หลังจากต้มถั่วหมักจนเดือดแล้ว ด้านล่างของหม้อก็ไม่ต้องเติมฟืนเพิ่มอีก ปล่อยให้เคี่ยวช้า ๆ ก็พอ
เช้าวันถัดมา ซูอันอิงก็เอาถั่วที่เปลี่ยนเป็นสีแดง กับหัวเชื้อหมักที่แช่น้ำและล้างจนสะอาดแล้ว เทใส่ถังเหล็กสังกะสีหลายใบ
จากนั้นยืมรถเข็นล้อเดียวคันหนึ่ง แล้วเข็นไปที่โรงโม่หลังบ้านของกองการผลิตหมู่บ้านที่สอง เพื่อจะไปโม่
วิธีหมักถั่วแบบนี้จำเป็นต้องโม่ด้วยหินเท่านั้น เพราะถ้าไม่โม่ให้ละเอียด หัวเชื้อจะไม่เข้ากัน เวลากินก็จะรู้สึกไม่อร่อย
พอซูอันอิงกับน้องสาวสองคนเข็นรถไปถึงโรงโม่ ก็พบว่ามีคนต่อคิวรอกันอยู่เยอะแล้ว
โรงโม่นี้โดยปกติจะไม่เปิดให้โม่ถั่วหมัก มีเฉพาะวันที่ 8, 18 และ 28 เดือน 4 เท่านั้น ที่จะเปิดให้โม่เฉพาะการทำเต้าเจี้ยว
ก็เพื่อไม่ต้องล้างครกบ่อย ๆ
ระหว่างโม่จะต้องเติมน้ำด้วย ถั่วสี่ถังผสมกับหัวเชื้อ พอโม่เสร็จก็กลายเป็นห้าถัง
บ้านสวี่เฉิงโฮ่วเก็บไว้สองถัง ส่วนฝั่งนี้เก็บไว้สามถัง
ตามสูตร “ถั่วสามส่วน เกลือหนึ่งส่วน” ก็ใส่เกลือผสมลงไปในถังเซรามิก
แต่จริง ๆ แล้ว ปริมาณถั่วกับหัวเชื้อรวมกันนั้นมากกว่า จึงไม่ได้สัดส่วนสามต่อหนึ่งพอดี
ใช้ไม้รีดแป้งคนส่วนผสมไปในทิศทางเดียวกันจนเกลือกับหัวเชื้อเข้ากันดี จากนั้นโรยเกลือปิดหน้าถังอีกชั้น
สุดท้ายก็คลุมปากถังด้วยผ้าขาว ผูกปิดให้แน่นด้วยผ้าสีแดง
ถ้าเป็นการทำก้อนเต้าเจี้ยวแบบลงเชื้อ ก็ต้องเอาออกไปตากแดดอย่างน้อยหนึ่งเดือนจนหมักได้ที่ถึงจะกินได้
แต่แบบที่บ้านสวี่ทำนี้ เพียงสามวันก็เริ่มกินได้แล้ว
แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ต้องหมักจนถึงหนึ่งเดือน กลิ่นและรสของเต้าเจี้ยวจะหอมเข้มข้นมากกว่า
บ้านสวี่ยังมีเต้าเจี้ยวของปีที่แล้วเหลืออยู่ จึงไม่รีบกินของใหม่
ว่ากันว่า เต้าเจี้ยวที่เพิ่งทำใหม่ห้ามให้คนท้องไปแตะ เพราะเชื่อว่าหากถูกแตะแล้ว เต้าเจี้ยวจะไม่หมักและอาจเสีย
ส่วนจะจริงหรือเปล่าไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใครกล้าทดลอง
เพราะเต้าเจี้ยวทำจากธัญพืช ใช้ถั่วตั้งหลายสิบกิโล เติมเกลืออีกมากมาย ทั้งหมดมีมูลค่า ไม่มีใครกล้าเอามาเล่น
การทำเต้าเจี้ยว ดองผักเค็ม และหมักผักเปรี้ยว ถือเป็นเรื่องใหญ่สามเรื่องของชีวิตชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงต้องทำด้วยความรอบคอบ
ถ้าทำพลาด ปีต่อไปจะไม่มีของกิน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
พอหมักถั่วเสร็จ ปิดฝาถังเรียบร้อย ก็สายมากแล้ว ซูอันอิงคิดว่าช่วงเช้าวันนี้ไม่ต้องไปฟาร์มเลี้ยงสัตว์แน่ รีบเตรียมทำอาหารดีกว่า
พออาหารเสร็จ ก็ได้ยินเสียงตึงตังของสวี่ไห่หยวนวิ่งเข้าบ้าน
“แม่จ๋า แม่จ๋า พรุ่งนี้โรงเรียนเราจะมีงานกีฬาสี!”
