ยามพลบค่ำ
เสียงกลองตามถนนในเมืองฉางอันยังไม่สงบลง
อาหารค่ำของบ้านหวังต้าหลางก็จัดเตรียมเสร็จแล้ว มีทั้งปั๋วทัวร้อน ๆ ซู่ฮั่วหอมกรุ่น บะหมี่เย็นใบไหวแสนสดชื่น และแผ่นแป้งทอดงาอีกหนึ่งจาน
เท่านี้ก็นับว่าอุดมสมบูรณ์ยิ่งแล้ว
"มิได้เตรียมการล่วงหน้า ในบ้านจึงไม่มีวัตถุดิบอันใดมากนัก ทำได้เพียงอาหารบ้าน ๆ เท่านี้ ท่านอากับน้องอู๋อี้อย่าได้รังเกียจ"
"เท่านี้ก็อุดมสมบูรณ์ยิ่งแล้ว พี่หวังต้องสิ้นเปลือง ทั้งยังรบกวนพี่สะใภ้อีก" หลี่อี้รู้สึกว่าตระกูลหวังต้อนรับเขาอย่างดีทีเดียว ปั๋วทัวทำจากแป้งขาว ส่วนซู่ฮั่วคือน้ำแกงข้นจากข้าวฟ่างสีเหลืองเม็ดใหญ่กับเนื้อแกะ ขณะที่บะหมี่เย็นใบไหวทำจากใบไหวโขลกคั้นน้ำ นำมานวดกับแป้งแล้วหั่นเป็นเส้น เมื่อต้มสุกก็นำไปล้างด้วยน้ำเย็น ก่อนหย่อนลงบ่อให้เย็นจัด ยามรับประทานจึงเติมกระเทียมสับ น้ำส้มสายชู และเครื่องปรุงอื่น ๆ รสชาติเอร็ดอร่อยยิ่งนัก
แผ่นแป้งทอดงาสีเหลืองทองก็ส่งกลิ่นหอมชวนกินไม่แพ้กัน
ยามนี้ธัญพืชมีราคาแพง การดำรงชีวิตในฉางอันมิใช่เรื่องง่าย พวกเขายังสามารถจัดอาหารเหล่านี้ออกมาได้อย่างกะทันหัน ย่อมนับว่าอุดมสมบูรณ์มากจริง ๆ
"อาหารเหล่านี้ล้วนได้ลวี่จูช่วยทำ ฝีมือเป็นอย่างไรบ้าง"
หลี่อี้ชมไม่ขาดปาก เมื่อครู่สาวใช้ซินหลัวผู้นี้ชงชาได้คล่องแคล่วยิ่งนัก ทั้งสำเนียงยังฟังไม่ออกเลยว่ามาจากซินหลัว หากหวังต้าหลางไม่หยิบสัญญาทาสของลวี่จูออกมา ซึ่งยืนยันชัดเจนว่านางมาจากซินหลัวจริง ๆ คนคงนึกว่านางเป็นสาวใช้ซินหลัวตัวปลอมเสียอีก
คาดไม่ถึงว่านางจะมีฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
"ในเมื่ออู๋อี้ชอบบ่าวหญิงผู้นี้ ข้าก็ยกนางให้เจ้าเสียเลย ข้างกายเจ้ากำลังขาดคนคอยปรนนิบัติพอดี" หวังต้าหลางกล่าวพลางหัวเราะ
"ทำเช่นนั้นได้อย่างไร"
"อู๋อี้ เจ้าเห็นข้าเป็นคนนอกหรือ มิได้มองข้าเป็นพวกเดียวกันกระนั้นหรือ" หวังต้าหลางแสร้งทำท่าขุ่นเคือง ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านหวังก็ช่วยเกลี้ยกล่อมให้หลี่อี้รับของกำนัลชิ้นนี้ไว้
ทั้งยังกล่าวอีกว่า เหล่าชนชั้นสูงในฉางอันมักให้นางบำเรอในเรือนปรนนิบัติแขก หรือยกสาวใช้ให้ผู้อื่นเป็นของกำนัล
