อาบแสงอาทิตย์อัสดงยามเย็น
หลี่อี้พาลวี่จูและซู่จวินกลับมาถึงโค้งหลัวเจีย
นาข้าวที่ทอดตัวสลับซับซ้อน ต้นป็อปลาร์สูงตระหง่านเสียดฟ้า ตลอดจนแม่น้ำฮ่าวที่คดเคี้ยว และหน้าผาสูงชัน อืม หลี่อี้มองดูภาพเหล่านี้แล้วรู้สึกสบายใจเหลือเกิน
เขาคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้เสียแล้ว
หลายวันที่ผ่านมาในฉางอัน พูดตามตรงว่าเขาได้รับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่มีภาพตลาดที่คึกคักจอแจอย่างที่คิดไว้ มีเพียงกำแพงฟางที่สูงตระหง่าน ถนนที่ทอดยาวเป็นเส้นตรง และทหารอู่โหวกับทหารม้าเซียวฉีที่เดินลาดตระเวนอยู่ทั่วไป ทุกหนแห่งล้วนแสดงให้เห็นถึงการแบ่งชนชั้นที่เข้มงวด
พอตกดึกก็ห้ามออกจากบ้าน ตลาดก็เปิดเฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น
"พี่อู๋อี้"
ริมแม่น้ำมีเด็กหลายคนวิ่งพรวดพราดออกมา ทุกคนล้วนเปลือยกายล่อนจ้อน เป็นสือโถวสองพี่น้องพาเหมินซ่วนกับน้องชายมาอาบน้ำในแม่น้ำนั่นเอง
เมื่อเห็นหลี่อี้กลับมา พวกเขาก็ตื่นเต้นกันใหญ่
"กำนันหวังบอกว่าพี่ใหญ่ไปเป็นขุนนางที่ฉางอันแล้ว"
"พวกข้ายังนึกว่าพี่ใหญ่จะไม่กลับมาแล้วเสียอีก"
หลี่อี้มองดูเด็กน้อยเหล่านี้ "รีบใส่เสื้อผ้าแล้วกลับบ้านได้แล้ว ฟ้าจะมืดอยู่แล้ว ยังมัวเล่นน้ำอยู่อีก ปากเขียวหมดแล้วเห็นไหม"
เด็กๆ รีบสวมเสื้อผ้าแล้วเดินตามหลังหลี่อี้ไป
สือโถวยิ่งถึงกับวิ่งกลับบ้าน หวังจะชิงบอกข่าวดีนี้ให้ทุกคนรู้ก่อนใคร
"หลายวันที่ข้าไม่อยู่ สำนักศึกษาไม่ได้เปิดสอน พวกเจ้าแอบอู้บ้างหรือไม่ ได้ท่องตำรากันหรือเปล่า"
"พวกข้าเรียนหนังสือกันนะขอรับ ท่านต่งให้ต่งลิ่วหลางหลานชายของเขามาสอนพวกเรา" โก่วเซิ่งรีบตอบ แล้วยังเป็นแกนนำท่องคัมภีร์สามอักษร "พื้นนิสัย ล้วนใกล้ชิด เมื่อเรียนรู้ จึงห่างกัน..."
