……
"คุณนักสืบ เราไม่ไปต่อแล้วหรือคะ"
จูตี๋รู้สึกว่ารถม้าจอดอยู่นานมากแล้ว ส่วนคุณเฉาที่นั่งตรงข้ามเธอยังคงเงียบงัน ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาสำคัญยิ่งยวด
ช่วงบ่ายก่อนที่นักสืบจะมาหา หัวใจของจูตี๋ก็เต้นแรงไม่หยุด ราวกับกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น และเมื่ออีกฝ่ายปรากฏตัวจริงๆ พร้อมบอกว่าพบร่องรอยของตันเอินแล้ว เธอก็แทบระงับความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ตอบตกลงตามคำขอของนักสืบทันที จ้างรถม้าส่วนตัวเดินทางไปยังถนนทองคำทางตอนเหนือของเมืองราวห้าทุ่ม
พอมาคิดดูตอนนี้ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองบุ่มบ่ามเกินไปจริงๆ การออกมาทำอะไรกับชายโตเต็มวัยตามลำพังในยามดึกดื่น หากอีกฝ่ายคิดร้ายขึ้นมา เธอย่อมตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอย่างยิ่ง
จะหวังให้คนขับรถม้าช่วยเธอก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เธอจ้างมาคือรถม้า ไม่ใช่ทหารรับจ้าง
จูตี๋เอื้อมมือไปแตะด้านหลังเอวโดยไม่รู้ตัว ที่นั่นมีมีดสั้นเล่มหนึ่งซ่อนอยู่
หากอีกฝ่ายมุ่งเป้ามาที่เธอจริง ต่อให้ต้องตาย เธอก็จะลากเขาไปตายด้วยกัน
"ไม่ละ เราจะรออยู่ตรงนี้"
จู่ๆ นักสืบก็เอ่ยขึ้น
นี่เป็นประโยคแรกที่เขาพูดนับตั้งแต่ขึ้นรถม้ามา
จูตี๋ถอนหายใจโล่งอกอย่างมากโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร อย่างไรก็ดีกว่าเอาแต่นิ่งเงียบ "รอหรือคะ คุณหมายความว่าตันเอินอยู่แถวนี้หรือ"
ทว่านักสืบกลับเข้าสู่ภาวะเหม่อลอยอีกครั้ง
'ให้ตายสิ หมอนี่จะทำตัวลึกลับไปถึงไหนกัน!' จูตี๋คิดอย่างหงุดหงิด นับตั้งแต่ว่าจ้างคุณนักสืบให้ตามหาคน เธอก็เคยสอบถามผู้รู้เรื่องวงการนี้มาหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อคุณเฉาสักคน ต่อมาเมื่อพบกันอีกหลายครั้ง เธอยังเคยพยายามสะกดรอยตามเขาเพื่อดูว่าเขาอาศัยอยู่ส่วนไหนของเมือง แต่ทุกครั้งก็ตามเป้าหมายหายกลางทาง แถมยังหายไปต่อหน้าต่อตาราวกับระเหยได้ เช่น พอเลี้ยวผ่านหัวมุม เขาก็หายวับไปจนเธอรู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
นอกจากนี้จูตี๋ยังสังเกตเห็นรายละเอียดอีกอย่าง ทุกครั้งที่นักสืบมาพบเธอ เขาจะแต่งตัวเหมือนเดิมไม่มีผิด ราวกับมีเสื้อผ้าอยู่เพียงชุดเดียว ทั้งยังไม่มีผู้ช่วยคอยติดตามและไม่เคยนั่งรถม้ายามจากไป เรื่องนี้อธิบายได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือคุณนักสืบยากจนมากจริงๆ
และนักสืบที่ยากจนย่อมหมายถึงผลงานไม่ดี ผลงานไม่ดีก็หมายความว่าเขาคงทำงานที่ลูกค้ามอบหมายให้สำเร็จได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่างานครั้งนี้ยากเย็นไม่น้อย
หากคุณเฉาไม่ได้แสดงท่าทีทุ่มเทอย่างเต็มที่ และทุกครั้งที่มาหาเธอก็เพื่อสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับข้าวของที่ตันเอินทิ้งไว้ เธออาจไล่เขาออกไปนานแล้ว
จูตี๋เปิดม่านหน้าต่างพลางชะโงกมองออกไป เวลานี้บนถนนเงียบสงัดไร้สรรพเสียง มีเพียงโคมไฟถนนไม่กี่ดวงที่แผ่แสงริบหรี่ หากมองเลยออกไปอีกนิด สิ่งที่เห็นก็มีเพียงความมืดสนิท วันนี้เมฆหนาทึบ แม้แต่แสงจันทร์ก็สูญเสียความกระจ่างดุจวันวาน ทำได้เพียงส่องให้มุมหนึ่งของท้องฟ้าสว่างขึ้นเล็กน้อย
เธอเดาไม่ออกจริงๆ ว่าตันเอินจะปรากฏตัวตรงส่วนไหนของถนนทองคำ
"ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ แล้วทำไมคุณถึงยังนั่งนิ่งไม่ขยับล่ะคะ"
"ถ้าคุณไม่อยากไปตามหาเขา ก็บอกที่อยู่มา ฉันจะไปเอง แต่ค่าจ้างต้องลดลงครึ่งหนึ่งนะคะ!"