"ครั้งอดีต หยางซู่ อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ก่อนผู้ดำรงบรรดาศักดิ์กั๋วกงแห่งฉู่ เรืองอำนาจล้นราชสำนัก หลี่จิ้ง ยอดคนหนุ่มแห่งตระกูลหลี่หลงซีสายตานหยาง ได้รับความชื่นชมจากหยางซู่ จึงถูกเชิญไปเป็นแขกที่จวน หงฝูหนวี่ นักร้องหญิงในเรือนหลงรักหลี่จิ้งซึ่งทั้งหนุ่มแน่นและเปี่ยมพรสวรรค์ จึงลอบไปพบเขายามค่ำคืน เมื่อสองฝ่ายมีใจตรงกันจึงหนีตามกันไป
วันรุ่งขึ้นหยางซู่ทราบว่าหลี่จิ้งพาหงฝูหนวี่หนีไป เขาไม่เพียงไม่โกรธ ยังใจกว้างมอบสินเจ้าสาวให้อีกชุดหนึ่ง จนก่อเกิดเป็นเรื่องงดงามที่เล่าขานกันมา" ผู้ใหญ่บ้านหวังกล่าวพลางหัวเราะ
"มิได้มีเพียงเรื่องนั้น" หวังต้าหลางเสริมว่า ครั้งหยางซู่เรืองอำนาจล้นราชสำนัก ภายในจวนมีนางบำเรอ อนุ และสาวใช้สวมผ้าแพรไหมอยู่เป็นหมู่ นอกจากหงฝูหนวี่หนีตามหลี่จิ้งยามราตรีแล้ว หลี่ไป๋เย่า บุตรของอัครมหาเสนาบดีหลี่เต๋อหลิน ผู้ดำรงตำแหน่งบัณฑิตประจำตำหนักบูรพาควบตำแหน่งราชเลขาองค์รัชทายาท ก็เคยลักพาอนุคนหนึ่งของหยางซู่หนีไปเช่นกัน
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งโด่งดังยิ่งกว่า นั่นคือเรื่องกระจกแตกกลับมารวมกัน ภรรยาของสวีเต๋อเหยียน ราชเลขาองค์รัชทายาทแห่งเฉินใต้ เดิมคือองค์หญิงเล่อชาง พระขนิษฐาของจักรพรรดิเฉินองค์สุดท้าย เมื่อกองทัพราชวงศ์สุยบุกเฉิน ไพร่พลประชิดแผ่นดิน สวีเต๋อเหยียนเห็นว่าสถานการณ์คับขัน จึงกล่าวกับภรรยาว่า ด้วยความสามารถและรูปโฉมของเจ้า เมื่อแผ่นดินล่มสลายย่อมต้องตกไปอยู่ในเรือนผู้ทรงอำนาจ หากข้าไม่ตาย หวังว่าสักวันพวกเราจะได้กลับมาพบกันอีก เขาจึงหยิบกระจกทองแดงออกมาบานหนึ่ง ทุบแบ่งเป็นสองซีก สามีภรรยาต่างเก็บไว้คนละซีก
ภายหลังเฉินใต้ล่มสลาย องค์หญิงเล่อชางถูกส่งมายังฉางอัน แล้วพระราชทานให้หยางซู่เป็นอนุ
หลายปีต่อมา สวีเต๋อเหยียนตามหาจนมาถึงฉางอัน ในเทศกาลโคมไฟเขานำกระจกทองแดงครึ่งซีกไปวางขายนอกจวนหยางซู่ ผู้คนล้วนพากันประหลาดใจ เมื่อองค์หญิงทราบเรื่อง จึงให้บ่าวชรานำกระจกอีกครึ่งซีกของตนไปเทียบ กระจกแตกทั้งสองซีกประกบเข้ากันได้พอดี เมื่อองค์หญิงรู้ว่าสามีตามมาถึง นางไม่กินไม่ดื่มอยู่หลายวัน เอาแต่ร่ำไห้นองหน้า หยางซู่พบเห็นจึงไต่ถามจนรู้ต้นสายปลายเหตุ เขาไม่เพียงไม่ถือโทษ กลับเห็นใจสามีภรรยาคู่นี้อย่างยิ่ง จึงเรียกสวีเต๋อเหยียนมาและคืนองค์หญิงเล่อชางให้เขา ก่อเกิดเป็นเรื่องงดงามของกระจกแตกที่กลับมารวมกัน"
หลี่อี้คาดไม่ถึงว่าหยางซู่จะใจกว้างถึงเพียงนี้