เด็กหลายคนสามารถท่องรวดเดียวได้ถึงสามสิบกว่าประโยคแล้ว หลี่อี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขายังนึกว่าช่วงหลายวันที่โรงเรียนหยุดสอน นักเรียนจะพากันไปวิ่งเล่นเป็นลิงเป็นค่างเสียอีก
เมื่อสอบถามอย่างละเอียดจึงได้รู้ว่า
เดิมทีหลังจากเขาไปก็ถือเป็นการปิดโรงเรียนชั่วคราว แต่ปรากฏว่านักเรียนก็ยังคงมาที่อารามอู๋จี๋กันหมด เพราะที่โรงเรียนมีข้าวเที่ยงให้กิน เรียนหนังสือก็ครึกครื้นสนุกสนาน ผู้ปกครองเองก็ยินดีที่เด็กๆ จะได้กินข้าวที่บ้านน้อยลงหนึ่งมื้อ อย่างไรเสียก็เรียนแค่ช่วงเที่ยง ไม่กระทบกับการทำงานที่บ้านอยู่แล้ว
"เป็นซานเหนียงที่ไปหมู่บ้านเฝิงเจียเพื่อตามหาซิ่วไฉต่งขอรับ จากนั้นซิ่วไฉต่งก็พาต่งลิ่วหลางมา เขามาสอนอยู่หนึ่งวัน หลังจากนั้นสองวันก็เป็นต่งลิ่วหลางที่มาสอน"
เดินข้ามสะพานโค้งหลัวเจีย
ที่หัวสะพานฝั่งเหนือ
หลัวซานเหนียงยืนรอต้อนรับอยู่ตรงนั้น
แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความยินดีหลังจากการจากลากันไปหลายวัน ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนไปเห็นหญิงสาวสองคนบนหลังล่อที่อยู่ด้านหลังหลี่อี้ แววตานั้นก็ชะงักงันไป
"หลายวันนี้ที่บ้านเรียบร้อยดีหรือไม่"
หลี่อี้ส่งยิ้มทักทาย
ซานเหนียงส่งเสียงอืมอย่างเหม่อลอย แต่สายตายังคงจ้องเขม็งไปที่พวกจีซื่อ
"นี่คืออวี้ซู่และซู่จวิน เป็นสาวใช้ที่ข้าพามาจากฉางอัน"
"นี่คือซานเหนียง เป็นเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนของข้า"
สาวใช้ทั้งสองกล่าวทักทายซานเหนียง
แต่ซานเหนียงกลับยืนนิ่งอึ้งไม่ตอบรับ
นางมองดูคนทั้งสองที่หลี่อี้พามา พวกนางล้วนเยาว์วัยและงดงาม ผิวพรรณก็ขาวผ่อง สวมกระโปรงหรูฉวิน คนหนึ่งใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตากลมโตดั่งผลซิ่ง เกล้าผมมวยคู่ทรงซวงเตาจี้ ดูอวบอิ่มอ่อนหวาน อีกคนใบหน้ารูปเมล็ดแตงโม นัยน์ตาหงส์ เกล้าผมมวยคู่ทรงซวงหวนวั่งเซียนจี้ ให้นความรู้สึกสงบเสงี่ยมเก็บตัวและมีกิริยาที่สง่างาม
เมื่อมองดูพวกนาง หลัวซานเหนียงก็อดรู้สึกต่ำต้อยไม่ได้
นางเกล้าผมมวยคู่ปล่อยปอยผมห้อยลงมาอย่างเรียบง่าย เสื้อผ้ายังมีรอยปะชุน เพราะต้องทำงานหนักอยู่บ่อยครั้ง ไม่เพียงแต่มือเท้าจะหยาบกร้าน ผิวพรรณก็ยังหมองคล้ำ
"ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เก็บแผงเถอะ ข้ามีของขวัญมาให้เจ้าด้วย" หลี่อี้กล่าวกับหุ้นส่วนคนนี้ ถึงแม้จะมีเรื่องกระอักกระอ่วนใจเกิดขึ้นบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นหุ้นส่วนกัน
หากเป็นแค่เพื่อนบ้านและหุ้นส่วนทำธุรกิจ ซานเหนียงนับว่าเป็นคนที่ดีมากทีเดียว
หลัวซานเหนียงรับคำอย่างเหม่อลอย ราวกับคนไร้วิญญาณ
