พาพวกนางทั้งสองเดินดูรอบๆ ลานบ้านเล็กๆ จนทั่ว
พวกนางทั้งสองล้วนชอบที่นี่มาก แม้อวี้ซู่จะเกิดในครอบครัวขุนนางซินหลัว และเคยเป็นสาวใช้ในจวนแม่ทัพกัว แต่หลังจากผ่านเคราะห์กรรมในคุกมาช่วงหนึ่ง นางกลับชอบลานบ้านในชนบทแห่งนี้มากกว่า อย่างน้อยมองดูแล้วก็รู้สึกสงบสุขปลอดภัยกว่า
ส่วนจีซู่จวินที่เพิ่งออกมาจากตำหนักเย่ถิง ช่วงสิบเก้าปีที่ผ่านมาชีวิตพลิกผันขึ้นลงอย่างหนัก ตอนนี้ยิ่งต้องการชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขมากขึ้น
พอหลี่อี้กลับมา ทั่วทั้งลานบ้านก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
ซิ่วจือกำลังยุ่งกับการต้มน้ำใบจิงจูฉ่ายให้หลี่อี้ นางบอกว่าเดินทางไกลกลับมา ต้องอาบน้ำให้สบายตัว ส่วนเด็กหญิงหลานเซียงก็ยุ่งอยู่กับการทำกับข้าว พวกนางกินกันง่ายๆ ไปแล้ว ตอนนี้กลับมากำลังต้มฟองเต้าหู้ ผัดถั่วงอก ทอดไข่ดาว ต้มซุปเต้าหู้พอง ผัดผักบุ้ง
เด็กสาวผมเหลืองตอนนี้ก็พอจะสะบัดกระทะเป็นบ้างแล้ว กระทะผัดเหล็กหล่ออยู่ในมือนางก็ดูทะมัดทะแมงไม่เบา
เป็นกับข้าวธรรมดาในบ้าน
แต่จีซู่จวินกินแล้วกลับอยากจะร้องไห้ ในลานบ้านแห่งนี้และจากตัวหลี่อี้ นางสัมผัสได้ถึงความห่วงใยและความอบอุ่นอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่ถูกส่งเข้าตำหนักเย่ถิง ตลอดห้าปีที่ผ่านมา นางต้องทนทุกข์ทรมานมาอย่างยากลำบาก เคยมีความคิดอยากฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง และเสียน้ำตาในความมืดมิดยามค่ำคืนมานับไม่ถ้วน
แต่ท้ายที่สุดนางก็ผ่านมันมาได้ เลิกร้องไห้ และกลายเป็นคนเข้มแข็ง
นางเคยบอกตัวเองว่า ผ่านความทุกข์เหล่านี้มาได้เพียงลำพัง ก็ไม่ต้องการความหวานแหววจากใครอีกแล้ว
แต่วันนี้นางกลับควบคุมตัวเองไม่ได้เลย
เดิมทีคิดว่าจะไม่มีความทุกข์ยากใดทำให้นางหลั่งน้ำตาได้อีก นึกไม่ถึงว่าเมื่อแสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องเข้ามาในหัวใจที่ถูกแช่แข็ง กลับมีอานุภาพมากมายถึงเพียงนี้
"กินให้มากหน่อย ดูเจ้าสิหน้าซีดเซียว ขาดสารอาหารเกินไปแล้ว เส้นผมก็แห้งเหลืองแตกปลายไปหมด"
ประโยคเดียวก็ทำให้ลวี่จูหึงหวงยิ่งนัก นางรู้สึกว่าตัวเองติดตามนายท่านมาก่อน อีกทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากนายท่านแล้ว ฐานะก็ควรจะสูงกว่าคนที่เพิ่งมาทีหลังสิ
เด็กหญิงหลานเซียงมองดูลวี่จูที มองดูซู่จวินที พลางลอบถอนหายใจแทนพี่ซานเหนียง
คืนนั้นทุกคนล้วนได้ยินความเคลื่อนไหว และรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกคนต่างก็ปิดปากเงียบไม่พูดถึง ดูจากตอนนี้แล้ว พี่อู๋อี้ไม่ได้ถูกใจพี่ซานเหนียงจริงๆ