ทว่าเมื่อใคร่ครวญให้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นหงฝูหนวี่ องค์หญิงเล่อชาง หรือนางบำเรอที่หลี่ไป๋เย่าพาหนีไป ฐานะของพวกนางในจวนหยางซู่แท้จริงเป็นเพียงนักร้องหญิง บ่าว หรืออนุ มีสถานะต่ำต้อยยิ่งนัก เหล่าชนชั้นสูงก็มีธรรมเนียมให้นางบำเรอปรนนิบัติแขกหรือยกให้ผู้อื่นอยู่แล้ว
ต่อให้ถูกพาหนีไปก็มิใช่เรื่องใหญ่ ทั้งไม่นับว่าหยางซู่ถูกสวมเขา โดยเฉพาะเมื่อชายทั้งสามก็มิใช่คนต่ำต้อย หลี่จิ้งมาจากตระกูลหลี่แห่งหลงซี ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในสมัยราชวงศ์สุย อีกทั้งยังเป็นหลานชายของหานฉินหู่ ยอดแม่ทัพผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน ส่วนหลี่ไป๋เย่าเป็นถึงบุตรของอัครมหาเสนาบดีหลี่เต๋อหลินแห่งตระกูลหลี่ป๋อหลิง ทั้งตัวเขาเองยังเป็นอัจฉริยะผู้สร้างชื่อมาตั้งแต่วัยเยาว์
สำหรับสวีเต๋อเหยียน เขาก็เป็นบัณฑิตชื่อดังแห่งเจียงหนาน
หยางซู่มีนางบำเรอและอนุอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ยกให้ผู้อื่นเพียงสามคนย่อมไม่นับเป็นเรื่องอันใด
วันนี้หวังต้าหลางคิดยกสาวใช้ซินหลัวให้หลี่อี้ ก็สอดคล้องกับธรรมเนียมของผู้คนโดยทั่วไป กล่าวให้ถึงที่สุด หวังต้าหลางเห็นว่าเขาเพิ่งได้เป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท อนาคตไร้ขีดจำกัด จึงอยากผูกสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้า
สาวใช้ซินหลัวผู้หนึ่งมีค่าหลายหมื่นอีแปะ แต่เดิมหวังต้าหลางซื้อมาเพียงหนึ่งหมื่นอีแปะเท่านั้น
หากหลี่อี้ดึงดันปฏิเสธ กลับจะดูเหมือนเขาไม่เห็นแก่น้ำใจผู้คน
แม้จะเป็นการยกคนทั้งเป็นให้กัน แต่ฐานะทางกฎหมายของทาสต่ำเสียยิ่งกว่าสัตว์ ในสายตาชาวถังนี่เป็นเพียงการมอบสิ่งของชิ้นหนึ่ง มิใช่การยกลูกสาวหรือน้องสาวให้ออกเรือน จึงไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความ
การที่อีกฝ่ายยินดียกสาวใช้ให้ แสดงว่าเขาเล็งเห็นคุณค่าของหลี่อี้ในภายภาคหน้า
อาหารมื้อนี้ผ่านไปท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น
หลังอาหาร
หวังต้าหลางขอให้หลี่อี้เขียนอักษรทิ้งไว้ให้เขาสักชุด
หลี่อี้มองเด็กชายหลายคนในบ้านซึ่งกำลังโตแล้วกล่าวว่า "ข้าจะเขียนคัมภีร์สามอักษรให้คุณชายน้อยทั้งหลายสักบท"
"ได้ยินมานานแล้วว่าคัมภีร์สามอักษรของอู๋อี้ยอดเยี่ยม คาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้งานเขียนจากมือเจ้าด้วยตนเอง ช่างดียิ่งนัก" หวังต้าหลางมีสีหน้ายินดี
ลวี่จูนำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาให้
