หลังจากพวกสวี่อิงจากไปได้ไม่นาน ก้อนเลือดเนื้อที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่างนั้นก็ประกอบกันจนกลายเป็นคนในที่สุด แม้กระทั่งเสื้อผ้าบนร่างที่ถูกตีจนแหลกเหลวก็ยังฟื้นฟูกลับมาดังเดิม
มงกุฎขนนกไต้เซิ่งบนศีรษะของเขาก็ยังคงเหมือนเมื่อก่อน
นี่คือคุณลักษณะของเทพมาร เทพมารจะจดจำคุณลักษณะทุกอย่างของกายเนื้อเอาไว้ ต่อให้ถูกทำลายไปก็ยังสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ดังเดิม
เขาเดินไปยังยอดเขาที่แทบจะกลายเป็นที่ราบ ทว่าพอก้าวเท้าออกไปกลับเหยียบพลาดอย่างแรงจนเกือบจะล้มลง
ชายหนุ่มชุดขนนกก้มหน้ามองดู จึงเห็นว่าตนเองขาดขาไปหนึ่งข้าง
เสื้อผ้าของเขาถูกตีจนแหลก มงกุฎขนนกก็ถูกตีจนแหลก เพื่อฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ เขาต้องสูญเสีย 'ตบะ' ไปมากเกินไป ส่งผลให้ไม่สามารถฟื้นฟูขานี้กลับมาได้
ปราณดำบนร่างของชายหนุ่มชุดขนนกพลุ่งพล่าน ขาซ้ายแบ่งออกเป็นสอง กลายเป็นขาสองข้าง เพียงแต่ว่ามันเรียวเล็กกว่าเดิมมาก ทว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยและเดินมาถึงยอดเขา
เขาสูดดมกลิ่นอย่างแรง นั่นคือกลิ่นที่จู๋ฉานฉานทิ้งเอาไว้
กลิ่นของโอสถเซียนชนิดนี้มีแรงดึงดูดอย่างร้ายกาจสำหรับเขา มันเย้ายวนให้เขาตามไปล่าเหยื่อ
อีกด้านหนึ่ง แสงแดดรำไรสาดส่องเข้าสู่ม่านตาของเป่ยเฉินจื่อ เป่ยเฉินจื่อลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง สวี่อิง จู๋ฉานฉาน และระฆังใหญ่มองดูเขาด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นเขาฟื้นขึ้นมา สองคนกับอีกหนึ่งระฆังจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ท่านผู้เฒ่าเป่ย นามเฉินไม่เป็นไร!"
สวี่อิงกล่าวกลั้วหัวเราะ "ข้าบอกแล้วว่าคนดีผีคุ้มอย่างท่านผู้เฒ่าสวรรค์ย่อมคุ้มครอง เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย"
จู๋ฉานฉานกล่าวเยินยอ "นายท่านเป่ยต่อสู้กับเทพมารอย่างดุเดือด กล้าหาญไร้เทียมทาน คุณธรรมเทียมฟ้า บารมีสะท้านอดีตจนถึงปัจจุบัน! ไม่ว่าใครได้ยินวีรกรรมของท่านผู้เฒ่า ต่างก็ต้องยกนิ้วโป้งให้ แล้วเอ่ยชมว่าซื่อสัตย์ภักดี!"
เป่ยเฉินจื่อพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง กล่าวเสียงหอบแฮก "ข้าคงจะแก่แล้ว ตอนที่แลกชีวิตกับเทพมารตนนั้นถูกปราณเลือดของมันกระแทกใส่วิญญาณหยวน ทำให้จิตสัมผัสของวิญญาณหยวนปั่นป่วน จนสลบไสลไป..."
เขาผลักสวี่อิงกับจู๋ฉานฉานออกไปอย่างแรง ชนระฆังใหญ่กระเด็น แล้วกระโจนพรวด ทิ้งตัวลงจากหัวโตๆ ของหยวนชี ร้องตะโกนว่า "พวกเจ้ามันตัวแสบ ปล่อยให้คนแก่อย่างข้าต้องไปเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเจ้า ข้าไม่เอาแล้ว!"
