ลู่หมิงจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วแล้วมานั่งกินมื้อเช้าที่โต๊ะอาหาร พอเห็นซูเสี่ยวม่านเดินออกมา เขาก็มองดูห้องพักที่เธออาศัยอยู่แล้วพูดขึ้นว่า "หลังปีใหม่รอให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้าที่เข้าทางแล้ว บริษัทจะจัดหาที่พักให้ผู้บริหารระดับสูง ถึงตอนนั้นคุณค่อยย้ายไปอยู่ที่นั่นแล้วกัน"ถือโอกาสซื้ออสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัทเสียเลย แม้ว่าราคาบ้านตอนนี้กำลังพุ่งสูงขึ้นมาก แต่ด้วยช่วงเวลานี้กับราคาบ้านในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเข้าสู่ตลาดอสังหาฯ ตอนไหนก็ไม่ถือว่าสายเกินไปจริงๆจำนวนประชากรของเมืองหนิงโจวอยู่ในสภาวะหลั่งไหลเข้าอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ดังนั้นราคาบ้านจะต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอนบ้านสามารถให้ผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งอยู่พักอาศัย ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการ แต่ตัวอสังหาริมทรัพย์ย่อมต้องเป็นทรัพย์สินของบริษัทเทียนเซิ่งแคปปิตอลการได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ซูเสี่ยวม่านย่อมไม่มีความคิดเห็นเป็นอื่นอยู่แล้ว อย่างไรเสียเธอก็ได้ประจักษ์แล้วว่าความเร็วในการใช้เงินของลู่หมิงไม่ได้ช้าไปกว่าความเร็วในการหาเงินของเขาเลยแม้แต่น้อยเมื่อกินมื้อเช้าเสร็จ ลู่หมิงก็ตั้งใจจะออกเดินทาง เพราะยังมีเรื่องอื่นต้องไปจัดการอีกลู่หมิงเดินไปเตรียมจะเปิดประตู แล้วหันกลับมามองซูเสี่ยวม่าน "อย่าเอาเรื่องเมื่อคืนมาทำให้ผมวุ่นวายล่ะ เข้าใจไหม?"ซูเสี่ยวม่านบุ้ยปากทำทีเป็นไม่ใส่ใจ เธอจ้องมองตาอีกฝ่าย ใบหน้าสวยแสร้งทำเป็นจริงจัง "ได้สิคะ~ มีข้อแม้ว่าแค่คุณมาหาฉัน ฉันก็จะไม่ไปสร้างความวุ่นวายให้คุณ สัปดาห์ละสองวันเป็นอย่างต่ำ คงไม่มากเกินไปใช่ไหมคะ?"ลู่หมิงชะงักไป เขาจ้องมองซูเสี่ยวม่านอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปเลย"ตกลง สัปดาห์ละสองวันไม่มากเกินไปจริงๆ ดีล" พูดจบ ลู่หมิงก็ไม่ลังเลอีก เขาเปิดประตูแล้วเดินจากไปเมื่อออกมาจากประตูหมู่บ้านที่ซูเสี่ยวม่านอาศัยอยู่ ลู่หมิงนึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางหัวเราะออกมา ผู้หญิงคนนี้ช่างรู้หลบรู้หลีกจริงๆสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว ลู่หมิงจะไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยให้วุ่นวายใจเปล่าๆ จุดสำคัญที่แท้จริงคือการจัดการควบคุมความเสี่ยงหลังจากนั้นต้องรัดกุม