บนโลกนี้มีเพียงคนประเภทเดียวที่สามารถมองกระสุนปืนเป็นเหมือนไร้ตัวตน
สาวกลัทธินอกรีต
พวกเขาหากไม่พึ่งพาวิชาอาคมที่ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็พึ่งพายาประหลาด เพื่อลิดรอนประสาทสัมผัสทั้งห้าของตนเองออกไป ดูไปแล้วก็เหมือนกับคนตายเดินได้
แต่สาวกลัทธินอกรีตไม่ถึงกับต้องมาตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเขาหรอกนะ!
กู่ซือเท่อรีบไปถึงหน้าประตูระเบียงทางเดินฝั่งตะวันออก ถึงได้ตระหนักว่าการต่อสู้เมื่อครู่นี้ดุเดือดเพียงใด บนพื้นและกำแพงเต็มไปด้วยรอยเลือด ลูกน้องหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นไม่หยุด ส่วนหนูที่ถูกยิงตายตัวนั้น ยิ่งดูเหมือนถูกเลือดชโลมจนชุ่มไปทั้งตัว
เขานั่งยองๆ ลง ฉีกเสื้อคลุมของผู้ตายออก อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา อีกฝ่ายไม่ใช่สาวกลัทธินอกรีต อย่างน้อยเมื่อดูจากความอ่อนนุ่มของร่างกาย เขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนปกติ ทว่ากู่ซือเท่อก็ค้นพบสิ่งใหม่ในไม่ช้า เขาเห็นว่าภายใต้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายยังสวมเสื้อกั๊กประหลาดอยู่อีกชั้นหนึ่ง ด้านบนมีรูพรุนนับร้อยพัน แต่โดยรวมยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ และบริเวณรูกระสุนก็แทบจะไม่มีเลือดซึมออกมาเลย
"นี่มันอะไรกัน?"
กู่ซือเท่อสั่งให้คนถอดเสื้อกั๊กของหนูออก
"ดูเหมือนจะเป็น… ชุดเกราะอะไรสักอย่าง?" ลูกน้องพูดอย่างลังเล
สัมผัสดูแล้วไม่หนา สามารถพับเก็บได้อย่างง่ายดาย แต่กลับสามารถต้านทานกระสุนที่ยิงออกมาจากปืนไรเฟิลพลังไอน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ของพรรค์นี้กู่ซือเท่อเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
"คงจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ มิน่าล่ะพวกเขาถึงได้รับมือยากขนาดนี้" เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ออกคำสั่งทันที "เรียกพี่น้องข้างนอกเข้ามาด้วย ยกเว้นคนที่เฝ้ากำแพงฝั่งตะวันออก ฉันต้องการทุกคน!"
"คุณแน่ใจเหรอครับ? ถ้าทำอย่างนั้นนักโทษอุกฉกรรจ์ที่เพิ่งหนีไปเมื่อกี้ก็จะไม่มีคนเฝ้าแล้วนะครับ"
"ไม่เป็นไร ประหารทิ้งตรงนั้นเลย" กู่ซือเท่อพูดเสียงเย็นชา "นักโทษพวกนั้นอยากได้เท่าไหร่ก็มีเท่านั้น เรื่องด่วนที่สุดในตอนนี้คือกำจัดหนูพวกนี้ให้สิ้นซากอยู่ที่นี่... อย่าลืมสิว่ายังมีใต้เท้าคอยดูอยู่นะ"
"ครับ!"
แม้ว่าคนข้างนอกจะไม่ใช่ลูกน้องคนสนิทอย่างแท้จริง แต่การเอามาใช้รับมือกับหนูก็ยังถือว่าไว้ใจได้ สองกลุ่มรวมกันแล้วมีประมาณยี่สิบกว่าคน เขาไม่เชื่อหรอกว่าหนูหกตัวนั้นจะยังสร้างคลื่นลมอะไรได้อีก
ไม่สิ พวกมันตายไปแล้วหนึ่งตัว ตอนนี้เหลือแค่ห้าตัวเท่านั้น
……
"บ้าเอ๊ย พวกมันยังมีกำลังเสริมมาอีกได้ยังไง?" เฉียวจานหมู่บ่น
ต่อให้ไม่ออกไปจากห้อง พวกเขาก็สามารถคาดเดาจากเสียงฝีเท้าอันวุ่นวายได้ว่าจำนวนคนของอีกฝ่ายกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"นี่มันไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะเป็นอยู่แล้วหรอกเหรอ?" จางจื้อหย่วนพูดอย่างหงุดหงิด เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมีวันที่ตัวเองต้องมาร่วมมือกับเป้าหมายที่ต้องการจะจับกุม "คนข้างนอกพวกนั้นไม่ใช่สมาชิกแก๊งนักเลงทั้งหมด อย่างน้อยส่วนหนึ่งก็เป็นตำรวจสำรองที่ปลอมตัวมา พอพวกมันรู้ว่าพวกเราเคี้ยวยาก ก็ต้องระดมกำลังส่วนอื่นมาเพิ่มแน่นอน"
"แล้วจะมีกี่คนกัน?"
