ในยุคที่กิจกรรมบันเทิงยังมีไม่มาก งานกีฬาสีจึงกลายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ให้ความสนใจ บริเวณหน้าประตูโรงเรียนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งข้างในข้างนอก ต่างมาดูความคึกคักกันทั้งนั้น
ซูอันอิงและคนอื่น ๆ ได้อานิสงส์จากความสามารถของสวี่ไห่หยวน จึงได้ไปนั่งชมในโซนของห้องอนุบาลยวี่หง ซึ่งวันนี้ก็จัดงานกีฬาเช่นกัน เป็นลักษณะงานแข่งแบบเกมสนุก ๆ
แม้สวี่ไห่หยวนจะเด็กกว่าคนอื่นสักหนึ่งถึงสองปี แต่กลับไม่ยอมแพ้ใครเลย เข้าร่วมการแข่งขันหลายรายการและคว้าชนะที่หนึ่งมาหลายครั้ง
โดยเฉพาะรายการหนึ่งที่ต้องวิ่งไปพร้อมกับคิดเลข เด็ก ๆ ต้องวิ่งจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดกลาง หยิบกระดานดำเล็ก ๆ ขึ้นมา เขียนคำตอบจากโจทย์ แล้วจึงวิ่งต่อไปยังเส้นชัย
ถ้าคำตอบถูกต้องก็จะได้รางวัล ผู้ชนะที่หนึ่งจะได้สมุดโน้ตกับลูกอม
แม้จะเด็กกว่าเพื่อน ๆ แต่สวี่ไห่หยวนกลับวิ่งเร็วมาก แค่แวบเดียวก็ถึงจุดกลางแล้ว หยิบกระดานกับชอล์กวิ่งต่อไปพร้อมกับเขียนคำตอบ
สวี่จิ่นผิงกับหยางฮ่าวอวี้่ เห็นพี่ชายวิ่งอยู่ก็พากันตะโกนเชียร์สุดเสียง
เด็กคนอื่นจะหยุดคิดเลขก่อนแล้วจึงเขียนคำตอบค่อยวิ่งต่อ แต่สวี่ไห่หยวนกลับเขียนไปวิ่งไป ทำให้เร็วกว่าใคร กลายเป็นผู้ชนะอีกครั้ง ได้รับสมุดและลูกอมกลับมา
เขาเข้าแข่งขันทั้งหมดสี่รายการ ได้ที่หนึ่งทั้งสี่รายการ ลูกอมสี่เม็ดก็แจกน้อง ๆ ไปคนละเม็ด
ทางด้านคุณครูหยางจากห้องอนุบาลยวี่หง กำลังพูดคุยกับซูอันอิง
“คุณแม่ของไห่หยวน ลูกคุณเก่งมาก ฉลาด ตั้งใจเรียน แถมยังรู้จักแบ่งปันอีกด้วยค่ะ”
คุณครูหยางชมสวี่ไห่หยวนไม่หยุด
“แต่ติดอยู่อย่างเดียว อายุเขายังน้อยเกินไป กลัวว่าโรงเรียนจะไม่รับเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง”
“ฉันอยากแนะนำให้คุณลองหาคนช่วยพาเขาเข้าเรียนเลยค่ะ ห้องอนุบาลสอนอะไรแค่นี้ มันง่ายเกินไปสำหรับเขา เด็กแบบนี้ถ้าให้เรียนอนุบาลอีกสองปี เท่ากับเสียเวลาเปล่า ๆ”
ช่วงหลัง ๆ นี้ ครูหยางพูดเสียงเบาลง และขยับเข้ามาใกล้ซูอันอิง เพื่อไม่ให้ใครได้ยิน
“ตามหลักแล้ว ฉันเป็นครูไม่ควรพูดแบบนี้หรอกค่ะ เด็กทั่วไปถ้าอายุน้อยก็ควรรอให้ถึงเกณฑ์ก่อนค่อยเรียนก็ใช่ แต่ลูกคุณไม่เหมือนคนอื่น”
“ฉันคิดว่า ถ้าเขาต้องเสียเวลาที่นี่อีกสองปี มันไม่คุ้มเลยค่ะ”
ตามนโยบายของฝ่ายการศึกษาท้องถิ่น เด็กจะต้องมีอายุครบเจ็ดปีเต็มถึงจะเข้าเรียนประถมได้ แต่สวี่ไห่หยวนเพิ่งจะห้าขวบกว่า ยังไม่ถึงเกณฑ์เลย
แต่คุณครูหยางพูดจากใจจริง หลังจากสังเกตศักยภาพและระดับสติปัญญาของสวี่ไห่หยวนมาระยะหนึ่งแล้วจึงแนะนำเช่นนี้
ส่วนครอบครัวจะตัดสินใจอย่างไร คุณครูก็ไม่สามารถก้าวก่ายมากนัก
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูอันอิงถึงกับอึ้ง เด็กซนอย่างลูกชายตัวเองเนี่ยนะ จะเก่งขนาดนี้?