"ตุบ!" เสียงทึบหนักๆ ดังแว่วมา
หยวนชีกำลังเร่งเดินทาง เมื่อได้ยินเสียงนี้จึงรีบร้องถาม "เกิดอะไรขึ้น? อาอิ้ง เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
สวี่อิงเกาะเขาดำยาวของงูใหญ่มองลงไปข้างล่าง แล้วตอบว่า "ท่านผู้เฒ่ากระโดดลงจากหัวเจ้าไปแล้ว ข้าแค่ช่วยเขารักษาอาการบาดเจ็บภายในของอวัยวะทั้งห้าและหกเท่านั้น วิญญาณหยวน ดินแดนซีอี๋ และดินแดนแห่งการแฝงกายอำพรางของเขาล้วนถูกกระแทกจนบาดเจ็บ ไม่สามารถใช้อิทธิฤทธิ์ได้ บินไม่ขึ้นก็เลยร่วงลงไปน่ะสิ"
หยวนชีตกใจสะดุ้ง รีบหยุดชะงัก "เขากระโดดไปทางไหน? ซ้ายหรือขวา? ทางขวาของข้าคือห้วงลึกหยินหยางสองโลกนะ..."
"ทางขวา"
สวี่อิงพยายามชะโงกหน้ามองลงไป ในที่สุดก็เห็นเป่ยเฉินจื่อ เห็นเพียงชายชราผมขาวผู้นี้ตกลงไปในห้วงลึกราวร้อยจั้ง โชคดีที่หล่นไปกระแทกกับโขดหินที่ยื่นออกมา จึงไม่ได้ตกลงไปในก้นบึ้งของห้วงลึก
หากตกลงไปในห้วงลึก ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยากจะช่วยเหลือ สวี่อิงคงทำได้เพียงไปหา 'ผู้พิทักษ์มรรคาผู้กระตือรือร้น' คนใหม่แล้ว
เป่ยเฉินจื่อตกลงมากระแทกจนหน้ามืดตาลาย ในห้วงลึกยังมีเสียงจอแจดังแว่วมา คล้ายกับพญามารนับไม่ถ้วนที่ถูกจองจำกำลังกระซิบกระซาบใส่เขา รบกวนความคิดของเขา ทำให้เขายากที่จะรวบรวมสมาธิได้
เป่ยเฉินจื่อหวาดกลัวสุดขีดในใจ พยายามเค้นอิทธิฤทธิ์ ทว่ากลับไม่สามารถดึงตบะออกมาได้เลยแม้แต่น้อย เขาลุกลี้ลุกลน ร้องตะโกนว่า "สวี่อิง ช่วยข้าด้วย "
ทันใดนั้น โขดหินก้อนนั้นก็หลวมหลุด และร่วงหล่นลงไป
เป่ยเฉินจื่อร้องลั่น ฝืนกระตุ้นวิญญาณหยวน วิญญาณหยวนใช้มือข้างหนึ่งคว้าหน้าผาชันไว้ ส่วนอีกข้างคว้าแขนของเขาไว้ ถึงได้ไม่ร่วงหล่นลงไปในห้วงลึก
แต่เขาก็ไถลตัวตกลงไปอีกหลายสิบจั้ง เสียงจอแจดังยิ่งขึ้น ทำให้เขายิ่งรวบรวมสมาธิได้ยากลำบาก ไม่อาจควบคุมวิญญาณหยวนได้
หินยักษ์ก้อนนั้นกระแทกเข้ากับหน้าผาชันของห้วงลึก กระดอนไปมา ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดก็ร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของห้วงลึก
ในขณะที่เขากำลังจะทนไม่ไหว ระฆังใหญ่ก็บินโซเซลงมา ปากระฆังหงายขึ้นฟ้า รับตัวเขาเอาไว้ ก่อนจะบรรทุกเขาบินออกจากห้วงลึกอย่างเชื่องช้า
ระฆังใหญ่ร่อนลงบนหัวของหยวนชี เป่ยเฉินจื่อกลิ้งหลุดออกจากปากระฆัง ร่างกายอ่อนยวบ หอบหายใจแฮกๆ
เมื่อครู่นี้เขาสิ้นหวังไปแล้ว นึกว่าตนเองจะต้องตกลงไปในห้วงลึกและตายอย่างอนาถแน่ๆ ในยามนี้เมื่อได้รับความช่วยเหลือ จึงแทบจะร้องไห้โฮออกมา
เขามีความหวาดกลัวต่อห้วงลึกอย่างบอกไม่ถูก สมัยยังหนุ่ม เขาเคยเห็นผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่พยายามจะเข้าไปสำรวจห้วงลึก ทว่าทั้งหมดล้วนไปแล้วไม่มีวันได้กลับมา
ห้วงลึกจึงกลายเป็นฝันร้ายของเขา
สวี่อิงเอ่ยชม "ท่านผู้เฒ่าช่างมีคุณธรรมเทียมฟ้า เป็นห่วงว่าพวกเราจะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ พอกระโดดลงห้วงลึกไปแล้ว ก็ยังอุตส่าห์วกกลับมาอีก"
เป่ยเฉินจื่อแค่นเสียงฮึดฮัด "คุณธรรมเทียมฟ้าบ้าบออะไร! ข้าหนีไม่พ้นต่างหากล่ะ ถ้าหนีได้ ข้าทิ้งไอ้พวกลูกเต่าอย่างพวกเจ้าไปตั้งนานแล้ว!"
เขาหมดอาลัยตายอยาก ไม่เกรงใจสวี่อิงอีกต่อไป เอาแต่ด่าทอฉอดๆ มาดผู้ดีก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น
ระฆังใหญ่หันไปพูดกับจู๋ฉานฉาน "เขาหัวเสียแล้ว"
จู๋ฉานฉานพยักหน้า "เต้นผางเป็นเจ้าเข้าเลยเชียว"
สวี่อิงพูดปลอบใจ "ท่านผู้เฒ่ารีบรักษาอาการบาดเจ็บเถอะ เทพมารตนนั้นยังไม่ตาย และกำลังตามมา พวกเรายังต้องพึ่งพาท่านผู้เฒ่าให้กลับมาผงาดอีกครั้ง เพื่อต่อกรกับเทพมารนะ"
"ต่อกรบ้าบออะไร!"
เป่ยเฉินจื่อยังคงมีโทสะไม่คลาย และยังคงด่าทอต่อ "คิดดูสิว่าเป่ยเฉินจื่ออย่างข้าเก่งกาจเกรียงไกรมาตั้งสามพันปี ชินชากับความเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์ เห็นการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์มาก็มาก เรื่องใหญ่โตตั้งเท่าไหร่ที่กลายเป็นแค่หมอกควันที่ลอยผ่านสายตาข้าไป? นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะต้องมาตกม้าตายเพราะพวกเด็กเวรอย่างพวกเจ้า!"
จู๋ฉานฉานหวังดีจึงเอ่ยเตือน "ท่านผู้เฒ่า เกรงว่าในที่นี้จะมีแค่อาอิ้งกับท่านเจ็ดเท่านั้นที่อายุน้อยกว่าท่าน ยังไม่รู้เลยว่าใครคือเด็กเวรกันแน่"
เป่ยเฉินจื่อใจหายวาบ คิดในใจว่า "(เจ้างูเหม็นนั่นอายุต้องน้อยกว่าข้าแน่ๆ แต่เจ้าตัวแสบสวี่อิงนี่สิ อายุต้องมากกว่าข้าเยอะแหงๆ)"
เขาหวนนึกถึงตัวเองในช่วงหลายปีมานี้ที่ต้องวิ่งวุ่นไปมาในโลกมนุษย์ ลำบากตรากตรำ อกสั่นขวัญแขวน สร้างความดีความชอบไว้มากมายนับไม่ถ้วน เดิมทีคิดว่าหมดทุกข์แล้วจะได้พบสุข วันคืนดีๆ รออยู่เบื้องหน้า นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาลงเอยด้วยการถูกเทพมารจับกิน จึงอดไม่ได้ที่จะสูญเสียมาดจนหมดสิ้น และเริ่มด่าทอฉอดๆ ขึ้นมาอีก
สวี่อิงรอจนเขาด่าจนเหนื่อย ถึงได้เอ่ยขึ้น "ท่านผู้เฒ่ารีบฝึกปรือเถอะ จริงสิ ท่านผู้เฒ่ามียาวิเศษสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บหรือไม่? ข้าจำได้ว่าในวิชาของผู้ฝึกปราณบางวิชามีตำรับยาอยู่ สามารถหลอมยาอายุวัฒนะมารักษาอาการบาดเจ็บได้"
"รักษาแล้วจะมีประโยชน์บ้าบออะไร? ยังไงก็สู้เทพมารตนนั้นไม่ได้อยู่ดี?"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เป่ยเฉินจื่อก็ยังหยิบขวดหยกสองสามใบออกมาจากดินแดนซีอี๋ เทโอสถวิเศษออกมากลืนลงไป หลับตารวบรวมสมาธิ กระตุ้นฤทธิ์ยา เพื่อรักษารอยแผลของวิญญาณหยวน จิตสัมผัส และส่วนอื่นๆ