มือขาวนวลฝนหมึก แขนเสื้อแดงเคียงข้างส่งกลิ่นหอม
หลี่อี้เขียนคัมภีร์สามอักษรลงบนกระดาษปอเหลือง เขาฝึกฝนลายมือโซ่วจินจนคล่องแคล่วมานานแล้ว ปลายพู่กันพลิ้วไหวดุจมังกรร่ายอสรพิษรำ เพียงไม่นานคัมภีร์สามอักษรกว่าพันตัวก็เขียนเสร็จ
หวังต้าหลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก ความจริงเขาดูไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่ขัดขวางมิให้เขากล่าวประจบ
ในเมื่อถึงขั้นทำให้องค์รัชทายาทเรียกตัวไปเป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท ย่อมแสดงว่าฝีมือนั้นมิใช่ธรรมดาจริง ๆ
หวังต้าหลางเป็นจัวเฉียนลิ่งสื่อของกรมคลัง หน้าที่ของเขาคือนำเงินกองกลางของกรมคลังออกปล่อยกู้และเก็บดอกเบี้ย ภายนอกดูเหมือนมีเงินต้นอยู่ในมือเพียงห้าสิบก้วน แต่ความจริงเขายังช่วยขุนนางในกรมคลัง ตลอดจนญาติมิตรของคนเหล่านั้นนำเงินส่วนตัวออกปล่อยกู้ อาศัยชื่อของที่ทำการกรมคลัง เงินกู้ที่ปล่อยออกไปไม่เพียงคิดดอกเบี้ยสูง ยังแทบไม่มีผู้ใดกล้าติดหนี้แล้วไม่ใช้คืน
เพราะเงินกองทุนหลวงของกรมคลังที่ปล่อยกู้ออกไปได้รับประกันทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย คิดดอกเบี้ยเดือนละแปดส่วน ครบหนึ่งปีกลายเป็นดอกเบี้ยเท่าตัว จัวเฉียนลิ่งสื่อผู้ต่ำต้อยจึงกลับเป็นตำแหน่งเนื้อหอมที่รุ่งเรืองอยู่ในที่ทำการ
หวังต้าหลางย่อมอาศัยความสะดวกจากตำแหน่งนี้ พ่วงเงินของตนเข้าไปหากำไรมิใช่น้อย
คนที่คลุกคลีอยู่กับเงินทองทุกวันย่อมฉลาดแกมโกงและเห็นแก่ผลประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อมองเห็นโอกาสก็กล้าทุ่มทุน
ราตรีมาเยือน
ลวี่จูปรนนิบัติหลี่อี้อาบน้ำ จากนั้นเขาจึงผลัดเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ของหวังต้าหลาง แล้วเข้าพักในห้องรับรอง
อากาศยามค่ำคืนค่อนข้างอบอ้าว
ในห้องมีเปลวตะเกียงเล็กดุจเมล็ดถั่ว แสงสลัวรางเลือนนั้นกลับช่วยเพิ่มบรรยากาศพร่ามัวชวนฝัน
นับแต่หลี่อี้มายังต้าถัง ทุกคืนเขาได้แต่นอนกอดหมอนไม้ไผ่
ทว่าวันนี้กลับมีสาวงามวัยสิบหกอยู่เคียงข้าง
เรือนกายนุ่มนิ่มอุ่นหอมดุจหยก
(ตัดเนื้อหาออกหนึ่งช่วง)
คืนนั้นยามเผชิญหน้าหลัวซานเหนียง เขาปฏิเสธนาง เพราะไม่คิดแต่งกับนาง ไม่อยากรับผิดชอบ และไม่อยากก้าวเข้าสู่ชีวิตสมรสอย่างส่งเดชอีก
แต่คืนนี้แตกต่างออกไป