หลี่อี้ช่วยเก็บแผงลอยที่หัวสะพาน
ทุกคนพากันเดินไปที่อารามอู๋จี๋ พอเดินมาถึงหน้าประตูเรือน หลัวซานเหนียงก็คล้ายกับเพิ่งได้สติและหยุดฝีเท้าลง
"ข้าไม่เข้าไปแล้วล่ะ อู๋อี้ เจ้าเดินทางไกลมาจากฉางอัน รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ"
"เดี๋ยวก่อน"
หลี่อี้เรียกนางไว้ ปลดห่อผ้าลงมาจากหลังม้า แล้วหยิบของขวัญที่ซื้อให้ซานเหนียงออกมา มันคือกล่องไม้ที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม
"นี่คือกล่องชาดทาปากและยาทาหน้า ข้างในมีชาดทาปากกับยาทาหน้าอยู่"
หลี่อี้เปิดกล่องออก ของข้างในนี้เขาให้จีซื่อช่วยเลือกซื้อที่ตลาดตะวันออก บรรจุชาดทาปากไว้สองชนิด ชนิดหนึ่งคือขี้ผึ้งทาปากสำหรับป้องกันริมฝีปากแห้งแตก ส่วนอีกชนิดคือลิปสติกสำหรับแต้มสีสันให้ริมฝีปาก
เหล่าสตรีชั้นสูงในราชวงศ์ถังก็ชื่นชอบการแต่งแต้มริมฝีปากมากเช่นกัน ชาดทาปากชนิดต่างๆ ล้วนมีให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย เฉดสีก็มีมากมาย ทั้งสีแดงชาด สีม่วง สีเนื้อ ไม่เพียงแต่จะมีสีสันที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังมีการเติมน้ำมันหอมระเหยนานาชนิดลงไปอีกด้วย
"ยาทาหน้าในกล่องนี้มาจากร้านยาซ่งต้าหลางซึ่งเป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในตลาดตะวันออก ได้ยินมาว่ายาทาหน้าสูตรนี้ของร้านพวกเขาเป็นตำรับของราชาโอสถซุนซือเหมี่ยว มีชื่อเรียกว่ายาทาหน้าเยวี่ยเหริน
ไม่เพียงแต่จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง บำรุงผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอยและป้องกันผิวแตกแห้งได้เท่านั้น แต่ยังสามารถลบเลือนรอยด่างดำและรักษาสิวได้อีกด้วย วัตถุดิบที่ใช้ก็ดีมาก มีทั้งไขกระดูกกวาง ชะมดเชียง ดอกพุดตาน กำซงหอม ไป๋จื่อ ตังกุย ชวนซยง และสมุนไพรเครื่องหอมอื่นๆ อีกนับสิบชนิดเลยนะ"
ชาดทาปากและยาทาหน้าเหล่านี้ มียอดขายถล่มทลายในตลาดตะวันออก ทั้งยังมีราคาแพงมากอีกด้วย
ไม่เพียงแต่วางขายให้สตรีเท่านั้น บุรุษในราชวงศ์ถังก็ยังใช้ชาดทาปากและยาทาหน้า รวมถึงเจ่าโต้ว ราชสำนักยังมีโรงผลิตโดยเฉพาะ เพื่อให้ฮ่องเต้พระราชทานแก่เหล่าขุนนาง
ได้กำไรมากกว่าฟองเต้าหู้ที่หลี่อี้ขายตั้งเยอะ
ในมุมมองของหลี่อี้ ไม่ว่าจะเป็นขี้ผึ้งทาปาก ยาทาหน้า หรือเจ่าโต้วเหล่านี้ ล้วนไม่ใช่ของที่ซับซ้อนอะไรนัก อีกทั้งไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอะไรเลย สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่การทำการตลาดมากกว่า ก็เหมือนกับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในยุคหลังนั่นแหละ
