ฟางฉางโส่วทางตะวันตกของเมืองอันเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอฉางอัน
พี่ชายของลี่เจิ้งหวังซื้อเรือนไว้ในฟางแห่งนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการกรมคลังอันเป็นที่ทำงานของเขา หลี่อี้และกำนันหวังออกจากประตูอานซ่างของเขตพระราชฐาน เดินไปทางตะวันตกราวห้าหกฟางก็จะเป็นตลาดตะวันตก จากตลาดตะวันตกไปทางใต้สองฟางก็คือฟางฉางโส่ว
"พวกเราไปซื้อของที่ตลาดตะวันตกกันสักหน่อยเถิด ไปเยือนถึงเรือนด้วยมือเปล่าคงไม่ดีนัก" หลี่อี้ได้ยินว่าเบื้องหน้าคือตลาดตะวันตกแห่งฉางอันอันเลื่องชื่อ จึงเอ่ยกับกำนันหวัง
ตลาดตะวันออกและตะวันตกของฉางอัน ชาวบ้านซื้อฝั่งตะวันออกซื้อฝั่งตะวันตก คำว่าซื้อของจึงมีที่มาจากคำนี้นี่เอง
ว่ากันว่าตลาดตะวันออกและตะวันตกเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง แต่ละแห่งกินพื้นที่ถึงสองฟาง สินค้านานาชนิดในตลาดมีมากมายละลานตา ทั้งร้านค้า โกดังสินค้า รวมถึงโรงเตี๊ยมสำหรับให้พ่อค้าแม่ค้าที่สัญจรไปมาได้พักอาศัยชั่วคราวตั้งเรียงรายแน่นขนัด
เพียงแค่ประเภทสินค้าที่ทำการค้าขายก็มีถึงสองร้อยยี่สิบประเภท ทุกหมวดหมู่ล้วนรวมศูนย์ทำการค้ากันอยู่ที่นี่
"กลองล้างถนนดังขึ้นแล้ว ตลาดในฟางปิดประตูไปตั้งนานแล้ว" กำนันหวังหัวเราะพลางกล่าว "ตลาดตะวันออกและตะวันตกนี้หนา แต่ละวันจะเปิดประตูฟางทำการค้าในยามเที่ยง และปิดตลาดลงในยามพลบค่ำ หากอยากเดินเที่ยวตลาดตะวันออกและตะวันตก พรุ่งนี้เที่ยงค่อยไปเดินเที่ยวก็ยังได้"
เรื่องนี้ทำให้หลี่อี้ประหลาดใจอยู่บ้าง
เมืองฉางอันไม่มีตลาดตามท้องถนน ร้านค้ารวมกระจุกตัวอยู่ในฟางตะวันออกและตะวันตกจนหมด ไม่นึกเลยว่าแต่ละวันจะยังทำการค้าเพียงครึ่งวันเท่านั้น
"เช่นนั้นพวกเราจะไปเรือนของลิ่งสื่อหวังด้วยมือเปล่าหรือขอรับ"
"พวกเราก็ไม่ใช่คนนอก ข้าเป็นท่านอาในตระกูลของเขานะ ไปขอนอนค้างเรือนเขา มือเปล่าแล้วจะเป็นไรไป" กำนันหวังพูดอย่างตรงไปตรงมา แม้จะกล่าวว่าเขากับลิ่งสื่อหวังเป็นเครือญาติที่ห่างกันเกินห้าลำดับขั้นไปนานแล้ว ทว่าเพราะกำนันอย่างเขามักต้องเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในเมืองฉางอันอยู่บ่อยครั้ง จึงไปมาหาสู่กับหวังต้าหลางที่เป็นจัวเฉียนลิ่งสื่อสังกัดกรมคลังแห่งฉางอันอยู่เป็นประจำ ความสัมพันธ์แท้จริงแล้วสนิทสนมกันมาก ไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น
ยามอยู่ท่ามกลางเมืองฉางอัน
