จีซื่อมักจะชอบใช้แพรบางปิดบังใบหน้า เวลาออกนอกบ้านต้องสวมหมวกมี่หลี แม้แต่อยู่ในบ้านก็ยังสวมผ้าคลุมหน้า
ทีแรกหลี่อี้ยังคิดว่าบนใบหน้าของจีซื่อมีแผลเป็นจนเสียโฉมเสียอีก
"เจ้าถอดผ้าคลุมหน้าออกเถิด"
เมื่อจีซื่อปลดผ้าคลุมหน้าออก หลี่อี้ถึงเพิ่งพบว่าใบหน้าของจีซื่อหมดจดเกลี้ยงเกลา
ใบหน้าขาวกระจ่าง ดวงตาดำขลับ รูปตาดั่งหงส์ คิ้วดุจใบหลิว
นี่มันหญิงงามชัดๆ
เครื่องหน้างดงามดั่งภาพวาด รูปร่างสูงโปร่ง แฝงความงามอ่อนช้อยที่ยากจะอธิบายได้ ดูสง่างามยิ่งนัก
หลี่อี้ถึงกับกล่าวได้ว่า นางงดงามเหนือกว่าลวี่จูที่เคยมีสัมพันธ์แนบชิดกับตนไปอีกระดับหนึ่ง
หลี่อี้มองใบหน้าของนางจนถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
จีซื่อสวมผ้าคลุมหน้ากลับเข้าไปเงียบๆ
"เจ้าสวมผ้าคลุมหน้านี้ช่างทำให้บดบังความงามไปไม่น้อย งดงามถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องสวมผ้าคลุมหน้าอยู่ตลอดเวลาเล่า"
"ข้าน้อยเป็นเพียงทาสรับใช้ต่ำต้อยเจ้าค่ะ"
"วันหน้าเวลาอยู่บ้าน เจ้าไม่ต้องใช้ผ้าปิดบังใบหน้าอีก"
"เจ้าค่ะ"
จีซื่อถูกหลี่อี้จ้องมองจนรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง ใบหน้าและใบหูแดงซ่าน
หลี่อี้ยิ้มบาง
เขาเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "เจ้างดงามถึงเพียงนี้ เหตุใดอยู่ในวังจึงไม่ได้รับเลือกเป็นพระสนมเล่า"
นางกำนัลตำหนักเย่ถิงแม้ส่วนมากจะเป็นสตรีต้องโทษ ทั้งภรรยา อนุภรรยา และบุตรสาวของขุนนางที่ทำผิด แต่คนอายุน้อยจำนวนไม่น้อยก็ถูกฮ่องเต้ต้องพระทัยและเรียกถวายงานจริงๆ หรือไม่ก็ถูกพระราชทานให้เป็นอนุภรรยาขององค์ชายและขุนนาง
ตัวอย่างเช่นบุตรสาวอนุภรรยาของหยางซู่ ตอนอายุสิบสองปีเนื่องจากหยางเสวียนกั่นผู้เป็นพี่ชายก่อกบฏล้มเหลว จึงถูกริบเข้าตำหนักเย่ถิง จากนั้นปีนี้หลี่ยวนตั้งตนเป็นฮ่องเต้ ก็รับหยางซื่อวัยสิบหกปีเข้าวังหลัง แต่งตั้งเป็นพระสนมหยาง (หยางผิน) ยังมีหยางซื่ออีกท่านหนึ่ง หากนับตามศักดิ์แล้วเป็นท่านอาหญิงของพระสนมหยาง แต่อายุยังน้อยกว่าพระสนมหยางเสียอีก เดิมทีเป็นท่านหญิงแห่งราชวงศ์สุย ภายหลังมีส่วนพัวพันกับการกบฏของหยางเสวียนกั่นจึงถูกริบเข้าตำหนักเย่ถิง หลังจากหลี่ยวนขึ้นครองราชย์ก็รับนางผู้นี้เข้าวังหลังเช่นกัน ในวังเรียกขานว่าพระสนมหยางน้อย (เสี่ยวหยางผิน)
ตามเหตุผลแล้ว ในเมื่อหลี่ยวนรับหยางซื่อผู้พี่และผู้น้องที่เป็นทาสในตำหนักเย่ถิงมาเป็นพระสนม เหตุใดจึงไม่รับจีซื่อไว้ด้วย จีซื่อแม้อายุมากกว่าหยางซื่อผู้พี่และผู้น้องอยู่หลายปี แต่จีซื่อก็เพิ่งจะอายุสิบเก้า รูปโฉมก็นับว่างดงามยิ่งนัก
