เมื่อก่อนตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นยังอยู่อารามล่าง เขามักจะได้ยินคนพูดกันว่า ภายในภูเขาเทียนตูนั้นแท้จริงแล้วแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายเข้าสู่ทางโลกซึ่งมีตระกูลใหญ่เป็นหลัก หรือที่ถูกเรียกว่าฝ่ายตระกูลใหญ่
ส่วนอีกฝ่ายคือฝ่ายปลีกวิเวกซึ่งยึดถือการบำเพ็ญเพียรอย่างสงบเพื่อบรรลุเต๋าเป็นหลัก ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องราวทางโลก ฝ่ายนี้ถูกเรียกว่าฝ่ายรักสงบ
ตอนอยู่อารามล่าง เรื่องพวกนี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ได้ฟังมา เหมือนกับการฟังนิทาน รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้ช่างห่างไกลจากตนเองนัก
ทว่าในวินาทีนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวลือนี้ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลวไหล เขาคิดว่าตนเองเพียงมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ถึงได้มาที่นี่ ยังไม่ทันจะได้เข้าอารามบนเลย หรือว่าจะต้องเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ระหว่างฝ่ายตระกูลใหญ่กับฝ่ายรักสงบเสียแล้ว?
แต่เขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ตนเองสังหารสวี่ย่าจวินไป สวี่ย่าจวินเป็นคนของฝ่ายตระกูลใหญ่ ส่วนตนเองนั้นถูกสวินหลานอินส่งมาที่อารามล่าง เบื้องหลังไม่มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง ย่อมถูกจัดให้อยู่ในฝ่ายรักสงบโดยปริยาย
เมื่อนึกถึงสวินหลานอิน เขาจึงรู้สึกไปเองว่าสวินหลานอินน่าจะเป็นคนฝ่ายรักสงบ เพราะเขาไม่เคยได้ยินว่าเบื้องหลังของสวินหลานอินมีตระกูลใหญ่
คืนนี้ เขาเพียงแค่นั่งสมาธิเข้าฌานอยู่ที่นั่น ปล่อยจิตสำนึกให้ดำดิ่งลงไปในยันต์ที่ทะเลปราณของตนเอง ดื่มด่ำกับเจตจำนงแห่งธรรมภายในยันต์
โดยเฉพาะยันต์วิถีเคราะห์บทนั้น เขาสัมผัสได้ถึงความหายนะจากในยันต์วิถีเคราะห์ นี่คือความประหลาดใจที่ยันต์คาถาบทนี้มอบให้แก่เขา และเมื่อเขาสลายจิตสังหารที่อยู่ภายในนั้นไปได้ กลับมีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่ง ราวกับว่ามีความเข้าใจต่อยันต์บทนี้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น
พริบตาเดียว ก็เข้าสู่วันที่สองแล้ว
ทิศตะวันออกปรากฏแสงสีขาวเรืองรอง
ยามเช้าตรู่
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ นักพรตหนุ่มที่มาตักเตือนเขาเมื่อวานก็มาอีกครั้ง
เขาเรียกจ้าวฟู่อวิ๋นก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ไปเรียกคนอื่น ทว่าคนอื่นล้วนตื่นและรอคอยอยู่ที่นั่นตั้งนานแล้ว
“ข้ามีนามว่าโจวฉุน เข้าอารามบนมาเมื่อสี่ปีก่อน” ชายหนุ่มแนะนำตัว
จ้าวฟู่อวิ๋นคำนวณวันเวลา ตอนที่อีกฝ่ายเข้าอารามบน ตนเองยังอยู่อารามล่าง แต่กลับไม่เคยพบเขามาก่อน
จากจุดนี้เห็นได้ว่า อีกฝ่ายอาจจะลงเขาไปท่องเที่ยวเพื่อค้นหาวาสนาแล้ว หลังจากที่ตนเองเข้าอารามล่าง
“ศิษย์พี่โจว” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยเรียก
พวกเขาสองคนเดินอยู่หน้าสุด ส่วนอีกหกคนเดินตามหลัง แม้ว่าจะมีคนอยากเข้ามาพูดคุยด้วยสักสองสามประโยค แต่เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่ ก็รู้สึกเกรงใจที่จะตามขึ้นมา
“เจ้ารู้เรื่องการต่อสู้ระหว่างฝ่ายปลีกวิเวกกับฝ่ายเข้าสู่ทางโลกในภูเขาของพวกเราหรือไม่?” โจวฉุนเอ่ยถาม
“เคยได้ยินมาบ้างขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
“การบำเพ็ญเพียรของคนรุ่นพวกเรา สิ่งที่บำเพ็ญก็คืออายุวัฒนะ สิ่งที่ตามหาก็คือมรรคาวิถีแห่งความเป็นอมตะ เหตุที่สำนักหนึ่งจะกลายเป็นสำนักได้ ก็คือการที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน ต่อต้านเคราะห์กรรมบนหนทางการบำเพ็ญเพียร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้อง ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นสหายเต๋า” โจวฉุนกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นขานรับคำหนึ่ง ไม่ได้ตอบอะไรมากนัก เพราะเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร
“แต่ว่าบางคน กลับมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลของตนเองลึกซึ้งเกินไป ใช้เบื้องหลังของสำนักมาสร้างอิทธิพลให้กับตระกูลตนเอง มักจะคิดผูกมัดสำนักไว้กับตระกูลอยู่เสมอ พอมีเรื่อง ก็เป็นคนของสำนัก พอมีผลประโยชน์ ก็กอบโกยเข้าบ้านตนเอง”
“เช่นนี้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นโจรชั่วในภูเขา!”