ราวกับอยู่ในเขาวงกตขนาดยักษ์
ร้อยพันครัวเรือนดั่งกระดานหมากล้อม ถนนสิบสองสายดั่งแปลงผัก
กำแพงฟางดินอัดที่สูงตระหง่านแต่ละสาย ล้อมรอบฟางแต่ละแห่งเอาไว้ ทำให้ออกเข้าได้ทางประตูฟางเท่านั้น ถนนหนทางเป็นเพียงทางสัญจรจริงๆ ถนนดินฝุ่นคลุ้ง กระทั่งต้นไม้ริมทางบนถนน หลายต้นก็เหลือเพียงแค่ตอ
"ต้นไม้พวกนี้ไฉนจึงถูกโค่นไปหมดแล้วเล่า" หลี่อี้ถามด้วยความอยากรู้
"หากเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็มีเรื่องราวอยู่ เรียกว่าโอรสสวรรค์ขายฟืน" กำนันหวังนับว่าเป็นผู้รู้จริงเรื่องฉางอัน เขาเล่าเรื่องราวที่ต้นไม้บนถนนในฉางอันถูกโค่นให้หลี่อี้ฟังบนหลังม้า
เดือนหกปีที่แล้ว หลี่ยวนยกทัพก่อการที่ไท่หยวน ไม่นานก็ส่งทัพลงใต้ เดือนสิบเอ็ดก็ตีเมืองฉางอันแตก นับจากก่อการจนถึงเข้าครองฉางอัน ใช้เวลาเพียงห้าเดือนกว่าเท่านั้น
แม้ด้านการทหารจะราบรื่นอย่างยิ่ง ทว่าหลังจากตีเข้าฉางอันแล้ว หลี่ยวนกลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากที่ขาดแคลนเงินตรา ถุงเงินของเขาอย่างขุนนางผู้มีความชอบแต่ครั้งก่อการที่ไท่หยวนนามหลิวอี้เจี๋ย จึงเสนออุบายหนึ่ง ให้โค่นต้นไม้ตามถนนหนทางและอุทยานในวังของเมืองฉางอัน นำไปขายให้ชาวบ้านฉางอันใช้เป็นฟืน เพื่อแลกกับผ้าไหมผ้าทอ จะได้มานับแสนพับ
"ท่านหลิวอี้เจี๋ยผู้นี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เดิมทีเขาเป็นชาวจิ้นหยางแห่งปิ้งโจว เป็นชนเผ่าจีหู ปลายรัชศกต้าเยี่ย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกำนันแห่งจิ้นหยาง ได้รับการชี้แนะจากใต้เท้าเผยให้สวามิภักดิ์ต่อฝ่าบาท ติดตามก่อการรวบรวมแผ่นดิน กลายเป็นขุนนางผู้มีความชอบแต่เริ่มตั้งราชวงศ์ บัดนี้เป็นถึงโย่วกวงลู่ต้าฟู ชิงแห่งคลังไท่ฝู่ กั่วกั๋วกงไปแล้ว"
หวังจี๋เสียนเป็นกำนัน หลิวอี้เจี๋ยก็เป็นกำนัน
ทว่ากำนันจิ้นหยางเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้เป็นถึงกั่วกั๋วกงแล้ว ส่วนเขาหวังจี๋เสียนเป็นกำนันตำบลอวี้ซิ่วมาสิบปี ตอนนี้ก็ยังคงเป็นแค่กำนัน ต้องบอกเลยว่า เอาคนมาเทียบกันมีแต่อกแตกตาย
หลี่อี้ไม่ค่อยมีความประทับใจใดต่อกำนันหลิวผู้นี้นัก เขาจำได้แค่ว่าที่เหอตงมีเศรษฐีบ้านนอกคนหนึ่งชื่ออู่ซื่อเยว่ เมื่อก่อนตั้งตัวจากการขายไม้ พงศาวดารสัญจรยังกล่าวว่าตอนหนุ่มๆ เขาขายเต้าหู้ ปลายราชวงศ์สุยอู่ซื่อเยว่ควักเงินซื้อตำแหน่งตุ้ยเจิ้งแห่งกองทหารอิงหยาง จากนั้นก็เล็งเห็นแววของหลี่ยวน จึงทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดช่วยเหลือ และได้ก้าวกระโดดกลายเป็นขุนนางผู้มีความชอบแต่ครั้งก่อการเช่นกัน