โรงเรียนประถมกลางของตงกังมีธรรมเนียมจัดงานกีฬาสีทุกปีในวันเด็ก และจัดงานคอนเสิร์ต ‘นกน้อยแห่งถิ่นโสม’ ช่วงวันชาติ
งานกีฬาสีนี้ไม่ได้มีแค่เด็กจากโรงเรียนตงกังเท่านั้น แต่โรงเรียนประถมจากหมู่บ้านอื่นในสังกัดของชุมชนตงกังก็จะส่งนักเรียนมาเข้าร่วมด้วย เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ที่ไม่บ่อยนักของชุมชนเลยทีเดียว
“โรงเรียนประถมมีงานกีฬาสี แล้วลูกจะดีใจอะไรนักหนา? หนูมีรายการแข่งด้วยเหรอ?”
ซูอันอิงหัวเราะขึ้นมา ลูบหัวลูกชายเบา ๆ เด็กห้องอนุบาลจะมีแข่งด้วยได้ยังไงกัน?
“มีสิครับ มี! คุณครูบอกว่าพวกผมก็มีแข่งด้วย ใครชนะจะได้รางวัลเป็นลูกกวาด!”
สวี่ไห่หยวนทำปากยู่ รู้สึกว่าคุณแม่ดูถูกเขา
เด็กเล็กก็ลงแข่งกีฬาไม่ได้หรือไง? ใครเป็นคนกำหนดล่ะ?
“อ้อ งั้นลูกก็แข่งได้จริง ๆ น่ะสิ พรุ่งนี้จะให้แม่ไปโรงเรียนด้วยไหม?”
ซูอันอิงเห็นท่าทางลูกชายแบบนั้น ก็รู้ว่าตัวเองพูดเล่นไปหน่อย ทำร้ายความภาคภูมิใจลูกเข้าเสียแล้ว ก็เลยรีบแก้ตัว
“ครูบอกหรือยังว่าต้องใส่เสื้อผ้าแบบไหน? แม่จะได้หาไว้ให้”
ซูอันอิงจำได้ว่าเวลาไปดูงานกีฬาสีของโรงเรียนประถม เด็กส่วนมากมักใส่เสื้อขาวกางเกงดำ
เพื่อให้ได้ชุดนี้ บางบ้านถึงกับต้องยืมกันมา
แต่บ้านเธอไม่ต้อง เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สวี่ซื่อฉินเพิ่งเย็บเสื้อเชิ้ตสีขาวให้ลูกชาย ส่วนกางเกงดำก็มีอยู่แล้ว
“ยังครับ ครูยังไม่บอก เราไม่ได้เดินขบวนตรวจแถว น่าจะใส่ชุดไหนก็ได้ครับ”
"แม่ ถ้าพรุ่งนี้แม่ว่าง พาน้องสาวไปโรงเรียนด้วยนะครับ ให้เธอได้ไปดูงานสนุกๆ ด้วยกัน"
เด็กน้อยนั้นไวต่อความรู้สึก เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกผิดของแม่ ก็เลยไม่ติดใจอะไรอีก
ซูอันอิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฝั่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ตอนนี้เหลือแค่ติดหน้าต่างกระจกโรงเรือนเพาะดอกไม้ ซึ่งน่าจะอีกหลายวันกว่าจะเสร็จ
ส่วนงานติดตั้งคานไม้สำหรับไม้เลื้อยอะไรต่างๆ ให้สวี่ซื่ออันดูแลอยู่ฝั่งนั้นก็น่าจะไม่มีปัญหา
"ได้จ้ะ งั้นพรุ่งนี้แม่ไปโรงเรียนกับลูก พาน้องสาวไปด้วยเลย จะได้ไปดูงานสนุกด้วยกัน"
กิจกรรมแบบนี้มีคนเยอะมาก ปล่อยให้สวี่จิ่นผิงไปเองไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย กันเกิดเรื่องอะไรไม่คาดคิดขึ้น
วันที่ 31 พฤษภาคม ซูอันอิงจึงพาสวี่จิ่นผิงไปโรงเรียน ส่วนซูอันฟางกับซูอันฮวาก็อุ้มสวี่ไห่ชิงและสวี่จิ่นฮุ่ยตามไปดูงานกีฬาด้วย
โจวกุ้ยหลานเองก็นั่งว่างอยู่ที่บ้าน พอได้ยินว่าจะมีงานก็เลยตามไปด้วยเหมือนกัน
บังเอิญไปเจอกับจี๋อวี่เฟิ่งที่พาหยางฮ่าวอวี้มาด้วย พวกเขาเลยได้เจอกันหน้าประตูโรงเรียน
