เขาเดินตามเส้นทางในภูเขา อ้อมภูเขาลูกอันเป็นที่ตั้งของอารามล่างไปอีกฝั่งหนึ่ง ผ่านหุบเขานั้นไป ก็คืออารามไร้ประมาณ
เมื่อมาถึงที่นี่ จึงจะนับว่าได้เข้าสู่ภูเขาเทียนตูอย่างแท้จริง
คนในภูเขามักจะเรียกอีกฝั่งหนึ่งของหุบเขาว่าโลกียวิสัย และเรียกฝั่งนี้ของหุบเขาว่าในภูเขา
คนอยู่ในภูเขา ก็คือเซียน
จ้าวฟู่อวิ๋นมาถึงริมหุบเขา เวลานี้เป็นยามสาย เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ยามเช้าเพิ่งจะลอยขึ้นมา
แสงสีแดงหมื่นสายจากทิศตะวันออกสาดส่องลงท่ามกลางหมอกที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากหุบเขา ก่อเกิดเป็นรุ้งกินน้ำวงหนึ่ง และสะพานโซ่เหล็กเหนือหุบเขาก็พาดผ่านรุ้งกินน้ำนั้นพอดิบพอดี ราวกับเป็นแดนเซียน
เขาหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก็เห็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของศิษย์อารามล่างพอดี
บนภูเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามล่าง ทางทิศตะวันออก มีพื้นที่แห่งหนึ่งถูกปรับจนราบเรียบกว้างขวาง ศิษย์อารามล่างจะไปเก็บเกี่ยวปราณสีม่วงของดวงอาทิตย์ยามเช้าเพื่อบำเพ็ญเพียรที่นั่นในทุกรุ่งสาง
เวลานี้ เป็นตอนที่ศิษย์อารามล่างบำเพ็ญเพียรเสร็จสิ้นพอดี พวกเขาจึงสามารถมองเห็นหุบเขาและสะพานแขวนโซ่เหล็กเหนือหุบเขาได้พอดิบพอดี
มักจะมีอาจารย์นักพรตกล่าวกับทุกคนเสมอว่า "หวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเจ้าจะสามารถเดินข้ามสะพานสายนี้ ผ่านหุบเขา เข้าสู่อารามบน และกลายเป็นศิษย์สายในได้"
ทว่าวันนี้ พวกเขามองเห็นคนผู้หนึ่งกำลังจะข้ามสะพานพอดี ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายหยุดฝีเท้า และยืนมองเขาอยู่ที่นั่น
จ้าวฟู่อวิ๋นจำได้ว่า เมื่อก่อนหลังจากที่ตนบำเพ็ญเพียรเสร็จแล้ว ก็มักจะไปยืนทอดสายตามองหุบเขาอยู่ที่นั่นบ่อยๆ และบางครั้งก็สามารถมองเห็นคนเดินเข้าไปได้เช่นกัน
ทว่า กลับไม่เคยเห็นคนเดินออกมาจากสะพานแขวนเลย มีคนกล่าวว่าการเดินออกมานั้นไม่เป็นมงคล หมายความว่าถูกขับไล่ออกจากสำนัก หรือไม่ก็ถูกทำลายฐานการฝึกตน
ส่วนศิษย์อารามบนนั้น ส่วนใหญ่สามารถเหินเวหา หรือขี่หมอกเหินเมฆา หรือไม่ก็ขี่ของวิเศษได้แล้ว จึงไม่มีผู้ใดใช้การเดินเท้า
เขาเคยยืนมองคนอื่นข้ามสะพานอยู่บนภูเขา มาตอนนี้ เขาได้กลายเป็นทิวทัศน์ในสายตาของผู้อื่นแล้ว
ย่างก้าวเข้าสู่สะพานโซ่เหล็กทีละก้าว สายลมระลอกหนึ่งพัดมา หมอกก็กลืนกินเขาเข้าไปในทันที เขารู้สึกว่าตนเองได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงนับแต่นี้ และได้ก้าวขึ้นสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงนับแต่นี้เป็นต้นไป