โดยเนื้อแท้แล้วก็คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวพรรณนั่นเอง
ไอ้สูตรลับหรือตำรับโน้นตำรับนี้ ที่เติมเครื่องหอมนั่นหรือสมุนไพรนี่ลงไป ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ลูกเล่นทางการตลาดเท่านั้น
สบู่หอมทับทิมแดงยี่ห้อซูฝูเจียที่หลี่อี้เคยใช้นั้น ซื้อสามก้อนก็แค่ยี่สิบหยวนเท่านั้น หากหยิบออกมาใช้ รับรองว่าจะต้องเอาชนะยาทาหน้าและเจ่าโต้วส่วนใหญ่ในตลาดตะวันออกของฉางอันได้อย่างราบคาบแน่นอน
สบู่หอมทับทิมแดงที่เขาซื้อมา ไม่เพียงแต่จะมีสีสันสวยงามและกลิ่นหอมติดทนนานเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือทำความสะอาดได้ดีเยี่ยม วางไว้ในรถยังใช้เป็นน้ำหอมปรับอากาศในรถได้เลย โฆษณาของเขายังบอกอีกว่ากลิ่นสัมผัสแรกคือส้มกับทับทิมแดง กลิ่นสัมผัสกลางคือดอกพุดตานกับลูกท้อ และกลิ่นสัมผัสสุดท้ายคืออำพันกับชะมดขาว
"ขอบใจเจ้ามาก"
หลัวซานเหนียงมองกล่องชาดทาปากที่หลี่อี้ยื่นมาให้ด้วยสีหน้าที่สลับซับซ้อน ดูออกเลยว่าของขวัญชิ้นนี้เขาตั้งใจเลือกมาให้ และมันจะต้องราคาไม่ถูกอย่างแน่นอน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ยังคงรับมันไว้
"ข้ากลับก่อนนะ ที่บ้านเพิ่งย้ายกลับไป ยังมีอีกหลายจุดที่จัดการไม่เรียบร้อย"
หลี่อี้มองตามแผ่นหลังของนางที่เดินจากไป
หวังว่านางจะปรับสภาพจิตใจได้นะ นางเป็นหญิงสาวที่ดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
เขาเองก็ไม่ได้มีความคิดแบบที่ว่า ถ้าเป็นหญิงสาวก็ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไปหรอกนะ
ไม่กลับมาหลายวัน
อารามอู๋จี๋เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ประตูเรือนถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
ประตูไม้ทั้งสองบานทั้งหนาและแข็งแรงทนทาน ช่างไม้ยังทำหลังคาคลุมประตูด้านบนแล้วปูด้วยหญ้าแห้งสีเหลืองอีกด้วย
ประตูเรือนไม่ได้ใหญ่โตนัก ไม่มีเสาไม้ทาสีดำ และไม่ใช่ประตูสีชาด ดูเหมือนประตูของบ้านครอบครัวเล็กๆ ทว่ากลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ
เมื่อผลักประตูเข้าไป
ภายในลานเรือนก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน
ห้องเล็กด้านข้างสี่ห้องและห้องตรงข้ามเรือนหลักอีกห้าห้อง ตอนที่เขาออกจากบ้านไป เพิ่งจะเริ่มก่อกำแพงอิฐดินดิบ แต่ตอนนี้ได้ก่อกำแพงเสร็จหมดแล้ว
ก็เหลือแค่รอหลี่อี้กลับมาทำพิธียกคานเท่านั้น
บ่อน้ำข้างห้องเล็กฝั่งปีกตะวันตกก็ขุดเสร็จแล้ว
ประตูห้องพักฝั่งเรือนหลักก็ติดตั้งเสร็จแล้วเช่นกัน ภายในลานเรือน ช่างไม้หลายคนยังคงพาลูกศิษย์เร่งทำเฟอร์นิเจอร์อยู่ ถ้าฟ้ายังไม่มืดก็ยังไม่เลิกงาน