เพียงแต่เทพมารตนนั้นยึดครองกายเนื้อของศพเซียน มันแข็งแกร่งจนเกินไปจริงๆ อาการบาดเจ็บที่ทิ้งไว้ให้เขามีมากกว่านี้ ยังมีรูปลักษณ์มหาวัคคาและดินแดนแห่งการแฝงกายอำพรางของเขาก็ได้รับบาดเจ็บตามไปด้วย
อาการบาดเจ็บเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่ยาวิเศษจะสามารถรักษาได้ ต้องปิดด่านบำเพ็ญเพียร เพ่งจิตอย่างต่อเนื่อง หรือถ้าหากรุนแรงมากก็ยังต้องไปค้นหารูปลักษณ์แห่งเต๋าต่างๆ มาทำความเข้าใจ ถึงจะสามารถฟื้นฟูกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้
เพียงแต่ตอนนี้เป่ยเฉินจื่อจะมีโอกาสเช่นนั้นที่ไหนกัน?
เป่ยเฉินจื่อถอนหายใจ จิตใจห่อเหี่ยว หันไปกล่าวกับสวี่อิง "ถ้าหากเทพมารตามมาทัน พวกเราต้องตายแน่ๆ ข้าน่ะไม่ไหวแล้วล่ะ อย่างมากก็รับมือได้อีกแค่สองสามกระบวนท่า ก็คงถูกเทพมารตนนั้นกลืนกิน ระฆังใบนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน"
สวี่อิงมองไปทางระฆังใหญ่ ระฆังใหญ่ถูกจู๋ฉานฉานซ่อมแซมจนดีแล้ว แต่พละกำลังไม่เพียงพอ จึงไม่อาจแสดงความสามารถออกมาได้มากนัก
เป่ยเฉินจื่อกล่าว "ตอนนี้ ข้าก็จนปัญญาแล้วล่ะ ไม่พวกเจ้าก็โยนยายหนูนี่ลงไปในห้วงลึก ไม่เช่นนั้นก็ตายด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ"
แววตาของเขาวูบไหว มองดูจู๋ฉานฉาน แล้วพูดว่า "บางที ให้ข้าชิมยายหนูนี่สักคำ แค่คำเดียว..."
จู๋ฉานฉานรีบหลบไปอยู่ด้านหลังสวี่อิง ชะโงกหน้าออกมาถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย
สวี่อิงกล่าวกลั้วหัวเราะ "ท่านผู้เฒ่าต้องมีวิธีอื่นอีกแน่ๆ ใช่หรือไม่? ข้าจะช่วยท่านผู้เฒ่าคิดก็แล้วกัน..."
เขาเดินวนไปวนมาบนหัวของหยวนชี ทันใดนั้นดวงตาก็ทอประกาย หัวเราะร่วน "ท่านผู้เฒ่ามีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ยุคจักรพรรดิอู่ตี้จนถึงตอนนี้ ต้องมีสหายมากมายแน่ๆ เลยใช่ไหม?"
เป่ยเฉินจื่อโมโหจนหัวเราะออกมา ตวาดลั่น "เจ้าจะให้ข้าไปหลอกสหายงั้นรึ? จะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะ คนทำอาชีพอย่างข้าน่ะไม่มีสหายหรอก ถึงอยากจะหลอกก็ไม่มีใครให้หลอกโว้ย!"
สวี่อิงแววตาวูบไหว กล่าวว่า "ท่านผู้เฒ่าพอจะรู้จักสถานที่อันตรายใดที่สามารถสะกดข่มเทพมารได้บ้างหรือไม่?"
เป่ยเฉินจื่อส่ายหน้า "สถานที่อันตรายพวกนั้นน่ะ ตอนที่ข้าอยู่ในช่วงพีกที่สุดเข้าไปก็ยังต้องตาย ตอนนี้เข้าไปก็ยิ่งตายเร็วขึ้นน่ะสิ"
สวี่อิงครุ่นคิด "เช่นนั้นมีสถานที่ใดที่สามารถหลบเลี่ยงการรับรู้ของเทพมารได้บ้างหรือไม่?"