"ผีสิถึงจะรู้ ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของพวกเราคืออยู่ในที่มืด ยังไงซะโรงละครแห่งนี้ก็ใหญ่พอ พวกเราสามารถค่อยๆ บั่นทอนกำลังเศษสวะพวกนี้ไปทีละนิดได้"
"ไม่ได้" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อปฏิเสธอย่างที่หาได้ยาก "อย่าลืมว่านักข่าวยังอยู่ข้างนอก พวกเรายื้อได้ แต่เขายื้อไม่ได้"
"แม่งเอ๊ย ฉันเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเลย!" ชายชาวอเมริกันตบต้นขาฉาด "เขาไม่ได้ตามพวกเราเข้ามา!"
ทุกคนพร้อมใจกันกลอกตาบน
"เป็นนายเองที่ไม่ได้พาเขาเข้ามา" โจวจือพูดอย่างหงุดหงิด "นายจะหวังให้คนที่บาดเจ็บเต็มตัววิ่งเร็วเท่านายได้ยังไง"
"พามาไม่ได้หรอก" ไท่เล่อเอ่ยปากในที่สุด "ตอนนั้นพวกเราถูกปืนตั้งหลายกระบอกเล็งอยู่ การที่พุ่งเข้ามาในระเบียงทางเดินได้อย่างปลอดภัยก็ถือว่าโชคดีมากพอแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะแบกคนเจ็บมาด้วย"
"ใช่แล้ว ก็อย่างที่ไท่เล่อพูดนั่นแหละ!" เฉียวจานหมู่ถลึงตาใส่ทุกคนกลับ "พวกนายรีบร้อนอยากจะช่วยคนขนาดนี้ ก็ลองไปแบกมาสักคนดูสิ!"
"พอได้แล้ว เลิกทะเลาะกันสักที!" จางจื้อหย่วนตบพื้นอย่างแรง "พิธีกร นักข่าวคนนั้นยังรอดอยู่ใช่ไหม?"
"ถ้าเป็นตอนนี้ก็ใช่" เฉาหยางปรากฏตัวขึ้นอย่างทันท่วงทีและพูดว่า "คนข้างนอกเบนความสนใจทั้งหมดมาที่พวกคุณ ตันเอินตอนนี้ไม่มีใครดูแล"
"ยังดี ยังดี" ทุกคนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"แต่สถานการณ์แบบนี้จะไม่ได้ดำเนินต่อไปตลอด" มีเพียงหมิงจื่อที่มีสีหน้าเคร่งเครียด "ถ้าพวกเรายื้อนานเกินไป จนทำให้พวกมันตระหนักว่าการจัดฉากสถานที่เกิดเหตุเป็นไปไม่ได้แล้ว พวกมันจะต้องแบ่งคนมาฆ่าปิดปากแน่ๆ และทันทีที่เริ่มเล่นซ่อนหา แรงกดดันที่พวกเราสามารถมอบให้พวกมันก็จะลดลงไปมาก ถึงตอนนั้นนักข่าวก็จะตกอยู่ในอันตราย"
"ตอนนี้ก็ประมาณตีหนึ่ง พวกมันคงต้องใช้เวลาสักสองชั่วโมงในการจัดท่าทางศพให้เป็นรูปนาฬิกา ถ้าพวกเรายื้อไปอีกหนึ่งชั่วโมง พวกมันก็อาจจะเปลี่ยนแผน แล้วฆ่าคนทิ้งให้จบๆ ไป" ไท่เล่อแสดงความเห็นด้วย "ดังนั้นพวกเราต้องโต้กลับ เหมือนอย่างเมื่อกี้"
เฉียวจานหมู่ขมวดคิ้ว "ฉันไม่คัดค้านเรื่องที่จะปะทะกันซึ่งๆ หน้าหรอกนะ ปัญหาคืออีกฝ่ายยังมีกำลังเสริม การต้องเผชิญหน้ากับปืนสิบกว่ากระบอก พวกเราไม่แน่ว่าจะชนะเสมอไป ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา นั่นก็คงจะอึดอัดใจแย่"
"ฉันมีความคิดอย่างหนึ่ง" โจวจือลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดขึ้น "แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่า"
"รีบพูดมาเถอะ"
"ด้านบนโถงใหญ่เต็มไปด้วยโคมไฟระย้า ข้างในถ้าไม่ใส่น้ำมันตะเกียงก็เป็นไขมันที่ติดไฟได้ง่าย ถ้าสามารถทำให้มันคว่ำลงมาได้ละก็…"
ชายชาวอเมริกันตาเป็นประกาย "โถงใหญ่ก็จะกลายเป็นทะเลเพลิง!"
