วันรุ่งขึ้น
เมื่อหลี่อี้ตื่นขึ้นมาท้องฟ้าก็สว่างโร่แล้ว แม้ร่างกายในวัยสิบหกปีจะแข็งแรง ทว่าท้ายที่สุดความลุ่มหลงในกามารมณ์เมื่อคืนก็ทำให้เขานอนหลับไม่เพียงพอ
ในห้องไม่เห็นเงาร่างของลวี่จูแล้ว
หลี่อี้นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ ถึงค่อยแน่ใจว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่เพียงความฝันอันวาบหวาม
เขาสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาที่ลานบ้าน กำนันหวังกำลังพูดคุยอยู่กับหวังต้าหลาง เมื่อเห็นเขาเดินออกมาก็เอ่ยแซวว่า "เมื่อคืนจัดไปกี่ยกกันล่ะ เช้านี้ถึงกับลุกไม่ขึ้นเลยหรือ"
หลี่อี้หัวเราะฮ่าๆ "ก็คงราวๆ สามสี่ยกกระมังขอรับ"
"ยังหนุ่มยังแน่นก็ช่างร้อนแรงนัก ทว่าก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจด้วย อย่าได้ลุ่มหลงจนเกินไป มีคำโบราณกล่าวไว้ได้ดี วัยเยาว์ไม่รู้คุณค่าทองคำ แก่ชรามาได้แต่หลั่งน้ำตาเสียเปล่า"
หวังต้าหลางเอ่ยยิ้มๆ เสริมว่า "ท่านอาหวังเป็นผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อน พวกเราต้องรับฟังเอาไว้"
อาหลานคู่นี้เอาเรื่องใต้สะดือของหลี่อี้มาล้อเล่น สมกับคำกล่าวที่ว่าผู้ชายสามคนรวมตัวกันมักไม่มีเรื่องดีให้พูด ส่วนผู้หญิงสามคนรวมตัวกันก็มักจะประชันขนาดหน้าอกกัน
หลี่อี้เองก็ไม่ใช่ไก่อ่อนของแท้ จึงไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเล่าเรื่องตลกสองแง่สองง่ามที่แปลกใหม่ไปอีกสองเรื่อง ทำเอาทั้งสองคนถึงกับหูตาสว่าง
คุยกันได้ครู่หนึ่งก็รับประทานอาหารเช้า
อาหารเช้าที่หวังต้าหลางให้เหล่าภรรยาและอนุภรรยาเตรียมไว้ในวันนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ยิ่ง มีทั้งแกงเนื้อข้าวฟ่าง ปิงโรยงา และหลาวหวาน
หลาวหวานก็คือเกี๊ยว วันนี้กินไส้กุยช่ายไข่ไก่ รสชาติช่างโอชายิ่ง
วันนี้หวังต้าหลางก็ไม่ได้ไปทำงานที่ที่ทำการกรมคลังเช่นกัน
"ประเดี๋ยวข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า เบิกชุดขุนนางที่กรมทอและย้อมแห่งศาลเส้าฝู่ จากนั้นค่อยไปตำหนักบูรพาดีหรือไม่"
"ข้าจะกล้ารบกวนให้พี่หวังไปเป็นเพื่อนอีกได้อย่างไร พี่หวังเองก็ต้องไปทำงานที่ที่ทำการนะขอรับ"
หวังต้าหลางหัวเราะพลางเอ่ย "แม้ข้าจะทำงานในกรมคลัง ทว่าตำแหน่งลิ่งสื่อของข้านี้รับผิดชอบแค่จัดการเงินกองทุนหลวง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานในที่ทำการ อันที่จริงก็ค่อนข้างว่างงานเลยล่ะ เพียงแค่นำเงินกองทุนหลวงไปปล่อยกู้ แล้วเก็บดอกเบี้ยกลับมาให้ตรงเวลาก็พอแล้ว ที่ข้าไปที่ทำการ ก็แค่ไปดื่มชาตอนว่างๆ แล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงฟรีๆ อีกมื้อเท่านั้นเอง"
