ถูกคนมองข้าม แล้วฉวยโอกาสลอบโจมตี ความรู้สึกนี้มันโคตรสะใจเลย
นี่คือความรู้สึกของซินจั๋ว จากนั้นในใจก็เสริมไปอีกประโยคว่า `'ตานี้วินชัวร์!'`
ยอดฝีมือระดับเจ็ดขั้นรองคนหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสเพราะความประมาท หากไม่มีบทระเบิดพลังตัวเองหรือโคจรลมปราณยกระดับวรยุทธ์ในเวลาอันสั้นแบบในซีรีส์ล่ะก็ เกรงว่าคงไม่มีปัญญาสู้ต่อแล้ว
"แหมะ... แหมะ..."
เลือดสีแดงสดหยดลงมาตามสาบเสื้อไม่หยุด อวัยวะภายในกองหนึ่งถูกดันทะลักออกมาจากบาดแผลที่เสื้อผ้าฉีกขาดปะปนกับเลือดเนื้อ
คนขับรถม้าผู้นั้นรีบเอามือกุมบาดแผลแน่น ดันอวัยวะภายในกลับเข้าไป ใบหน้าซีดเผือด คิ้วขมวดเข้าหากัน จ้องมองซินจั๋วเขม็ง ในใจไม่เข้าใจอย่างยิ่งยวด ถึงตอนนี้ไม่ว่าเขาจะสังเกตอย่างไร ก็ยังคงมองไม่ออกถึงระดับขั้นของซินจั๋ว
ตนเองฝึกยุทธ์มาสามสิบห้าปี ระดับเจ็ดขั้นรอง ต่อให้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเจ็ด ก็ยังพอต่อกรได้สักหลายกระบวนท่า คนธรรมดาอย่าว่าแต่จะทำให้ตนเองบาดเจ็บเลย ต่อให้ยืนนิ่งๆ ให้พวกเขาฟัน เกรงว่าก็คงไม่อาจทำลายวิชาคงกระพันระฆังทองของตนเองได้ ทำไมถึงต้องมาบาดเจ็บภายใต้ดาบผุพังของไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งด้วย?
ไม่ถูก! ดาบนี้ต้องไม่ใช่ดาบของคนที่ไม่มีระดับขั้นเด็ดขาด!
"เจ้าทำได้อย่างไร?"
เลือดยิ่งไหลยิ่งมาก น้ำเสียงของคนขับรถม้าค่อนข้างอ่อนแรง ปากก็พูดไป เท้าก็ขยับเบาๆ ค่อยๆ ถอยร่นเข้าใกล้รถม้า กระบี่ในมือขวาถือค้างไว้ครึ่งๆ กลางๆ เต็มไปด้วยความระแวดระวัง คาดว่าในรถม้าคงมีสิ่งที่เขาห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง
ซินจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบคำถาม ตัวเองมาปล้นเขา เป็นฝ่ายผิด จะอธิบายอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่เข้าสถานการณ์นัก ทว่าตัวร้ายมักจะตายเพราะพูดมากนี่นะ
อีกอย่าง เขาก้าวเข้าไปใกล้รถม้าสองก้าว เขาสงสัยมากว่า ในรถม้ามีอะไรอยู่ ทรัพย์สินหรือว่าคน?
"คุ้มกัน!"
มองดูซินจั๋วที่กำลังเข้ามาใกล้ ในใจคนขับรถม้าก็เกิดความระแวดระวังขั้นสูงสุด แผดเสียงตะโกนอย่างร้อนรน
ทหารม้าคุ้มกันทั้งหกนายที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือด รีบสกัดชุยอิงเอ๋อร์กับพวกอีกห้าคนให้ถอยร่นไป แล้วควบม้าพุ่งทะยานเข้าหาซินจั๋วทันที
ม้าอาศัยบารมีคน คนอาศัยพละกำลังม้า พลังกดดันถือว่าข่มขวัญคนได้ไม่เลว ซินจั๋วอดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
ทว่าชุยอิงเอ๋อร์กับพวกห้าคน ล้วนเป็นโจรโฉดที่ปล้นสะดมมาตลอดทั้งปี ตอนนี้พอว่างมือ ก็เล็งเห็นจังหวะเหมาะเจาะ พุ่งตรงไปยังรถม้าทันที
"ไอ้พวกโจรชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไร!"
