การเกิดใหม่ของยักษ์ใหญ่การเงิน · khram
ตอนที่ 228
บทที่ 228 คำแนะนำของลู่หมิง โกลด์แมนแซคส์ถึงกับยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ชาวต่างชาติหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์พอได้ฟังก็อดสงสัยไม่ได้ จอห์น เบรน ถามว่า "คุณลู่มีวิธีอะไรในการแก้ปัญหาความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในระยะยาวหรือครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หมิงก็พูดอย่างมีระเบียบแบบแผนว่า "ง่ายมากครับ พวกคุณแค่ต้องพัฒนาเครื่องมือตราสารอนุพันธ์ทางการเงินขึ้นมาสักตัวก็พอ นั่นคือเอาเงินที่พวกคุณลงทุนกับผมมาจัดแพ็กเกจเป็นผลิตภัณฑ์หลักทรัพย์ซับไพรม์ พวกคุณก็ประเมินมูลค่ากันเอาเอง จะให้เท่าไหร่ผมไม่สน มันเป็นเรื่องของพวกคุณ จากนั้นก็นำไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ความเสี่ยงที่แฝงอยู่ก็จะถูกผลักภาระไปให้ตลาดทุนแล้ว"
จอห์น เบรน และคนอื่นๆ พอได้ฟังก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พลางอุทานในใจว่าร้ายกาจจริงๆ นี่มันมีกลิ่นอายของสินเชื่อซับไพรม์ในตอนนั้นเลย วิธีนี้ฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน แต่ก็ไม่เหมือนกับสินเชื่อซับไพรม์ในอดีตเสียทีเดียว
วิธีนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ สมมติว่าโกลด์แมนแซคส์นำเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์มาให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลบริหารจัดการ ตามข้อตกลงจะมีระยะเวลาห้ามขายอยู่ที่สิบห้าปี
เวลาที่ยาวนานขนาดนี้ย่อมมีปัจจัยความไม่แน่นอนมากมายซึ่งนำมาซึ่งความเสี่ยงที่แฝงอยู่และคาดเดาไม่ได้ แล้วจะมีวิธีไหนไหมที่ทั้งหาเงินได้และสามารถคลี่คลายความเสี่ยงนี้ไปได้พร้อมกัน
คำตอบคือมี นั่นคือการนำเงินลงทุนก้อนนี้ไปทำการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ซ้ำ
ดังนั้น โกลด์แมนแซคส์จึงนำเงินลงทุนก้อนนี้มาจัดแพ็กเกจและประเมินมูลค่า จากนั้นก็แปลงเป็นหลักทรัพย์โดยแบ่งเป็น N หุ้นเพื่อนำเข้าสู่ตลาดทุนให้ทุกคนมาเก็งกำไรกัน เดิมทีเกณฑ์การเข้าเป็น LP ของเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่สูงลิ่วได้กีดกันคนส่วนใหญ่เอาไว้ ต่อให้เป็นคนที่มีทรัพย์สินหลายสิบล้านหรือร้อยล้านก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามา
หลังจากโกลด์แมนแซคส์ใช้กลยุทธ์แพรวพราวนี้ ไม่เพียงแต่คนที่มีทรัพย์สินหลายสิบล้านจะซื้อได้ แม้แต่คนธรรมดาก็มีโอกาสได้เป็น LP ของเทียนเซิ่งทางอ้อมด้วย อย่างเช่นตราสารอนุพันธ์ที่โกลด์แมนแซคส์ปล่อยออกมานี้ ซื้อหนึ่งหุ้นใช้เงินแค่ 10 ดอลลาร์ คนธรรมดาย่อมซื้อได้แน่นอน คนมีเงินมากก็ซื้อมากหน่อย คนมีเงินน้อยก็ซื้อน้อยหน่อย แถมยังสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา
นี่ก็เหมือนกับการซื้อหุ้นนั่นแหละ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการรวบรวมเงินก้อนเล็กก้อนน้อยของคนธรรมดาเข้าด้วยกัน เท่ากับว่าทุกคนระดมทุนกันจนได้ 10,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นก็ใช้สถานะตัวแทนของโกลด์แมนแซคส์นำเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์นี้มาหาเทียนเซิ่งแคปปิตอล มอบเงินก้อนนี้ให้ลู่หมิงบริหารจัดการ แล้วพวกเขาก็ไปอยู่ในอีกตะกร้าหนึ่งเพื่อร่วมกันเดิมพันว่าเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์นี้ในอนาคตจะสามารถเติบโตไปได้เท่าไหร่
