หลี่อี้แวะมาเยี่ยมเยือนที่จวน
นึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญปานนี้ หลี่ซื่อหมินและฝางเสวียนหลิงก็อยู่ที่นี่ในวันนี้เช่นกัน
หลี่ซื่อหมินมองดูหลี่อี้ถูกพาตัวเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นยืนกวักมือเรียกเขาทันที "ฮ่าๆ พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ข้าเพิ่งคุยกับเค่อมิงว่าประเดี๋ยวจะไปลำธารอวี้ซิ่วเพื่อดูเจ้าและโรงเรียนประถมอู๋จี๋ของเจ้าเสียหน่อย อยากจะเห็นนักว่าตกลงเป็นสถานศึกษาแบบใด ถึงสามารถทำให้อู๋อี้ปฏิเสธการแต่งตั้งขุนนางจากฝ่าบาทติดต่อกันถึงสองครั้งได้"
"หลี่อี้คารวะอ๋องฉินพะย่ะค่ะ"
หลี่ซื่อหมินก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว จับมือหลี่อี้ไว้อย่างสนิทสนม "คราวก่อนที่จวนของเค่อมิงในฝานชวน ยาลูกกลอนที่เจ้ามอบให้ข้า เดิมทีข้าไม่ได้ใส่ใจมากนัก นึกไม่ถึงว่าที่ปินโจวกลับช่วยชีวิตข้าไว้ได้ และยังช่วยต้าถังไว้อีกครั้งด้วย"
"มิกล้ารับ มิกล้ารับขอรับ"
หลี่ซื่อหมินดึงหลี่อี้มานั่งด้วยกันบนตั่งที่ตำแหน่งประธานในห้องโถงกลางจวนของตู้หรูฮุ่ย ทั้งยังรินชาให้เขาด้วยตัวเอง
"ยารักษาไข้จับสั่นของอาจารย์เจ้านั้นได้ผลชะงัดนัก หมอหลวงที่ฝ่าบาทส่งมาในกองทัพ ใช้ฉางซานรักษาไข้จับสั่น รักษาจนข้าอาเจียนไม่หยุด ปวดหัววิงเวียน รักษาจนขยับตัวไม่ได้เลย แต่ยารักษาไข้จับสั่นของเจ้าบอกว่าให้กินสามวันสี่ครั้ง ข้ากินไปแค่สองวันก็สามารถขี่ม้าออกศึก บดขยี้โจรเซวียจนแตกพ่ายได้แล้ว"
"ตำรับยาของอาจารย์เจ้านั้นเจ้ารู้หรือไม่ หากสามารถผลิตยาเม็ดเล็กๆ สีขาวแบบนั้นได้จำนวนมาก ต่อไปการรักษาไข้จับสั่นก็จะสะดวกขึ้น โดยเฉพาะในกองทัพที่ต้องออกศึกเหนือใต้ เกิดไข้จับสั่นได้ง่ายมาก และยังติดต่อกันได้ อาการเบาคือหนาวๆ ร้อนๆ สลับกันสั่นสะท้าน ปวดเมื่อยแขนขา ปวดหัวหมดแรง อาการหนักคือหมดสติและเสียชีวิต"
"ข้าถามหมอหลวง เขาบอกว่าในแต่ละปีมีคนตายด้วยโรคไข้จับสั่นนี้มากกว่าแสนคน แม้ตั้งแต่โบราณกาลมาจะมีตำรับยารักษาไข้จับสั่นมากมายหลายขนาน แต่ผลลัพธ์ล้วนไม่เป็นที่น่าพอใจนัก"
หลี่ซื่อหมินยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น เขาเคยประสบกับความร้ายกาจของโรคนี้มาด้วยตัวเอง อาการสั่นสะท้านเหล่านี้ยังเป็นเพียงความทรมาน แต่การที่หมอหลวงบอกว่าแต่ละปีต้องมีคนตายด้วยโรคนี้หลายหมื่นหรืออาจถึงหลักแสนคนนั้น ทำให้เขาตกใจสะดุ้งสุดตัวเลยทีเดียว