สวี่ซิ่วจือเอาแต่ก้มหน้ากินข้าว อันที่จริงในใจก็แอบอิจฉาสองคนที่เพิ่งมาใหม่นี้เช่นกัน เป็นทาสรับใช้เหมือนกัน แต่พวกนางยังสาวและสวยกว่า นายท่านจะดีกับพวกนางก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว
อาหารเย็นมื้อนี้
ทุกคนล้วนกินกันที่โต๊ะหินใต้ต้นไม้ในลานบ้าน ไม่แบ่งแยกเจ้านายบ่าวไพร่ บรรยากาศดีมาก
หลังกินข้าว ซิ่วจือไปล้างชาม
ลวี่จูเป็นฝ่ายถามเรื่องการจัดห้องพัก ทั้งยังแสดงออกอย่างอ้อมค้อมว่าอยากพักในห้องนอนของหลี่อี้ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อความสะดวกในการปรนนิบัติยามค่ำคืนอะไรทำนองนั้น
หลี่อี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง
"ตอนนี้เรือนปีกตะวันตกถูกใช้เป็นโรงงานไปแล้ว ห้องกลางของเรือนปีกตะวันออกเป็นห้องเรียนของสถานศึกษา พวกหลานเซียงสามพี่น้องพักอยู่ห้องบนของเรือนปีกตะวันออก ส่วนซิ่วจือกับลูกพักอยู่ห้องล่างของเรือนปีกตะวันออก"
เรือนหลักมีสามห้อง ตรงกลางคือห้องโถง ทางขวาคือห้องนอน ทางซ้ายคือห้องหนังสือ
ห้องปีกและห้องแถวด้านหน้าประตูที่เพิ่งสร้างใหม่ยังไม่ได้ขึ้นคานมุงหลังคา
"พวกเจ้าสองคนไปพักที่ห้องหนังสือก่อนเถอะ รอให้ลานบ้านฝั่งตะวันตกจัดการเสร็จเรียบร้อย ถึงตอนนั้นทั้งสถานศึกษาและโรงงานจะย้ายไปที่นั่น ก็จะมีห้องว่างแล้ว"
สือโถวกับโก่วเซิ่งพาเหมินซ่วนสองพี่น้อง หอบเอาหญ้าล่าเหลี่ยว หญ้าอ้ายเย่ รำข้าว และอื่นๆ ไปจุดไฟรมควันอยู่ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน รวมไปถึงคอกม้าและคอกวัวด้วย
ในอากาศอบอวลไปด้วยควันไฟที่มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย
พอได้กลิ่นควันนี้ อาการอยากบุหรี่ของหลี่อี้ก็กำเริบขึ้นมานิดหน่อย
ร่างกายไม่ได้อยากบุหรี่ แต่ในใจกลับรู้สึกอยากขึ้นมาบ้าง
ลวี่จูเป็นฝ่ายไปขอพัดใบปรือจากซิ่วจือ แล้วคอยพัดวีไล่ยุงให้หลี่อี้อยู่ข้างๆ อย่างเอาใจใส่ ทัศนคติการบริการระดับนี้ มิน่าล่ะถึงได้มีคำกล่าวที่ว่าชนชั้นสูงในราชวงศ์ถังทุกบ้านล้วนต้องซื้อสาวใช้ซินหลัว
"ต่อไปในบ้านเรา ซิ่วจือจะเป็นแม่บ้านควบตำแหน่งทำกับข้าว ลวี่จูถือพวงกุญแจดูแลเงินทองและเสบียงอาหาร ส่วนซู่จวินก็เป็นคนดูแลบัญชี เหมินซ่วนกับเหมินจู้สองพี่น้องยังเล็ก ก็ให้ช่วยปัดกวาดลานบ้าน ปล่อยวัวให้อาหารม้า พอตอนเที่ยงก็มาเข้าเรียนที่สถานศึกษาด้วย
บ้านเราตอนนี้มีม้าหนึ่งตัว ล่อสองตัว ลาหนึ่งตัว วัวหนึ่งตัว อืม แล้วก็มีเป็ดอีกสองตัว ต้องดูแลให้ดีๆ ล่ะ"
หลังจากครอบครัวหลัวเอ้อร์ย้ายกลับไปอยู่ถ้ำเหยาต้งเก่าของตัวเองแล้ว ตอนนี้ในลานบ้านก็มีแค่พวกหลานเซียงสามพี่น้องที่นับว่าเป็นคนนอก