สำหรับเทียนเซิ่งแคปปิตอลแล้ว พวกเขาจะเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งแค่ไหนนั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา เทียนเซิ่งแคปปิตอลรับเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์นี้มา มีระยะเวลาห้ามขายสิบห้าปี เมื่อครบกำหนดหลังจากหักส่วนแบ่งและชำระบัญชีเสร็จสิ้น ก็คืนทั้งต้นและดอกให้โกลด์แมนแซคส์ ส่วนเงินก้อนนี้สุดท้ายจะถูกแบ่งไปอยู่ในมือของใครหรือสถาบันไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทียนเซิ่งแคปปิตอลแม้แต่นิดเดียว
ณ เวลานี้ จอห์น เบรน และคนอื่นๆ หลังจากได้ยินคำแนะนำนี้ของลู่หมิง ตอนแรกก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้ แววตาของทุกคนก็เป็นประกายขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"คุณลู่ ผมต้องบอกเลยว่าความคิดของคุณทั้งกล้าหาญและทำให้คนอดใจไม่ไหวจริงๆ!" เบรนที่ได้สติกลับมาอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความทึ่ง
ชาวต่างชาติหลายคนต่างร้องเรียกในใจว่านี่เป็นไอเดียระดับอัจฉริยะ เดิมทีพวกเขาก็เป็นตัวยงในการเล่นเครื่องมือตราสารอนุพันธ์ทางการเงินอยู่แล้ว พอลู่หมิงพูดแบบนี้ พวกเขาก็ตระหนักได้ในพริบตาว่าการจัดแพ็กเกจแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์นั้นสามารถนำมาซึ่งผลกำไรมหาศาลได้
เมื่อแปลงเป็นหลักทรัพย์แล้ว ก็หมายความว่าสามารถดึงอนาคตมาใช้ล่วงหน้าได้ เพราะการจัดแพ็กเกจแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์นั้นมีเลเวอเรจอยู่ในตัวแล้ว
ทำไมถึงบอกว่าสามารถดึงอนาคตมาใช้ล่วงหน้าได้ล่ะ
เรื่องนี้เข้าใจง่ายมาก หลังจากแปลงเป็นหลักทรัพย์แล้วไหลเข้าสู่ตลาดทุน ทุกคนก็มาดูกันว่าเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์นี้ในอีกสิบห้าปีข้างหน้าจะสามารถทำเงินได้เท่าไหร่ นักลงทุน A คิดว่าจะทำเงินได้ 20,000 ล้านดอลลาร์ ตอนนี้ตลาดประเมินมูลค่าของมันไว้ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์ นักลงทุน A รู้สึกว่าในอนาคตจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว จึงรีบใช้เงิน 100,000 ดอลลาร์ซื้อหลักทรัพย์ของมันมาถือไว้
คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายผ่านไปสองปีกลับทำเงินได้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ ราคาของสัดส่วนหลักทรัพย์ในมือขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักทรัพย์ที่ซื้อมาด้วยเงิน 100,000 ดอลลาร์ในปีนั้น ตอนนี้พุ่งขึ้นเป็น 400,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นสามเท่า
ในเวลานี้นักลงทุน A ไม่โลภ จึงเทขายหลักทรัพย์ในมือออกไป ประจวบเหมาะกับที่นักลงทุน B คิดว่าในอนาคตจะพุ่งขึ้นไปถึง 50,000 ล้านดอลลาร์และยินดีที่จะรับช่วงต่อ จึงใช้เงิน 400,000 ดอลลาร์ซื้อหลักทรัพย์ในมือของนักลงทุน A มาถือไว้...