"มารดามันเถอะ! ไสหัวไป!"
คนขับรถม้าผู้นั้นมีใจอยากจะขัดขวาง แต่ทำอย่างไรได้ที่บาดแผลสาหัสเกินไป อวัยวะภายในอุดอย่างไรก็อุดไม่อยู่ วรยุทธ์อันแข็งแกร่งพลิกแพลงทั่วร่างไม่อาจนำออกมาใช้ได้แม้แต่น้อย ถูกดาบกระบี่ที่ฟันแทงอย่างสะเปะสะปะของทั้งห้าคนบีบให้ถอยร่นไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่
ชุยอิงเอ๋อร์กระโดดขึ้นไปบนคานรถม้า โบกแส้ม้าไปมา "ย่าห์! ไป!"
โจรภูเขาทั้งห้าคนทิ้งประมุขใหญ่ผู้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศของตัวเองไว้อย่างหน้าตาเฉย บังคับรถม้าชิ่งหนีไปดื้อๆ
ส่วนทหารม้าคุ้มกันทั้งหกนายที่มีใจจะควบม้าไล่ตาม กลับถูกซินจั๋วพัวพันเอาไว้ดื้อๆ
ไม่ผิด! พัวพันเอาไว้!
ซินจั๋วตวัดดาบที่ดูเงอะงะแต่กลับเหี้ยมโหดพิสดารออกไปสองดาบ ฟันหน้าม้าสี่ตัวเละเทะอย่างง่ายดาย ม้าทั้งสี่ตัวตกใจตื่นตระหนก ส่งผลให้ม้าทั้งหกตัวชนกันชุลมุนวุ่นวายไปหมด
ทหารม้าคุ้มกันทั้งหกนายผู้นั้นก็ตอบสนองได้รวดเร็ว รีบกระโดดลงจากหลังม้า ตวัดดาบฟันใส่ซินจั๋ว ตวาดเสียงดังลั่น "ไอ้โจรขวัญกล้า ไปตายซะ!"
คนขับรถม้าที่เอามือกุมท้องพิงหินภูเขา ใบหน้ายิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ มองส่งรถม้าหายลับไปจากสายตา บนใบหน้าเผยให้เห็นความสิ้นหวังสายหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองชายหนุ่มที่ถูกรุมล้อม ในที่สุดก็มองเห็นดาบของชายหนุ่มผู้นั้นได้อย่างชัดเจน
กระบวนท่าเริ่มต้นงุ่มง่าม กลางคันพลิกแพลงสารพัด ดาบที่ตวัดลงมาพิสดาร พลังปราณโลหิตเพิ่งปรากฏ ระดับแปด แต่ทว่าพลังกดดัน รูปลักษณ์ ความหมาย และพละกำลังของเพลงดาบ ล้วนบรรลุถึงจุดสูงสุดในระดับหนึ่งแล้ว ซ้ำยังเหนือล้ำกว่าพวกผู้อาวุโสในยุทธภพเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ
ในดวงตาทั้งสองข้างของเขาอดไม่ได้ที่จะเผยให้เห็นร่องรอยของความตกตะลึงและหวาดกลัว ตัวเองแพ้ได้ไม่หักหน้าเลยสักนิด "ท่านประมุขท่านนี้โปรดยั้งมือ! มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถิด!"
สายไปแล้ว!
"ฉัวะ..."
"อ๊าก..."
ทหารม้าคุ้มกันสามนายที่ดุร้ายที่สุดในนั้นถูกฟันตายคาที่ ล้มจมกองเลือด ดูท่าทางคงไม่รอดแล้ว ส่วนทหารม้าคุ้มกันอีกสามนายถูกข่มขวัญจนยืนนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายสั่นเทา
ฉากนี้ช่างนองเลือดเป็นอย่างยิ่งในชั่วขณะหนึ่ง!
ซินจั๋วเองก็อึ้งไปเหมือนกัน นี่มันต่างจากการปะทะกันของโจรภูเขา โจรภูเขาทำชั่วมามาก ชินชากับความเป็นความตาย ฆ่าก็คือฆ่า ไม่มีภาระทางใจ แต่ครั้งนี้คือการปล้นสะดม เดิมทีก็เป็นเรื่องที่ไม่มีศีลธรรมอยู่แล้ว เหตุใดต้องทำร้ายคนบริสุทธิ์ด้วย?
