"เพล้ง!" เสียงชามในมือของโจวกุ้ยหลานตกลงกระแทกพื้นแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
เธอยืนนิ่ง สีหน้าซีดเซียว ราวกับไม่ได้ยินเสียงแตกนั้นเลย ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มผู้มาแจ้งข่าว “วะ ว่าไงนะ? พูดช้าๆ หน่อย…”
แต่พอพูดออกไป เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าเสียงของตัวเองสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ป้าโจว ทางค่ายใหญ่โทรมาที่ชุมชนเราน่ะครับ บอกว่าแม่ของป้าเสียแล้ว ให้ป้ากับลุงรีบเดินทางไปให้เร็วที่สุด”
ชายหนุ่มเห็นท่าทางของโจวกุ้ยหลานแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอคงเสียใจจนช็อกไปแล้ว จึงพูดซ้ำอีกครั้ง ชัดถ้อยชัดคำ
ร่างของโจวกุ้ยหลานเซไปมาอยู่สองสามที โชคดีที่เสวี่ยซิ่วหลินกับเฉินชุนหลิงรีบประคองไว้ได้ทัน
“แม่ ระวังหน่อยนะ…ยายเสียแล้ว แม่ต้องเข้มแข็งนะ” ลูกสะใภ้ทั้งหลายต่างมองมาด้วยความเป็นห่วง พากันปลอบโยน
ทางด้านสวี่เฉิงโฮ่วเองก็หน้าเปลี่ยนสี เดินเข้ามาพยุงภรรยาไว้
“อย่าร้องไห้เลย แม่เราเจ็บป่วยมาหลายปีแล้ว ใจท่านก็ทุกข์ทรมาน…การจากไปครั้งนี้ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการหลุดพ้น”
โจวกุ้ยหลานไม่ได้ร้องไห้ เพียงแต่สีหน้าดูว่างเปล่าไร้ชีวิต “ตอนบ่ายยังมีรถผ่านอยู่ไหม? เราต้องรีบไป อย่าชักช้า”
เมื่อแม่จากไป เธอรู้ดีว่าต้องไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย
สวี่เฉิงโฮ่วเองก็ไม่แน่ใจว่ามีรถหรือไม่ จึงหันไปถามสวี่ซื่อเต๋อ
“มีครับ ตอนบ่ายยังมีรอบหนึ่ง จากเฉวียนหยางไปถึงตำบลซงซู่ รถขนของแบบจอดตามทาง ออกจากต้นทางราวๆ บ่ายสาม”
สวี่ซื่อเต๋อทำงานอยู่ที่ค่ายใหญ่ ไปกลับระหว่างหมู่บ้านกับเมืองเป็นประจำ เขาจึงรู้ดีที่สุด
“เพิ่งจะบ่ายโมง ยังทันอยู่เลย สาม ไปเตรียมรถเร็ว!”
จ้าวต้าไห่ ก็รีบดูนาฬิกาข้อมือ แล้วสั่งลูกชายทันที
“เจี้ยนเซ่อ แกขับรถไปส่งลุงสวี่กับป้าโจว รวมถึงพี่สามกับพี่ชายคนอื่นๆ ไปที่สถานีรถไฟ”
ยายจากไปเป็นเรื่องใหญ่ ทุกคนเข้าใจดี ไม่มีใครคิดจะขัดขวาง พากันลุกขึ้นช่วยจัดการ
หยางชุนหมิงกับหานลี่หมิงรีบไปที่คอกม้า ลากม้าของตระกูลสวี่ออกมาเทียมรถไว้
ขณะเดียวกัน สวี่เฉิงโฮ่วก็คุยกับลูกๆ ว่าใครจะร่วมเดินทางไปด้วย
“พ่อ ลูกๆทั้งหกคนของพ่อ คงต้องไปกันหมด ส่วนลูกสะใภ้กับเด็กๆ ก็อยู่บ้านไปเถอะ เด็กยังเล็ก ไม่เหมาะจะไปงานแบบนี้” สวี่ซื่อเซียน ลูกชายคนโตเป็นคนพูด
สวี่เฉิงโฮ่วพยักหน้าเห็นด้วย เด็กๆ ยังเล็ก แถมยายก็เป็นรุ่นปู่ย่าของพวกเขา ไม่จำเป็นต้องพาไป
“ได้ งั้นเอาตามนี้ แม่กลับบ้านไปเก็บของกัน เอาเสื้อผ้าสีเรียบๆ ไปสองสามชุด รีบหน่อย อย่าให้ช้าเกินไป”
โจวกุ้ยหลานตอนนี้หัวตื้อไปหมด ไม่สามารถคิดอะไรได้อีกแล้ว สวี่เฉิงโฮ่วว่าอย่างไรก็ทำตามอย่างนั้น