นี่ต่างหากคือวิธีการรับมืออย่างมีเหตุผลโชคดีที่ลู่หมิงเป็นปรมาจารย์ด้านการจัดการควบคุมความเสี่ยงผู้ยอดเยี่ยม ถึงขั้นพิจารณาไปแล้วว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา จะลดปัจจัยด้านลบให้เหลือน้อยที่สุดได้อย่างไร……งานในช่วงแรกของเทียนเซิ่งแคปปิตอลถูกจัดสรรลงไปเรียบร้อยแล้ว อีกเพียงสองสามวันก็จะถึงเทศกาล ในช่วงสองวันนี้ลู่หมิงได้รับโทรศัพท์จากที่บ้านเร่งรัดให้เขากลับไปฉลองปีใหม่วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์รถยนต์ธุรกิจสุดหรูยี่ห้อมายบัค 62s คันใหม่เอี่ยมขับเข้ามาในจิ่นซิ่วเฉียวเยวี่ยน และมาจอดเทียบที่หน้าประตูวิลล่าของลู่หมิง"ฉันอยากกลับบ้านไปกับคุณจังเลย..." ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของวิลล่า อันอี้โหรวบุ้ยปากเล็กๆ พลางพูดว่า "อีกอย่างวันนี้ก็วันวาเลนไทน์ พรุ่งนี้ค่อยไปไม่ได้เหรอคะ~?""ว่าไงล่ะ? อยากเป็นชู้รักของผมเหรอ? ไม่อยากเป็นภรรยาผมหรือไง?" ลู่หมิงถามกลับ"นั่นก็ต้องเป็น..." ขณะที่อันอี้โหรวกำลังจะตอบเลือกข้อที่สอง เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองลู่หมิงด้วยรอยยิ้มกว้าง "…เป็นทั้งหมดนั่นแหละค่ะ เด็กเท่านั้นแหละที่ต้องเลือก ผู้ใหญ่เขาเหมาหมดกันทั้งนั้น""เรื่องเล็กไม่ยอมอดทน จะเสียการใหญ่เอาได้ เข้าใจไหม?" ลู่หมิงโอบไหล่เธอแล้วพูดง้อ "คุณจะเผยพิรุธไม่ได้ ดังนั้นการที่คุณกลับไปฉลองเทศกาลกับครอบครัวจึงจำเป็นมาก รอให้ผมยึดอำนาจควบคุมคณะกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัทตระกูลอันมาได้เมื่อไหร่ ค่อยไปเปิดอกคุยกับครอบครัวคุณ ตอนนี้เราทำได้แค่แอบคบกันแบบลับๆ ไปก่อน"เมื่อได้ยินดังนั้น อันอี้โหรวก็พยักหน้าเบาๆ ลู่หมิงเห็นดังนั้นจึงยิ้มพลางบอกว่า "งั้นผมไปก่อนนะ"ทั้งสองจูบลาบากันในห้องนั่งเล่น ลู่หมิงเดินออกจากประตูวิลล่า คนขับรถประจำตัวของเขามายืนรออยู่นานแล้ว เมื่อเห็นเขาเดินออกมาก็รีบเข้าไปต้อนรับ "บอส!"เขารีบเดินไปที่รถเพื่อช่วยเปิดประตูให้ หลังจากลู่หมิงเข้าไปนั่ง เขาก็ปิดประตูแล้วกลับไปประจำที่นั่งคนขับ เขาคือคนขับรถประจำตัวที่ซูเสี่ยวม่านจ้างมาให้ ชื่อว่าหลี่เฉิงเย่า อายุมากกว่าลู่หมิงเสียอีกหลี่เฉิงเย่าเองก็คาดไม่ถึงเลยว่านายจ้างของเขาจะอายุน้อยและมีอนาคตไกลถึงเพียงนี้ เอาคนไปเปรียบกับคนมีแต่จะอกแตกตายเปล่าๆ"เสี่ยวหลี่ ไปส่งผมที่อำเภอฉี่เสร็จแล้ว คุณก็กลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเถอะ น่าจะยังกลับไปทันวันสิ้นปีพอดี" ลู่หมิงที่นั่งอยู่เบาะหลังเอ่ยขึ้น"ผมไม่คิดจะกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านอยู่แล้วครับ ไม่เป็นไรหรอกครับบอส" หลี่เฉิงเย่าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับแอบบ่นอุบ ทั้งที่อายุมากกว่าแท้ๆ แต่คำว่า 'เสี่ยวหลี่' ที่ถูกเรียกกลับแผ่รังสีความเป็นลูกพี่ใหญ่ออกมาเต็มเปี่ยม"ไร้สาระน่า! ให้กลับก็กลับไปเถอะ หลังปีใหม่ผมจะโทรหาล่วงหน้า ถึงตอนนั้นคุณค่อยมาก็แล้วกัน" ลู่หมิงฟันธงอย่างเด็ดขาด ช่วงเวลาคับขันแบบนี้คงหาซื้อตั๋วไม่ได้แล้วแน่ๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ นั่งรถยนต์ธุรกิจส่วนตัวกลับไปก็เหมือนกัน แถมยังนั่งสบายกว่าด้วย"ขอบคุณครับบอส!" หลี่เฉิงเย่าพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก แน่นอนว่าเขาย่อมอยากกลับบ้านไปฉลองปีใหม่อยู่แล้วเมื่อเครื่องยนต์ของมายบัค 62s สตาร์ทติด มันก็พาลู่หมิงแล่นออกจากเขตวิลล่าจิ่นซิ่วเฉียวเยวี่ยน มุ่งหน้าสู่อำเภอฉี่ซึ่งเป็นบ้านเกิดระยะทางระหว่างสองสถานที่ไม่ถือว่าไกลกันมากนัก ใช้เวลาขับรถประมาณแปดชั่วโมงกว่าก็ถึง หากออกเดินทางจากเมืองหนิงโจวตอนนี้ ช่วงบ่ายวันนี้ก็น่าจะไปถึงแล้ว……ช่วงห้าโมงครึ่งของบ่ายวันนั้น ลู่หมิงก็เดินทางมาถึงบ้านเกิดที่อำเภอฉี่อย่างราบรื่น พ่อแม่ของเขาเป็นมนุษย์เงินเดือน พออายุมากขึ้นก็เข้าโรงงานไม่ได้แล้ว แม้จะมีที่นาของตัวเองอยู่ในชนบท แต่การทำเกษตรกลับยิ่งไม่ทำเงินปัจจุบันจึงเปิดร้านขายส่งผลไม้เล็กๆ อยู่ในตัวอำเภอ แต่ก็ไม่ได้กำไรอะไร หักค่าใช้จ่ายแล้วตลอดทั้งปีแทบจะไม่เหลือเงินเก็บสุทธิเลย คนทำธุรกิจเล็กๆ มีเยอะเกินไป สถานการณ์ส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกับพ่อแม่ของลู่หมิง กล่าวได้ว่าการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆรถยนต์ธุรกิจส่วนตัวของลู่หมิงจอดเข้าที่ช่องจอดริมถนนฝั่งตรงข้ามร้านขายส่งหลี่เฉิงเย่าผู้เป็นคนขับลงจากรถมาเปิดประตูให้ลู่หมิง เมื่อลู่หมิงก้าวลงจากรถและรับกระเป๋าเอกสารสีดำมาจากอีกฝ่ายแล้วก็พูดขึ้นว่า "เอาล่ะ ขับรถกลับหนิงโจวไปได้เลย"หลี่เฉิงเย่าอึ้งไป "แบบนั้นจะดีเหรอครับ? บอสอยู่ที่นี่ก็ต้องมีรถไว้ใช้นะครับ"ลู่หมิงส่ายหน้า "เรื่องนี้คุณไม่ต้องห่วงหรอก ขับกลับไปเถอะ"พูดตามตรง รถคันนี้ออกจะเตะตาไปสักหน่อยเมื่อมาอยู่ในบ้านเกิด ลู่หมิงไม่อยากถูกคนมารุมล้อมมุงดูเหมือนเป็นสัตว์ประหลาด โชคดีที่ช่วงเทศกาลแบบนี้ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านนักหลังจากกำชับหลี่เฉิงเย่าอีกสองสามประโยค ลู่หมิงก็เดินข้ามถนนไปยังร้านขายส่งผลไม้ฝั่งตรงข้ามเพียงลำพังเมื่อเดินเข้าไปในร้าน