วินาทีที่จ้าวฟู่อวิ๋นก้มหน้าลง เขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้ยืนอยู่กลางตำหนักใหญ่นี้อีกต่อไป แต่กลับอยู่ในความว่างเปล่า ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต
เขารู้สึกว่าผู้คนรอบข้างล้วนหายไปหมดสิ้น ส่วนตัวเขาคล้ายกับถูกคนห้อยแขวนเอาไว้
ราวกับมีคนคว้าสติสัมปชัญญะของตนไว้แน่น ตัวเขาเป็นเหมือนหัวไชเท้าที่ถูกคนจับใบด้านบน ถอนรากถอนโคนขึ้นมาจากดิน แล้วหิ้วไว้ในมือ
เบื้องบนเบื้องล่างไร้ที่พึ่งพิง ทั่วร่างไม่อาจออกแรงได้ แม้แต่จะดิ้นรนก็ยังไร้จุดให้ลงแรง
"จ้าวฟู่อวิ๋น" น้ำเสียงอันน่าเกรงขามของสวี่ซื่อชินดังขึ้น
ความรู้สึกอันตรายในใจของเขาผุดพรายขึ้นมาราวกับน้ำพุเย็นเยียบ ระลอกแล้วระลอกเล่า คล้ายจะซัดสาดให้เขาจมมิด
เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้เงยหน้า แต่ในความมืดมิดนั้นกลับมีดวงตาอันน่าเกรงขามคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่
"ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นขานรับ ชั่วขณะที่เอ่ยปาก ความยึดมั่นของเขาในห้วงเวลานี้ล้วนมลายสูญ คล้ายกับเปิดประตูบานประตูใจ เผยทุกสิ่งในห้องของตนให้ผู้อื่นได้เชยชม
"เจ้ามาจากที่ใด" ในน้ำเสียงของสวี่ซื่อชิน แฝงด้วยพลังที่ทำให้ผู้คนมิอาจต่อต้าน
"ในหมู่สิบหกแคว้นพันธมิตรเยียนอวิ๋น ตระกูลจ้าวแห่งหวยหนานขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
คำตอบของเขากลับทำให้ผู้อื่นประหลาดใจ ในสิบหกแคว้นพันธมิตรเยียนอวิ๋น ตระกูลจ้าวแห่งหวยหนานนั้นคือราชวงศ์ แม้แต่นักพรตท่านนั้นที่เดินเข้ามาพร้อมกับสวี่ซื่อชินก่อนหน้านี้ และได้ช่วยจ้าวฟู่อวิ๋นระบายพลังวิชาออกไปครั้งหนึ่ง ก็ยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ทว่าผู้ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคือโจวฉุนซึ่งเดินเคียงข้างจ้าวฟู่อวิ๋นมาตลอด ในห้วงเวลานี้ สีหน้าของเขาคล้ายจะดูย่ำแย่ลง ราวกับว่าโดนจ้าวฟู่อวิ๋นหลอกลวงก็มิปาน
"เหตุใดจึงเข้าสู่ภูเขาเทียนตู" สวี่ซื่อชินเอ่ยถามอีกครั้ง
"ในตระกูลจ้าวไร้ที่ซุกหัวนอนแล้ว ท่านป้าใหญ่มาตามหาข้า จึงพาข้ามาบำเพ็ญเพียรที่ภูเขาเทียนตูขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"จุดประสงค์ของการบำเพ็ญเพียรคือสิ่งใด" สวี่ซื่อชินถาม
"กลับตระกูลจ้าว ทวงคืนความเป็นธรรมให้ท่านแม่ของข้าขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