"ท่านอาหวังรู้จักอู่ซื่อเยว่หรือไม่ขอรับ"
"ท่านผู้นั้นก็ร้ายกาจยิ่งนัก ตั้งตัวจากการขายไม้ตอนสร้างเมืองหลวงตะวันออกในรัชศกต้าเยี่ย บัดนี้เป็นขุนนางตำแหน่งกวงลู่ต้าฟู หวงเหมินซื่อหลาง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อิ้งกั๋วกง" หวังจี๋เสียนมีสีหน้าเลื่อมใสอู่ซื่อเยว่เช่นกัน คนขายไม้ผู้หนึ่ง อาศัยสายตาอันน่าทึ่ง คบหาโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน
หลังจากก่อการที่ไท่หยวน อู่ซื่อเยว่ก็เป็นผู้ดูแลเสบียงทัพมาตลอด หลังเข้าฉางอันแล้ว หลี่ยวนพระราชทานเงินให้เขาสามล้าน ผ้าไหมแพรพรรณห้าพันพับ และคฤหาสน์ในเมืองหลวงหนึ่งหลัง รอจนก่อตั้งราชวงศ์ต้าถัง ก็ยังพระราชทานม้าพันธุ์ดีให้อีกสองร้อยตัว ข้าวฟ่างสองพันต้าน
"ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทรงตกรางวัลแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างงามที่สุด ผู้ติดตามแต่ครั้งก่อการจากเหอตงในตอนนั้น หากผู้ใดปรารถนาจะรั้งอยู่ในเมืองหลวง ก็ให้ไปตั้งรกรากที่เจ็ดอำเภอทางเหนือของแม่น้ำเว่ย พระราชทานที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ อนุญาตให้สืบทอดจากพ่อสู่ลูกจากพี่สู่น้อง เป็นทหารองครักษ์ผู้ติดตามโอรสสวรรค์สืบไปทุกชั่วอายุคน
กระทั่งทาสรับใช้ของฝ่าบาทอย่างฝานซิง เฉียนจิ่วหลง และคนอื่นๆ ก็ยังได้รับบรรดาศักดิ์กั๋วกงและจวิ้นกงเพราะความดีความชอบในสมรภูมิเช่นเดียวกัน
ตอนแรกที่กองกำลังทัพธรรมรุดลงใต้ ยามที่ฝ่าบาททรงปล่อยตัวทหารทางการราชวงศ์สุยที่จับเป็นเชลยมาได้นั้น ถึงกับพระราชทานตำแหน่งซ่านสือกวนระดับห้าให้พวกเขาด้วยซ้ำ"
หลี่อี้ฟังแล้วก็นับถือยิ่งนัก หลี่ยวนใจกว้างในด้านนี้จริงๆ หรือจะกล่าวได้ว่าเพราะความใจกว้างเช่นนี้ของหลี่ยวน จึงทำให้เขาซื้อใจผู้คนมากมายได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกันแล้วหยางก่วงกลับตระหนี่ถี่เหนียวกว่ามาก ปีนั้นหยางก่วงถูกกองทัพใหญ่ของทูเจวี๋ยฉื่อปี้เค่อหานล้อมไว้ที่ด่านเยี่ยนเหมิน ทหารใต้บัญชาหมื่นกว่าคนสู้ตายรักษาเมือง หยางก่วงประกาศให้รางวัลอย่างงาม ผลคือหลังจากฝ่าวงล้อมได้ เขากลับปูนบำเหน็จให้คนแค่พันกว่าคนเท่านั้น
สิ่งนี้ยังทำให้ปีที่แล้วตอนที่อวี่เหวินฮั่วจี๋และพวกก่อกบฏที่เจียงตู กองทหารองครักษ์เซียวกั่วที่หยางก่วงสร้างขึ้นมากับมือ กลับกลายเป็นผู้ปลงพระชนม์เสียเอง