แม่ของลู่หมิงนึกว่ามีลูกค้าเข้ามา พอเห็นชายหนุ่มตรงหน้าถอดแว่นกันแดดออกเธอก็ชะงักไป เมื่อตั้งสติได้ก็มองเขาด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "ลูก? แหม ดูแม่สิ... เกือบจะจำลูกชายตัวเองไม่ได้ซะแล้ว""แม่ครับ พ่อล่ะ?" ลู่หมิงยิ้มบาง การยอมรับร่างกายนี้ไม่เพียงแต่เท่ากับการยอมรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างของเขาด้วย"ไปซื้อของเตรียมไหว้เจ้าน่ะ คงใกล้จะกลับมาแล้วล่ะ เข้าไปนั่งข้างในก่อนสิ" แม่ของลู่หมิงเห็นลูกชายมีราศีจับขึ้นผิดหูผิดตาก็รู้สึกดีใจด้วยจากใจจริงหน้าร้านขายส่งได้รับการตกแต่งใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ด้านนอกใช้สำหรับค้าขาย ส่วนพื้นที่ด้านในเปรียบเสมือนห้องนั่งเล่น ใช้กินข้าวหรือทำกิจกรรมต่างๆ ถัดเข้าไปอีกเป็นห้องครัว และมีชั้นลอยที่ใช้เป็นห้องนอนใกล้วันสิ้นปี จำนวนลูกค้าในตัวอำเภอแทบจะไม่เหลือแล้ว คนส่วนใหญ่เดินทางกลับไปฉลองปีใหม่ที่ชนบทกันหมด ในขณะที่พ่อแม่ของลู่หมิงตั้งใจจะฉลองปีใหม่ในตัวอำเภอแบบพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ลู่หมิงเป็นลูกชายคนเดียว เดิมทีพ่อแม่ของเขามีแผนจะมีลูกอีกคน แต่ดันมาเจอช่วงคุมเข้มเรื่องการวางแผนครอบครัวพอดี เรื่องนี้จึงต้องพับเก็บไปแม้คืนนี้จะไม่ใช่วันสิ้นปี แต่ก็มีการเตรียมอาหารเย็นมื้อใหญ่ไว้เต็มโต๊ะ แม่ของลู่หมิงมองลูกชายตัวเองแล้วพูดด้วยความปลื้มใจ "เสี่ยวหมิง เห็นลูกเป็นแบบนี้ ก้าวข้ามเรื่องราวมาได้ด้วยตัวเอง แม่ก็ดีใจนะ"ลู่หมิงหัวเราะ "ผมก้าวข้ามมาได้ตั้งนานแล้วครับ อาการอกหักหรือความล้มเหลวเรื่องความรักเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุดสำหรับลูกผู้ชายคนหนึ่ง ต่อให้ทำเพื่อพ่อกับแม่ ผมก็ยอมปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความเศร้าไม่ได้หรอกครับ""ดีๆๆ ได้ยินลูกพูดแบบนี้ พ่อกับแม่ก็เบาใจแล้วจริงๆ" พ่อแม่ของลู่หมิงต่างก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ครอบครัวทั้งสามคนกินมื้อค่ำกันอย่างมีความสุขหลังกินข้าวเสร็จ แม่ของลู่หมิงก็เก็บกวาดภาชนะบนโต๊ะ เมื่อกลับมานั่งลงก็หันไปมองเขา "ลูก ตอนไปเยี่ยมปีใหม่บ้านฝั่งแม่ ป้าสะใภ้รองของลูกโทรมาหาแม่ บอกว่าจะแนะนำแฟนให้ลูกคนนึง แม่ดูรูปเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว ใช้ได้เลยนะ ได้ยินว่าทำงานอยู่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ด้วย"ได้ยินคำพูดนี้ ลู่หมิงก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทุกอย่างอยู่ในความคาดหมายของเขาไม่มีผิด