หลานเซียงชิงพูดขึ้นว่า "ท่านพี่ ข้าซักเสื้อผ้าทำกับข้าว และให้อาหารเป็ดได้เจ้าค่ะ"
"อืม เจ้าเป็นลูกมือให้ซิ่วจือในห้องครัวก็พอ มีเวลาก็เรียนเย็บปักถักร้อย ตอนเที่ยงก็ต้องมาเข้าเรียนด้วย เรื่องนาไร่ของบ้านเจ้าไม่ต้องกังวลไป ตอนข้าจ้างคนในหมู่บ้านให้มาช่วยดูแลนาของข้า ก็จะให้พวกเขาช่วยจัดการของบ้านเจ้าไปด้วยเลย"
หลัวซานมีบุญคุณช่วยชีวิตหลี่อี้เอาไว้ ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงใหม่ๆ อีกฝ่ายก็ไม่ได้เห็นเขาเป็นคนนอก ตอนนี้เขาจึงต้องดูแลพวกนางพี่น้องให้ดีๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
"นายท่าน ช่างไม้บอกว่าอีกไม่กี่วันประตูหน้าต่างในบ้านก็จะทำเสร็จหมดแล้ว ยังต้องทำเครื่องเรือนอะไรอีก ต้องสั่งความพวกเขานะเจ้าคะ"
"อืม ข้าจำไว้แล้ว ในบ้านนี้ยังมีเครื่องเรือนต้องทำอีกเยอะ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ เตียง ตั่ง ม้านั่ง โต๊ะเตี้ย หีบ และตู้ พวกเขามีงานให้ทำอีกเยอะแน่
ลำพังแค่ทำโต๊ะเรียนและม้านั่งสำหรับสถานศึกษาก็ต้องใช้ถึงหกสิบชุดแล้ว"
เครื่องเรือนมากมายขนาดนี้ คงต้องซื้อไม้เพิ่มอีกไม่น้อย
พูดถึงไม้ ซิ่วจือก็รายงานเขาเรื่องฟืน ก่อนหน้านี้ฟืนที่ใช้เผาในบ้านและในโรงงาน ล้วนซื้อมาจากชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว กิ่งไม้ หรือเศษไม้ก็ใช้ได้หมด แต่ตอนนี้เตาในโรงงานกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต้องใช้เชื้อเพลิงจำนวนมาก โดยเฉพาะเตาที่ใช้ทำฟองเต้าหู้ พวกฟางข้าวหรือเศษไม้พวกนั้นเผาไหม้ไม่ค่อยดี ควบคุมไฟยาก ทางที่ดีที่สุดคือต้องใช้ฟืนไม้ผ่า ซึ่งแบบนี้จะราคาแพงกว่าไม่น้อย
"ท่านอาหลัวเอ้อร์บอกว่าจะต้องไปซื้อที่ตลาด ที่ชาวบ้านทยอยส่งมาให้แบบประปรายนั้นไม่พอใช้แล้วเจ้าค่ะ อีกทั้งพวกเศษไม้กิ่งไม้พวกนั้น โรงทำฟองเต้าหู้ก็เอาไปใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เพิ่งเพิ่มห้องอบแห้งเข้ามา ก็ต้องใช้ฟืนไม้ผ่าเหมือนกัน"
หลี่อี้เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็ซื้อเถอะ ท่านอาเอ้อร์เป็นผู้ดูแลโรงงาน เรื่องนี้ให้เขาตัดสินใจได้เลย"
"ท่านอาหลัวเอ้อร์บอกว่าถ้าซื้อฟืนไม้ผ่าจากตลาดจำนวนมากจะได้ราคาถูกลงหน่อย แต่ถ้าซื้อเยอะก็ต้องใช้เงินไม่น้อย เลยต้องมาถามท่านก่อนเจ้าค่ะ"
"แพงมากหรือ" ก่อนหน้านี้หลี่อี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยจริงๆ
"หากซื้อจำนวนมาก ฟืนไม้ผ่าหนึ่งหาบน้ำหนักหนึ่งร้อยชั่ง ราคาถึงสองร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" ซิ่วจือเอ่ย
พอหลี่อี้ได้ยินว่าสองร้อยอีแปะก็ถึงกับชะงัก ฟืนตกราคาชั่งละสองอีแปะเชียวหรือ