ทางด้านหลี่ยวน หลังจากเอาชนะและจับตัวทหารสุยที่มาต่อต้านเขาไว้เป็นเชลย ไม่เพียงแต่จะปล่อยพวกเขากลับบ้านเกิดในกวนจง แต่ยังมอบตำแหน่งซ่านสือกวนระดับห้าให้คนละตำแหน่งด้วย
แม้จะกล่าวว่าซ่านสือกวนนี้เป็นเพียงแค่บรรดาศักดิ์ลอยๆ ทั้งยังไม่ต้องให้หลี่ยวนเป็นคนจ่ายเบี้ยหวัดหรืออะไร แต่เชลยเหล่านี้พอกลับไปถึงกวนจง แล้วนำไปป่าวประกาศกันไปทั่ว ใครๆ ต่างก็รู้ว่าถังกั๋วกงเป็นคนดี รอจนหลี่ยวนบุกฝ่าด่านถงกวน ก็แทบไม่มีใครต่อต้านอย่างจริงจังแล้ว
ฟางฉางโส่ว
มีทหารรักษาฟางเฝ้าประตู มุมถนนยังมีป้อมอู่โหว มีทหารอู่โหวเข้าเวรอยู่
หลี่อี้รู้สึกว่าทุกหนทุกแห่งในเมืองฉางอันล้วนมีแต่ความตึงเครียด เป็นบ้านนอกที่ผ่อนคลายกว่า
กำนันหวังพาเขามุ่งหน้าตรงไปยังเรือนของหวังต้าหลาง ระหว่างทางยังคอยแนะนำสภาพภายในฟางให้เขาฟัง ที่ว่าการอำเภอฉางอันตั้งอยู่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของฟาง
ทั่วทั้งฟางฉางโส่วเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่มาก จัดอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางมีถนนใหญ่สี่แยก แบ่งฟางออกเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ แต่ละส่วนยังมีถนนสี่แยกเล็กๆ แบ่งออกไปอีกสี่ส่วน
ทางตะวันตกของทิศเหนือถนนสี่แยก นั่นคือจวนซีกั๋วกง หรือก็คือจวนไต้หวังแต่เดิม หยางโย่วผู้เป็นโอรสสวรรค์หุ่นเชิดที่หลี่ยวนยกขึ้นครองราชย์หลังจากตีเข้าฉางอัน หลังจากสละราชสมบัติก็พักอาศัยอยู่ที่นี่ โดยถูกลดยศเป็นซีกั๋วกง
"ทางนั้นคือตระกูลเหยียน ตระกูลเหยียนแห่งเหอหนานเป็นตระกูลขุนนางชนชั้นสูงแห่งกวนหลง ผู้นำตระกูลเหยียนคนก่อนที่ล่วงลับไปแล้วอย่างเหยียนผีคือรองเจ้ากรมกิจการภายในและสือเป่าเสี้ยนกงของราชวงศ์สุย ฮูหยินของเขาคือองค์หญิงชิงตูพระราชธิดาในเป่ยโจวอู่ตี้ บิดาของเหยียนผีคือซ่างจู้กั๋วแห่งเป่ยโจว เหยียนชิ่งผู้เป็นจิงโจวต้าตูตูก่อนที่ราชวงศ์สุยจะแต่งตั้งย้อนหลังให้เป็นซือคง"
หลี่อี้ฟังเขาเล่าเป็นฉากๆ ทว่าตนกลับไม่มีความประทับใจใดเลยแม้แต่น้อย
"บุตรชายสองคนของเหยียนผี ตอนนี้ล้วนรับราชการอยู่ในจวนอ๋องฉิน บุตรชายคนโตเหยียนลี่เต๋อเป็นซื่อเฉาซานจวินแห่งจวนอ๋องฉิน บุตรชายคนรองเหยียนลี่เปิ่นเป็นคู่เจินแห่งจวนอ๋องฉิน"
พอได้ยินชื่อของพี่น้องสองคนนี้ หลี่อี้ก็จำได้ทันที เพราะสองคนนี้คือจิตรกรรูปเอกผู้มีชื่อเสียงแห่งราชวงศ์ถัง เหมือนว่าหนึ่งในพวกเขาเคยเป็นอัครเสนาบดีด้วย