จีซื่อกล่าวว่า "พระสนมหยางผู้พี่และผู้น้องก่อนเข้าตำหนักเย่ถิงยังไม่เคยออกเรือน อีกทั้งพวกนางล้วนมาจากชาติตระกูลสูงส่งอย่างตระกูลหยางแห่งหงหนงเจ้าค่ะ"
พอพูดเช่นนี้ หลี่อี้ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมาก ตระกูลหยางแห่งหงหนงคือหนึ่งในหกตระกูลใหญ่แห่งกวนจง พระสนมหยางผู้พี่ยังเป็นถึงบุตรสาวของหยางซู่ ตระกูลหยางแห่งหงหนงไม่เพียงเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ก่อน ปัจจุบันก็ยังคงเป็นตระกูลมหาอำนาจชั้นนำ หลี่ยวนหลังจากเข้าครอบครองกวนจง การรับหยางซื่อผู้พี่และผู้น้องเป็นพระสนมก็เพื่อดึงสกุลหยางมาเป็นพวก
ในประวัติศาสตร์หลังจากหลี่ยวนเข้าสู่ฉางอัน อันที่จริงแม้อายุมากแล้วก็ยังรับสตรีจากตระกูลชั้นสูงเข้ามาไม่น้อย อย่างเช่นพระสนมเซวียเจี๋ยอวี้ ซึ่งเป็นบุตรสาวของเซวียเต้าเหิง ปรมาจารย์แห่งวงการวรรณกรรมในยุคนั้น สกุลเซวียแห่งเหอตงก็เป็นตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงระดับแผ่นดิน
พระสนมอวี่เหวินเจาอี๋นั้น หลังจากอวี่เหวินฮั่วจี๋พ่ายศึก อวี่เหวินซื่อจี๋ก็พาน้องสาวหนีมายังกวนจงเพื่อพึ่งพิงหลี่ยวน แล้วยกน้องสาวให้แต่งเข้าวังประหนึ่งเป็นของขวัญ
พระสนมชุยผินเป็นสตรีสกุลชุยแห่งป๋อหลิงซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ ส่วนพระสนมจางผินคือสตรีสกุลจางแห่งอู๋จวิ้นที่หลี่ยวนรับเข้ามาเพื่อซื้อใจเหล่าบัณฑิตแห่งเจียงหนาน
พระสนมกัวเจี๋ยอวี้มาจากสกุลกัวแห่งเหอตง พระสนมหวังเหม่ยเหรินมาจากสกุลหวังแห่งไท่หยวน
ส่วนพระสนมอิ่นเต๋อเฟยและพระสนมจางเจี๋ยอวี้ที่ทำให้วังหลวงปั่นป่วนในช่วงปลายรัชศกอู่เต๋อ ก็คือนางกำนัลที่เผยจี้ ผู้ดูแลวังจิ้นหยางแอบส่งมาให้ตอนที่หลี่ยวนเป็นผู้รักษาการเมืองไท่หยวน
หากใช้คำพูดของจีลิ่งอี๋ คนเป็นฮ่องเต้นั้นไม่เคยขาดแคลนหญิงงามเลยแม้แต่น้อย
หลี่ยวนรับนางกำนัลจากตำหนักเย่ถิงเป็นพระสนมจริง ทว่านั่นก็เป็นเพราะชาติตระกูลของอีกฝ่าย ส่วนจีซื่อนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่มีพื้นเพครอบครัวเช่นนั้น
อีกทั้งนางยังเคยออกเรือนมาแล้ว
หลี่อี้กลับรู้สึกว่าการเคยออกเรือนมาแล้วไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด
หลี่ยวนใช่ว่าจะไม่เคยรับคนที่เคยออกเรือนแล้วเสียหน่อย อย่างเช่นพระสนมมั่วผิน นางเป็นภรรยาขุนนางราชวงศ์ก่อน ตอนที่หลี่ยวนรับนางเข้าวังหลัง นางก็อายุสามสิบเอ็ดแล้ว ภายหลังยังให้กำเนิดจิงอ๋องหลี่หยวนจิ่งแก่หลี่ยวนด้วย
คงกล่าวได้เพียงว่านางกำนัลในตำหนักเย่ถิงมีมากเกินไป หญิงงามก็เยอะ หลี่ยวนเพิ่งจะได้เป็นฮ่องเต้ ชั่วขณะย่อมดูแลไม่ทั่วถึง