ผู้คนต่างตกตะลึง เพราะในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้สัมผัส พวกเขาเพียงรู้สึกว่าจ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้ ดูเหมือนจะเป็นคนโอบอ้อมอารี ยามพบหน้า ในแววตาหรือมุมปากล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม มิได้ดูเหมือนคนที่มีความเคียดแค้นเต็มเปี่ยมอยู่เต็มอกเลยสักนิด
ทว่าคำตอบในยามนี้ กลับเป็นการมุ่งกลับตระกูลเพื่อแก้แค้น เป้าหมายในการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญผู้หนึ่งมิใช่อายุยืนยาวเป็นอมตะ แต่กลับมีเป้าหมายเป็นการชำระแค้น เพียงพอบ่งบอกได้ว่าความเคียดแค้นในใจของเขาลึกล้ำปานใด
โจวฉุนผู้นั้นเมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้ สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาก เขารู้สึกว่าจ้าวฟู่อวิ๋นเป็นเหมือนดั่งตนเอง คือผู้ที่เคยถูกตระกูลใหญ่ทำร้าย แม้จะถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ทว่าก็มีความบาดหมางกับตระกูล ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน
"หากภูเขาเทียนตูประสบเคราะห์ภัยคุกคาม เจ้าจะทำเช่นไร" สวี่ซื่อชินเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงแต่คำถามประโยคนี้ กลับดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ด้านข้าง ขมวดคิ้วมุ่นในทันที
ทว่าประโยคนี้ เมื่อเข้าหูจ้าวฟู่อวิ๋น กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น คำพูดนั้นราวกับชั้นผงแป้งที่โรยเป็นตัวอักษรอยู่บนพื้น ทว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน ภายใต้ผงแป้งกลับมีตัวอักษรอื่นซ่อนอยู่
ภายใต้น้ำเสียง ยังมีสุ้มเสียงอีกซ้อนหนึ่ง และสุ้มเสียงซ้อนนี้ ก็ประหนึ่งกริชสั้นที่ซ่อนไว้ใต้ร่มผ้า ทิ่มแทงทะลุทะลวงเข้ามาในใจอย่างฉับพลัน
"จงพูดมาว่าเจ้าสังหารสวี่ย่าจวินเยี่ยงไร!"
ความรู้สึกอันตรายในใจจ้าวฟู่อวิ๋นยามนี้ บรรลุถึงขีดสุดแล้ว กระนั้น ยันต์วิบากกรรมของเขาก็ทำให้เขาล่วงรู้ว่า การไต่สวนในครั้งนี้มีภยันตรายใหญ่หลวง สติของเขาจึงจมดิ่งลงสู่ยันต์ในทะเลปราณ
ในสติสัมปชัญญะของเขา ตนเองก็คือเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับสูญกองหนึ่ง
ส่วนน้ำเสียงและนัยแห่งคำพูดของอีกฝ่าย กลับเป็นดั่งสายลม ที่พัดกระพือเปลวเพลิงให้พลิ้วไหว คล้ายต้องการพัดเปลวเพลิงให้เปิดออก เผยให้เห็นฟืนที่กำลังลุกไหม้อยู่เบื้องล่าง
"ตอบมา!" สวี่ซื่อชินตวาดต่ำอีกครา น้ำเสียงระเบิดก้องกลางใจ เปลวเพลิงพัดพลิ้วร่ายรำ