กลับมาบ้านทีไรก็หนีไม่พ้นเรื่องนัดบอดแน่นอน"แต่ฟังที่ป้าสะใภ้รองบอก บ้านฝ่ายหญิงเรียกค่าสินสอดหนึ่งแสนหยวน พ่อกับแม่ก็เก็บหอมรอมริบมาหลายปี มีอยู่สองแสนกว่าหยวน รวมกับเงินเก็บของลูกก็น่าจะมีสักแสนหนึ่งแสนสอง กลับไปไหว้ปีใหม่คราวนี้ ถ้าตกลงปลงใจแต่งงานกันได้ก็แต่งเถอะ ส่วนเงินที่เหลือก็พอสำหรับดาวน์บ้าน ซื้อบ้านในเมืองสักหลังไว้เป็นเรือนหอของพวกลูกสองคน" แม่ของลู่หมิงกล่าวผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่หมิงก็หัวเราะออกมา "ช่างเถอะครับแม่ เรื่องแต่งงานเนี่ย..."ทว่าผู้เป็นแม่กลับขัดจังหวะขึ้นมาทันที "เรื่องนี้ต้องฟังแม่นะ ตอนนี้คนโสดมีเยอะขึ้นทุกที ถ้าไม่รีบแต่งงานตั้งแต่เนิ่นๆ วันหน้าจะยิ่งลำบาก ตระกูลลู่มีลูกเป็นทายาทสืบสกุลแค่คนเดียว ถ้าขืนปล่อยให้ลูกครองตัวเป็นโสดไปจนแก่จะทำยังไง"ตอนนั้นเอง พ่อของลู่หมิงก็พูดขึ้น "สินสอดหนึ่งแสนเกรงว่าจะไม่อยู่ คงต้องถึงแสนห้าล่ะมั้ง"แม่ของลู่หมิงพูดสวนทันควัน "ขอแค่ตกลงเรื่องงานแต่งได้ แสนห้าก็แสนห้าสิ ถ้าเงินดาวน์บ้านไม่พอก็หยิบยืมเอาหน่อย สรุปคือเสี่ยวหมิงต้องรีบแต่งงานให้เร็วที่สุด นี่คือเรื่องด่วนที่สุดตอนนี้"ลู่หมิงมองดูพ่อแม่ผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยคก็อดหัวเราะไม่ได้ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาพอจะนึกภาพออกว่าสถานการณ์ที่หนุ่มสาววัยแต่งงานทั่วไปทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คงไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เขาเจออยู่ตรงหน้ามากนัก"พ่อครับ แม่ครับ ความจริงผมมีแฟนแล้วนะครับ ตอนนี้กำลังคบกันอยู่" ลู่หมิงยิ้ม พอพูดจบพ่อกับแม่ก็อึ้งไป เมื่อตั้งสติได้ดวงตาก็เป็นประกาย เอ่ยถามด้วยความดีใจ "มีแฟนแล้วเหรอ?"ในสายตาของพ่อแม่ ฐานะทางบ้านของพวกเขาอยู่ในระดับปานกลาง ขอแค่เป็นผู้หญิง ยังมีชีวิตอยู่ และมีลูกได้ก็ไม่มีปัญหาแล้วสรุปคือการรีบแต่งงานให้เร็วที่สุดสำคัญกว่าสิ่งใดลู่หมิงพยักหน้า "แถมยังอยู่ด้วยกันแล้วด้วยครับ"คราวนี้พ่อกับแม่ต่างก็ทั้งตกใจทั้งดีใจ แม่รีบถามทันที "ลูก ไม่ได้หลอกพ่อกับแม่ใช่ไหม? เอามาให้แม่ดูรูปเธอหน่อยสิ"พูดก็พูดเถอะ พ่อแม่ของลู่หมิงรู้สึกว่าถ้าลูกชายสามารถ 'หลอก' แฟนสาวจากข้างนอกกลับมาได้สักคน นั่นคงจะดีที่สุดแล้ว พอได้ยินเขาบอกว่าอยู่กินกับแฟนสาวแล้ว ขอแค่ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้น ในสายตาของพ่อแม่ลู่หมิงก็ถือว่าเรื่องนี้ค่อนข้างชัวร์แล้วจึงไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ แถมยังมีความสงสัยเจือปนอยู่เล็กน้อย……