เช่นนี้กลับกลายเป็นโชคดีของหลี่อี้แล้ว
หลังจากอยู่ร่วมกับจีซื่อมาระยะหนึ่ง หลี่อี้ก็พบว่านางไม่เพียงอ่านออกเขียนได้ แต่ยังแตกฉานในคัมภีร์ประวัติศาสตร์ ย่อมต้องมาจากชาติตระกูลชนชั้นสูงเป็นแน่ มิเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เกี่ยวดองกับบุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่หลี่จื่อสยง
"เรื่องราวครอบครัวของเจ้า เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่"
ตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงที่แซ่จี หลี่อี้นึกไม่ออกจริงๆ
จีลิ่งอี๋เงียบไปเนิ่นนาน ในที่สุดถึงเพิ่งเอ่ยปาก "ข้าน้อยมาจากสกุลจีแห่งลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน เป็นตระกูลขุนศึกมาหลายชั่วอายุคน ภายหลังครอบครัวย้ายมาอยู่ที่ฉางอัน ทวดของปู่ทวดนามว่าเลี่ยง เป็นข้าหลวงมณฑลเยียนโจวแห่งราชวงศ์เว่ยตะวันตก ปู่ทวดนามว่าเจ้า เป็นซื่อจงแห่งราชวงศ์โจวเหนือ ข้าหลวงมณฑลยงโจวและตงหยางจวิ้นไคกั๋วกง
ท่านปู่นามว่าเวย เป็นซือนงชิงและเฝินหยวนจวิ้นกงแห่งราชวงศ์สุย บิดาผู้ล่วงลับนามว่าเฉวียน เป็นอิงหยางหลางเจียงแห่งราชวงศ์สุยเจ้าค่ะ..."
หลี่อี้ได้ยินชาติตระกูลอันเรืองรองนี้ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เป็นตระกูลขุนศึกหลายชั่วอายุคนจริงๆ ตั้งแต่เว่ยเหนือเรื่อยมาจนถึงเว่ยตะวันตก โจวเหนือ และสุย ทุกยุคทุกสมัยล้วนเป็นถึงผู้บัญชาการ ข้าหลวง กงโหว และแม่ทัพ มิเช่นนั้นนางก็คงไม่คู่ควรกับบุตรชายของแม่ทัพใหญ่หลี่จื่อสยง
เพียงแต่หลี่อี้ไม่มีความคุ้นเคยกับชื่อของจีเวยหรือจีเฉวียนเหล่านี้เลย
ตกกลางคืน
หลี่อี้ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านของหวังต้าหลาง ได้ไปหาหวังต้าหลางเพื่อสืบถามเรื่องจีเวย
"นางกำนัลตำหนักเย่ถิงที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เจ้าผู้นั้น หรือว่าจะเป็นหลานสาวของจีเวย"
"ขอรับ"
"ซี้ด!" หวังต้าหลางสูดลมหายใจเย็นเฮือก "คิดไม่ถึงจริงๆ"
"จีเวยคือผู้ใดหรือขอรับ"
"นั่นน่ะเป็นบุคคลใหญ่โตในอดีตเลยเชียวล่ะ พูดเช่นนี้ก็แล้วกัน จีเวยมาจากตระกูลขุนศึกแห่งกวนหลง ช่วงต้นรัชศกไคหวงก็รับราชการในตำหนักบูรพา เป็นขุนนางคนสนิทที่ไว้ใจได้ขององค์รัชทายาทหยางหย่งมาโดยตลอด รัชศกเหรินโซ่วดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างจั่วเวยซ่วยขององค์รัชทายาท ทว่าตอนที่จิ้นอ๋องหยางก่วงแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท เขากลับถูกซื้อตัว ถึงช่วงเวลาสำคัญก็ออกมาปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายป้ายสีความผิดขององค์รัชทายาท