เขารวบรวมสติให้มั่นคง รักษารากความคิดของตนไว้ กัดฟันกรอด ไม่ยอมเปิดปากพูดเด็ดขาด เขารู้สึกว่า ขอเพียงตนเอื้อนเอ่ยปาก ก็จำต้องบอกเล่ากระบวนการที่ตนลงมือฆ่าคนออกไปจนหมดสิ้น
ขณะนั้นเอง นักพรตที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยปาก "เป็นอันใดไป จ้าวฟู่อวิ๋น เจ้ามิเต็มใจตอบงั้นรึ ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง หากภูเขาเทียนตูประสบเคราะห์ภัยคุกคาม เจ้าจะทำเช่นไร"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา กลับทำลายเจตนาในคำพูดของสวี่ซื่อชินจนแหลกสลายในพริบตา คล้ายดั่งมีสีสันที่แตกต่างสาดส่องเข้ามา ขับไล่ความมืดมิดอันทึบหนานั้นให้มลายสิ้น
ในใจของจ้าวฟู่อวิ๋นคลายลง เอ่ยปากขึ้นในทันที "ปกป้องภูเขาเทียนตูอย่างสุดความสามารถขอรับ"
"ดี ไม่เลว การไต่สวนจิตใจสิ้นสุดลงแล้ว ศิษย์พี่สวี่ ท่านยังมีสิ่งใดต้องการไต่ถามอีกหรือไม่" นักพรตด้านข้างเอ่ยถามยิ้มๆ
สวี่ซื่อชินหันขวับไปมองนักพรตผู้นั้นแวบหนึ่ง เอ่ยว่า "ศิษย์น้องรั่วติ้ง เจ้ามิใช่ยึดถือหลักสงบวิเวกไร้การกระทำ รักษาใจให้บริสุทธิ์มาตลอดหรอกหรือ ไฉนเลย ไม่กลัวที่จะถลำลึกลงสู่ความพัวพันทางโลก ตกอยู่ในวิบากกรรมหรอกหรือ"
บนใบหน้าของสวี่ซื่อชินดูเหมือนกำลังแย้มยิ้ม ทว่ากลับมีกลิ่นอายคุกคามที่อธิบายไม่ถูกบอกไม่ชัดขุมหนึ่ง
"สงบวิเวกไร้การกระทำ รักษาใจให้บริสุทธิ์ มิใช่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นดินเหนียว ไร้การกระทำหรือมีการกระทำ ล้วนขึ้นอยู่กับใจดวงเดียวเท่านั้น ศิษย์พี่ ท่านคิดเล็กคิดน้อยเยี่ยงนี้ต่างหากเล่า ถึงจะเป็นการถลำลึกเข้าสู่วิบากกรรมเก้าประการ" นักพรตที่ถูกเรียกว่ารั่วติ้งกล่าว
"คนรุ่นเราบำเพ็ญเพียร ย่อมต้องมีความกล้าในการเผชิญวิบากกรรม ย่อมต้องมีวิธีการรับมือวิบากกรรม เรื่องราวในโลกหล้า ก็ล้วนหนีไม่พ้นสี่คำ บุญคุณ ความแค้น ความรัก ความชัง เจ้าดูคำตอบเรื่องเป้าหมายการบำเพ็ญเพียรของเขาเสียสิ มิใช่กำลังจะกลับไปแก้แค้นหรอกหรือ นี่สิถึงจะเรียกว่าคนพวกเดียวกันกับเรา" เมื่อสวี่ซื่อชินพูดมาถึงตอนท้ายกลับหัวร่อออกมา
บุคคลอื่นๆ ภายในตำหนักล้วนมิกล้าส่งเสียง
นักพรตรั่วติ้งก็มองจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่สองสามครา แล้วมิได้กล่าวสิ่งใดอีก
ทว่าสวี่ซื่อชินกลับเอ่ยว่า "พวกเจ้าล้วนผ่านการทดสอบไต่สวนจิตใจแล้ว นับแต่วันนี้เป็นต้นไป คือศิษย์อารามบนแห่งภูเขาเทียนตู หนทางมรรคาอันไร้สิ้นสุด ล้วนอยู่ใต้ฝ่าเท้า อายุวัฒนะ!"