ใต้ต้นแปะก๊วยและต้นเอล์มใหญ่ในลานเรือน มีชุดโต๊ะหินและม้านั่งหินเพิ่มเข้ามา นี่ก็เป็นฝีมือของช่างหินที่ถูกจ้างมาสกัดหินให้เห็นกันสดๆ เช่นกัน
ใต้ต้นพลับใหญ่ ยังมีโม่หินเพิ่มมาอีกหนึ่งอัน
โม่หินอันนี้ใหญ่กว่าโม่ทั่วไปมาก แป้นโม่มีความหนาถึงหนึ่งฉื่อ ด้านข้างของโม่หินทั้งสองด้านยังสลักลวดลายปลาแหวกว่ายในใบบัว ซึ่งแฝงความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์และเหลือกินเหลือใช้ในทุกๆ ปี
แป้นโม่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเจ็ดฉื่อ ด้านบนมีลูกกลิ้งหินน้ำหนักแปดร้อยจิน คานไม้ที่ใช้ลากโม่ทำจากไม้เอล์มแก่ที่ตากแห้งในร่ม
โม่หินอันนี้ใหญ่โตพอสมควร สามารถจินตนาการได้เลยว่าการลากแป้นโม่ที่ใหญ่ขนาดนี้เข้ามาในลานเรือน จะต้องเป็นฝีมือของทุกคนที่มาช่วยสร้างบ้าน ขุดบ่อ และทำเฟอร์นิเจอร์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ที่พากันส่งเสียงร้องตะโกนให้จังหวะและออกแรงดึงมันเข้ามาด้วยกันอย่างแน่นอน
แม้ว่าโรงทำเต้าหู้จะไม่ได้ใช้โม่หิน
แต่การสีข้าวและสีข้าวสาลีล้วนต้องใช้โม่หินทั้งสิ้น โม่หินใช้สำหรับกะเทาะเปลือก ส่วนโม่ทั่วไปใช้สำหรับบดเป็นผง
โรงทำเต้าหู้ยังคงวุ่นวายอยู่
ริมบ่อน้ำที่เพิ่งขุดเสร็จใหม่ๆ มีถังแช่ถั่วเหลืองวางอยู่เรียงราย
ที่ห้องปีกตะวันตกฝั่งหนึ่ง ลาถูกปิดตาและกำลังลากโม่เพื่อบดน้ำเต้าหู้ ส่วนในห้องครัวอีกฝั่งหนึ่ง มีกระทะเหล็กก้นแบนใบใหญ่ยี่สิบใบวางเรียงแถวหน้ากระดานกำลังต้มน้ำเต้าหู้และลอกแผ่นฟองเต้าหู้อยู่
ตอนนี้มีหญิงชาวบ้านสี่คนรับผิดชอบขั้นตอนการทำนี้ หนึ่งคนดูแลกระทะห้าใบ ซึ่งต้องควบคุมไฟให้พอดี และยังต้องลอกแผ่นน้ำเต้าหู้ที่ต้มสุกแล้วนำไปแขวนตากให้แห้งอีกด้วย
นี่เป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตและทักษะสูง หากควบคุมไฟไม่ดี ก้นกระทะก็จะไหม้ สีสันและรสชาติของฟองเต้าหู้ก็จะออกมาไม่ดี
พี่สะใภ้ทั้งสองของซานเหนียง คนหนึ่งประกบหญิงชาวบ้านหนึ่งคน ต่างก็มีความชำนาญกันมากแล้ว
หลี่อี้พาพวกจีซื่อเดินชม พลางไต่ถามสถานการณ์ไปด้วย
ข้างกระทะแต่ละใบมีลำไม้ไผ่แขวนอยู่สี่อัน บนนั้นแขวนแผ่นน้ำเต้าหู้ที่ตักขึ้นมา ภายในห้องมีไอร้อนลอยคละคลุ้ง แม้จะตกเย็นแล้ว แต่หญิงหลายคนก็ยังคงร้อนจนเหงื่อท่วมตัว
เนื่องจากอากาศร้อนจัด พวกนางจึงสวมเพียงเสื้อผ้าชุดเล็กเนื้อบางเบา
"ตอนนี้น้ำเต้าหู้หนึ่งกระทะของเรามีน้ำหนักสามสิบจิน สามารถลอกฟองเต้าหู้ได้สามสิบแผ่นเจ้าค่ะ"
สิบแผ่นแรก ถือเป็นสินค้าชั้นยอด สีจะออกเหลืองอ่อน สิบแผ่นตรงกลาง เป็นสินค้าชั้นกลาง สีเหลืองทอง ส่วนสิบแผ่นสุดท้าย สีจะค่อนข้างคล้ำ เป็นสินค้าชั้นล่าง