"คุณพูดอะไรบ้างสิ!"
ถามอยู่นานก็ไม่ได้รับคำตอบ จูตี๋จึงเริ่มร้อนใจ
ทันใดนั้น หางตาของเธอก็เหลือบเห็นแสงไฟผิดปกติวาบหนึ่ง
หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง จูตี๋ก็หันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ก่อนจะพบด้วยความประหลาดใจว่าภายในอาคารหลังหนึ่งตรงปากถนนมีแสงไฟริบหรี่สว่างขึ้นมา
นั่นมัน…โรงละครใหญ่ซินแคลร์ไม่ใช่หรือ
เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ในโรงละครจะยังมีคนอยู่ได้อย่างไร
เว้นเสียแต่ว่า
จูตี๋ลุกขึ้น เตรียมพุ่งลงจากรถม้า
แต่มือข้างหนึ่งกลับคว้าหัวไหล่เธออย่างแรงแล้วกดเธอกลับลงบนที่นั่ง
"รออยู่ตรงนี้ ห้ามขยับ" นักสืบกล่าวช้าๆ นิ้วทั้งห้าของเขาแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก ทำให้เธอดิ้นไม่หลุด
"ตันเอินอยู่ในโรงละครใช่ไหมคะ ฉันนึกออกแล้ว…คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นกลางดึก เขาถูกลากเข้าไปพัวพันเพราะสืบเรื่องนี้อยู่ใช่ไหม เขา…" จูตี๋อดกลืนน้ำลายไม่ได้ "เขาถูกฆ่าไปแล้วหรือคะ"
"เท่าที่ผมรู้ ตอนนี้ยัง"
"ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปช่วยเขา!"
"ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา!" นักสืบกล่าวเสียงเย็น "ฟังให้ดี ที่ผมเรียกคุณมาที่นี่ไม่ใช่โดยไร้เหตุผล คุณช่วยเขาได้จริง แต่ต้องทำตามคำสั่งของผม! ถ้าตอนนี้คุณบุ่มบ่ามลงมือเอง ไม่เพียงจะเอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง แต่ยังจะทำร้ายเขาด้วย!"
จูตี๋สั่นสะท้านไปทั้งตัว
แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงนักสืบไร้ชื่อที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่คำพูดของเขากลับมีพลังโน้มน้าวอย่างน่าประหลาด เธอมองนักสืบอย่างเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า
"ถ้าอย่างนั้น…แค่เรานั่งอยู่บนรถม้า จะช่วยตันเอินได้จริงๆ หรือคะ"
"คุณคิดว่าผมกำลังทำงานตามลำพังหรือ" นักสืบดึงปีกหมวกลงต่ำ "ไม่ต้องกังวล การช่วยเหลือเริ่มขึ้นแล้ว"
……
"พวกมันมาแล้ว!"
สิ้นเสียงร้อง ชายในชุดสีน้ำเงินคนแรกก็พังประตูใหญ่แล้วพุ่งเข้ามาในโถงทางเดิน
จากนั้นเขาก็ได้เห็นภาพอันเหลือเชื่อ หนูทั้งหกตัวนั้นไม่เพียงไม่แตกตื่นหลบหนี แต่ยังมารวมตัวกันอยู่ตรงประตูทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น บนใบหน้าของพวกมันแทบไม่มีความหวาดกลัว เมื่อเห็นเขากลับแสยะยิ้มดุร้ายออกมา!
"ซูกา บลีอัต ยิงกูอีกสิวะ!" อานตงหนีกำดาบด้วยสองมือ ก่อนฟันลงไปสุดแรง
ชายชุดน้ำเงินยังไม่ทันยกปืน ศีรษะก็แยกออกจากร่างเสียแล้ว
"ฆ่ามัน!" ชาวรัสเซียเหยียบศพของเขาแล้วโถมเข้าใส่ศัตรูด้านหลัง
"บ้าชะมัด พวกมันไม่หนี!"
"ถอยเร็ว พวกมันบุกออกมาแล้ว!"
"ดาบปลายปืน เตรียมดาบปลายปืน!"