ลวี่จูเป็นเพียงสาวใช้ซินหลัว แม้แต่คุณสมบัติจะเป็นอนุก็ยังไม่มี กฎหมายต้าถังบัญญัติว่า ผู้ใดลดภรรยาเป็นอนุ หรือยกทาสหญิงเป็นอนุ ให้รับโทษแรงงานสองปี ผู้ใดยกอนุหรือหญิงในอุปการะเป็นภรรยา ให้รับโทษแรงงานหนึ่งปีครึ่ง แล้วให้คืนฐานะอันถูกต้อง ต่างคนต่างกลับสู่ฐานะเดิม
คำอธิบายกฎหมายกล่าวว่า ภรรยาคือผู้เสมอกับสามี อนุสามารถซื้อขายได้ ส่วนสาวใช้เป็นชนชั้นต่ำ หากยกอนุเป็นภรรยา หรือยกสาวใช้เป็นอนุ ย่อมขัดต่อข้อกำหนดแบ่งแยกฐานะ ทำลายครรลองอันถูกต้องของสามีภรรยา ลบหลู่หลักมนุษยธรรมอันเที่ยงแท้ กลับหัวสลับเท้า และทำให้จารีตพิธีสับสน
หากสาวใช้อยากเป็นอนุ ต้องได้รับการปลดให้เป็นไทเสียก่อนจึงจะเป็นอนุได้ ต่อให้สาวใช้ได้รับความโปรดปรานจากนายจนมีบุตร ก็ยังต้องปลดให้เป็นไทก่อนจึงจะเป็นอนุ มิใช่ว่าพอให้กำเนิดบุตรแล้วจะกลายเป็นอนุโดยอัตโนมัติ
ราชวงศ์ถังเป็นยุคที่ยึดถือฐานะ ลำดับชนชั้นเคร่งครัด มิอาจก้าวล่วง
ไม่ว่าสาวใช้หรืออนุ ต่อให้ได้รับความโปรดปรานเพียงใด ก็ไม่มีวันได้เป็นภรรยา
นอกหน้าต่างมีเสียงจิ้งหรีดกรีดร้อง
"นายท่าน ตะเกียงยังมิได้ดับเจ้าค่ะ"
"แสงตะเกียงสลัวรางเช่นนี้จึงจะดี"
......
เหตุการณ์ในยามนั้นมีบทกวีเป็นหลักฐานว่า
(ตัดเนื้อหาออกหนึ่งช่วง)
"ชื่อเดิมของเจ้าคืออันใด"
"บ่าวเดิมแซ่จิน ชื่ออวี้ซู่ มาจากคยองจูแห่งซินหลัว พออายุสิบขวบก็ถูกคนลักพาตัวไปขายให้โจรสลัดเจ้าค่ะ......"
ลวี่จูโอบกอดหลี่อี้ พลางบอกเล่าชะตากรรมอันอาภัพของตน เดิมนางเกิดในครอบครัวขุนนางแห่งนครหลวงซินหลัว แต่น่าเสียดายที่ภายหลังถูกลักพาตัว ผ่านการซื้อขายเปลี่ยนมือหลายครั้ง สุดท้ายจึงถูกขายเข้าจวนแม่ทัพแซ่กัวในฉางอัน
ในจวนแม่ทัพกัวมีสาวใช้ซินหลัวหลายคน คนที่เขาโปรดปรานที่สุดชื่ออวี้หลาน นางทั้งเยาว์วัย งดงาม และมีเสน่ห์ยิ่ง อีกทั้งยังรู้จักเอาอกเอาใจแม่ทัพกัวเป็นที่สุด แม่ทัพกัวจึงโปรดปรานนางมาก ถึงกับให้นางดูแลเครื่องทองเครื่องเงินในเรือน กระทั่งน้ำหมักธัญพืชที่เขาดื่มทุกคืนก็ต้องให้นางเป็นผู้ต้มเท่านั้น
เมื่อต้นปี อวี้หลานวางยาพิษในน้ำหมักธัญพืช เกือบทำให้แม่ทัพกัวถึงแก่ชีวิต หลังเกิดเหตุนางกวาดเครื่องทองเครื่องเงินไปหลายสิบชิ้นแล้วหลบหนี คดีนี้เลื่องลืออื้อฉาวไปทั่ว แม่ทัพกัวโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง จึงส่งสาวใช้ซินหลัวทุกคนในจวนไปให้ที่ว่าการสอบสวน