เจตนาเดิมของเขาไม่ใช่การฆ่าคนอย่างแน่นอน!
แต่ว่า เคล็ดวิชาหลอมรวมอันแปลกประหลาดในตัวเขา ดูเหมือนจะดำรงอยู่เพื่อการฆ่าคนโดยเฉพาะ
"ขออภัยจริงๆ ขอรับ! ข้าใช้วรยุทธ์แบบยั้งมือไม่เป็น! ขออภัยด้วย ขออภัยด้วย!"
ซินจั๋วมีสีหน้ารู้สึกผิดเต็มประดา หันหลังวิ่งหนีไป
มองดูซินจั๋วจากไปไกล ทหารม้าคุ้มกันสามนายที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดถึงเพิ่งจะได้สติ หันไปพูดกับคนขับรถม้าอย่างร้อนรนว่า "ท่านสวีใหญ่ คุณหนูถูกลักพาตัวไปแล้ว จะทำอย่างไรดีขอรับ?"
คนขับรถม้าผู้นั้นอ่อนเพลียจนถึงขีดสุดแล้ว "เร็วเข้า! ไปที่เมืองเอก แจ้งคนมาจับโจรที่นี่!"
...
ซินจั๋วที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดติติงตนเอง วิ่งไปพลางครุ่นคิดไปพลางว่าจะต้องหลอมรวมเคล็ดวิชาที่ไม่ฆ่าคนสักชุด นี่ไม่เกี่ยวกับการเป็นพ่อพระผู้เมตตา เพียงแต่บางคนไม่สมควรตาย การถูกพรากชีวิตไปเปล่าๆ ปี้ๆ มันไม่ดี
ข้างหน้าก็คือทางขึ้นเขาแล้ว มีเพียงรถม้าถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวริมทาง ภายในรถว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ม้ากับพวกชุยอิงเอ๋อร์ก็ไม่อยู่ คาดว่าคงขึ้นเขาไปแล้ว
ช่างวางใจข้าเสียจริงนะ
เร่งรุดเดินขึ้นไปตามเส้นทางบนเขาทอดยาวคดเคี้ยว เมื่อแสงสุดท้ายที่ปลายฟ้าเลือนหายไป ก็กลับมาถึงค่ายโจร
ในลานกว้าง ม้าสองตัวถูกผูกไว้ที่มุมหนึ่ง หวงต้ากุ้ย ไป๋เจียนซี่ และหานจิ่วหลาง ทั้งสามคนกำลังจัดการของที่ปล้นมาได้
ทองคำสิบก้อน ชุดพู่กันหมึกกระดาษและจานฝนหมึกครบชุด ชุดหรูหราชายหญิงหกเจ็ดชุด กระบี่หนึ่งเล่ม ดาบสองเล่ม เครื่องดนตรีผีผาไม้ฮวาหลีหนึ่งตัว บวกกับกองกล่องของขวัญใหญ่น้อยอีกหนึ่งกอง
ส่วนชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงกำลังอยู่ในห้องครัว แกะห่อผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กวน และเนื้อแห้งอย่างตื่นเต้น เพื่อเตรียมอาหารเย็น
"ท่านประมุขใหญ่ งานนี้ปล้นมาได้โคตรอู้ฟู่เลยขอรับ!"
พอเห็นซินจั๋วกลับมา หวงต้ากุ้ยก็เดินเข้ามาหา ถูมือทั้งสองข้าง ดวงตาเป็นประกาย ท่าทางเจ้าเล่ห์กะล่อน รอยยิ้มมุมปากกลั้นเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ เพียงแต่น้ำเสียงกลับกดต่ำลงอย่างบอกไม่ถูก
"พี่น้องมีความสุขก็พอแล้ว!"
ทัศนคติทางศีลธรรมอันแรงกล้าในชาติก่อนของซินจั๋วยังคงอัดแน่นอยู่ในหัว เขายังคงรู้สึกผิดที่ทำร้ายคนบริสุทธิ์ จึงนั่งเหม่อลอยอยู่ด้านข้างอย่างหมดอารมณ์
ใครจะคาดคิดว่าหวงต้ากุ้ยที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ จะขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง "คือว่า... ท่านประมุขใหญ่ ท่านกลับไปดูที่ห้องสิขอรับ พวกเราปล้นฮูหยินประจำค่ายมาให้ท่านคนหนึ่ง ช่างงดงามเสียนี่กระไร เหมาะสมกับท่านระดับชายโฉดหญิงชั่ว เป็นคู่สร้างคู่สมกันโดยแท้"
ซินจั๋วเงยหน้าขึ้นมองหวงต้ากุ้ย มองข้ามการใช้คำผิดของเขาไปโดยอัตโนมัติ "ยังปล้นคนมาด้วยหรือ?"