บางครั้งไข้จับสั่นถึงกับสามารถทำให้พลังรบของกองทัพหนึ่งเป็นอัมพาตได้
เป็นรองเพียงโรคระบาดชนิดที่รุนแรงมากเท่านั้น
หลี่อี้ถูกคนมากมายถามถึงตำรับยารักษาไข้จับสั่นแล้ว ซุนฝูเจียเคยถาม ต่อมาหลี่ยวนก็ส่งคนมาถาม องค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงก็เคยถาม ตู้หรูฮุ่ยก็ส่งจดหมายมาถามด้วย
"หากอาจารย์ของข้ายังอยู่ก็คงดี" หลี่อี้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "ข้าไม่มีตำรับยานี้ รู้เพียงว่าเมื่อครั้งอาจารย์ของข้าจาริกไปทั่วหล้า ได้นำตำรับยารักษาไข้จับสั่นสี่สิบสามขนานที่รวบรวมไว้ในตำราโจ่วโฮ่วเป้ยจี๋ฟางของเก๋อหงมาทดสอบทีละขนาน ผลลัพธ์ล้วนไม่ค่อยดีนัก"
"ในจำนวนนั้นมีอยู่ขนานหนึ่ง ใช้ชิงเฮาหนึ่งกำมือ น้ำสองเซิง ตำคั้นเอาน้ำดื่ม ตำรับโบราณบันทึกว่ามีสรรพคุณรักษาไข้จับสั่นได้ไม่เลว แต่อาจารย์ของข้าปรุงตามตำรับกลับไม่มีผลอันใด ต่อมาอาจารย์ของข้าพบว่า พืชจำพวกชิงเฮานั้นแท้จริงแล้วมีสองชนิด มีชนิดสีเหลือง และก็มีชนิดสีเขียว ชนิดสีเหลืองนั้นใบสีเขียวปนเหลืองไข่ มีกลิ่นฉุนเหม็น อาจารย์ของข้าได้สกัดสารชิงเฮาสีเหลืองออกจากพืชชนิดนี้ และสุดท้ายก็นำมาทำเป็นยาเม็ดรักษาไข้จับสั่นขอรับ"
หลี่ซื่อหมินฟังอย่างตั้งใจมาก "เสวียนหลิง รีบจดคำพูดของอู๋อี้ไว้"
ทว่าหลี่อี้ส่ายหน้ากล่าว "ตอนนั้นอาจารย์ของข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมาย ล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน บังเอิญทำสำเร็จเพียงครั้งเดียว ทว่าต่อมาก็ไม่เคยทำสำเร็จอีกเลยขอรับ"
เขาไม่ได้หลอกลวงพวกเขาสักหน่อย แม้สารอาร์ทีมิซินินจะสกัดมาจากชิงเฮาสีเหลือง แต่ด้วยเงื่อนไขในตอนนี้ไม่มีปัญญาทำได้หรอก ต้าถังจะวิจัยอย่างไรก็เปล่าประโยชน์
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่ซื่อหมินก็อดไม่ได้ที่จะผิดหวังอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงไม่ตัดใจ "ในเมื่อปีนั้นอาจารย์ของเจ้าสามารถสกัดสารชิงเฮาสีเหลืองนั่นออกมาจากชิงเฮาสีเหลืองเพื่อปรุงยาได้ เช่นนั้นก็ยึดทิศทางนี้ไว้ ทดลองไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ต้องทดลองได้ถูกต้องใช่หรือไม่ ถึงจะยากลำบากเพียงใด แต่ขอเพียงสำเร็จ มันก็คุ้มค่าแล้ว"
"ยากขอรับ อาจารย์ของข้ายังบอกเลยว่า แท้จริงแล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าความสำเร็จในครั้งนั้น เป็นผลจากสิ่งที่สกัดมาจากชิงเฮาสีเหลืองจริงๆ หรือไม่"