ซิ่วจือนั้นมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า จึงอธิบายว่า "สมัยก่อนในช่วงบ้านเมืองสงบสุข ฟืนหนึ่งหาบแลกข้าวสารได้หนึ่งโต่ว ทว่าตอนนี้บ้านเมืองยังวุ่นวายไม่สงบ แม้ฟืนหนึ่งหาบจะขายได้ถึงสองร้อยอีแปะ แต่ก็แลกข้าวสารได้เพียงครึ่งโต่วเท่านั้นเจ้าค่ะ"
จีซื่อก็เอ่ยขึ้นมาว่า "มีคำกล่าวว่า พันหลี่ไม่ค้าข้าว ร้อยหลี่ไม่ค้าฟืน แม้ฟืนจะดูเหมือนเป็นของไม่สลักสำคัญ แต่ฟืนนั้นไม่เหมาะสำหรับการขนส่งไปขายในระยะทางไกล ล้วนต้องพึ่งพาการซื้อขายในท้องถิ่นทั้งสิ้น พวกเราอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นเขตเมืองหลวง เป็นชานเมืองฉางอัน ย่อมต้องแพงกว่าเป็นธรรมดาเจ้าค่ะ"
เจ็ดสิ่งที่ต้องทำเมื่อเปิดประตูบ้านคือ ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และชา สิ่งที่อยู่ในอันดับแรกก็คือฟืน
ชาวบ้านทุกครัวเรือนล้วนต้องก่อไฟทำกับข้าว อาศัยการเผาฟืน ชาวเมืองที่ต้องใช้ฟืนล้วนต้องพึ่งพาการซื้อหา ฟืนก็เหมือนกับข้าวสารที่เป็นรายจ่ายประจำก้อนไม่น้อย
แม้ชาวบ้านในชนบทจะสามารถนำฟางข้าว ซังข้าวสาลี กิ่งหม่อน และต้นป่านจากในนามาเผาเป็นฟืนได้ แต่คนที่จะเปิดโรงงานอย่างหลี่อี้ มีเตาให้ต้องจุดไฟมากมายขนาดนั้น แค่วัชพืชกับไม้พุ่มเล็กๆ น้อยๆ ย่อมไม่พอใช้
ตัวเลือกแรกย่อมต้องเป็นฟืนไม้ผ่า และตัวเลือกที่ดีที่สุดก็คือฟืนไม้สน แม้ฟืนไม้สนจะทนไฟสู้พวกไม้เนื้อแข็งไม่ได้และมีควันเยอะ แต่ก็ติดไฟง่ายและให้ความร้อนได้รวดเร็ว ราคาก็ถูกกว่าไม่น้อย
แต่ราคาสองร้อยอีแปะต่อหนึ่งหาบ ก็ยังเหนือความคาดหมายของหลี่อี้อยู่ดี
ที่บ้านมีเตาถึงยี่สิบกว่าเตา จุดไฟเผากันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่ละวันต้องใช้ฟืนไปตั้งเท่าไร โรงทำฟองเต้าหู้แห่งนี้ยังวางแผนจะเพิ่มกระทะอีกตั้งสิบใบเชียวนะ
ตอนที่เขาคำนวณต้นทุนก่อนหน้านี้ เขายังไม่ได้นำเรื่องฟืนมาคำนวณสักเท่าไรเลย
คิดไม่ถึงเลยว่าต้นทุนจะไม่ต่ำ ฟืนไม้ผ่าร้อยชั่งราคาสองร้อยอีแปะ แต่พอลองคิดในมุมกลับ ฟืนหนึ่งหาบก็แลกหมั่นโถวได้แค่สิบลูกเท่านั้น จะบอกว่าแพงก็คงไม่ได้
โชคดีที่พวกฟองเต้าหู้และเต้าหู้พองของเขาไม่มีคู่แข่ง กำไรจึงมีช่องว่างให้ทำเงินได้มาก มิเช่นนั้นลำพังแค่ค่าฟืนนี้ก็อาจทำให้ล้มละลายได้เลย
ชั่งละสองอีแปะ ซื้อหมื่นชั่งก็ต้องใช้เงินสองหมื่นอีแปะ มีค่าเท่ากับผ้าไหมห้าสิบกว่าพับเลยเชียว มากพอให้เขาซื้อกระทะได้อีกตั้งหกใบ