หลังจากข้ามสะพานมาแล้ว เขาหันกลับไปมองภูเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามล่างฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง ก็มองไม่ชัดเจนเสียแล้ว ตรงกลางถูกเมฆหมอกที่พวยพุ่งขึ้นมาจากหุบเขาบดบังเอาไว้
เบื้องหน้าคือบันไดหินที่คดเคี้ยว เขาเดินวนขึ้นภูเขาจากด้านหนึ่งของภูเขา ตำหนักใหญ่หลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
ตำหนักใหญ่ตั้งหันหน้าไปทางทิศใต้
เร้นกายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
เขาเงยหน้าขึ้น คำสองคำว่า 'ไร้ประมาณ' ก็สะท้อนเข้าสู่สายตา
บนเสาหินทรงสี่เหลี่ยมสองต้นหน้าตำหนัก มีป้ายคำคู่สลักหินทาสีแดงอยู่ด้านบน
อารามไร้ประมาณนั้นมีไว้สำหรับรับหน้าโลกียวิสัยโดยเฉพาะ
เมื่อก่อน จ้าวฟู่อวิ๋นยังเคยคิดว่าเหตุใดสถานที่ซึ่งรับหน้าโลกียวิสัย จัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นต่างๆ และผู้คนบนโลก ถึงต้องเรียกว่าอารามไร้ประมาณด้วย
แม้อารามไร้ประมาณจะเรียกว่าอาราม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเพียงลานบ้านเล็กๆ
จนบัดนี้เขาถึงเพิ่งเข้าใจว่า ชื่อ 'ไร้ประมาณ' นี้ กำลังบอกทุกคนว่า อย่าได้ถลำลึกเข้าสู่โลกีย์อันลึกล้ำเพราะเหตุนี้ ต้องขบคิดถึงเต๋าและวิชาอันไร้ประมาณให้มาก ต้องถือเอาโลกีย์อันลึกล้ำเป็นลานบำเพ็ญเพียร
ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเมื่อเผชิญกับบุญคุณความแค้นสารพัดในโลกีย์ ตัวเรายิ่งต้องมีจิตใจอันกว้างขวางไร้ประมาณ มิเช่นนั้นก็จะถูกพัวพันอยู่เบื้องใน
เขาเข้าไปข้างใน แล้วก็พบห้องลงนามของห้องกิจการภายใน
...
"ชื่อแซ่?"
"จ้าวฟู่อวิ๋น"
"บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ใด?"
"ปีกุ่ยเหม่า เดือนเกิงเซิน วันกุ่ยไฮ่ เข้าสู่อารามล่างของภูเขาเทียนตู เดือนห้าปีที่แล้วลงจากเขา รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งศึกษาธิการที่อำเภอบึงหมอก"
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ดีว่า เพราะยังมีคนบางส่วนที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในอารามล่างของภูเขาเทียนตู ทว่าหลังจากสร้างรากฐานแล้วก็อยากจะเข้าสู่อารามบนของภูเขาเทียนตูด้วยเช่นกัน ดังนั้นคนของห้องบันทึกกิจการแห่งนี้จึงต้องไต่ถามให้กระจ่าง
"อ้อ ศิษย์สำนักเขาเรา ศิษย์ขั้นเสวียนกวงรุ่นก่อนที่เข้าไปในแคว้นต้าโจวงั้นรึ?"
"ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"บ้านของเจ้าอยู่ที่ใด?" ผู้ดูแลห้องบันทึกกิจการผู้นี้ถามอีกครั้ง
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ค่อยเข้าใจนัก หรือว่าการเข้าเขาบำเพ็ญเพียร ยังต้องดูชาติตระกูลด้วย?