เป่ยเฉินจื่อใจกระตุกเล็กน้อย กล่าวว่า "มันก็พอจะมีสถานที่แบบนั้นอยู่แห่งหนึ่ง..."
เขากล่าวเสียงแผ่ว "นั่นคือศาลเจ้าที่แห่งหนึ่ง... ตอนนี้พวกเราถึงไหนกันแล้ว?"
สวี่อิงเองก็ไม่รู้ภูมิประเทศ จึงทำได้เพียงให้หยวนชีบรรทุกพวกเขาลอยขึ้นไปบนฟ้า เป่ยเฉินจื่อมองไปรอบทิศทาง แล้วเอ่ยอย่างสิ้นหวัง "พวกเราอยู่ห่างจากศาลเจ้าที่แห่งนั้นมากเกินไป ศาลเจ้าที่แห่งนั้นอยู่ที่ต้าวโจว พวกเราไม่มีทางไปทันหรอก"
ทันใดนั้น ต้นอู๋ถงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาประหลาดลูกหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขา
เป่ยเฉินจื่อดีใจจนน้ำตาไหล ชี้ไปที่ยอดเขาลูกนั้น ร้องตะโกนว่า "นั่นคือเขาถงไป๋! บนเขามีต้นไม้เทพชิงถง! ไม่แน่ว่าเฟิ่งเซียนเอ๋อร์อาจจะซ่อนตัวอยู่ที่นั่น!"
สวี่อิง จู๋ฉานฉาน และคนอื่นๆ ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หยวนชีร่อนลงจากท้องฟ้า เร่งรุดไปยังเขาถงไป๋ การขี่กระบี่บินอยู่บนฟ้า สำหรับสัตว์ร่างยักษ์อย่างเขามันสิ้นเปลืองอิทธิฤทธิ์เกินไป สู้เลื้อยไปไม่ได้เพราะประหยัดแรงกว่า แถมความเร็วก็ไม่ได้ช้าไปกว่ากันเท่าไหร่นัก
ผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็มาถึงเขาถงไป๋ ปีนขึ้นไปบนยอดเขาลูกนี้ แล้วมาถึงใต้ต้นชิงถงต้นนั้น
ดอกอู๋ถงบนต้นร่วงโรยไปนานแล้ว มีผลสีเขียวห้อยต่องแต่งอยู่มากมาย จิตสัมผัสของสวี่อิงพลุ่งพล่าน กวาดผ่านต้นไม้เทพต้นนี้ไปรอบหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่พบกลิ่นอายของเฟิ่งเซียนเอ๋อร์แต่อย่างใด
สวี่อิงยังคงไม่ยอมแพ้ ขี่กระบี่บินวนรอบต้นไม้เทพชิงถงต้นนี้ไปมา คอยเคาะลำต้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าในต้นไม้เทพต้นนี้มีถ้ำลับซ่อนอยู่หรือไม่
ใต้ต้นไม้เทพชิงถง งูใหญ่หยวนชีก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน "ข้ายังรู้วิธีเอาชีวิตรอดอีกวิธีหนึ่ง ทว่าเรื่องนี้ต้องให้ท่านผู้เฒ่าร่วมมือด้วย"
เป่ยเฉินจื่อขมวดคิ้ว "ปีศาจงูกระจอกอย่างเจ้า จะมีวิธีอะไรได้?"
หยวนชีตอบ "ในตัวอาอิ้งต้องมีผนึกอยู่แน่ๆ บางครั้งเขาก็มักจะทำเรื่องที่น่าตื่นตะลึง นั่นเป็นเพราะผนึกของเขารั่วไหล ทำให้เขาปลุกความทรงจำบางส่วนขึ้นมา ข้ากำลังคิดว่า..."
เป่ยเฉินจื่อกล่าวตัดบทอย่างเด็ดขาด "เป็นไปไม่ได้! อย่าแม้แต่จะคิดเชียว!"