"ซื้อสิ แพงก็ต้องซื้อ ซื้อมาสักหมื่นชั่งก่อน ให้พวกเขามาส่งของถึงที่ ของพวกนี้ต้องใช้เผาทุกวัน ประหยัดไม่ได้หรอก" หลี่อี้หันไปพูดกับลวี่จูและพวกว่า "พรุ่งนี้ข้าจะให้ท่านอาเอ้อร์ไปเบิกใบสั่งจ่ายกับซู่จวินก่อน แล้วค่อยมาให้ข้าประทับตรา จากนั้นค่อยไปเบิกเงินทองหรือผ้าไหมกับลวี่จูเพื่อเอาไปซื้อฟืน
พอซื้อฟืนกลับมาแล้ว ลวี่จูจำไว้ว่าต้องลงบันทึกเข้าคลังด้วย ส่วนซู่จวิน เจ้าคอยตรวจสอบความถูกต้องอีกทีนะ"
ไม่ใช่ว่าหลี่อี้ไม่ไว้ใจหลัวเอ้อร์
แต่เมื่อโรงงานทำใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมีกฎระเบียบ ใช้กฎระเบียบมาบริหารจัดการ แบบนี้ถึงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ยามค่ำคืน
หลังจากอาบน้ำเสร็จ หลี่อี้ก็มาที่ห้องหนังสือ
ในที่สุดเขาก็ได้ใช้ตะเกียงน้ำมันเสียที
ของสิ่งนี้ซื้อกลับมาจากฉางอัน เป็นตะเกียงน้ำมันแบบประหยัด หลักการทำงานอันที่จริงก็ง่ายดายยิ่ง มันเป็นถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีช่องว่างชั้นกลาง สามารถเติมน้ำลงไปได้ ก็จะช่วยลดอุณหภูมิของตะเกียงลง ลดการระเหยของน้ำมัน ทำให้บรรลุเป้าหมายในการประหยัดน้ำมัน ซึ่งช่วยประหยัดไปได้ไม่น้อยเลย
น้ำมันตะเกียงที่ใช้ก็คือน้ำมันคาโนล่าราคาถูก
แสงตะเกียงสลัวราง
หลี่อี้ไม่ชินกับแสงไฟที่สลัวแบบนี้เอาเสียเลย
เขาหยิบกระดาษกับพู่กันออกมา
หลี่อี้เริ่มวาดภาพ สิ่งที่วาดคือแบบร่างเครื่องเรือนบางชิ้น เขาไม่ค่อยพอใจกับเครื่องเรือนหลายๆ ชนิดในราชวงศ์ถังสักเท่าไร
พูดถึงแค่เตียงนอน คนถังกลับมีรูปแบบอยู่ไม่น้อย แบบเล็กเรียกว่าเตียง แบบใหญ่เรียกว่าตั่ง มีทั้งแบบที่มาพร้อมฉากกั้น และแบบที่ไม่มี
ที่นอนของชาวบ้านนั้นยิ่งเรียบง่ายกว่า ราวกับเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัวใหญ่ที่มีขาสั้นๆ ไม่มีที่กั้น ไม่มีที่พิง
หลี่อี้วาดภาพเตียงสี่เสา มีที่กั้นสามด้าน อีกทั้งยังมีเสาสี่ต้นคอยรองรับหลังคา ทำแบบนี้จะสะดวกต่อการแขวนมุ้งหรือผ้าม่าน ด้านบนยังช่วยกันฝุ่นได้ด้วย
เขาไม่ได้วาดแบบเตียงสี่เสาที่ซับซ้อนเกินไปนัก พยายามทำให้เรียบง่ายเข้าไว้ มีสี่ขา สี่เสา ที่กั้นสามด้าน ที่กั้นสูงสักหนึ่งฉื่อครึ่งก็พอแล้ว
ในห้องนอนยังต้องมีตู้เสื้อผ้า ตู้ลิ้นชักห้าชั้น โต๊ะหัวเตียง หีบไม้ และโต๊ะเครื่องแป้ง
ห้องโถงต้องมีโต๊ะยาว โต๊ะไหว้บรรพบุรุษ เก้าอี้ โต๊ะแปดเซียน ม้านั่งยาว เป็นต้น ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับต้อนรับแขกด้วย ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีโต๊ะน้ำชา ตั่งนั่ง มีเตียงอรหันต์หรือตั่งกุ้ยเฟยเอาไว้บ้างก็จำเป็นเช่นกัน
ส่วนห้องหนังสือก็ต้องมีตู้หนังสือ โต๊ะหนังสือ ฯลฯ ห้องอาหารก็ต้องมีโต๊ะกินข้าว ตู้เก็บชาม ตู้กับข้าว