หลังจากกล่าวคำว่า 'อายุวัฒนะ' สองคำสุดท้ายจบ ทุกคนก็ขานรับว่า 'อายุวัฒนะ' สวี่ซื่อชินจึงหมุนกายเดินออกไปนอกเรือน
จากนั้น ทุกคนก็กลับไปยังที่พักชั่วคราวแห่งนั้นอีกครั้ง เมื่อถึงวันที่สอง โจวฉุนก็นำป้ายหยกมาส่งให้พวกเขา
ด้านหน้าของป้ายหยกสลักอักษรคำว่าเทียนตูสองคำ ทั้งยังมีลวดลายทิวเขาที่ทอดยาวสลักอยู่ ด้านหลังสลักชื่อ จ้าวฟู่อวิ๋น สามคำไว้ตรงกึ่งกลาง
บริเวณขอบด้านบนชื่อจ้าวฟู่อวิ๋น มีวันเวลาสลักไว้ นั่นคือวันที่ที่เขาเข้าสู่อารามบน
"นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ากับข้าก็ถือเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอย่างแท้จริงแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่า ศิษย์น้อง เจ้าจะถือกำเนิดในตระกูลจ้าวแห่งหวยหนานแคว้นเยียนอวิ๋น แต่กลับมิเป็นที่ยอมรับในจวน ถือเป็นคนอาภัพผู้หนึ่ง ทว่าไม่ว่าเยี่ยงไร เมื่อเข้าสู่อารามบนแห่งภูเขาเทียนตูแล้ว ก็เท่ากับก้าวเข้าสู่หนทางแห่งมรรคาอย่างแท้จริง วันหน้าจะกลับไปชำระแค้น ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้" โจวฉุนกล่าวกับจ้าวฟู่อวิ๋น
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับเอ่ยอย่างเขินอายเล็กน้อย "ศิษย์พี่ ข้า ข้าจะต้องบำเพ็ญเพียรให้ดีอย่างแน่นอนขอรับ"
"ฮ่าๆ ย่อมต้องบำเพ็ญเพียรให้ดี เจ้าเพิ่งเข้าอารามบนมาใหม่ๆ ต้องเลือกสรรเคล็ดวิชา บำเพ็ญฝึกฝนคาถาอาคม มีสิ่งใดไม่กระจ่าง ก็มาถามศิษย์พี่ได้เลย" โจวฉุนกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นพยักหน้าระรัว เอ่ยถามว่า "ศิษย์พี่ ตอนนี้ข้าต้องไปที่ใดหรือขอรับ"
"บัดนี้เจ้าเป็นศิษย์อารามบนอย่างเป็นทางการแล้ว สามารถไปเลือกที่พักในภูเขาที่อารามบนตั้งอยู่ได้ ที่แห่งนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยปราณวิญญาณ ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนวิชากับศิษย์ร่วมสำนัก นับเป็นสถานบำเพ็ญเพียรชั้นเลิศ" โจวฉุนกล่าว
"เช่นนั้น ศิษย์พี่ ศิษย์น้องขอตัวลา ไว้วันหน้าจะเชิญศิษย์พี่ดื่มสุราขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ตกลง" โจวฉุนเอ่ยยิ้มๆ
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินทางไปเพียงลำพัง ภูเขาลูกที่อารามบนตั้งอยู่นั้น นามว่าภูเขาหลังช้าง เนื่องจากภูเขามีขนาดใหญ่โตและมีลักษณะคล้ายหลังช้าง จึงถูกเรียกว่าภูเขาหลังช้าง
จ้าวฟู่อวิ๋นขบคิดเรื่องราวของบุรุษนามโจวฉุนไปตลอดทางที่เดิน
นับแต่แรกพบ จวบจนคำพูดประโยคหลังๆ ของเขา จ้าวฟู่อวิ๋นไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็รู้สึกว่า ตนเองรักษาระยะห่างกับเขาไว้หน่อยจะดีกว่า มิรู้ด้วยเหตุผลกลใด มักมีความรู้สึกว่า ศิษย์พี่โจวฉุนจะอายุสั้น
สายลมระลอกหนึ่งพัดโชยมา ลมภูเขาช่างเย็นสบายสดชื่น
เขาทอดสายตามองภูเขาหลังช้าง ในใจตื่นเต้นอย่างหาเปรียบมิได้ เพราะนับแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะเป็นศิษย์อารามบนแห่งภูเขาเทียนตู เขาชักจะรอไม่ไหว ที่จะได้ไปเลือกสรรเคล็ดวิชา บำเพ็ญฝึกฝนคาถาอาคมแล้ว