ลวี่จูก็พลอยถูกจับเข้าคุกเพราะเรื่องนี้ โชคดีที่หัวหน้าหน่วยปู้เหลียงแห่งฉางอันคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ที่แท้สาวใช้ซินหลัวนามอวี้หลานลอบสมคบกับชาวซินหลัวผู้หนึ่งในฉางอัน ทั้งยังซื้อตัวคนเลี้ยงม้าของจวนแม่ทัพกัวให้ร่วมก่อเหตุด้วยกัน
น่าเสียดายที่ยาพิษมีปริมาณไม่มากพอ จึงฆ่าแม่ทัพกัวไม่สำเร็จ แม้จะขโมยเครื่องทองเครื่องเงินไปได้หลายสิบชิ้น แต่ท้ายที่สุดก็ยังถูกจับ ทั้งสามคนล้วนถูกประหาร
แม้จะสืบทราบแล้วว่าลวี่จูและสาวใช้ซินหลัวคนอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่จวนกัวก็ไม่ยอมเก็บพวกนางไว้อีก จึงให้พ่อค้าทาสนำไปขายต่อ และหวังต้าหลางก็ฉวยโอกาสนั้นซื้อลวี่จูมา
"อวี้หลานผู้นั้นใจกล้ายิ่งนัก ทั้งวางยานายและขโมยทรัพย์สิน น่าเสียดายที่ลงเอยด้วยการถูกตัดศีรษะ ณ ตลาดตะวันออก"
ลวี่จูโอบหลี่อี้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย "บ่าวไม่มีวันทำเรื่องทรยศนายเจ้าค่ะ"
หลี่อี้หัวเราะเบา ๆ รู้สึกว่าตนกลับมาใช้การได้อีกครา
"เอ่ยคำว่าภักดีด้วยปากเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ได้ ถึงคราวทดสอบเจ้าแล้ว"
ลวี่จูสมกับเป็นสาวใช้ซินหลัวซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง นางทั้งอ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย
คราวนี้หลี่อี้ได้สำแดงความองอาจของบุรุษอย่างเต็มที่เสียที
ผ่านไปเนิ่นนาน
หลี่อี้ทอดถอนใจยาวด้วยความพอใจ
มิน่าเล่าตอนอาหารค่ำหวังต้าหลางจึงกล่าวว่า ชนชั้นสูงในฉางอัน หากจะใช้บ่าวหญิง ต้องเป็นเด็กหญิงโคกูรยอ หากจะใช้บ่าวชาย ต้องเป็นทาสผิวดำ หากมิเป็นเช่นนี้ย่อมมิอาจเรียกว่าขุนนาง หากในบ้านไม่มีสาวใช้ซินหลัวหรือทาสคุนหลุน ก็แทบไม่กล้าอ้างตนว่าเป็นตระกูลผู้ดีสูงศักดิ์
สาวใช้ซินหลัวและสาวใช้โคกูรยอจำนวนมาก ส่วนใหญ่ถูกปล้นชิงแล้วขายเข้าจงหยวนเป็นทาส ก่อนจะถูกขายให้ชนชั้นสูงในจงหยวน พวกนางมักผ่านการฝึกฝนทักษะอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เรียนภาษาราชการของราชวงศ์ถัง เรียนธรรมเนียมมารยาทของราชวงศ์ถัง ตลอดจนงานเย็บปักและการทำอาหาร มีเพียงผู้ที่ผ่านเกณฑ์แล้วจึงจะขายได้ราคาสูง
ครั้งแรกที่ลวี่จูถูกขายเข้าจวนแม่ทัพ ก็เพราะหลังผ่านการฝึกฝนแล้วนางมีฝีมือยอดเยี่ยม
หวังต้าหลางใช้เงินหนึ่งหมื่นอีแปะซื้อนางมา นับว่าได้ของดีในราคาถูกเหลือเชื่อ
ทว่ายามนี้ผลประโยชน์ทั้งหมดกลับตกเป็นของหลี่อี้เสียแล้ว