หยวนชีกล่าว "หากไม่เดินหมากตานี้ พวกเราก็ต้องตายกันหมดอยู่ที่นี่ เป่ยเฉินจื่อ เรื่องที่เจ้าอยากทำมากที่สุดในชีวิตนี้คืออะไรกัน? คือการต้องคอยจ้องมองเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักแก่เฒ่าอย่างจำใจงั้นรึ? เจ้าไม่อยากไปทำในสิ่งที่เจ้าอยากทำบ้างเลยหรือไง?"
"เด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักแก่เฒ่างั้นรึ?"
เมื่อจู๋ฉานฉานได้ยิน ทันใดนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบเงยหน้ามองไปทางสวี่อิงที่อยู่บนต้นไม้เทพชิงถง พึมพำในใจว่า "(หรือว่า ตำนานปรัมปรานั่นจะเป็นเรื่องจริง?)"
นางเผยสีหน้าเหลือเชื่อ
สีหน้าของเป่ยเฉินจื่อเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เขาก็เงยหน้ามองสวี่อิงเช่นกัน เห็นเพียงสวี่อิงขี่ปราณกระบี่บินไปมา เคาะต้นไม้เทพชิงถงอย่างไม่ลดละ
หยวนชีกล่าว "ตอนนี้ หากเจ้าไม่ช่วยเขาคลายผนึก พวกเราก็ต้องตายกันหมดอยู่ที่นี่ สิ่งที่เจ้าอยากทำมากที่สุดในชีวิตนี้ จะไม่มีวันทำสำเร็จได้อีก หากเจ้าช่วยเขาคลายผนึก หลังจากกำจัดเทพมารได้แล้ว อย่างมากก็แค่ผนึกเขาไว้อีกครั้งก็สิ้นเรื่อง"
งูใหญ่เลื้อยวนรอบเป่ยเฉินจื่ออย่างเชื่องช้า จ้องมองเขาเขม็ง เสียงดังมาจากข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ซ้ายทีขวาที ค่อยๆ โน้มน้าวอย่างใจเย็น "มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะหลุดพ้นจากทางตันในตอนนี้ได้ เจ้าคงไม่อยากตายทั้งที่ยังเป็นแค่ผู้คุมนักโทษหรอกนะ?"
"ช่วงเวลาก่อนตาย หากเจ้าย้อนนึกถึงเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตนี้ คงไม่ใช่แค่การเป็นผู้คุมหรอกกระมัง?"
งูใหญ่เลื้อยพันรอบเป่ยเฉินจื่อสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงก็เริ่มเลื่อนลอยขึ้นมา กล่าวอย่างแผ่วเบา "ไม่แน่ว่า... ไม่แน่ว่าการต่อสู้กับเทพมาร อาจจะเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของเจ้าก็ได้ ไม่แน่ว่า การช่วยอาอิ้งคลายผนึก อาจจะเป็นผลงานชิ้นเอกที่สุดในชีวิตของเจ้าก็ได้"
"หุบปาก!"
เป่ยเฉินจื่อตวาดลั่น สีหน้ามืดครึ้ม ด่าทอว่า "ปีศาจงูกระจอก ริอาจมาล่อลวงข้างั้นรึ? เจ้าคิดว่าตบะกว่าสามพันปี จิตแห่งเต๋าที่ขัดเกลามาสามพันปีของข้า หมามันแทะไปแล้วหรือไง?"
งูใหญ่ราวกับถูกตีแสกหน้า ร่างที่ขดพันอยู่ทรุดฮวบลงราวกับสายน้ำ แล้วเลื้อยหนีไปอย่างจ๋อยๆ
เป่ยเฉินจื่อดูน่าเกรงขาม หันหน้ากลับมา สีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
ขณะนั้นเอง จู๋ฉานฉานก็กล่าวเสียงสั่น "เทพมารมาแล้ว อยู่แถวนี้เอง! ทำยังไงดี?"