เขาเป็นจัวเฉียนลิ่งสื่อของกรมคลัง แท้จริงแล้วคือแผนกสำมะโนครัวแห่งกรมมหาดไทย แผนกของพวกเขามีจัวเฉียนลิ่งสื่ออยู่เก้าคน ล้วนรับผิดชอบการปล่อยกู้เงินกองทุนหลวงทั้งสิ้น
การปล่อยกู้เงินกองทุนหลวงนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว เจตนาเดิมที่ตั้งขึ้นก็เป็นเพราะการคลังของราชสำนักไม่เพียงพอ จึงมอบเงินต้นก้อนหนึ่งให้แก่ที่ทำการต่างๆ ให้นำไปปล่อยกู้ ดอกเบี้ยที่เก็บได้ก็นำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของที่ทำการ ตลอดจนเป็นสวัสดิการอุดหนุนเหล่าขุนนางและเจ้าหน้าที่
ปลายรัชศกไคหวง ราชวงศ์สุยเคยสั่งห้ามนำเงินกองทุนหลวงไปปล่อยกู้กินดอกเบี้ย ทว่ากลับอนุญาตให้นำเงินกองทุนหลวงไปทำธุรกิจและค้าขายแลกเปลี่ยนได้ ทว่าเมื่อเทียบกับการปล่อยกู้กินดอกเบี้ยโดยตรงแล้ว การนำเงินกองทุนหลวงไปทำธุรกิจนั้นยุ่งยากและบริหารจัดการได้ยากกว่า ดังนั้นในภายหลังจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นการปล่อยกู้โดยตรงอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องดูที่ผลลัพธ์เป็นหลัก
ราชสำนักทั้งไม่สามารถควักกระเป๋าจ่ายค่าใช้จ่ายของที่ทำการและสวัสดิการขุนนางเพิ่มได้ ทั้งไม่อยากจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มโดยตรง ดังนั้นจึงใช้วิธีปล่อยกู้เงินกองทุนหลวงเช่นนี้ ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วก็คือการขูดรีด เพียงแต่เงินกองทุนหลวงโดยทั่วไปจะขูดรีดจากพ่อค้าและคหบดีใหญ่ ไม่ได้เรียกเก็บหรือขูดรีดจากชาวบ้านตาดำๆ โดยตรง
กรมมหาดไทยควบคุมดูแลสี่แผนก แต่ละแผนกมีจัวเฉียนลิ่งสื่อตัวจริงเก้าคน แต่ละคนมีเงินต้นห้าสิบก้วน นี่ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่นอกทำเนียบที่มีตำแหน่งบรรจุอย่างเป็นทางการ
หวังต้าหลางเริ่มทำงานจัดการเงินที่แผนกสำมะโนครัวมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว สิบปีของการหาผลประโยชน์จากเงินก้อนนี้ ทั้งได้รับการยกเว้นภาษีแรงงาน ทั้งยังสามารถนำเงินส่วนตัวไปสมทบกับเงินหลวงเพื่อกินกำไรได้อีกด้วย เรียกได้ว่าใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายยิ่งนัก และด้วยผลงานจากการทำเงินก้อนนี้ เขายังหาตำแหน่งลอยให้ตัวเองได้อีกตำแหน่งหนึ่ง
เขามีคฤหาสน์อยู่ในฉางอัน แต่งภรรยาหนึ่งคนรับอนุภรรยาสี่คน ในบ้านยังมีทาสรับใช้อีกสิบกว่าคน มีรถม้า นอกเมืองมีเรือนไร่นา ในเมืองฉางอันแม้ตำแหน่งหน้าที่การงานจะไม่เข้าขั้น ทว่าในกรมมหาดไทยก็ถือว่ามีเส้นสายกว้างขวาง เงินเดือน เงินค่าอาหารในที่ทำการ หรือแม้แต่สวัสดิการในวันเทศกาลต่างๆ ล้วนเป็นเงินที่พวกเขานำมาหาผลประโยชน์ทั้งสิ้น