งานกีฬาประจำปีของโรงเรียนประถม เป็นกิจกรรมความบันเทิงที่หาดูได้ยากในหมู่บ้าน พ่อแม่แถวนี้ก็พาเด็กๆ มาดูกันทั้งนั้น
หน้าประตูโรงเรียน มีคนเอาของมากมายมาขาย
น้ำอัดลม ไอติม ลูกอม และที่ทำให้ประหลาดใจที่สุด คือมีคนเอา "ต้าปั่วจิ้งจื่อ" มาขายด้วย
หยางฮ่าวอวี้ไม่เคยเห็นเจ้าต้าปั่วจิ้งจื่อ เลยถามจี๋อวี่เฟิ่งด้วยความอยากรู้ว่ามันคืออะไร
โจวกุ้ยหลานเห็นเจ้าต้าปั่วจิ้งจื่อก็ส่ายหัว
"ถ้ายังอยู่แถวตึกเก่าริมแม่น้ำล่ะก็ แค่ไปซักผ้าหน่อยก็เด็ดเอากลับมาได้เป็นกำเลย ใหญ่กว่าที่นี่เยอะ"
ต้าปั่วจิ้งจื่อส่วนใหญ่มักขึ้นตามโขดหินริมแม่น้ำ โดยเฉพาะแถวบ้านเก่าแถวแม่น้ำซีเจียงมีเยอะมาก
แต่แถวตะวันออกของหมู่บ้าน ไม่มีทั้งแม่น้ำและโขดหิน เด็กๆ เลยไม่รู้จักก็ไม่แปลก
ถึงจะบ่นว่าไม่ชอบ แต่คุณยายก็ยังหยิบเงินออกมา ซื้อมา 3 แท่ง ให้เด็กโตทั้งสามลองกินดู
"ต้องลอกเปลือกข้างนอกออกก่อนนะ กินตรงเนื้อมันข้างใน จะออกเปรี้ยวๆ"
ต้าปั่วจิ้งจื่อ จริงๆ กินเฉพาะส่วนลำต้น ส่วนที่อยู่ใต้ดินจะมีสีขาวและอ่อนที่สุด
ตรงนั้นจะเปรี้ยวอมหวานหน่อยๆ แต่ยิ่งกินขึ้นไปข้างบนก็จะยิ่งเปรี้ยว และตรงปลายสุดจะทั้งเปรี้ยวทั้งฝาด
สามเด็กน้อยไม่บ่นสักคำ กินกันเอร็ดอร่อย พลางพูดว่า "อร่อยจังเลย!"
ทำเอาโจวกุ้ยหลานถึงกับขมวดคิ้ว ของแบบนี้มีแต่เด็กๆ เท่านั้นแหละที่กินได้ ผู้ใหญ่กินไม่ไหว มันเปรี้ยวเกิน
พอกินต้าปั่วจิ้งจื่อเสร็จ งานเดินขบวนก็เริ่มพอดี
ครูและนักเรียนทุกคน ต่อแถวรออยู่หน้าประตูโรงเรียน
โรงเรียนประถมตงกังมีเกือบยี่สิบกว่าห้อง รวมทั้งโรงเรียนจากหมู่บ้านอื่นมาด้วย ขบวนแถวก็ยาวจนเกือบถึงสุสานวีรชน
หน้าสุดคือคุณครูสอนศิลปะของโรงเรียน ตัวไม่สูง ใส่ผ้าคลุมสีแดง ถือไม้ชี้ปลายแหลมในมือ
ตามหลังคือขบวนธงชาติ ขบวนกลอง ขบวนรำ ขบวนเต้นพร้อมพวงดอกไม้ จากนั้นเป็นนักเรียนชายตัวสูงแบกป้ายโรงเรียน ธงประจำโรงเรียน และแต่ละห้องเรียนเดินตามมาเป็นขบวน
เมื่อถึงเวลาขบวนแห่เริ่ม คุณครูที่อยู่หน้าสุดชูไม้ชี้ขึ้น แล้วนำเด็กๆ เดินเข้าสนาม
"คุณย่า เด็กผู้หญิงพวกนั้นแต่งตัวสวยจัง หนูอยากไปเรียนที่นี่บ้าง หนูอยากแต่งตัวแบบพวกเธอด้วย!"
เด็กผู้หญิงในขบวนเต้นใส่กระโปรงสั้น ถุงน่องเต้นสีขาว แต่งหน้า ทำผมเกล้าขึ้นพร้อมดอกไม้แดง ดูสวยงามสะดุดตามาก
สวี่จิ่นผิงเห็นก็รู้สึกปลื้มสุดๆ รีบบอกคุณย่าว่าอนาคตอยากเข้าทีมเต้นด้วย
"แหวะ จะไปสวยตรงไหน หน้าแดงเถือกเป็นแถบๆ ดูไม่ได้เลย"
ไม่ทันขาดคำ สวี่ไห่หยวนที่ยืนข้างๆ ก็ทำหน้ายู่แล้วพูดออกมา
พวกเด็กผู้หญิงนั่น ปัดแก้มแดงจนเป็นปื้นใหญ่ๆ ในสายตาของสวี่ไห่หยวนคือแปลกสุดๆ ไม่รู้ทำไมน้องสาวถึงคิดว่าสวยได้
"ใช่เลย พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว ไม่เห็นสวยเลย
พี่สาวสอง ห้ามแต่งแบบพวกเธอนะ มันน่าเกลียดออก" หยางฮ่าวอวี้เสริมขึ้นมาทันที