คุณภาพของฟองเต้าหู้ขึ้นอยู่กับการต้มน้ำเต้าหู้และการลอกแผ่นฟองเต้าหู้ ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จมีอยู่สามประการ หนึ่งคือหลังจากอุณหภูมิของเตาลดลงแล้ว หากเติมถ่านไม่ทันและอุณหภูมิภายในกระทะแตกต่างกันมากเกินไป มันจะกลายเป็นเต้าฮวยและไม่จับตัวเป็นแผ่น สองคือหากอุณหภูมิของกระทะยังไม่ลดลงแล้วยังคงต้มต่อไป ก็จะทำให้ก้นกระทะไหม้ ทั้งปริมาณการผลิตและคุณภาพก็จะลดลง และอีกประการหนึ่งคือต้องตักฟองขาวในกระทะออกให้หมด มิฉะนั้นก็จะส่งผลต่อการจับตัวเป็นแผ่นเช่นกัน
หากใช้คำพูดของพี่สะใภ้ใหญ่ล่ะก็
ตอนนี้พวกนางจับจุดสังเกตได้หมดแล้ว และสามารถแปรรูปได้อย่างชำนาญ
"ผู้ใหญ่บ้าน วิธีการเคลือบน้ำเต้าหู้ที่ท่านบอกไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้พวกเราก็ทำได้อย่างชำนาญแล้ว ถั่วแห้งหนึ่งจินสามารถทำฟองเต้าหู้เพิ่มได้ถึงสองตำลึงเลยนะเจ้าคะ"
น้ำเต้าหู้ไม่สามารถนำมาต้มจนเป็นแผ่นและตักฟองเต้าหู้ได้ทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วจะเหลือน้ำเต้าหู้ทิ้งที่ไม่อาจจับตัวเป็นแผ่นได้อีกเป็นจำนวนมาก
เดิมทีถั่วหนึ่งจินสามารถทำฟองเต้าหู้ได้เพียงสิบตำลึง น้ำเต้าหู้ทิ้งที่เหลือ นอกเหนือจากเก็บไว้ดื่มเองแล้ว ก็ทำได้เพียงนำไปเป็นอาหารให้ลา วัว และม้าเท่านั้น
แต่ตอนนี้หลังจากใช้วิธีการเคลือบน้ำเต้าหู้ของหลี่อี้แล้ว ปริมาณการผลิตยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกสองตำลึง
วิธีนี้ไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่นำฟองเต้าหู้ที่ตักขึ้นมาไปตากลมให้แห้งประมาณเจ็ดถึงแปดส่วน จากนั้นนำไปจุ่มลงในน้ำเต้าหู้ทิ้งที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนข้น เพื่อเคลือบน้ำเต้าหู้ทับไปอีกหนึ่งชั้น
นี่นับว่าเป็นการนำน้ำเต้าหู้ทิ้งกลับมาใช้ใหม่ ช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มปริมาณการผลิต ในขณะเดียวกัน หลังจากเคลือบน้ำเต้าหู้ที่ข้นแล้ว จะทำให้ชั้นของฟองเต้าหู้มีความหลากหลายมากขึ้น กลิ่นหอมของถั่วก็เข้มข้นขึ้น และรสชาติก็จะเหนียวนุ่มยิ่งขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟองเต้าหู้สิบแผ่นสุดท้ายนั้น คุณภาพกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในช่วงแรกได้ผลผลิตแปดตำลึง หลังจากที่ทำจนชำนาญ ถั่วหนึ่งจินก็ได้ผลผลิตถึงสิบตำลึง ส่วนตอนนี้ถั่วหนึ่งจินได้ผลผลิตสิบสองตำลึง ฟองเต้าหู้หนึ่งจินขายได้สองร้อยสี่สิบอีแปะ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาสองตำลึงนี้ สามารถเพิ่มกำไรได้หลายสิบอีแปะเลยทีเดียว
"ลำบากพวกเจ้าแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รอง ข้าตกรางวัลให้พวกเจ้าคนละสองเซิง เป็นข้าวฟ่าง ส่วนท่านป้าหง พวกเจ้าสองคน ข้าตกรางวัลให้คนละหนึ่งเซิงเป็นข้าวฟ่าง หลังจากนี้ ค่าจ้างรายเดือนของพวกเจ้า ข้าจะเพิ่มข้าวฟ่างให้อีกคนละหนึ่งโต่ว"