"อ๋องฉินพะย่ะค่ะ อาจารย์ของข้าได้ถ่ายทอดตำรับยารักษาไข้จับสั่นขนานอื่นให้ข้าอยู่สองสามขนาน แม้ผลลัพธ์จะใช้ไม่ได้ผลดีเท่ากับยาเม็ดชิงเฮาสีเหลืองก่อนหน้านี้ แต่มันก็เป็นตำรับยาที่อาจารย์ของข้าค้นคว้ามาเนิ่นนาน ผลลัพธ์ถือว่าไม่เลวเลยขอรับ"
"ตำรับนี้มีชื่อว่าชาต้มไฉหูสกัดไข้จับสั่น ใช้เสี่ยวไฉหูทัง (ไฉหู หวงฉิน โสม กำเช่า ป้านเซี่ย ขิงสด พุทราจีน) เพิ่มฉางซาน หมาก บ๊วยดำ เมล็ดท้อ"
"บทเพลงกลอนที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ข้าคือ ไฉหูสกัดไข้จับสั่นตำรับทองคำ บ๊วยดำหมากเมล็ดท้อบรรจุในถุงยา เสี่ยวไฉหูทังปรุงลงไปจนหมดสิ้น ผสมผสานแก้อาการภายนอกภายในสกัดไข้จับสั่นชะงัดนักขอรับ"
"เสวียนหลิงรีบจดลงไปเร็วเข้า" หลี่ซื่อหมินรีบร้องบอก
ฝางเสวียนหลิงมือซ้ายถือกระดาษม้วนหนึ่ง มือขวาจับพู่กัน จดบันทึกเสียงดังสวบสาบโดยตรง ไม่จำเป็นต้องกางกระดาษลงบนโต๊ะเพื่อเขียนเลยแม้แต่น้อย
"วิธีใช้คือใส่ขิงสด พุทราจีน ต้มน้ำ และทิ้งกากไว้ค้างคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก่อนอาการจะกำเริบหนึ่งถึงสองชั่วยาม ให้อุ่นดื่มเล็กน้อย หากคลื่นไส้ ให้ใช้เนื้อบ๊วยดำคลุกน้ำตาลข่มอาการไว้ขอรับ"
หลี่ซื่อหมินรับกระดาษที่ฝางเสวียนหลิงจดบันทึกเรียบร้อยแล้วมา ดูอยู่ครู่หนึ่งก็ขมวดคิ้ว "ในตำรับยาของเจ้าก็มีฉางซานด้วยหรือ"
"ฉางซานรักษาไข้จับสั่นได้ผลจริง ทว่ามันก็ทำให้เกิดอาการอาเจียนได้จริงๆ ขอรับ"
"ฉางซานสกัดไข้จับสั่น หวงเหลียนหยุดอาการบิด ตังกุยปรับประจำเดือน หมาหวงระงับอาการหอบ ล้วนมีสรรพคุณน่าอัศจรรย์"
"ฉางซาน สู่ชี มีสรรพคุณกำจัดเสมหะสกัดไข้จับสั่น แต่ฉางซานมีพิษ หากใช้สดฤทธิ์ยาจะพุ่งขึ้นเบื้องบนทำให้ต้องอาเจียนอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อนำมาปรุงยาจำเป็นต้องนึ่งด้วยเหล้าแล้วผัดให้สุก ฤทธิ์ยาจะอ่อนลงเล็กน้อย หากใช้ในปริมาณน้อยก็จะไม่ทำให้อาเจียนขอรับ"
หลี่ซื่อหมินด่าทอหมอหลวงในกองทัพผู้นั้นว่าเป็นหมอเถื่อน "เจ้านั่นหนวดขาวโพลนไปหมดแล้ว เหตุใดจึงไม่รู้ว่าฉางซานห้ามใช้สด"
"อาจารย์ของข้าก็ต้องค้นคว้าอย่างต่อเนื่องถึงได้พบความจริงข้อนี้ขอรับ"
หลี่ซื่อหมินหยิบพู่กันขึ้นมา เติมข้อความที่บอกว่าต้องนึ่งด้วยเหล้าแล้วผัดให้สุกนี้ลงไปท้ายข้อความที่ฝางเสวียนหลิงเขียนด้วยตัวเอง ทั้งยังเน้นย้ำด้วยการเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่และหนาขึ้น