ต่อมาหยางหย่งถูกปลด ฮ่องเต้รัชศกต้าเยี่ยขึ้นครองราชย์ จีเวยก็อาศัยความชอบนี้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ สกุลจีก็กลายเป็นผู้มีอำนาจบารมีอันเรืองรองในราชสำนัก
น้องสาวของจีเวยแต่งงานกับไท่ผูชิงหยวนจื้อแห่งราชวงศ์สุย เขายังยกหลานสาวให้แต่งกับบุตรชายคนรองของแม่ทัพใหญ่หลี่จื่อสยง อีกทั้งยังหมั้นหมายหลานชายคนโตกับหลานสาวของโต้วหรงติ้งพี่เขยของฮ่องเต้เหวินตี้ และยังมีหลานสาวอีกคนยกให้แต่งกับหลานชายของหลี่หยวนทงราชเลขาธิการกรมอาญา สรุปว่าปีนั้นจีเวยรวมถึงอวี่เหวินซู่ ต้วนต๋า และคนอื่นๆ ล้วนได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้รัชศกต้าเยี่ย อำนาจบารมีร้อนแรงยิ่ง"
ในที่สุดก็ทำความเข้าใจกับชาติตระกูลของจีซื่อได้อย่างกระจ่าง
"ตอนนี้สกุลจียังมีผู้ใดอยู่อีกบ้างขอรับ"
"จีเวยกับจีเฉวียนล้วนล่วงลับไปแล้ว ตอนนี้สกุลจีเหลือเพียงคนรุ่นหนุ่มสาว จีเวินหลานชายสายตรงคนโตของจีเวย แต่งกับบุตรสาวคนที่หกของโต้วจิ้นราชเลขาธิการกรมมหาดไทยคนปัจจุบัน โต้วจิ้นก็คือน้องชายร่วมอุทรของโต้วค่างอัครเสนาบดีน่าเหยียนในเวลานี้"
โต้วค่างสองพี่น้องคือลูกพี่ลูกน้องของโต้วซื่อภรรยาของหลี่ยวน ยิ่งไปกว่านั้นโต้วค่างยังเป็นสหายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กกับหลี่ยวนอีกด้วย
ตระกูลโต้ว เวลานี้ในราชสำนักถือว่าเรืองอำนาจยิ่งนัก
โต้วเวยอัครเสนาบดีเน่ยสื่อลิ่งที่เพิ่งล้มป่วยเสียชีวิตไปไม่นานมานี้ ก็เป็นท่านอาของโต้วค่าง โต้วกุ่ยจ้านกั๋วกงและผู้บัญชาการฉินโจวที่เมื่อต้นปีเพิ่งเอาชนะทัพจีหูนับหมื่นนายที่เว่ยเป่ยได้อย่างราบคาบ ก็คือหลานชายแท้ๆ ของโต้วเวย
"ปัจจุบันจีเวินดำรงตำแหน่งอันใดหรือขอรับ"
"เรื่องนี้ข้าไม่รู้ พรุ่งนี้ข้าจะช่วยเจ้าสืบถามดู อาจจะรับราชการอยู่ที่ฉีโจว โต้วจิ้นแต่เดิมเป็นเจ้าเมืองฝูเฟิง หลังจากฝ่าบาทเข้าสู่กวนจง ก็นำเมืองมาสวามิภักดิ์"
"เช่นนั้นรบกวนพี่หวังช่วยข้าสืบถามเรื่องของจีเวินและสกุลจีหน่อยนะขอรับ"
อย่างไรเสีย จีเวินก็เป็นพี่ชายของจีซู่จวิน สกุลจีก็คือครอบครัวเดิมของนาง
ลิ่งสื่อหวังทอดถอนใจ "ผู้ใดจะคาดคิด คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในวันวาน เคยแต่งเข้าตระกูลมหาเศรษฐี แต่กลับต้องเป็นทาสในตำหนักเย่ถิงถึงห้าปี"
หลี่อี้พยักหน้า นั่นสิ ตอนนี้ยังมาเป็นทาสรับใช้ให้เขาหลี่อี้อีกด้วย
ในยุคศักดินา ไม่มีการพูดถึงเรื่องความผิดไม่ตกถึงครอบครัวหรอก หากรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกัน หากพินาศก็พินาศด้วยกันทั้งสิ้น