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่คาดคิดว่า ตนเองยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ โจวฉุนผู้นี้กลับพูดมาเสียยืดยาว อีกทั้งดูเหมือนจะมีความเคียดแค้นต่อฝ่ายตระกูลใหญ่อย่างลึกซึ้ง
“เอ่อ ศิษย์พี่โจว ท่านมีเรื่องอันใดกับฝ่ายตระกูลใหญ่หรือขอรับ?” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“ฝ่ายตระกูลใหญ่ ทำร้ายข้าจนเกือบไม่สามารถสร้างรากฐานได้ ทำให้ข้าต้องปล่อยเวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า ขัดขวางหนทางแห่งเต๋าของข้า ความแค้นนี้ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้”
ทันทีที่จ้าวฟู่อวิ๋นพูดจบ โจวฉุนก็รีบเอ่ยปากพูดทันที
จ้าวฟู่อวิ๋นฟังแล้ว กลับไม่ได้ตอบคำ เพราะชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
เขารู้สึกว่า การที่คนผู้หนึ่งเปิดเผยความในใจของตนเองมากเกินไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ และตนเองกับเขาก็ไม่ได้คุ้นเคยกันเลยสักนิด เขากลับแสดงความเคียดแค้นในใจออกมาเช่นนี้
คนเช่นนี้ ชักนำเภทภัยเข้าตัวได้ง่าย
คนกลุ่มนี้ เดินมาถึงหน้าตำหนักใหญ่แห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว
บนป้ายที่แขวนอยู่หน้าตำหนักใหญ่มีตัวอักษรคำว่า ‘ไต่สวนจิตใจ’ อยู่สองคำ
คนหลายคนเดินเข้าไป ภายในตำหนักใหญ่ มีเทวรูปอยู่สองสามองค์
เทวรูปองค์บนสุด องค์ที่อยู่สูงที่สุดนั้น ไม่มีใบหน้า นั่นคือเต๋าจู่อู๋สื่อ
เต๋าจู่อู๋สื่อแท้จริงแล้วเป็นตัวตนเช่นไร ไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจน บางคนบอกว่าเขาเป็นผู้เบิกฟ้าดินบุกเบิกโลกใบนี้ บางคนบอกว่าเขาสถิตอยู่ ณ ส่วนลึกของห้วงดวงดาวอันสูงส่ง
ส่วนองค์ที่สองคือผู้ถ่ายทอดวิชาเต๋าให้แก่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก มีนามว่าเผิงเยวี่ยเทียนจวิน ว่ากันว่าเร้นกายออกไปนอกขอบเขตฟ้าแล้ว
และองค์ที่สาม ก็คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักซึ่งว่ากันว่าปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ปรมาจารย์ซีอี
ผู้ดูแลการไต่สวนจิตใจยังไม่มา ทุกคนล้วนรอคอยอยู่ที่นั่น ไม่มีใครพูดคุย ภายในตำหนักใหญ่เงียบสงบและเคร่งขรึม
จ้าวฟู่อวิ๋นพิจารณาเทวรูปทั้งสามองค์
ในจำนวนนั้น เทวรูปของเผิงเยวี่ยเทียนจวินดูน่าเกรงขาม ทอดสายตามองไปเบื้องไกล ทว่าเทวรูปของปรมาจารย์ซีอีกลับมีลักษณะแก่ชรา
ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้า จากนั้นก็มีคนสองคนเดินเข้ามาจากข้างนอก
ทั้งสองคนล้วนสวมชุดนักพรตสีดำ ผู้เป็นหัวหน้าดูอายุประมาณสี่สิบกว่าปี ที่เอวผูกเชือกสีเหลืองไว้เส้นหนึ่ง จ้าวฟู่อวิ๋นมองแวบหนึ่ง ก็รู้สึกเพียงว่าบนเชือกเส้นนั้นมีแสงสีเหลืองเปล่งประกายออกมาเต็มไปหมด ทำให้สายตาไม่สามารถจับจ้องได้อย่างแน่ชัด สีหน้าของคนผู้นั้นเคร่งเครียด
ส่วนอีกคนดูอายุราวสามสิบปี รูปร่างดูผอมบาง ที่เอวแขวนกระจกบานหนึ่งไว้เป็นเครื่องประดับทับชายเสื้อ
สายตาของทั้งสองกวาดมองไปบนร่างของทุกคน จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่ เขารู้สึกว่าสายตาของคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดและผูกเชือกสีเหลืองที่เอวผู้นั้นหยุดอยู่ที่ใบหน้าของตนเองนานกว่าปกติเล็กน้อย