ก่อนที่จะมียารักษาไข้จับสั่นอย่างอาร์ทีมิซินินและควินิน สมุนไพรจีนอย่างฉางซานนับว่าเป็นตัวเลือกแรกในการรักษาไข้จับสั่น ยาที่ใช้ให้หลี่ซื่อหมินก่อนหน้านี้ก็เป็นตำรับฉางซานเช่นกัน เพียงแต่ตำรับต่างกัน ตัวยาต่างกัน ผลลัพธ์จึงออกมาไม่ดี
หลี่ซื่อหมินถือกระดาษป่านสีเหลืองแผ่นนั้น กล่าวทอดถอนใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ "หากนำไปทดลองใช้แล้วได้ผลดีจริงๆ อู๋อี้ เจ้าก็จะได้สร้างความดีความชอบใหญ่อีกครั้งหนึ่งแล้ว"
"มาอยู่ที่จวนอ๋องฉินของข้าเถิด ข้าจะทูลเสนอฝ่าบาทให้แต่งตั้งเจ้าเป็นเตี่ยนเชียนแห่งจวนอ๋องฉิน เจ้าอย่ารังเกียจที่ตำแหน่งนี้เป็นเพียงขุนนางผู้น้อยขั้นแปดรองเลย ยอมรับตำแหน่งต่ำกว่าความสามารถไปก่อน ก้าวไปทีละขั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอันขาด"
เตี่ยนเชียน เมื่อก่อนเรียกว่าเชียนซ่วย
ในสมัยราชวงศ์ใต้ มักให้องค์ชายที่ยังเยาว์วัยออกไปรักษาการณ์หัวเมือง จักรพรรดิจะทรงส่งคนสนิทไปรับตำแหน่งเตี่ยนเชียนประจำจวนอ๋อง แม้ขั้นตำแหน่งจะต่ำต้อย แต่อำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่เหนือจ่างสื่อ ต่อมาอำนาจก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นองค์ชายที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือผู้อื่นไปรับตำแหน่งซื่อสื่อ ก็ยังถูกเตี่ยนเชียนควบคุม คนในยุคนั้นกล่าวกันว่า ทุกมณฑลล้วนได้ยินแต่ชื่อเชียนซ่วย ไม่เคยได้ยินชื่อซื่อสื่อ
ทว่ามาจนถึงปัจจุบันนี้ เตี่ยนเชียนไม่มีเอกสิทธิ์เช่นนี้อีกแล้ว เป็นเพียงขุนนางผู้น้อยที่ดูแลการประกาศคำสอนในจวนอ๋องเท่านั้น
ตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทขั้นเก้ารอง และตำแหน่งเจี้ยวชูแห่งกรมเลขาธิการขั้นเก้าหลัก หลี่อี้ล้วนปฏิเสธไปสิ้นแล้ว
ตอนนี้ตำแหน่งเตี่ยนเชียนจวนอ๋องฉินขั้นแปดรองตำแหน่งนี้ เขาคิดดูแล้วก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ
ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง รัชทายาททรงดึงตัว หลี่อี้ปฏิเสธไปหมด ทว่าตอนนี้หากยอมรับตำแหน่งขุนนางของจวนอ๋องฉินในทันที ฮ่องเต้เฒ่าหลี่อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เป็นแน่
ชะลอไว้ก่อนดีกว่า ตอนนี้ตัวเขายังเล็กเกินไป ทนรับการโจมตีบดขยี้จากรัชทายาทไม่ไหวหรอก
เมื่อเห็นหลี่อี้ปฏิเสธ
หลี่ซื่อหมินเงียบไปครู่หนึ่ง "เจ้ามาเถิด ข้าจะขอให้ฝ่าบาททรงแต่งตั้งเจ้าเป็นอาลักษณ์จวนอ๋องฉิน"
"ซี๊ด!"