อีกฝ่ายมองเห็นความสงสัยในใจของจ้าวฟู่อวิ๋นอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าคงจะเห็นมามากแล้ว จึงกล่าวว่า "ในเขาจำเป็นต้องรู้สถานการณ์ของศิษย์ทุกคน รวมถึงชาติตระกูลด้วย จากสิ่งนี้จะสามารถมองเห็นความพัวพันทางโลกที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาได้"
พอจ้าวฟู่อวิ๋นฟังจบ ก็เข้าใจเหตุผลในนั้น
ก็เหมือนกับการสร้างแฟ้มทะเบียนสำมะโนครัวนั่นเอง
"ปีที่ข้าอายุสิบสาม ถูกท่านป้าพามาส่งยังสำนักของอาจารย์นักพรตสวินหลานอินแห่งภูเขาเทียนตู และอาจารย์นักพรตสวินหลานอินก็เป็นผู้ส่งเข้าไปในอารามล่างขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองจ้าวฟู่อวิ๋นแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เจ้าใช้สัญญาเข้าเขาเป็นการภายในที่ได้รับการยกเว้นค่าครูหรือ?"
"ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ในภูเขาเทียนตู ศิษย์สายในทุกคนล้วนสามารถส่งคนผู้หนึ่งเข้าไปบำเพ็ญเพียรในอารามล่างของภูเขาเทียนตูได้ โดยได้รับการยกเว้นค่าครู
แน่นอนว่า หากเขาสามารถสร้างรากฐานได้ เช่นนั้นเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนไปเข้าสำนักอื่นได้ คนที่จ่ายค่าครูเพื่อเข้ามาศึกษาในอารามล่างบางคน ในระหว่างกระบวนการสร้างรากฐาน อาจจะไปมีวาสนากับสำนักอื่นเข้า ดังนั้นจึงจะเปลี่ยนไปเข้าสำนักอื่น
สถานการณ์เช่นนี้ ความจริงแล้วภูเขาเทียนตูก็จะไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายโดยตรง
ทว่าศิษย์ที่ได้รับการยกเว้นค่าครูนั้น ไม่อาจเปลี่ยนไปเข้าสำนักอื่นได้
"ท่านป้าของเจ้าชื่อแซ่สิ่งใด?"
"อวิ๋นอี่ชิงขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"เป็นคนวิถีใด?"
"ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ร่อนเร่ไปทั่วหล้า พเนจรไปตามภูเขาขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาพิจารณาจ้าวฟู่อวิ๋นอีกครั้ง พลางยิ้มกล่าว "เช่นนี้กลับหาได้ยากยิ่ง"
"ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"เอาล่ะ นี่คือป้ายชั่วคราวของเจ้า ไปยังที่พักชั่วคราวที่ภูเขาด้านหลัง เข้าพักตามหมายเลขบนป้ายได้เลย อีกไม่กี่วันจะมีพิธีเข้าสำนัก ขอเพียงผ่านการทดสอบ ก็จะสามารถเป็นศิษย์อารามบนได้"
"ขอรับ ขอบคุณมาก" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"คนรุ่นพวกเจ้านี้ ล้วนไม่เลวเลย หลังจากเข้าสู่อารามบนแล้ว ก็จงบำเพ็ญเพียรให้ดี"
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าในบรรดาคนรุ่นเดียวกับตนนั้น ยังมีผู้ใดกลับมาบ้าง และก็ไม่รู้ว่าที่ว่าไม่เลวนั้นเป็นแบบใด ดังนั้นจึงเพียงแต่รับคำว่า 'ขอรับ'
เขาถือป้ายทองแดงในมือขึ้นมาดู ด้านหน้ามีอักษรคำว่าเทียนตูสองตัว ด้านหลังมีอักษรคำว่า 'ชั่วคราว' หนึ่งตัว บวกกับหมายเลขหนึ่งตัว เจ็ด
ห้องพักนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก ทว่าเครื่องเรือนกลับครบครัน อีกทั้งที่นี่ยังมีโรงอาหาร พกป้ายชั่วคราวมาด้วยก็จะสามารถกินดื่มอยู่ข้างในได้ฟรี
ตอนที่กินข้าว เขาเห็นคนที่อาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวด้วยกันกับตน จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้จักพวกเขา ทว่าพวกเขาก็ดูไม่ได้คุ้นเคยกันมากนัก คาดว่าน่าจะมาก่อนจ้าวฟู่อวิ๋นเพียงไม่กี่วัน
ชายสี่หญิงสอง รวมกับจ้าวฟู่อวิ๋นก็เป็นเจ็ดคนพอดิบพอดี
ในจำนวนนั้นมีสตรีผู้หนึ่ง หลังจากเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นแล้วก็เอ่ยถามด้วยท่าทีตีสนิทค่อนข้างเก่งว่า "สหายเต๋าท่านนี้ ก่อนหน้านี้ท่านศึกษาอยู่ในอารามล่างของที่นี่หรือเจ้าคะ?"