เขาอดไม่ได้ที่จะมองจวนตระกูลเหยียนเพิ่มอีกหลายตา
ตำแหน่งขุนนางของสองพี่น้องในตอนนี้อาจไม่สะดุดตานัก แต่อนาคตนั้นร้ายกาจมาก แน่นอนว่าตระกูลเหยียนแห่งเหอหนานเองก็เป็นตระกูลขุนนางชนชั้นสูงแห่งกวนหลงที่มีชื่อเสียง มีรากฐานลึกล้ำ
เรือนของหวังต้าหลางตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟาง ติดกับถนนสี่แยกเล็ก บริเวณเรือนไม่ถือว่าใหญ่นัก เป็นเรือนลานกะทัดรัดหลังหนึ่ง
เมื่อเคาะประตู ทาสรับใช้ผู้หนึ่งก็เปิดประตูออกมา พอเห็นกำนันหวังที่คุ้นเคย ก็เชิญเขาเข้ามาในเรือนทันที
เมื่อมาถึงโถงเรือนส่วนหน้า
หวังต้าหลางกำลังเล่นกับพวกลูกชาย พอเห็นกำนันหวังก็รีบออกมาต้อนรับ
"นี่คือหลี่อี้แห่งหมู่บ้านหลัวเจีย วันนี้กรมขุนนางเรียกตัวเขามาฉางอันด่วนเพื่อรับใบแต่งตั้งขุนนาง เพราะฟ้ามืดแล้ว จึงมาขอนอนค้างที่เรือนเจ้าสักคืน"
หวังต้าหลางชะงักด้วยความประหลาดใจไปเล็กน้อย "คราวก่อนเพิ่งได้ยินเอ้อร์หลางเอ่ยถึงคุณชายหลี่ ไม่ทราบว่าได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดหรือขอรับ"
"อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท" กำนันหวังยิ้มพลางกล่าวกับหลานชายในตระกูล
หวังต้าหลางเกิดความรู้สึกนับถือขึ้นมาทันที กระทั่งแววตายังมีความไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
เขาทำงานเป็นจัวเฉียนลิ่งสื่ออยู่ที่กรมคลังในฉางอัน อันที่จริงสถานะค่อนข้างต่ำต้อย เป็นเพียงแค่ขุนนางนอกทำเนียบชั้นผู้น้อยเท่านั้น
เขารู้จักตำแหน่งขุนนางในราชสำนักเหล่านั้นเป็นอย่างดี
ในบรรดาตำแหน่งเหล่านั้นมีบางตำแหน่งที่ถูกเรียกว่าขุนนางสายบุ๋นบริสุทธิ์ ซึ่งจะให้ความสำคัญในการแต่งตั้งแก่ปัญญาชนที่มาจากตระกูลสูงส่งก่อน ส่วนผู้ที่มาจากตระกูลยากจนจำนวนมาก ทำได้เพียงเป็นขุนนางสายสามัญเท่านั้น
ขุนนางแบ่งออกเป็นสายบริสุทธิ์และสายสามัญ ยากจะก้าวข้าม
อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทและเจี้ยวซู เหมือนกับเจิ้งจื้อและเจี้ยวซูหลางของกรมเลขาธิการ ล้วนจัดเป็นขุนนางสายบุ๋นบริสุทธิ์ นั่นล้วนเป็นบันไดสู่ความเจริญก้าวหน้าของบุตรหลานตระกูลใหญ่ทั้งสิ้น
ไฉนจึงแต่งตั้งให้ชายหนุ่มผู้นี้เล่า
"อู๋อี้รีบเอาใบแต่งตั้งขุนนางของเจ้าให้ต้าหลางดูเร็วเข้า เสมียนเฒ่าแห่งกรมขุนนางนั่นเรียกเก็บเงินค่าใบแต่งตั้งตั้งยี่สิบพับเชียวนะ"