นี่มันเหมือนกับการซื้อขายหุ้นไม่มีผิดเพี้ยนเลยไม่ใช่หรือ ไม่ได้ต่างอะไรกับการเล่นหุ้นเลย ดังนั้นถึงได้เรียกว่าการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ซ้ำ
สำหรับโกลด์แมนแซคส์แล้ว การมอบเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์นี้ให้ลู่หมิงบริหารจัดการ ตัวมันเองยังไม่ได้นำมาซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนเลย แต่โกลด์แมนแซคส์ผ่านการนำมันมาจัดแพ็กเกจแปลงเป็นหลักทรัพย์ ตราบใดที่ตลาดปั่นราคาของสินทรัพย์ให้สูงขึ้น อย่างเช่นปั่นขึ้นไปห้าเท่า สิบเท่า โกลด์แมนแซคส์ก็สามารถเทขายล่วงหน้าเพื่อรับเงินแล้วปัดก้นเดินจากไปได้เลย
ส่วนสุดท้ายแล้วลู่หมิงจะสามารถทำกำไรห้าเท่าสิบเท่าให้กับเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์นี้ได้หรือไม่ คนที่ใส่ใจก็มีแค่นักลงทุนที่ซื้อหลักทรัพย์ไปเท่านั้น ส่วนโกลด์แมนแซคส์อย่างไรก็กอดกำไรไว้ในมือแล้ว และได้ผลักภาระความเสี่ยงไปให้นักลงทุนรายอื่นในตลาดทุนแล้ว ต่อให้เกิดวิกฤตขึ้นมา สุดท้ายลู่หมิงไม่เพียงแต่หาเงินไม่ได้แต่กลับขาดทุนไป 5,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดปั่นมูลค่าตลาดไปถึง 100,000 ล้านดอลลาร์แล้ว คนที่ต้องจ่ายบิลนี้ก็คือบรรดาผู้ที่มารับช่วงต่อนั่นเอง
ณ เวลานี้ จอห์น เบรน และคนอื่นๆ รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะพวกเขาตระหนักได้ว่าไอเดียที่ลู่หมิงเสนอให้พวกเขานั้นมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็แค่ไม่มีใครในตลาดซื้อหลักทรัพย์อนุพันธ์ตัวนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพื้นที่ในการพลิกแพลงอันมหาศาลของการลงทุนครั้งนี้เลย ในอนาคตพอลู่หมิงทำเงินได้ ส่วนที่ควรจะได้ก็ไม่ขาดหายไปแม้แต่แดงเดียว
แต่ตราบใดที่มีคนในตลาดยอมรับและซื้อหลักทรัพย์อนุพันธ์ตัวนี้ แถมยังปั่นมูลค่าการประเมินขึ้นไปหลายเท่า โกลด์แมนแซคส์ก็สามารถขายออกไปล่วงหน้าให้คนอื่นมารับช่วงต่อ ผลักภาระความเสี่ยงออกไป โกลด์แมนแซคส์ไม่เพียงแต่ดึงเงินทุนและกำไรกลับมาได้เท่านั้น
ถ้าโกลด์แมนแซคส์โหดกว่านี้อีกนิด ใจกล้ากว่านี้อีกหน่อย เอาเงินทุนที่ดึงกลับมาได้ อย่างเช่น 15,000 ล้านดอลลาร์ มอบหมายให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลบริหารจัดการอีกครั้งในฐานะ LP จากนั้นก็ทำการแปลงเป็นหลักทรัพย์แล้วปล่อยเข้าสู่ตลาดทุนอีก... ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ อย่างบ้าคลั่ง
เลเวอเรจที่ซ้อนทับกันหลายเท่าตัวนี้จะไม่ทำให้สนุกสุดเหวี่ยงจนแทบคลั่งเลยหรือ
ส่วนข้างในนั้นจะซ้อนทับเลเวอเรจไปกี่เท่า ก็คงมีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ เพราะเงินทุนของผู้ซื้อรายอื่นมีการซ้อนทับเลเวอเรจด้วยหรือไม่ ก็มีแต่พวกเขาเองเท่านั้นที่รู้
แต่ช่างมันเถอะ ยังไงก็เป็นคนอื่นที่มารับช่วงต่อ โกลด์แมนแซคส์อย่างฉันได้เงินแล้วชิ่งหนีไปย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด
"คุณลู่ เดิมทีโกลด์แมนแซคส์ตั้งใจจะนำเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์มามอบหมายให้สถาบันของคุณบริหารจัดการ แต่ผมรู้สึกว่ามันน้อยเกินไป โปรดให้เวลาผมสักหน่อย ผมขอโทรศัพท์ไปปรึกษากับสำนักงานใหญ่ก่อนครับ" จอห์น เบรน กล่าวเช่นนั้น
1,500 ล้านดอลลาร์ไม่สามารถทำให้สนุกสุดเหวี่ยงได้อย่างแน่นอน ต้องเพิ่มเป็นสองเท่า ต้องเพิ่มเป็นหลายเท่าตัว ไม่อย่างนั้นก็คงรู้สึกผิดต่อกลยุทธ์แพรวพราวในระลอกนี้
"ไม่เป็นไรครับ เชิญตามสบาย!"