ทั้งคู่กลับบ้าน หยิบเสื้อผ้าสีเข้มเรียบๆ สองสามชุดใส่ลงในกระเป๋าผ้า
โจวกุ้ยหลานยังหยิบเงินบางส่วนจากลิ้นชักเก็บใส่กระเป๋าด้วย
ทางด้านหยางชุนหมิงและหานลี่หมิงเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็รีบลุกขึ้นขอตัวกลับ
“ซื่อเยี่ยน เรื่องมันเกิดกะทันหัน งั้นพวกเราก็ไม่อยู่รบกวนแล้วนะ รีบพาพ่อแม่เดินทางไปค่ายใหญ่ให้ไวหน่อย ท่านอายุมากแล้ว เดี๋ยวจะลำบากเอา”
หานเหวินจงเดินมาบอกสวี่ซื่อเยี่ยนพร้อมด้วยความห่วงใย
“ลุงหาน ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เดิมทีคิดจะชวนทุกคนมาสังสรรค์ให้ครึกครื้นเสียหน่อย…”
สวี่ซื่อเยี่ยนถอนหายใจยาว พูดตามจริง เขาเองก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
“เฮ้อ พวกเราเป็นกันเอง จะพูดมากไปทำไม? ใครที่มาวันนี้ก็ไม่ใช่คนนอกทั้งนั้น ไม่มีใครถือเรื่องแบบนี้หรอก
เรื่องเกิดขึ้นแล้ว ก็รีบกลับไปจัดงานศพให้เรียบร้อยเถอะ
ส่งท่านไปอย่างสมเกียรติ ก็ถือเป็นความกตัญญูของลูกหลานแล้ว”
หานเหวินจงตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบใจ
จากนั้นจ้าวเจี้ยนเซ่อก็ขับรถม้าพาทั้งสวี่เฉิงโฮ่วกับโจวกุ้ยหลานพร้อมด้วยลูกชายทั้งห้าและอู๋ซิวเยี่ยนกับลูกชายอีกสองคน มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟซงเจียงเหออย่างเร่งด่วน
จ้าวเจี้ยนเซ่อพาคนไปส่งแล้วก็กลับเลย จากนั้นก็เอารถไปคืนให้กับบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยน
สวี่ซื่อเยี่ยนกับพวกไปซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟ ขบวนรถรอบบ่ายสามโมงก็มาถึงสถานี
ทั้งหมดขึ้นรถ ขบวนรถโยกเยกโครมครามอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ก็มาถึงที่เซียนเหรินเฉียว
เมื่อถึงเซียนเหรินเฉียว พวกเขาก็เดินเท้าไปยังค่ายใหญ่ ระหว่างทาง อู๋ชิวเยี่ยนพาลูกสาวลูกชายแยกไปหมู่บ้านเหอเป่ย
บ้านของโจวอันผิงอยู่ตรงกลางหมู่บ้านค่ายใหญ่
พอข้ามสะพานเล็กไปทางทิศตะวันตกได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นหน้าบ้านโจวมี "กระดาษไว้ทุกข์" แขวนไว้เป็นพวงยาวเหยียด
กระดาษไว้ทุกข์พวกนี้ บางทีก็ทำจากเศษกระดาษ บางทีก็เป็นกระดาษเผา ขนาดความยาวของมันพอจะบอกได้ว่าผู้ตายมีอายุมากแค่ไหน และตำแหน่งที่แขวนก็สามารถแยกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง
หน้าประตูบ้านโจวอันผิง ด้านขวาแขวนกระดาษไว้ทุกข์ ด้านซ้ายแปะกระดาษแจ้งข่าวการตาย ส่วนด้านข้างก็มีผ้าสีแดงยาวเหยียด เขียนข้อความด้วยสีขาวเป็นป้ายสดุดีผู้วายชนม์
บนป้ายเขียนระบุชื่อผู้ล่วงลับ อายุที่เสียชีวิต เป็นต้น
แม้โจวกุ้ยหลานจะเสียใจมาก แต่ตลอดทางก็พยายามฝืนไว้ ทว่าพอเห็นฉากตรงหน้า น้ำตาก็ไหลพรากทันที กลายเป็นคนร้องไห้โศกเศร้าอย่างสุดจะกลั้น