กระบวนของเหล่าชายชุดน้ำเงินแตกกระเจิงทันที พวกเขาคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าในเวลาเช่นนี้ พวกหนูยังจะกล้าหันกลับมาแว้งกัด! ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ต้องให้พวกเขาลงมือ มันจะเป็นการล่าที่ง่ายดายและผ่อนคลายเสมอ สิ่งเดียวที่ฝ่ายตรงข้ามทำได้คือหลบหนีหัวซุกหัวซุนหรือคุกเข่าร้องขอชีวิต ส่วนพวกเขาก็จะผลัดเปลี่ยนวิธีสังหารอีกฝ่าย
แต่ครั้งนี้ พวกหนูเผยเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว
ปัง! ปัง! ปัง!
ปืนไรเฟิลระดมยิงต่อเนื่อง ดอกโลหิตผลิบานทั่วร่างอานตงหนี แต่เขากลับไม่สนใจ หลังแทงทะลุหน้าอกศัตรูตรงหน้า เขาก็ตวัดดาบเชือดคอคนที่สาม
"ฮ่าๆๆ…นี่สิคือการล่าที่ฉันโหยหา!" เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด "เข้ามาสิ เข้ามารุมกูให้หมด!"
ไท่เล่อกับเฉี่ยนหยวนหมิงจื่อฉวยจังหวะที่อานตงหนีดึงดูดความสนใจทั้งหมดของเหล่าชายชุดน้ำเงิน ชะโงกตัวออกจากประตูแล้วยิงหน้าไม้สังหารศัตรู
แม้หน้าไม้จะต้องบรรจุลูกด้วยมือ แต่สิ่งที่ยิงออกไปก็ร้ายแรงถึงชีวิตไม่ต่างจากกระสุนปืน ขอเพียงถูกยิงก็ไม่มีใครขยับต่อได้ ต่อให้เบาที่สุดก็ยังเกิดบาดแผลขนาดใหญ่ซึ่งเลือดไหลทะลัก
"ระวังศัตรูฝั่งตรงข้าม!" โจวจือเตือน
ชายชุดน้ำเงินที่ลงมาจากอีกด้านก็มาถึงริมโถงทางเดินแล้วเช่นกัน ทำให้การยิงถี่ยิบขึ้นมาก
อานตงหนีถูกกระสุนมากกว่าสิบนัด ต่อให้ประสาทรับความรู้สึกด้านชาเพียงใด ร่างกายก็ไม่อาจฝืนพยุงต่อไปได้ การกระทำสุดท้ายของเขาคือคว้าตัวศัตรูคนหนึ่งไว้แล้วกัดคออย่างแรง ก่อนลากอีกฝ่ายล้มลงไปด้วยกัน
เฉียวจานหมู่ซึ่งพุ่งออกไปพร้อมกันก็ถูกยิงกดดันจนต้องถอยกลับมา แขนขวาถูกกระสุนยิงจนหัก
"ถอยไปข้างหลัง อย่าพัวพันกับพวกมันตรงประตูอีก!" จางจื้อหย่วนตะโกน
คนที่เหลือทั้งห้าจึงถอยกลับเข้าไปในโถงทางเดิน พังประตูห้องพัก เตรียมใช้ห้องเหล่านี้เป็นที่กำบังแล้วสกัดคนที่ไล่ตามเข้ามาต่อ
หัวหน้ากองตำรวจที่อยู่ด้านนอกเองก็พบว่าสถานการณ์แตกต่างจากที่ตนคิดไว้
ดูเหมือนลูกน้องของเขาจะปะทะกับพวกหนูอย่างดุเดือดตรงประตูโถงทางเดิน จากนั้นคนเหล่านั้นกลับหยุดฝีเท้าอยู่นอกประตู แต่ละคนถือปืนเล็งเข้าไปในโถงทางเดิน ทว่ามีเพียงไม่กี่คนที่กล้าเข้าไป
"พวกแกมัวโอ้เอ้อะไรกันอยู่ ทำไมยังจัดการพวกหนูไม่ได้อีก" เขาตะโกนใส่คนที่อยู่ชั้นล่าง
"ท่านกู่ซือเท่อ คนกลุ่มนี้…มีปัญหาครับ!" ลูกน้องคนหนึ่งตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ
"มีปัญหาอะไร"
"ดูเหมือนพวกมันจะไม่กลัวตายครับ!"
"อะไรนะ" หัวหน้ากองตำรวจอดสงสัยหูตัวเองไม่ได้ "แล้วแกยิงปืนไม่เป็นหรือไง"
สีหน้าของลูกน้องยิ่งย่ำแย่ลง "ยิงแล้วครับ…แต่ดูเหมือนจะยิงไม่ตาย พวกมันถูกยิงเป็นสิบนัดก็ยังไม่ล้ม แถมยังฆ่าคนของเราไปสามคน! เหมือนกระสุนที่ยิงใส่ร่างพวกมันทำอะไรไม่ได้เลย…"
"แกว่าอะไรนะ" ในที่สุดสีหน้าของกู่ซือเท่อก็เปลี่ยนไป "พวกแกเฝ้าประตูไว้ให้ดี ฉันจะไปเดี๋ยวนี้"