หลี่อี้นำใบแต่งตั้งขุนนางออกมา หวังต้าหลางคลี่ออกพินิจดูอยู่นาน ต้องยอมรับเลยว่านี่คือใบแต่งตั้งขุนนางของแท้แน่นอน
ชายหนุ่มอายุสิบหกผู้นี้ เป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทระดับเก้ารองที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชโองการจริงๆ เป็นขุนนางสายบริสุทธิ์ ทั้งบริสุทธิ์และสูงส่ง
"คุณชายหลี่รู้จักกับองค์รัชทายาทหรือขอรับ" หวังต้าหลางลองหยั่งเชิงถาม
หลี่อี้ส่ายหน้า
"ก่อนที่ข้าจะมา ก็ไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ยังงงเป็นไก่ตาแตกอยู่เลย"
หวังต้าหลางมีท่าทีเป็นมิตรต่อหลี่อี้ขึ้นมาอีกหลายส่วน "ท่านรับใบแต่งตั้งขุนนางมาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับชุดขุนนาง เรื่องนี้ต้องไปเบิกชุดและหมวกที่กรมทอและย้อมแห่งศาลเส้าฝู่ ถึงตอนนั้น ข้าจะช่วยสืบข่าวให้ขอรับ"
กำนันหวังกล่าวว่าต้องเป็นเพราะชื่อเสียงของหลี่อี้ดังไปถึงฉางอันแล้วแน่ๆ ทั้งเรื่องที่หลี่อี้เปิดโรงเรียนประถมในตำบล ทั้งยังแต่งคัมภีร์สามอักษร อีกทั้งอักษรโซ่วจินอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนแม้แต่ซุนฝูเจีย ตู้หรูฮุ่ย ซิ่วไฉต่ง และคนอื่นๆ ต่างก็เอ่ยปากชมเชยกันถ้วนหน้า เมื่อเรื่องนี้ไปเข้าหูองค์รัชทายาทแห่งฉางอัน จากนั้นจึงเรียกตัวเขาให้เข้ารับราชการในตำหนักบูรพาก็เป็นเรื่องปกติ
"ยินดีด้วยขอรับคุณชายหลี่ นี่นับว่าเป็นปลาหลี่หลี่หลุนกระโดดข้ามประตูมังกรจริงๆ จากนี้ไปจะได้ก้าวหน้าขึ้นสู่เมฆา อนาคตภายหน้าสดใสราวกับปูด้วยผ้าไหมแล้ว" หวังต้าหลางอิจฉายิ่งนัก เขาดิ้นรนอย่างเหนื่อยยาก แต่กลับไม่อาจหลุดพ้นจากวังวนของเสมียนชั้นผู้น้อยสายสามัญไปได้
แม้จะกล่าวว่าขุนนางนอกทำเนียบ ก็สามารถก้าวเข้าสู่ทำเนียบผ่านการสอบคัดเลือกขุนนางนอกทำเนียบ เพื่อเป็นขุนนางระดับชั้นได้ ทว่ามันช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
ต่อให้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบได้ แต่ก็คงไม่มีอนาคตที่ใหญ่โตอันใด
ตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทของหลี่อี้ผู้นี้ย่อมแตกต่างออกไป ตั้งต้นด้วยตำแหน่งขุนนางเช่นนี้ อนาคตไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง
เขารีบให้ลูกชายไปบอกผู้เป็นภรรยา สั่งให้บ่าวไพร่เตรียมสุราอาหารชุดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ เขาต้องการต้อนรับคนในครอบครัวเป็นอย่างดี