จ้าวฟู่อวิ๋นดื่มโจ๊กข้าววิถี กินเห็ดสดใหม่ พลางพยักหน้า
เขาพิจารณาอีกฝ่าย แล้วพิจารณาคนอีกห้าคนที่เหลือ ก็เข้าใจได้ว่า พวกเขาล้วนไม่น่าจะใช่คนที่ออกมาจากอารามล่างของภูเขาเทียนตู
ภูเขาเทียนตูมีศิษย์อารามล่างที่สร้างรากฐานแล้วไม่กลับมายังภูเขาเทียนตู แน่นอนว่าย่อมต้องมีคนผู้มีภูมิหลังอื่นที่เปลี่ยนมาเข้าภูเขาเทียนตูหลังจากสร้างรากฐานแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจะมีมากเป็นพิเศษ และยังมีบางคนที่บรรพบุรุษอาจจะมีวาสนาบางอย่างร่วมกับภูเขาเทียนตู
"เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง ในที่สุดพวกเราก็รอจนมีสหายเต๋าที่มาจากอารามล่างกลับภูเขามาสักท่านแล้ว" สตรีผู้นั้นกล่าว
"เอ้อ เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้นหรือ?" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ก็เพราะว่าหากมีศิษย์จากอารามล่างของสำนักเขากลับภูเขามา ก็จะจัดพิธีเข้าสำนักอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นแล้ว พวกเราก็ต้องรอให้ครบหนึ่งเดือนถึงจะจัดพิธีเข้าสำนักเจ้าค่ะ" สตรีผู้นั้นกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย
ทว่าก็เป็นจริงดังที่นางกล่าว คืนนั้นเองก็มีคนมาแจ้งเขาว่า วันพรุ่งนี้จะจัดพิธีเข้าสำนัก
เพียงแต่คนที่มาแจ้งเขาผู้นั้น กลับพิจารณาเขา พลางกล่าวว่า "วันพรุ่งนี้คนที่จัดการพิธีเข้าสำนัก หากถามคำถามนอกเหนือจากคำไต่สวนเข้าสำนัก เจ้าก็แค่รักษาสติเอาไว้ให้มั่น ไม่ต้องเอ่ยปากก็พอ"
จ้าวฟู่อวิ๋นสงสัยอยู่ในใจ อยากจะถามเขาว่าเพราะเหตุใด ทว่าเขากลับจากไปเสียแล้ว
ความจริงแล้วที่ผ่านมา จ้าวฟู่อวิ๋นมีความกังวลอย่างหนึ่งอยู่ในใจเสมอมา นั่นก็คือเรื่องการ 'ไต่สวนจิตใจ' ตอนเข้าสำนัก ทว่า เขาก็เข้าใจดีว่า เนื้อหาของการไต่สวนจิตใจนั้นความจริงแล้วมันตายตัว
ทว่า ดูเหมือนว่า วันพรุ่งนี้อาจจะมีคนฉวยโอกาสถามให้มากความเสียแล้ว