ลู่หมิงพยักหน้ายิ้มๆ แสดงว่าไม่มีปัญหา ยิ่งเงินเยอะก็ยิ่งดี ไอเดียที่เขาเสนอคือการที่พวก LP ต้องการแปลงเป็นหลักทรัพย์เอง ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโต๊ะพนันวงใหม่และดึงเอานักพนันกลุ่มใหม่มาร่วมกันเดิมพันว่าเงินที่ลงทุนให้กับเทียนเซิ่งแคปปิตอลในอนาคตจะทำเงินได้เท่าไหร่
เทียนเซิ่งไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ใช่แค่ จอห์น เบรน ของโกลด์แมนแซคส์ที่โทรศัพท์หาสำนักงานใหญ่ กลุ่มบริษัทลงทุนคาร์ไลล์และมอร์แกนสแตนลีย์ก็ต่างพากันขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อโทรศัพท์ไปคุยกับสำนักงานใหญ่เช่นกัน
ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา จอห์น เบรน และคนอื่นๆ ก็สิ้นสุดการติดต่อกับสำนักงานใหญ่ของตัวเองเป็นการชั่วคราว พร้อมกับได้รับการจัดการล่าสุดมาด้วย
"คุณลู่ โกลด์แมนแซคส์ตัดสินใจนำเงินทุน 4,500 ล้านดอลลาร์มามอบหมายให้สถาบันของคุณบริหารจัดการครับ" จอห์น เบรน กล่าว
"ไม่มีปัญหาเลยครับ" ลู่หมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็หันไปมองอีกสองสถาบันใหญ่
"คาร์ไลล์ก็ออก 4,500 ล้านดอลลาร์เหมือนกัน!"
"มอร์แกนสแตนลีย์ก็เช่นกัน 4,500 ล้านดอลลาร์!"
ผู้รับผิดชอบที่ถูกส่งมาจากสองสถาบันใหญ่ก็แสดงท่าทีตามลำดับ ทั้งสามสถาบันรวมกันก็คือ 13,500 ล้านดอลลาร์ หากไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็จะอยู่ที่ประมาณ 92,600 ล้านหยวน
"ถ้าอย่างนั้นก็... เซ็นสัญญากันเลยไหมครับ" ลู่หมิงเองก็ไม่เยิ่นเย้อ
จอห์น เบรน และคนอื่นๆ แสดงท่าทีอดใจรอไม่ไหว เซ็นสัญญาเสร็จก็จะได้รีบกลับไปออกแบบหลักทรัพย์อนุพันธ์ตัวนี้เสียที
สัญญาได้รับการลงนามเสร็จสิ้นด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทั้งสองฝ่ายจับมือกันอย่างมีความสุข เงินก้อนนี้จะถูกโอนเข้าบัญชีของกองทุนเทียนเซิ่ง QDIEภายในครึ่งเดือนข้างหน้า ส่วนลู่หมิงจะนำเงินก้อนนี้กลับมาลงทุนในตลาดหุ้น A-Share ในประเทศ หรือลงทุนในตลาดทุนอื่น ล้วนเป็นสิทธิ์ขาดของเขาทั้งสิ้น
ทว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นเงินทุนต่างชาติ ขนาดของเงินทุนที่เข้าสู่ตลาดหุ้นจึงต้องมีการจำกัดโควตา การเข้าสู่ตลาดหุ้น A-Share ก็เป็นการเข้าในรูปแบบของเงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่
ลู่หมิงไม่ได้วางแผนที่จะเข้าสู่ตลาดทุนในประเทศ แต่จะไปสร้างผลตอบแทนส่วนเกินในตลาดโลก
เพราะมีเพียงการสร้างผลตอบแทนส่วนเกินเท่านั้น โกลด์แมนแซคส์ถึงจะสามารถทำให้ตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่จัดแพ็กเกจแปลงเป็นหลักทรัพย์นี้มีคนยินดีรับช่วงต่อได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถดึงเงินทุนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่แน่ว่าอาจจะหาเงินก้อนใหม่มาให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลอีก แถมยังมีวงเงินที่มากกว่าเดิมด้วย
เทียนเซิ่งแคปปิตอลย่อมสามารถได้รับเงินทุนที่ได้รับมอบหมายมากขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าโกลด์แมนแซคส์จะเล่นยังไง ก็เป็นการผลักภาระความเสี่ยงไปให้นักลงทุนในตลาดทุนของอเมริกาเหนืออยู่ดี พวกเขาอยากจะบ้าคลั่งแค่ไหนก็ตามสบายเลย
หลังจากชาวต่างชาติหลายคนถือสัญญาจากไปอย่างพึงพอใจ ซูเสี่ยวม่านที่อยู่ในเหตุการณ์และแทบจะทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนมาตลอดในที่สุดก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมา เธอจ้องมองสัญญาในมือพลางกล่าวอย่างเหม่อลอยว่า "การเงินยังเล่นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว"
...