แม้กระทั่งเหล่าขุนนางในที่ทำการและญาติมิตรก็ยังนำเงินส่วนตัวมาสมทบกับเงินหลวง อาศัยช่องทางนี้หาเงินปันผลไปด้วย
อันที่จริงหวังต้าหลางมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งมาตั้งนานแล้ว แต่เขากลับไม่ยอมย้ายไปไหนตลอดสิบปี คอยเกาะติดอยู่กับหน้าที่จัดการเงินนี้ไม่ยอมปล่อย ก็เป็นเพราะข้างในนี้มีน้ำซึมบ่อทรายให้ตักตวงอย่างเหลือเฟือนั่นเอง ต่อให้เลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นลิ่งสื่อ หรือแม้กระทั่งส่งออกไปเป็นเสมียนอำเภออะไรทำนองนั้น เขาก็ไม่ยินยอม
หลี่อี้ก็รู้สึกว่าได้ฟังคำชี้แนะเพียงครั้งเดียวประเสริฐกว่าอ่านหนังสือสิบปี นึกไม่ถึงเลยว่าในเรื่องนี้ยังมีรายละเอียดซุกซ่อนอยู่อีกมากมายถึงเพียงนี้
"อันที่จริง ข้าไม่ได้อยากเป็นขุนนางเลยขอรับ"
"เจ้าว่ากระไรนะ"
กำนันหวังและลิ่งสื่อหวังถึงกับตกตะลึง ยังมีชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่อยากเป็นขุนนางด้วยหรือ หนำซ้ำยังไม่ใช่ขุนนางสายวิชาชีพทั่วไป แต่เป็นขุนนางผู้สูงส่งและใสสะอาดอย่างอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทเชียวนะ
"เหตุใดกัน" กำนันหวังถามด้วยความตกใจ
"ข้าเพิ่งจะเปิดโรงเรียนประถมอู๋จี๋ เพิ่งสอนไปได้ไม่กี่วัน จะให้ทิ้งก็ทิ้ง ปัดมือเดินจากมาเป็นขุนนางที่ฉางอันเลยได้อย่างไร แล้วเด็กหกสิบคนนั้นเล่าจะทำเช่นไร"
หลี่อี้ไม่สามารถบอกพวกเขาได้ว่า 'ข้าเพิ่งจะปฏิเสธฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินไปหมาดๆ ตอนนี้จะมารับตำแหน่งขุนนางในตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาทหลี่เจี้ยนเฉิงก็คงไม่เหมาะ อีกทั้งไม่อาจบอกได้ว่าในอนาคตองค์ชายรองหลี่ซื่อหมินจะเป็นผู้สืบทอดแผ่นดินต้าถัง แถมยังเป็นเวลาในอีกแค่แปดปีข้างหน้าด้วย'
จึงทำได้เพียงยกเรื่องโรงเรียนขึ้นมาอ้างเท่านั้น
ทว่าเหตุผลข้อนี้ ในสายตาของอาหลานสกุลหวังกลับน่าขันสิ้นดี
"เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน เจ้านอนจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ เจ้าตั้งสติให้ดี อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทนี้แม้จะเป็นขุนนางระดับเก้าขั้นรอง ทว่าหาได้ยากยิ่งเพียงใด นี่คือขุนนางผู้สูงส่งและใสสะอาดเชียวนะ พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ การจะก้าวจากสามัญชนขึ้นมาเป็นขุนนางได้นั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด มีตั้งกี่ครอบครัวที่หลายชั่วอายุคนก็ยังก้าวข้ามขั้นตอนนี้ไปไม่ได้"