ไม่เคยดูออกเลย รู้แค่ว่าดื้อจนแทบปีนหลังคาแล้ว แต่ที่แท้ในโรงเรียนกลับมีมุมดีแบบนี้ด้วย
ความภาคภูมิใจพลันแล่นขึ้นในใจ ทำให้ซูอันอิงยิ้มกว้าง
“ขอบคุณคุณครูมากค่ะ เรื่องนี้ไว้ตอนเย็นรอคุณพ่อเขากลับมา เราค่อยคุยกันอีกทีนะคะ”
ถ้าสามารถให้ลูกเข้าเรียนได้เร็วแน่นอนว่าดี เพียงแต่กลัวโรงเรียนจะไม่ยอมรับ ต้องให้สวี่ซื่อเยี่ยนหาทางแล้วล่ะ
คุณครูหยางยิ้มและพยักหน้า จากนั้นก็แยกตัวไป ไม่อยากให้ใครเห็นว่ากำลังคุยกระซิบกับผู้ปกครอง เพราะภาพลักษณ์อาจดูไม่ดี
ทั้งเช้าวันนั้นเด็ก ๆ สนุกกับการแข่งขันไม่หยุดหย่อน
โจวกุ้ยหลาน จี๋อวี้เฟิ่ง และพี่น้องซูอันฟาง ต่างก็ซื้อของกินของดื่มให้เด็ก ๆ แม้แต่เจ้าตัวเล็กสองคนก็ยังได้ดื่มน้ำอัดลมด้วย
ไม่รอถึงเที่ยง ทุกคนก็เหนื่อยกันหมดแล้ว พอดีกับที่กิจกรรมในห้องอนุบาลจบลง ซูอันอิงก็แจ้งครูแล้วพาเด็ก ๆ กลับบ้าน
ตกเย็นเมื่อสวี่ซื่อเยี่ยนกลับถึงบ้าน ซูอันอิงก็บอกเล่าเรื่องที่ครูพูดไว้ในตอนกลางวัน
“คุณว่าเราควรลองหาคนช่วย ให้ลูกเข้าเรียนประถมเลยช่วงฤดูใบไม้ร่วงดีไหม?”
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วก็พยักหน้า “เอาสิ เดี๋ยวผมหาคนดูให้”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่ตงกังนี้เข้มงวด หรือว่านโยบายของยุคนั้นเป็นแบบนี้จริง ๆ เพราะในชาติก่อน ตอนลูกสาวคนโตจะเข้าเรียนโรงเรียนก็ยืนยันว่าต้องครบเจ็ดขวบเต็ม
ตอนนั้นลูกสาวเกิดปลายปี อายุจริงยังไม่ถึงหกขวบ ต้องให้ครูช่วยโกงอายุถึงจะเข้าเรียนได้
จนกระทั่งลูกสาวขึ้น ป.2 แล้ว ครูประจำชั้นเห็นว่าเด็กเรียนดี ตามทันเพื่อน จึงไม่ขอสมุดทะเบียนบ้านอีก
ไม่คิดเลยว่า ลูกชายจะเก่งยิ่งกว่า อยากให้เข้าเรียนก่อนล่วงหน้าถึงสองปี
เรื่องนี้คงไม่ง่าย ต้องหาคนช่วยฝากฝังละสิ จะทำยังไงได้อีกล่ะ?