ตอนนั้นแม้สกุลจีจะไม่ถูกพัวพันจากการกบฏของหลี่จื่อสยง แต่พอสองพ่อลูกจีเวยเสียชีวิต สกุลจีก็เหลือเพียงคนรุ่นหลังไม่กี่คน ยากจะค้ำจุนกิจการของตระกูลได้ อีกทั้งยังมาพบกับช่วงแผ่นดินจลาจล พวกพี่น้องอย่างจีเวิน จีซือกง จีซือจง จีซืออี้ ก็ไร้ที่พึ่งพิงเช่นกัน
โชคดีที่เมื่อหลายปีก่อนสกุลจีได้จัดการหมั้นหมายที่ดีให้กับจีเวิน อาศัยการสนับสนุนจากโต้วจิ้นผู้เป็นพ่อตา ก็ถือว่ามีร่มโพธิ์ร่มไทรคอยปกป้อง
แต่จีซู่จวินที่แต่งงานกับบุตรชายของหลี่จื่อสยงนั้นช่างน่าเวทนานัก แต่งงานได้ไม่ถึงเดือนก็พลอยร่างแหถูกริบเป็นทาสในตำหนักเย่ถิงเสียแล้ว
"เจ้าลาออกจากราชการจริงๆ หรือ"
"ขอรับ ลาออกแล้ว ฝ่าบาททรงทราบแล้ว อีกทั้งยังทรงอนุญาตแล้ว นี่มิใช่เพิ่งพระราชทานยาหลวงให้ข้ามาเทียบหนึ่งหรือขอรับ"
โสม เขากวางอ่อน กาวหนังสัตว์ ล้วนแต่เป็นของบำรุงชั้นยอด
ฮ่องเต้หลี่ยวนผู้นี้ช่างไร้ที่ติจริงๆ ไม่เพียงไม่เอาผิดหลี่อี้ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กลับยังมอบรางวัลให้ คนเช่นนี้หากไม่ได้เป็นฮ่องเต้ แล้วผู้ใดจะเหมาะสมเล่า
หลี่มี่ที่แย่งชิงฐานที่มั่นหวากัง หรือว่าหวังซื่อชงที่พร่ำบ่นไม่รู้จักจบสิ้น
หวังต้าหลางบอกได้คำเดียวว่าไม่อาจเข้าใจหลี่อี้ได้ หากเขามีโอกาสได้เป็นขุนนางตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทละก็ เขาจะไปรังเกียจว่าขั้นต่ำหรือไม่มีอำนาจที่แท้จริงได้อย่างไร
"พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะกลับชนบทแล้ว หลายวันนี้รบกวนพี่ต้าหลางแล้วขอรับ"
"จะพูดคำที่ห่างเหินเช่นนี้ไปไย วันหน้ามาฉางอัน ก็มาพักที่บ้านได้เต็มที่เลย"
"ส่วนลวี่จู ให้อยู่ที่นี่ดีกว่ากระมังขอรับ" หลี่อี้กล่าว
"ของขวัญที่มอบให้ไปแล้ว จะมีที่ไหนให้เก็บคืนเล่า เจ้าทำเช่นนี้มิใช่หักหน้าข้าหรือ หากเจ้ารู้สึกว่าลวี่จูมาจากเผ่าอนารยชน หรือรู้สึกว่านางปรนนิบัติไม่ดี เจ้าก็เอานางไปขายเสียโดยตรงเลยก็แล้วกัน"
"ก็มิใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ลวี่จูดีมาก" หลี่อี้กล่าว
เขาก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ที่หวังต้าหลางมอบสาวใช้ให้เขา ก็เป็นเพราะเห็นเขาได้เป็นขุนนาง อยากจะลงทุนล่วงหน้า บัดนี้เขาลาออกจากขุนนางไม่ทำแล้ว เรื่องนี้ก็เลยน่ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ยามค่ำคืน
ลวี่จูเดินผ่านหน้าจีซู่จวินด้วยท่าทีที่แอบได้ใจอยู่บ้าง ควงแขนหลี่อี้เดินเข้าห้องนอนไป
ร่างกายอันอ่อนเยาว์นี้ พอได้ลิ้มลองรสชาติ ก็ชักจะควบคุมไม่อยู่ ติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น
พายุกระหน่ำอยู่หลายระลอกตลอดทั้งคืน