"ปล้นมาขอรับ หญิงงาม งามจนน้ำหยด สวยจนไม่รู้จะพูดอย่างไรเลยทีเดียว" ไป๋เจียนซี่และหานจิ่วหลางก็ขยับเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางกะล่อน เต็มไปด้วยท่าทีทวงความดีความชอบขอรางวัล
ซินจั๋วนวดคลึงหว่างคิ้ว ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าห้องของตัวเอง ภายในห้องมีแสงไฟสว่างไสว สะท้อนให้เห็นเงาร่างอันอรชรอ้อนแอ้นร่างหนึ่ง ตอนนี้ดูเหมือนจะยืนอยู่กลางห้อง ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ออกแรงผลักประตูเปิดออก มองไปยังคนในห้อง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง
หญิงสาวในห้องวัยสิบแปดปี สวมกระโปรงหรูฉวินผ้าไหมสีขาว เกล้ามวยผมทรงเมฆคล้อย เส้นผมสีดำขลับยาวถึงเอว ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้น แผ่นหลังตั้งตรง ผิวพรรณดุจหยกมันแพะ คิ้วดั่งขุนเขาห่างไกล ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาด
โดยเฉพาะดวงตางดงามดั่งสายน้ำฤดูใบไม้ร่วงคู่นั้น ตอนนี้เพราะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จึงเพิ่มความกังวลและหวาดกลัวขึ้นมาอีกหลายส่วน ยิ่งทำให้รู้สึกน่าทะนุถนอม
มายังโลกนี้ได้ระยะหนึ่งแล้ว ผู้หญิงที่เห็นล้วนไม่ค่อยจะปกตินัก ชุยอิงเอ๋อร์กับหานชีเหนียงเป็นโจรภูเขา แม่ชีกับพระชายารัชทายาทเป็นผู้ทรงศีล หญิงสาวที่ทั้งงดงามและมีกลิ่นอายความเป็นกุลสตรีตระกูลใหญ่ควบคู่กันไปแบบนี้ นับว่าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
`'ผมควรจะพูดอะไรดีล่ะ?'`
"สวัสดี!" สองคำหลุดจากปากไป
หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้สนใจ เมื่อเห็นซินจั๋วเข้ามา ก็รีบขยับเท้าดอกบัวบางเบา ถอยหลังไปสองก้าว มีดสั้นเล่มคมในมือเรียวงามทาบชิดกับลำคอขาวผ่องของตนเอง ในดวงตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและต่อต้าน
"อย่าเพิ่งเกร็งไป ข้าไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะ!"
ซินจั๋วรู้สึกกระอักกระอ่วนนิดหน่อย หันหลังเดินออกจากห้อง แล้วปิดประตู
"เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?" หวงต้ากุ้ยสามคนขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความล้อเลียน
"ผู้หญิงคนนี้มีฐานะอะไร พวกเจ้าได้ถามหรือเปล่า?" ซินจั๋วเอ่ยถาม
อีกฝ่ายดูแล้วเหมือนเป็นคุณหนูบ้านรวยมากๆ
"ไม่ได้ถามขอรับ ท่านไม่ได้ถามหรือขอรับ?"
หวงต้ากุ้ยฉีกยิ้มกะล่อน เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย "ตอนแรกพวกเราเตรียมจะทิ้งนางไปแล้ว แต่เห็นว่าสวยดี ก็เลยลักพาตัวกลับมา เพื่อให้เป็นฮูหยินประจำค่ายของท่านประมุขใหญ่ พวกเราก็ไม่อยากหยาบคายล่วงเกิน มาถึงก็จับนางขังไว้ในห้องของท่านเลย ไม่ได้แตะต้องเลยสักนิดขอรับ"
"ข้ารู้แล้ว!"
ชุยอิงเอ๋อร์เดินออกมาจากห้องครัวกะทันหัน หยิบหยกพกชิ้นหนึ่งยื่นส่งมาให้