“ไม่ต้องรีบหรอก ตอนนี้ยังไม่ถึงเดือนหกเลย ยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง
ฉันว่าน่าจะยากหน่อยถ้าจะให้เข้าเรียน ป.1 ในปีนี้ แต่ถ้าเป็นปีหน้า แค่ให้ครูเฉียนช่วย ก็น่าจะเรียบร้อยแล้ว”
ชาติที่แล้วลูกสาวเข้าเรียน ก็เป็นครูเฉียนที่ช่วยเอาไว้ เข้าเร็วล่วงหน้าหนึ่งปีพอจะพูดกันได้ แต่จะให้ล่วงหน้าสองปี ก็ต้องใช้ความพยายามมากหน่อยแล้ว
“อืม งั้นเธอจัดการเถอะ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่” ซูอันอิงก็ไม่กล้าเสนอความคิดเห็น เพราะเธอไม่ถนัดจริง ๆ
งานกีฬาโรงเรียนประถมจัดสองวัน วันที่สองก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจแล้ว
บังเอิญตรงกับวันเด็ก 1 มิถุนายน ชั้นอนุบาลหยุดเรียน สวี่ไห่หยวนก็เลยไม่ได้ไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น อยู่บ้านเล่นแทน
ทางฝั่งโรงเพาะปลูกที่ฟาร์ม ตอนนี้เรือนเพาะดอกไม้ก็สร้างเสร็จแล้ว รวมถึงโครงดอกไม้ก็ประกอบเสร็จหมด
ซูอันอิงพาภรรยาคนงานอย่างพวกภรรยาของหวงเซิ่งลี่ไปช่วยกันขนต้นกล้าคุณชายหลานทั้งหมดขึ้นไปวางเรียงบนชั้นวางในเรือนเพาะ
เรือนเพาะดอกไม้แต่ละหลังยาว 15 เมตร กว้าง 7 เมตร ด้านในวางชั้นไม้ทรงสามเหลี่ยมซ้อนขึ้นไป 5 6 ชั้นต่อแผง แต่ละหลังสามารถวางกระถางต้นกล้าเล็กได้ราว 3,000 4,000 กระถาง
พื้นเรือนเพาะปูด้วยแผ่นซีเมนต์ เป็นโครงสร้างพื้นอุ่น หน้าหนาวสามารถเผาไฟให้ความร้อนจากใต้พื้น ทำให้ความร้อนกระจายทั่วทั้งเรือนอย่างสม่ำเสมอ
ด้านหน้ามีหน้าต่างกระจกเรียงกันเป็นแถบ ด้านบนเป็นหลังคาเอียงกรุกระจกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาได้เต็มที่
หน้าหนาวหากอากาศหนาวจัด ก็คลุมพลาสติกใสทับอีกชั้น แล้วคลุมด้วยเสื่อฟางอีกที เพื่อเก็บความร้อนและกันลมหนาว
สวี่ซื่อเยี่ยนวางแผนไว้หมดแล้ว เรือนเพาะนี้ไม่รื้อทิ้งแน่นอน
พอขายต้นกล้าคุณชายหลานหมดแล้ว ยังสามารถใช้ปลูกผักหรือผลไม้ที่ออกผลช่วงฤดูหนาวได้อีก ก็เป็นรายได้อีกทางหนึ่ง
ยังไงก็เสียเงินสร้างไปแล้ว จะใช้แค่สองปีแล้วทิ้งไปเลยก็คงไม่คุ้ม ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
จะว่าไป พวกหวงเซิ่งลี่นี่ก็ขยันกันทั้งฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ไม่ได้อยู่เฉยเลย
ตอนนี้เรือนเพาะสองหลังเต็มเกือบหมดแล้ว บวกกับที่บ้านเก่าของสกุลสวี่ยังมีอยู่อีกไม่น้อย รวมกันแล้วก็น่าจะมีต้นกล้าราว 7,000 8,000 กระถางได้
“ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตต้นกล้าพวกนี้จะขายได้เท่าไหร่ เงินที่ลงไปก็ไม่น้อยนะ”
ตอนค่ำ ซูอันอิงพูดกับสวี่ซื่อเยี่ยนเรื่องค่าใช้จ่ายของเรือนเพาะดอกไม้ พลางอดบ่นไม่ได้
“เธอมั่นใจเหรอว่าอย่างนี้จะได้กำไร? อย่าให้ถึงเวลาขาดทุนขึ้นมา เงินที่เราลงไปมันเยอะมากเลยนะ”
ค่าวัสดุปลูกและต้นกล้า ก็ราว ๆ พันหยวนเข้าไปแล้ว วัสดุและค่าแรงสร้างเรือนเพาะสองหลังนี่แพงกว่าการสร้างบ้านอีก
ยังไม่รวมค่าแรงคนงาน ค่ากระถางดอกไม้ ฯลฯ รวมแล้วค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยจริง ๆ ซูอันอิงก็เลยอดรู้สึกไม่มั่นใจไม่ได้
“ไม่ต้องห่วง รับรองว่าได้กำไรแน่ ปีนี้ช่วงหน้าหนาว เธอพาน้องสาวไปเมืองหลวงไปรักษาตัว แล้วเธอจะเห็นเองว่ามันเป็นยังไง”
สวี่ซื่อเยี่ยนวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว เขาจะให้ภรรยาเป็นคนพาน้องสาวไปหาหมอที่เมืองหลวง เพื่อให้เธอได้เปิดหูเปิดตาด้วย
“หะ? ปีนี้หน้าหนาวให้ฉันไปเมืองหลวงเหรอ? ฉันจะไหวเหรอ?”
ซูอันอิงได้ยินแบบนั้นก็ตกใจ หนักสุดที่เคยเดินทางก็คือไปถึงแค่เมืองทงฮวา พอจะให้ไปถึงเมืองหลวงก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันไปส่งพวกเธอเอง ถึงเมืองหลวงแล้วก็จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วฉันค่อยกลับมา”
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคของฟาร์มโสม หน้าหนาวเป็นช่วงที่ทางฟาร์มยุ่งกับการแปรรูปผลผลิต เขาไม่สามารถอยู่ดูแลน้องสาวนาน ๆ ได้อยู่แล้ว