"เครื่องเรือนที่นายท่านวาดนี้ช่างดูดีจริงๆ เจ้าค่ะ บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เพียงแต่เหตุใดถึงมีแต่แบบขาสูงกันทั้งนั้น" ลวี่จูที่กำลังฝนหมึกอยู่ด้านข้างเอ่ยถาม
ผู้คนในยุคก่อนราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง โดยพื้นฐานแล้วมักจะนั่งคุกเข่าเป็นหลัก ดังนั้นแม้จะเป็นที่นั่ง ก็มักจะเป็นเบาะรองนั่ง เสื่อ หรือตั่งเตียงสำหรับการนั่งคุกเข่าโดยตรง เริ่มตั้งแต่ยุคราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังนี่แหละ ถึงค่อยๆ ได้รับอิทธิพลจากชนเผ่าหู ทำให้เริ่มมีที่นั่งขาสูงขึ้นมา และค่อยๆ เริ่มต้นการนั่งห้อยขาบนที่สูงกัน
เครื่องเรือนต่างๆ ก็เลยค่อยๆ กลายเป็นแบบขาสูง
หลี่อี้ยังคงคุ้นชินกับเครื่องเรือนในยุคหลังมากกว่า เขาอยู่บ้านนอกแบบนี้ จะทำเหมือนกับพวกชนชั้นสูงในฉางอันไม่ได้ ที่ในบ้านปูด้วยพื้นไม้ แล้วปูทับด้วยพรมหรือเสื่อ ใช้เบาะรองนั่งเพื่อคุกเข่าหรือนั่งขัดสมาธิ
บนพื้นดินโคลนแบบนี้ คงต้องใช้เครื่องเรือนแบบขาสูงสักหน่อย ในชนบทก็ไม่มีธรรมเนียมการถอดรองเท้าด้วย
ส่วนโต๊ะเก้าอี้ของนักเรียนในห้องเรียน ก็วาดเป็นโต๊ะยาวแบบคู่ที่ดูเรียบง่าย จับคู่กับม้านั่งยาว เรียบง่ายและสง่างาม มีลิ้นชักใต้โต๊ะสำหรับเก็บของด้วย
แบบร่างเครื่องเรือนตั้งหนึ่ง ไม่เพียงมีแค่รูปแบบ แต่ยังมีข้อมูลขนาดคร่าวๆ อีกด้วย
"ช่างไม้ในชนบท จะทำเป็นหรือเจ้าคะ" ลวี่จูเอ่ยถาม
"ก็แค่รูปแบบเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ลองพินิจพิเคราะห์ดูเดี๋ยวก็ทำเป็นเอง"
ทางฝั่งร้านตีเหล็กสกุลเฝิง หลี่อี้ก็เรียกร้องไปตามนี้ และสั่งทำไปตามแบบเช่นกัน
"นายท่าน ท้องฟ้าก็เริ่มดึกแล้วนะเจ้าคะ วันนี้ยังเดินทางมาตั้งนาน รีบพักผ่อนเร็วหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
เวลาสาวใช้ซินหลัวผู้นี้ออดอ้อนขึ้นมา ช่างงดงามยั่วยวนหาใดเปรียบ
หลี่อี้กระแอมไอออกมาคำหนึ่ง "อืม เจ้าก็กลับห้องไปนอนเร็วหน่อย อย่าลืมลงดานประตูให้ดีล่ะ"
"นายท่านไม่ต้องการให้บ่าวปรนนิบัติหรือเจ้าคะ"
"พรุ่งนี้เช้าข้ายังมีธุระต้องตื่นแต่เช้า รีบไปเถอะ"
เนื้ออร่อยก็ใช่ว่าจะกินได้ทุกวัน ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง ร่างกายเป็นของตัวเอง ถึงจะยังหนุ่มก็ล้างผลาญส่งเดชไม่ได้ อาศัยอยู่ที่ฉางอันสามคืน หลี่อี้ก็สู้รบกับนางไปตั้งสิบกว่ายกแล้ว
ต้องพักผ่อนฟื้นฟูร่างกาย บำรุงกำลังวังชาสะสมพลังงานเสียบ้าง
ลวี่จูยอมจากไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เดินไปก้าวหนึ่งก็หันกลับมามองสามหน พลางทำปากยื่นปากยาว สายตายั่วยวนเสียจนหลี่อี้เกือบจะอดใจไว้ไม่อยู่







