบ่งสายออกไปมากมาย สายหลักๆ มีอย่างน้อยเก้าสาย มีฉายาว่าเก้าสายแห่งสกุลเว่ย ในจำนวนนั้นสายสวินกง ถือกำเนิดมาจากต้าซือกงและซ่างจู้กั๋วแห่งเป่ยโจว นามว่าอวิ๋นกั๋วกงเวยเสี้ยวควน ดังนั้นคนรุ่นหลังจึงเรียกว่าสายอวิ๋นกง เวยเสี้ยวควนเป็นน้องชายร่วมสายโลหิตของเซียวเหยากงเว่ยซวี่ สายเซียวเหยากงและสายสวินกงล้วนสืบเชื้อสายมาจากสายตงเจวี้ยน
“ช่างบังอาจนัก” หลี่ซื่อหมินแค่นเสียงฮึดฮัด หันหน้ามาพูดกับหลี่อี้ว่า “อู๋อี้ เจอชาวบ้านในหมู่บ้านของเจ้าที่หายตัวไปแล้ว”