"ไปเรียกให้ลวี่จูเอาชาจื่อสุ่นแห่งหูโจวอัดแผ่นที่ข้าเก็บสะสมไว้ออกมา" เขายังให้ลูกชายคนรองไปเรียกสาวใช้ที่อายุน้อยและงดงามที่สุดในเรือนมาต้มชา กระทั่งในใจก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า คืนนี้จะให้ลวี่จูคอยปรนนิบัติหลี่อี้
ลวี่จูยังสาว ทั้งยังงดงามมาก ฝีมือการต้มชาก็ดีเยี่ยม
หวังต้าหลางกล่าวกับหลี่อี้ด้วยท่าทีภาคภูมิใจอยู่บ้าง "อันที่จริงลวี่จูไม่ใช่ชาวจงหยวน นางคือสาวใช้ซินหลัวขอรับ"
สาวใช้ซินหลัว นั่นนับว่าเป็นของขึ้นชื่อในหมู่ทาสรับใช้เลยเชียว มาจากอาณาจักรซินหลัวทางตอนใต้ของคาบสมุทรเฉาเสี่ยนแห่งทิศบูรพา สาวใช้ของที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องความงดงามและว่าง่าย เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาชนชั้นสูงแห่งฉางอันเป็นอย่างยิ่ง
สาวใช้ซินหลัวคนหนึ่ง มักจะขายได้ถึงหลายหมื่นอีแปะหรือกระทั่งแพงกว่านั้น
หวังต้าหลางในฐานะที่เป็นเพียงจัวเฉียนลิ่งสื่อตัวเล็กๆ แห่งฉางอัน กลับครอบครองสาวใช้ซินหลัวผู้หนึ่ง
สาวใช้ซินหลัวผู้นี้เดิมทีเป็นของชนชั้นสูงตระกูลหนึ่งในฉางอัน ภายหลังพัวพันกับคดีความจนต้องโทษจำคุก หวังต้าหลางอาศัยเส้นสายในภายหลัง ใช้เงินไปเป็นหมื่นเพื่อเอาตัวสาวใช้ซินหลัวผู้นี้กลับมา
เดิมทีเขาคิดจะเลี้ยงไว้เพื่อมอบให้ผู้สูงศักดิ์สักคนในอนาคต ตอนนี้เขารู้สึกว่าหลี่อี้ก็คือผู้สูงศักดิ์คนนั้น คุ้มค่าที่จะมอบลวี่จูให้
"วันหน้าหากอู๋อี้มารับราชการที่ฉางอัน ได้คิดหรือยังว่าจะซื้อเรือนที่ใด ต้องการให้ข้าช่วยจัดการให้หรือไม่ เจ้ามีเงื่อนไขอันใดก็บอกมาได้เลย ข้าผู้เป็นพี่ในเมืองฉางอันนี้ก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง รับรองว่าจะต้องหาเรือนที่เหมาะสมให้เจ้าได้อย่างแน่นอน ทั้งยังรับประกันว่าราคาเหมาะสมด้วย"
อันที่จริงหลี่อี้สมองยังค่อนข้างสับสนอยู่
ไฉนจู่ๆ ถึงได้รับแต่งตั้งเป็นอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทไปได้เล่า นี่เพิ่งจะปฏิเสธตำแหน่งซูลิ่งสื่อแห่งจวนอ๋องฉินของหลี่ซื่อหมินไปหยกๆ หากตอนนี้ยอมรับตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทนี้ เช่นนั้นก็คงไม่เหมาะสมนัก
เผื่อว่าหลี่ซื่อหมินรู้เรื่องเข้าแล้วคิดมากไปจะทำอย่างไรดีเล่า
ท้ายที่สุดแล้ว กำนันหวังและหวังฝ่าจั่ว พวกเขาล้วนมองเห็นเพียงแค่หลี่เจี้ยนเฉิงผู้เป็นองค์รัชทายาท ทว่ากลับไม่รู้ว่านายแห่งต้าถังในอนาคตคือหลี่ซื่อหมินต่างหากเล่า