เป่ยเฉินจื่อสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาหยิบเสื้อคลุมสีเหลืองตัวหนึ่งออกมาจากดินแดนซีอี๋ของตน สะบัดอย่างแรง เสื้อคลุมสีเหลืองก็ลอยขึ้น ราวกับถูกสวมอยู่บนร่างของคนที่มองไม่เห็น ชายเสื้อสะบัดพึ่บพั่บ ทะยานแหวกอากาศออกไป
เป่ยเฉินจื่อส่งเสื้อคลุมสีเหลืองออกไปแล้ว ก็หยิบแท่นบูชาออกมาอีกอันหนึ่ง บนแท่นบูชามีศาลบูชาวางอยู่ ชายชราผู้นี้หยิบกระบี่ไม้ท้อออกมา แล้วก้าวขึ้นไปบนแท่นบูชา
บนศาลบูชานั้นไม่ได้บูชาเทพยดาองค์ใด แต่กลับบูชายันต์กระดาษแผ่นหนึ่ง
ตัวอักษรบนยันต์กระดาษคืออักษรนกและหนอน เขียนด้วยพู่กันทองคำ ซับซ้อนกว่าอักษรนกและหนอนตัวใดที่สวี่อิงเคยเห็นมา แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งเต๋าตามธรรมชาติ
เบื้องหน้ายันต์กระดาษจุดธูปขนาดเท่าแขนไว้ดอกหนึ่ง ควันธูปลอยกรุ่น พุ่งตรงไปยังยันต์กระดาษ และถูกยันต์กระดาษดูดซับเข้าไป ธูปดอกนี้ ต่อให้ผ่านไปเป็นปีก็อย่าหวังว่าจะไหม้หมด!
เป่ยเฉินจื่อก้าวขึ้นสู่แท่นบูชา ถือกระบี่ทำพิธี เซ่นไหว้ฟ้าดิน ปากก็ท่องบ่นพึมพำ
และในเวลานี้เอง ชายหนุ่มสวมมงกุฎขนนกไต้เซิ่ง สวมชุดขนนกด้ายทอง ก็ปีนขึ้นมาบนเขาถงไป๋ ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน
ระฆังใหญ่ปกป้องจู๋ฉานฉาน ถอยร่นไปด้านหลัง ร้องตะโกนเสียงดัง "อาอิ้ง! รีบลงมาเร็วเข้า!"
ในเวลาเดียวกัน หยวนชีก็ร้องตะโกนลั่น "เป่ยเฉินจื่อ เจ้ายืนบื้อรออะไรอยู่? ลงมือสิ!"
เป่ยเฉินจื่อกัดฟัน กระบี่ไม้ท้อในมือแทงออกไปดังขวับ ฟันยอดไฟของธูปขนาดเท่าท่อนแขนดอกนั้นจนขาดสะบั้น!
ยอดไฟถูกเขาประคองไว้บนปลายกระบี่ พอสั่นเบาๆ มันก็ดับวูบลงทันที
บนศาลบูชา เครื่องหอมขาดช่วง ไม่มีควันธูปลอยไปหายันต์กระดาษแผ่นนั้นอีก
ระหว่างฟ้าดิน พลันเงียบสงัดลง ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ขณะนั้นเอง สายลมแผ่วเบาก็ค่อยๆ พัดมา ลมเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ พัดดังอู้ๆ ต้นหญ้าใบไม้ล้วนสั่นไหว บนท้องฟ้าพลันมีเมฆดำทะมึนม้วนตัวมาอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด
ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมกระโชกแรงพัดจนต้นไม้เทพชิงถงโอนเอนไปมาท่ามกลางสายลม!
"เปรี้ยง!"
สายฟ้าฟาดขนาดมหึมาสายหนึ่งผ่าลงมาจากฟากฟ้า ฟาดลงบนต้นไม้เทพชิงถงอย่างจัง ผ่าต้นไม้เทพต้นนั้นขาดกลาง!
ต้นไม้เทพโค่นล้มลงมาเสียงดังสนั่น ร่างหนึ่งก็ร่วงหล่นลงพื้นท่ามกลางสายฟ้าฟาด ร่างนั้นอยู่ในท่ากึ่งคุกเข่า ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา นั่นคือสวี่อิง ประกายไฟเมื่อครู่นี้ราวกับกลายเป็นลวดลายเส้นหนึ่ง ส่องประกายแปลบปลาบเต้นเร่าอยู่ตรงกลางหว่างคิ้วของเขา
เขาค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน เมฆดำทะมึนหลายหมื่นลี้บนท้องฟ้า หมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับน้ำวน และเขาก็คือจุดศูนย์กลางของน้ำวนนั้น!
"เป่ย นามเฉิน เจ้ากล้าดีอย่างไร?" เขาหันหน้ามา มองไปทางเป่ยเฉินจื่อ เผยสีหน้าประหลาดใจ
ตื่นเต้น เย้ยหยัน เสียดสี และปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง!