สามัญชนทั่วหล้า โดยส่วนใหญ่แล้วมีเพียงหนทางเดียวที่จะก้าวจากชาวบ้านมาเป็นขุนนางได้ นั่นก็คือการออกไปรบราฆ่าฟันข้าศึกในสนามรบเพื่อแลกกับความดีความชอบ ทว่าเส้นทางสายนี้ก็ยากลำบากเหลือเกิน
เงื่อนไขในการคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ในระบบฝู่ปิงนั้นสูงมาก ทั้งต้องมีฐานะมั่นคง ทั้งต้องมีชายฉกรรจ์ในบ้านจำนวนมาก ซ้ำยังต้องมีร่างกายแข็งแรง หากไม่มีทรัพย์สินเงินทองในบ้าน บ้านใดไม่มีพี่น้องหลายคน ไม่มีร่างกายที่แข็งแรงบึกบึน เจ้าก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้รับคัดเลือกเป็นทหารฝู่ปิงด้วยซ้ำ
ต่อให้ได้รับคัดเลือกเป็นทหารฝู่ปิง หากคิดจะอาศัยความดีความชอบจากการรบเพื่อรับตำแหน่งขุนนางก็ยังมีหนทางอีกยาวไกล ในสนามรบอาวุธไม่มีตา สงครามใหญ่ครั้งใดบ้างที่ไม่ตายกันเป็นพันเป็นร้อย หรือบางครั้งถึงกับตายเป็นหมื่นๆ คน มีผู้คนล้มตายไปมากมายเท่าใดกัน
เจ้าไม่เพียงต้องรอดชีวิตในสนามรบ แต่ยังต้องสร้างผลงาน ต้องมีชีวิตรอดให้นานพอ และสร้างผลงานให้ใหญ่พอ จึงจะมีโอกาสได้รับอิสริยาภรณ์ และต่อให้เจ้าสะสมความดีความชอบจนได้เป็นถึงซ่างจู้กั๋วขั้นสูงสุด ทว่าเมื่อเจ้าไปสอบคัดเลือกที่กรมกลาโหม ก็ทำได้เพียงเลือกเป็นขุนนางระดับหกเท่านั้น
จากทหารเลวคนหนึ่งไปจนถึงรองหัวหน้ากองระดับเก้า ล้วนต้องเป็นหนึ่งในร้อยทั้งสิ้น
ตอนนี้เจ้าได้เป็นถึงอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทอย่างง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ เจ้ายังจะบอกว่าไม่ไปอีกหรือ"
กำนันหวังโกรธจัดจนหนวดกระดิกตาขวาง รู้สึกโกรธเคืองที่เหล็กไม่ยอมเป็นเหล็กกล้าจริงๆ โอกาสเช่นนี้ ถือว่าควันเขียวลอยขึ้นจากหลุมศพบรรพชน คนอื่นขอร้องแทบตายยังไม่ได้มา หลี่อี้กลับบอกว่าไม่อยากไปเสียนี่
นี่ใช่คำที่คนเขาพูดกันหรือ
เจ้าคิดว่าทุกคนจะเป็นอย่างหลิวอี้เจี๋ย อู่ซื่อเยว่ เฉียนจิ่วหลง ฝานซื่อซิง คนเหล่านี้ได้หมดเลยหรือไง ที่จะมีโอกาสได้ติดตามโอรสสวรรค์ที่แท้จริง ก่อการใหญ่ตามเสด็จมังกร สร้างความดีความชอบในการสถาปนาแผ่นดิน จนได้เสวยสุขกันทั้งตระกูลน่ะ
หากหลี่อี้เป็นลูกหลานของเขา เขาคงจะลงมือทุบหัวเจ้าหมอนี่ให้แตกไปแล้วจริงๆ
จะได้ดูว่าข้างในนั้นบรรจุขี้เอาไว้หรือไม่
หวังต้าหลางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง "อู๋อี้ เจ้าอย่าได้เลอะเลือนชั่วขณะเลย รีบไปล้างหน้าบ้วนปากเสีย เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปกรมทอและย้อมเสียก่อน แล้วค่อยไปตำหนักบูรพา"
สุดท้ายหลี่อี้ก็ถูกลากตัวออกจากบ้าน ไปเบิกชุดขุนนางเสียก่อน โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ต้องควักเงินจ่ายเอง
จากนั้นจึงเดินทางไปตำหนักบูรพา