สวี่เฉิงโฮ่วรีบประคองโจวกุ้ยหลานเดินเข้าลานบ้าน ด้านนี้ ลูกหลานของตระกูลโจวก็ออกมาต้อนรับ “อากุ้ย อาเขย พี่ชาย น้องชาย”
ญาติมิตรที่มาพบกันในสถานการณ์แบบนี้ ต่างก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลกันถ้วนหน้า
เมื่อเข้ามาในลานบ้าน ยังไม่ทันได้เข้าไปถึงหน้าโลงศพ คนจัดการงานศพซึ่งเป็นหัวหน้าพิธี ก็เข้ามาเรียกโจวกุ้ยหลานกับสวี่เฉิงโฮ่วไปรับผ้าขาวไว้ทุกข์ ทั้งคู่ต้องสวมชุดไว้ทุกข์เต็มยศ
ส่วนสวี่ซื่อเซียนและพี่น้อง ซึ่งเป็นหลาน ต้องผูกผ้าขาวไว้ที่เอวเท่านั้น
โจวกุ้ยหลานคุกเข่าร้องไห้หน้าโลงศพอย่างโศกเศร้า สวี่ซื่อเยี่ยนและพี่น้องก็พากันร้องไห้ตามไปด้วย
แม้ยายของพวกเขาจะเป็นคนที่เหมือนสติไม่ค่อยดีมาหลายปี แต่สำหรับหลาน ๆ แล้ว นางก็ยังดีต่อพวกเขาเสมอ
ทุกครั้งที่พวกเขาไปเยี่ยม ยายก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หยิบขนมของกินออกมาเลี้ยงเสมอ
บัดนี้เมื่อยายเสียชีวิตลง พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงชีวิตที่แสนลำบากของเธอ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด
บ้านตระกูลโจวเดิมก็เป็นคนบ้านเกิดเดียวกับพวกเขา อยู่ที่ชิงซานโกว เมืองกวานเตี้ยน เป็นหมู่บ้านเจียงเจียเป่า ไม่ไกลจากเหมืองเงิน
สมัยที่พ่อของโจวกุ้ยหลานชื่อโจวเหว่ยหมินยังอยู่ ตระกูลโจวเคยมีชีวิตที่ร่ำรวยมาก
มีที่ดินมากมาย มีโรงกลั่นเหล้า โรงทอผ้า เลี้ยงวัวเลี้ยวควาย มีรถม้า จ้างคนงานหลายคนทำงาน
โจวเหว่ยหมินเป็นคนมีอัธยาศัยดี ใจกว้าง มีเพื่อนฝูงมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือโจรภูเขา เขาก็มีสัมพันธ์อันดีด้วยทั้งนั้น
ช่วงปี 1930 กว่านี้ พื้นที่กวานเตี้ยนตกอยู่ในมือญี่ปุ่น พวกกองโจรในพื้นที่ก็ลุกฮือขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น
หนึ่งในกองกำลังนั้นมีความสนิทสนมกับโจวเหว่ยหมินมาก เขาจึงมักส่งข้าวของและข่าวสารไปให้
จนในที่สุด ก็ถูกญี่ปุ่นจับตัวไป แล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย ไม่รู้ว่าตายหรือยังเป็นอยู่
ช่วงนั้น มีข่าวลืออยู่ตลอด บ้างว่ามีคนเห็นศพของโจวเหว่ยหมินอยู่หน้าศาลเจ้าบนภูเขา
บ้างก็บอกว่าหัวของโจวเหว่ยหมินถูกตัดแขวนอยู่บนกำแพงเมือง
ภรรยาของเขา แซ่เจียง เป็นหญิงบ้านนอก ไม่มีความรู้ ไม่ทันคน พอสามีเกิดเรื่อง ลูกสาวคนเล็กที่สุดก็เพิ่งสามขวบ เธอจะทำอะไรได้?
นอกจากเอาแต่ร้องไห้วันแล้ววันเล่า และไม่สามารถรักษาทรัพย์สมบัติของบ้านไว้ได้ สุดท้ายก็โดนคนอื่นฮุบไปหมด
สิ่งเดียวที่เจียงทำได้ คือรีบจัดหาคู่ครองให้ลูกสาวคนโต ส่งเธอไปจากบ้านโดยเร็ว
ลูกสาวคนโตของบ้านโจวชื่อโจวกุ้ยจือ ถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุ 15 ปี ภายหลังก็ย้ายมาอยู่ฝั่งฝูซงนี่เอง