ฝางและตู้ทั้งสองคนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัน
อาลักษณ์จวนชินอ๋อง นี่คือตำแหน่งขั้นหกรองเชียวนะ เหยาซือเหลียน อาลักษณ์จวนอ๋องฉินของหลี่ซื่อหมินในตอนนี้นั้น เป็นทายาทตระกูลสูงศักดิ์ ปัญญาชนเลื่องชื่อแห่งยุค เคยเป็นฝ่าเฉาซานจวินจวนอ๋องเหิงหยางและจู่ปู้ของอ๋องควั่ยจีในยุคราชวงศ์เฉินใต้ เคยเป็นสิงซานจวินและจ่างจี้ซื่อจวนอ๋องฮั่นในยุคราชวงศ์สุย ต่อมาก็ได้เป็นซื่อตู๋ของอ๋องไต้
ตอนที่หลี่ยวนบุกเข้าฉางอัน ขุนนางในจวนไต้หวังหนีไปจนหมดสิ้น มีเพียงเหยาซือเหลียนที่ไม่ยอมห่างไปไหน เมื่อทหารต้าถังกรูเข้ามา เหยาซือเหลียนได้กล่าวตวาดจนทหารชะงัก หลี่ยวนถึงกับเรียกเขาว่าวีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์ภักดี ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เขาเป็นอาลักษณ์ของหลี่ซื่อหมินเป็นกรณีพิเศษ
เมื่อนำหลี่อี้ไปเทียบกับแซ่เหยาแล้ว ช่างห่างชั้นกันไกลลิบนัก
ภายหลังหลี่ซื่อหมินยังมีอาลักษณ์อีกผู้หนึ่ง นั่นคือฉู่เลี่ยง บิดาของฉู่ซุ่ยเหลียง ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งหวงเหมินซื่อหลางอยู่กับเซวียจวี่นู่น
"หลี่อี้มีความดีความสามารถอันใด ไหนเลยจะกล้ารับตำแหน่งอาลักษณ์อ๋องฉินพะย่ะค่ะ"
หลี่อี้ปฏิเสธการเทียบเชิญของหลี่ซื่อหมินอีกครั้ง ส่วนเหตุผลน่ะหรือ ก็ยังคงเป็นข้ออ้างที่ว่าเพิ่งสึกออกมาใหม่ๆ ยังอายุน้อยไม่รู้ประสา ทั้งยังห่วงโรงเรียนประถมอู๋จี๋ที่เพิ่งเปิดใหม่ ฯลฯ
"หากพิสูจน์แล้วว่าชาต้มไฉหูสกัดไข้จับสั่นนี้มีประโยชน์ ถึงตอนนั้นอ๋องฉินประทานรางวัลเป็นเงินทองผ้าไหมให้ข้าน้อยบ้างก็พอแล้ว ฮ่าๆๆ ขอรับ"
หลี่ซื่อหมินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าหัวเราะออกมา
ถูกปฏิเสธติดต่อกันหลายครั้ง ก็ยังทำให้รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
"หลี่อี้พบเจอกับเรื่องยุ่งยากเรื่องหนึ่ง วันนี้ที่แวะมาเยี่ยมเยือนนายท่านตู้ ความจริงแล้วก็เพื่อมาขอความช่วยเหลือขอรับ"
"โอ้ มีเรื่องยุ่งยากอันใดก็จงพูดมาเถิด ข้าจะช่วยเจ้าแก้ไขเอง" หลี่ซื่อหมินกล่าวอย่างโอ่อ่า
"เรื่องนี้จะว่าไปก็ชอบกลนักขอรับ" หลี่อี้จึงเล่าเรื่องชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียหายตัวไปออกมา ทั้งยังบอกความคาดเดาของเขาว่า อาจมีคนมุ่งเป้ามาที่สูตรการผลิตของโรงงานของเขาด้วย
หลี่ซื่อหมินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "มีความเป็นไปได้จริงๆ ด้วย เรื่องนี้เจ้าวางใจเถิด ข้าจะสั่งคนไปสืบดูทันที"
"ได้ยินว่าองค์รัชทายาทประทานเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยประดับแผ่นทองคำเจ็ดห่วงให้เจ้า เหตุใดจึงไม่เห็นเจ้าคาดเล่า" หลี่ซื่อหมินมองเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยประดับแผ่นทองแดงที่เอวของหลี่อี้แล้วเอ่ยถามยิ้มๆ