ด้วยความดีใจ หลี่อี้จึงมอบรางวัลให้อย่างใจป้ำ
หญิงทั้งสี่คนร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ อาการแสบตาจากควันไฟและความเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว ในยามนี้ล้วนคุ้มค่าแล้ว
"พวกเราจะตั้งใจทำงานอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
"จริงสิ วันนี้ทำไมถึงดึกป่านนี้แล้ว ยังคงทำฟองเต้าหู้อยู่อีกเล่า"
"ช่วงนี้ฟองเต้าหู้ขายดีมากเจ้าค่ะ ตอนนี้วัดหม่าถีต้องการวันละหลายสิบจินเลยนะเจ้าคะ แล้วก็ยังมีตระกูลตู้และตระกูลเว่ยที่มาขอซื้ออยู่ตลอด วัดใหญ่หลายแห่งทางฝั่งฝานชวนก็มาขอซื้อด้วย พวกเขาต้องการเยอะมาก พวกเราทำไม่ทันจริงๆ เจ้าค่ะ
ท่านปู่ของข้าก็เลยให้ช่างไม้เร่งสร้างห้องอบ ตอนนี้ไม่เพียงแต่ตอนกลางวันจะทำฟองเต้าหู้ตากลมและตากแดดเท่านั้น แต่ตอนกลางคืนก็ยังทำฟองเต้าหู้ โดยใช้ฟืนอบให้แห้งอีกด้วยเจ้าค่ะ"
หลี่อี้กล่าวปนรอยยิ้ม "ตอนนี้พวกเรามีกระทะแค่ยี่สิบใบ จะทำงานติดต่อกันไม่หยุดก็ไม่ได้นะ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ตักกระทะนี้เสร็จก็พักผ่อนกันเถอะ เงินทองหาเท่าไรก็ไม่จบไม่สิ้นหรอก"
"ผู้ใหญ่บ้าน ท่านรีบสั่งทำกระทะเหล็กเพิ่มมาอีกเถอะเจ้าค่ะ พวกเราหนึ่งคนสามารถคุมกระทะได้สิบใบเลยนะเจ้าคะ" พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองที่เพิ่งได้รับรางวัลรีบกล่าว
"เอาล่ะ เดี๋ยวข้าจะไปสั่งทำ"
หลังจากทำจนชำนาญ กระทะหนึ่งใบสามารถผลิตฟองเต้าหู้ได้กว่าสิบจินต่อวัน หากมีกระทะยี่สิบใบ ปริมาณการผลิตจะสูงถึงสองร้อยหรือสามร้อยจิน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก กำไรขั้นต้นต่อวันก็จะเกินหลายหมื่นอีแปะ รวยเละเลยทีเดียว ทว่าเมื่อนึกถึงว่ากระทะหนึ่งใบมีราคาเท่ากับวัวหนึ่งตัว หลี่อี้ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอีกครั้ง
หากต้องซื้อกระทะเพิ่มอีกสิบใบ ก็ต้องใช้ผ้าแพรถึงหนึ่งร้อยพับ
แค่คิดก็ปวดใจแล้ว
"ลวี่จู เดี๋ยวข้าจะเอาเงินทองและผ้าแพรของที่บ้านมาให้เจ้าเก็บรักษาไว้ ส่วนซู่จวิน เจ้ามีหน้าที่ทำบัญชี"
คนหนึ่งเป็นพนักงานเก็บเงิน อีกคนเป็นพนักงานบัญชี พนักงานเก็บเงินดูแลเรื่องเงินทองและสิ่งของ ส่วนพนักงานบัญชีรับผิดชอบเรื่องการจดบันทึกและตรวจสอบบัญชี
สาวใช้ทั้งสองต่างก็รู้สึกสงสัยมาตลอดตั้งแต่เข้ามาในลานเรือน ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าหลี่อี้ไว้วางใจพวกนางถึงเพียงนี้ และยังมอบหมายหน้าที่สำคัญให้อีก พวกนางก็รู้สึกทั้งตกใจและดีใจ