“นักพรตผู้นี้มีนามว่าสวี่ซื่อชิน รับหน้าที่ดูแลการทดสอบไต่สวนจิตใจของพวกเจ้าในรุ่นนี้ พวกเจ้าล้วนเป็นผู้ที่เพิ่งสร้างรากฐานใหม่ ในเมื่อจะเข้าสู่ภูเขาเทียนตู ก็ต้องเข้ารับการทดสอบ ‘ไต่สวนจิตใจ’”
“เริ่มจากเจ้าก่อน”
หลังจากได้ยินชื่อสวี่ซื่อชิน หัวใจของจ้าวฟู่อวิ๋นก็บีบรัดเล็กน้อย เพราะอักษรคำว่า ‘สวี่’ ตัวนี้ เป็นตัวเดียวกับคำว่าสวี่ของสวี่ย่าจวิน
ความจริงแล้วจ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่ทางซ้ายสุด แต่สวี่ซื่อชินเริ่มต้นจากทางขวาสุด
เห็นเพียงว่าเมื่อสวี่ซื่อชินเอ่ยปาก เขาก็รู้สึกว่าเสียงอื่น ๆ ภายในตำหนักใหญ่ทั้งหมดคล้ายกับได้เลือนหายไป
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด เขารู้สึกว่าสายตาจากเทวรูปของปรมาจารย์ล้วนทอดมองลงมา จับจ้องมาที่นี่
เขาไม่รู้ว่า คนที่ถูกซักถามรู้สึกอย่างไร
แต่เขาได้ยินคนที่ถูกซักถาม ถูกเรียกชื่อก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากตอบรับ อีกฝ่ายก็คล้ายกับตกอยู่ในสภาวะที่ไร้สติสัมปชัญญะ ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น
ในใจของจ้าวฟู่อวิ๋นตึงเครียดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
อีกฝ่ายซักถามทีละคน คำถามที่ถามล้วนเหมือนกันหมด
“มาจากที่ใด?”
“เหตุใดจึงต้องการเข้าภูเขาเทียนตู?”
“จุดประสงค์ของการบำเพ็ญเพียรคืออะไร?”
“หากภูเขาเทียนตูพบเจอกับภยันตราย เจ้าจะทำเช่นไร?”
เพียงสี่ข้อนี้ หกคนที่อยู่ฝั่งขวาตอบทีละคน
ในที่สุด ก็มาถึงคราวของจ้าวฟู่อวิ๋น เขารู้สึกว่าเมื่อถึงตาของตนเอง กลิ่นอายอันเคร่งเครียดนั้นยิ่งหนักอึ้งขึ้น เหมือนกับว่าหกคนก่อนหน้านี้เป็นเพียงการก่อตัวของท่วงทำนองแห่งธรรม และมากลายเป็นยอดคลื่นแห่งท่วงทำนองธรรมที่ตนเอง
เขามองสวี่ซื่อชิน รู้สึกเพียงว่าส่วนลึกในดวงตาทั้งสองของอีกฝ่าย แฝงไว้ด้วยความเย็นชา ทั้งร่างเหมือนกับภูเขาสูงตระหง่าน
ได้ยินเพียงเขาเอ่ยปากพูดว่า “เจ้าคือศิษย์ที่ได้รับการยกเว้นค่าครูของอารามล่างของภูเขาเทียนตู ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าล้วนต้องอุทิศให้แก่สำนัก เจ้ารู้หรือไม่?”
ประโยคนี้ เป็นคำพูดที่ไม่อยู่ในคำถาม ชั่วขณะหนึ่งจ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าควรตอบหรือไม่ เพราะคำพูดประโยคนี้ หากตอบคำว่า ‘ไม่’ คนตั้งมากมายก็จับจ้องอยู่ หากตอบว่า ‘ใช่’ ในวันข้างหน้าถูกคนจดจำไว้ ก็ง่ายที่จะถูกนำไปเป็นข้ออ้างเล่นงาน
“ศิษย์พี่ ท่านกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ผู้บำเพ็ญเพียร ล้วนอยู่ในภูเขาเดียวกัน ล้วนเป็นสหายเต๋า ควรเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พวกเราไฉนเลยจะต้องการให้ผู้เยาว์มาอุทิศสิ่งใด!”
ทันทีที่นักพรตรูปร่างผอมบางผู้นี้เอ่ยปาก กลับทำให้บรรยากาศที่เดิมทีเคร่งขรึมและมีแรงกดดันอย่างรุนแรง ผ่อนคลายลงมาในทันที
เดิมทีหัวใจของจ้าวฟู่อวิ๋นเหมือนกับถูกคนเหยียบเอาไว้ ในวินาทีนี้เหมือนกับมีคนยกเท้านั้นออกไป
เขาไม่ได้ตอบ เพียงแค่ก้มหน้าลงเล็กน้อย หลบสายตาไป