ตลอดทางหลี่อี้รู้สึกปวดหัวยิ่งนัก นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
ทว่ากำนันหวังเกลี้ยกล่อมเขาว่า ต่อให้เจ้าไม่อยากเป็นขุนนางจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เจ้าก็ต้องไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทเสียก่อน ต้องชี้แจงกับองค์รัชทายาทต่อหน้า มิเช่นนั้นจะถือว่าเสียมารยาทเกินไปแล้ว
เจ้าเป็นเพียงสามัญชนตัวเล็กๆ มีสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้กับองค์รัชทายาท เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคุณชายจากห้าตระกูลใหญ่หรืออย่างไร
หลี่อี้มาถึงตำหนักบูรพาและแจ้งสถานะของตน
"เจ้าก็คือหลี่อี้ อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เองหรือ"
ตำหนักบูรพา กรมจ้านซื่อ
หลี่อี้ถูกพาตัวมาอยู่เบื้องหน้าขุนนางสวมชุดคลุมสีม่วงหนวดเคราขาวผู้หนึ่ง
ชุดคลุมสีม่วง นี่คือขุนนางระดับสามขึ้นไปเชียวนะ
"เรียนใต้เท้า ข้าน้อยคือหลี่อี้ขอรับ"
ชายชราสวมชุดคลุมสีม่วงหนวดเคราขาวลูบเครา "ข้าเคยเห็นคัมภีร์สามอักษรตัวอักษรผอมแกร่งที่เจ้าเขียนแล้ว ลายมือดีทีเดียว เนื้อหาก็ดีมากเช่นกัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นชายหนุ่มอายุน้อยเพียงนี้ ข้าคือหลี่กัง เสนาบดีกรมพิธีการ ผู้ดูแลการคัดเลือกขุนนาง ควบตำแหน่งจ้านซื่อแห่งตำหนักบูรพา"
เมื่อได้ยินชื่อนี้ หลี่อี้ก็แทบจะโพล่งคำว่า 'มือสังหารองค์รัชทายาท' ออกมา
ตาเฒ่าผู้นี้ชั่วชีวิตเคยช่วยเหลือองค์รัชทายาทมาแล้วถึงสามพระองค์ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดได้ขึ้นครองบัลลังก์เลยแม้แต่คนเดียว ด้วยเหตุนี้จึงถูกผู้คนล้อเลียนว่าเป็นมือสังหารองค์รัชทายาท เขาเคยสั่งสอนหยางหย่งองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์สุย ตลอดจนหลี่เจี้ยนเฉิงและหลี่เฉิงเฉียนองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ถัง หากไม่ตายก็ถูกถอดถอน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลี่ยวนคิดสิ่งใดอยู่
หลังจากหลี่เจี้ยนเฉิงได้รับการสถาปนาเป็นองค์รัชทายาท หลี่ยวนก็เชิญหลี่กังในวัยเฉียดเจ็ดสิบเอ็ดปีมา แต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกรมพิธีการ ผู้ดูแลการคัดเลือกขุนนาง ควบตำแหน่งจ้านซื่อแห่งตำหนักบูรพา รับผิดชอบดูแลกิจการในตำหนักบูรพา
นี่ไม่ใช่การขุดหลุมฝังลูกชายตัวเองหรอกหรือ ใครๆ ต่างก็บอกว่าหลี่กังซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ทว่าตอนที่หยางหย่งถูกถอดถอนในปีนั้น หรือว่าหลี่กังจะไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบเลยแม้แต่น้อย