"ของประทานจากองค์รัชทายาทมิกล้าปฏิเสธ ทว่าหลี่อี้สอนหนังสืออยู่บ้านนอก ไหนเลยจะคาดเข็มขัดแผ่นทองคำได้เล่าพะย่ะค่ะ"
คำตอบนี้นับว่าทำให้หลี่ซื่อหมินพอใจ
"ในเมื่อเจ้ามีเข็มขัดเตี๋ยเซี่ยประดับทองคำที่องค์รัชทายาทประทานให้แล้ว ข้าก็จะไม่มอบให้ซ้ำอีก ข้ามอบอย่างอื่นให้เจ้าดีกว่า"
หลี่ซื่อหมินตวัดพู่กัน เขียนคำว่ามอบทองคำสามสิบแท่งลงบนกระดาษ "ซานสวี่ เจ้ากลับไปที่จวนอ๋อง นำทองคำสามสิบแท่งมา"
โหวซานสวุ่ยรับกระดาษไป เอ่ยถามเสียงเบา "แท่งใหญ่หรือแท่งเล็กขอรับ"
ทองคำเป็นของมีค่า ไม่ใช่เงินตราที่ใช้หมุนเวียนกันทั่วไป ส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องบรรณาการถวายราชสำนัก และใช้ประทานเป็นรางวัลแก่ขุนนาง ความแตกต่างระหว่างแท่งทองคำจินติ่งกับทองคำแท่งจินเถียวคือ อย่างหนึ่งเป็นก้อน อีกอย่างหนึ่งเป็นแท่งยาว
แท่งทองคำจินติ่งมีแบบขนาดใหญ่และแบบทั่วไป รูปร่างของขนาดใหญ่จะมีส่วนคอดตรงกลาง หรือเรียกอีกอย่างว่าทองคำไตหมู มีน้ำหนักหลายขนาด เช่น ห้าสิบตำลึง ยี่สิบห้าตำลึง สิบสองตำลึงครึ่ง สิบตำลึง ส่วนใหญ่ใช้สำหรับเก็บสะสมไว้ในคลังทอง
ส่วนแท่งทองคำจินติ่งแบบทั่วไปจะมีรูปร่างตรง แท่งใหญ่หนักสามตำลึง แท่งกลางหนักหนึ่งตำลึง แท่งเล็กหนักครึ่งตำลึง แท่งทองคำชนิดนี้มักนำไปใช้เป็นรางวัลมากกว่า เพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย
"แท่งใหญ่ สามสิบแท่ง" หลี่ซื่อหมินกล่าวอย่างใจกว้าง
หลี่อี้ได้ยินแล้วใจเต้นตึกตัก ช่างเป็นความรู้สึกที่เปี่ยมสุขยิ่งนัก ทองคำเก้าสิบตำลึง เป็นเงินตราที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว ทว่าเขาก็ยังคงก้าวออกไป "อ๋องฉินพะย่ะค่ะ หลี่อี้มิกล้ารับรางวัลอันหนักอึ้งนี้ มันมากเกินไปขอรับ"
ฝางเสวียนหลิงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะกล่าว "อู๋อี้พูดเช่นนี้ หรือว่าแปดสิบตำลึงก็รับแล้วรึ"
ตู้หรูฮุ่ยก็หัวเราะลั่นฮ่าๆ เช่นกัน
"ตำรับยานั้นอาจารย์ของข้าเป็นผู้ทิ้งไว้ ข้านำมาถวายราชสำนัก หากสามารถรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎรขอรับ" หลี่อี้หัวเราะแหะๆ กล่าว
"สมควรตกรางวัลก็ต้องตกรางวัล เคยได้ยินว่ามีความดีไม่ตกรางวัล มีความผิดไม่ลงทัณฑ์ แม้จะเป็นยุคถังอวี๋ก็ยังไม่อาจสั่งสอนผู้คนทั่วหล้าได้ หานเฟยจื่อก็เคยกล่าวไว้เนิ่นนานแล้ว มีความดีต้องตกรางวัล มีความผิดต้องลงทัณฑ์ ทำพลาดต้องถูกลงโทษ มีผลงานต้องชื่นชม" หลี่ซื่อหมินโบกมือ "เจ้าไม่ต้องเกรงใจ นี่ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ หากตำรับยาใช้ได้ผลดี ถึงตอนนั้นยังมีรางวัลใหญ่อีก"
โหวซานสวุ่ยมองหลี่อี้ด้วยความอิจฉาริษยาเล็กน้อย ถือลายมือชื่อแผ่นนั้นของหลี่ซื่อหมินกลับไปที่จวนอ๋องฉินเพื่อนำทองคำมา