"ไม่ใช่แค่โถงใหญ่… สิ่งที่ฉันกังวลก็คือโรงละครทั้งหลังอาจจะถูกจุดไฟเผาไปด้วย" โจวจือชะงักไปครู่หนึ่ง "ฉันดูมาแล้ว บนที่นั่งล้วนหุ้มด้วยกำมะหยี่ พื้นก็ทำจากไม้ ทันทีที่ไฟลุกไหม้ เปลวไฟแทบจะควบคุมไม่ได้เลย"
สรรพสัตว์มีสัญชาตญาณหวาดกลัวต่อเปลวไฟอันร้อนระอุและควันไฟที่พวยพุ่ง เมื่อบริเวณโดยรอบเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ความได้เปรียบทางด้านจำนวนคนของศัตรูก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป
ทว่าราคาที่ต้องจ่ายก็คือโรงละครใหญ่ซินแคลร์จะกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง
"ไอ้หนู ไม่เลวนี่!" เฉียวจานหมู่ตบเขาอย่างแรงหนึ่งที "เผา เผาได้เลย ฉันปรารถนาให้เรื่องมันบานปลายยิ่งใหญ่ยิ่งดี! เอาตามนี้แหละ!"
"ขอโทษที ฉันคงต้องสาดน้ำเย็นใส่หน่อยแล้วล่ะ" ไท่เล่อพูดขัดจังหวะ "คนสร้างเขาก็รู้ว่าของพรรค์นั้นมันร่วงลงมาไม่ได้ ดังนั้นก็เลยใช้โซ่เหล็กยึดเอาไว้ทั้งหมด พวกเรามีหน้าไม้แค่สามหน้าไม้ ขอถามหน่อยว่าจะทำยังไงถึงจะคว่ำโคมไฟระย้าที่หนักหลายร้อยกิโลกรัมได้?"
"เอ่อ เรื่องนี้…"
"มีวิธีสิ" โจวจือใช้นิ้ววาดไปในอากาศ เปิดหน้าต่างแลกเปลี่ยนขึ้นมา "อยู่ในช่องอุปกรณ์ช่วยเหลือการใช้ชีวิตนี่ไง "
ในหัวของจางจื้อหย่วนพลันมีประกายสายฟ้าแลบผ่านไปในพริบตา!
เทอร์ไมต์!
"นี่แหละ... เทอร์ไมต์ห่อเล็กหนึ่งห่อ ใช้คะแนนแลกเปลี่ยน 50 คะแนน" โจวจืออธิบาย "ถ้าแค่เอามากางออกเพื่อใช้เป็นเชื้อไฟ เผาไปไม่กี่วินาทีมันก็หมดแล้ว แต่ถ้าเอามารวมไว้ด้วยกัน แล้วใช้ในตำแหน่งที่พอเหมาะพอเจาะ..."
อุณหภูมิสูงที่พุ่งทะยานไปถึง 3,000 องศาจะหลอมละลายทุกสิ่งยึดติด!
"ปัญหาอยู่ที่ว่า ต้องมีใครสักคนขึ้นไปที่ชั้นบนสุดเพื่อวางของพวกนี้ ระหว่างทางก็อาจจะถูกศัตรูโจมตีได้ด้วย..."
"ฉันไปเอง" จางจื้อหย่วนโบกมือ เป็นสัญญาณบอกให้โจวจือไม่ต้องพูดต่อแล้ว "ในระเบียงทางเดินจะต้องมีบันไดที่นำไปสู่ชั้นบนแน่นอน พวกนายรอสัญญาณจากฉันก็พอ"
"อันนี้ให้นาย" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อส่งกริชของตัวเองให้เขา "พวกเราก็จะเริ่มโจมตีอยู่ข้างล่าง เพื่อดึงดูดความสนใจของพวกมันเหมือนกัน"
"ขอบใจมาก" จางจื้อหย่วนสะพายหน้าไม้ไว้ข้างหลัง เสียบกริชไว้ที่เอว สุดท้ายก็หยิบเทอร์ไมต์สี่ห่อที่ทุกคนใช้คะแนนสะสมที่เหลืออยู่ทั้งหมดแลกมา วิ่งมุ่งหน้าไปยังระเบียงทางเดินอีกฝั่งหนึ่ง