รุ่งสางจึงตื่นสายอีกแล้ว
หลังจากหลี่อี้ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็กล่าวลาหวังต้าหลาง ส่วนกำนันหวังนั้นกลับบ้านไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
"อยู่ต่ออีกสักสองสามวันสิ"
"ไม่ล่ะขอรับ ออกมาหลายวัน สถานศึกษาก็หยุดเรียนมาหลายวันแล้ว"
หลี่อี้จูงม้า พาสองสาวใช้เดินออกจากประตูไป ก่อนอื่นไปที่ตลาดตะวันตกที่อยู่ใกล้เคียง
ซื้อล่อมาก่อนสองตัว นอกจากจะให้ทั้งสองคนขี่กลับบ้านได้แล้ว เวลากลับไปถึงยังสามารถใช้ลากโม่ในโรงปฏิบัติงานได้ด้วย จากนั้นไปร้านพู่กัน ซื้อพู่กันมาจำนวนหนึ่ง แล้วก็หาซื้อแท่งหมึกมาอีกเล็กน้อย
เดินเตร็ดเตร่อยู่ครู่หนึ่ง
จึงออกเดินทางกลับบ้าน
"เจ้าอยากจะกลับไปดูสกุลจีก่อนหรือไม่ ได้ยินว่าสกุลจีอยู่ในตรอกหลี่เฉวียนทางทิศเหนือของตลาดตะวันตก"
ซู่จวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายหน้า
"ช่างเถิดเจ้าค่ะ"
"พี่ชายเจ้าอาจจะรับราชการอยู่ฉีโจว แต่ในบ้านก็น่าจะยังมีคนอยู่นะ" หลี่อี้กล่าว
ซู่จวินเปลี่ยนท่าทีเป็นเด็ดเดี่ยว "ไม่ไปเจ้าค่ะ ข้าน้อยถูกริบเข้าตำหนักเย่ถิงมาห้าปี สกุลจีไม่เคยมีผู้ใดมาเยี่ยมเยียนข้าน้อยเลยสักครั้งเดียว ไม่เคยเขียนจดหมายมาหา ไม่เคยฝากคำพูดมาถึงเลยแม้แต่คำเดียว สกุลจีตอนที่ครอบครัวสามีของข้าน้อยถูกริบทรัพย์ ก็ขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ตัดขาดจากข้าน้อยไปแล้ว พวกเขาไม่เห็นข้าน้อยเป็นลูกสาวสกุลจีมาตั้งนานแล้ว"
"ข้าน้อยไม่มีบ้านมาตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้วเจ้าค่ะ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในดวงตาของนางก็มีหยาดน้ำตาเอ่อล้น
เมื่อก่อนท่านปู่ท่านย่าที่รักนางที่สุดในบ้านก็ล่วงลับไปนานแล้ว บิดามารดาก็ไม่อยู่แล้ว แม้ในบ้านจะยังมีท่านลุงท่านอาและพี่น้อง แต่พวกเขากลับทอดทิ้งและหลงลืมนางไปนานแล้ว
นางยังจะกลับไปอีกทำไมกันเล่า
บัดนี้นางเป็นเพียงทาสรับใช้คนหนึ่ง แม้จะกลับไป ก็เกรงว่าจะไม่เป็นที่ต้อนรับ แล้วจะกลับไปให้ตัวเองเจ็บช้ำอีกครั้งเพื่ออันใด
หลี่อี้รู้สึกว่าตอนนั้นที่สกุลจีตัดขาดกับนาง บางทีอาจจะเพียงถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์ แต่การที่ตลอดห้าปีมานี้ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง หรือแม้กระทั่งจดหมายสักฉบับก็ยังไม่มี
ก็ทำเกินไปจริงๆ
"เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิด"
ทั้งสามคนหอบหิ้วสิ่งของห่อเล็กห่อใหญ่ที่เพิ่งหาซื้อมา ขี่ม้าและล่อออกจากเมืองฉางอัน มุ่งหน้าไปทางทิศใต้มุ่งสู่ลำธารอวี้ซิ่วตลอดเส้นทาง







