“……”
คำว่าพี่คำนั้นจุกอยู่ในลำคอ ทว่าสายตากลับแตกสลายไปบนเสื้อสีแดงของเธอ
“ต้องรบกวนนายให้วิ่งมาสักรอบแล้ว ลำบากหน่อยนะ” ลฺหวี่เล่อพูดพลางหัวเราะ นางเอกเพิ่งกำหนดตัวเมื่อไม่กี่วันก่อนและได้ลองทดสอบบทไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้เพื่อจะให้เข้าคู่กับพระเอก จึงเรียกเธอมาอีกครั้ง
หวังถงโบกมือให้หลิวอีเหว่ยก่อน จากนั้นถึงพูดพลางหัวเราะ “แหม คุณก็พูดไป เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วค่ะ” แล้วหันไปทางฉู่ชิง ถามว่า “นายไม่สละที่นั่งให้ฉันเหรอ”
เขารีบลุกขึ้นทันที ย้ายไปนั่งบนม้านั่งตัวหนึ่งทางด้านขวาของโซฟา เธอเดินเข้าไปแล้วนั่งลงในตำแหน่งเดิมของเขา
“อ้าว พวกคุณรู้จักกันเหรอ” หลิวอีเหว่ยถามอย่างแปลกใจ
“อืม รู้จักค่ะ” หวังถงใช้มือขวาเสยผม เผยให้เห็นลำคอเรียวยาวที่ทอดลงไปในคอเสื้อตัวหลวม
ใบหน้าของเธอหันไปทางทิศที่หลิวอีเหว่ยอยู่ เหลือเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างสี่สิบห้าองศาหรืออาจจะน้อยกว่านั้นเสียอีก มองเห็นแค่โหนกแก้มที่นูนขึ้นเล็กน้อยกับริมฝีปากที่เชิดขึ้นนิดๆ ถัดขึ้นไปอีกคือหางตาเรียวแคบ ราวกับท้องฟ้ามุมหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้บนปากบ่อ
ฉู่ชิงมองดูเธอโดยไม่ได้ปิดบังใดๆ ขนตาของเธอจู่ๆ ก็ขยับไหวเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้านิดๆ ยื่นมือออกไปเท้าคางเบาๆ
ลฺหวี่เล่อเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบคมถึงบางสิ่งที่ละเอียดอ่อนซึ่งพัวพันอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ทำให้พวกเขาก้าวเดินวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่หยุดหย่อน อยากจะเข้าใกล้แต่ก็หวาดกลัว อยากจะเดินจากไปแต่ก็ว้าวุ่นใจ
สิ่งนี้แหละคือความรู้สึกแบบที่เขาต้องการในหนัง พูดได้เลยว่าในชั่วพริบตาเดียว ลฺหวี่เล่อก็ฟันธงว่าพระเอกนางเอกจะต้องเป็นพวกเขาอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อหลิวอีเหว่ยอยู่ที่นี่ด้วย ยังไงก็ต้องทดสอบบทอยู่ดี
“เอาล่ะ คนครบแล้ว เรามาเริ่มกันเถอะ...” เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ฉันก็จะไม่กำหนดสถานการณ์ให้เฉพาะเจาะจงหรอกนะ เอาแบบง่ายๆ ก็แล้วกัน พวกคุณสองคนน่ะ คือว่าไม่ได้เจอกันมาหลายปี วันนี้บังเอิญมาเจอกันอีกครั้ง ที่เหลือก็เล่นกันตามสบาย อยากแสดงยังไงก็แสดงเลย”
ลฺหวี่เล่อลุกขึ้นยืน ขยับไปอยู่ข้างหลังหลิวอีเหว่ย ปล่อยพื้นที่ให้ว่าง มือจับเก้าอี้ผู้บริหารของเขาไว้ จ้องเขม็งไปที่คนทั้งสองข้างหน้า เสียงเบาหวิว ทั้งยังเจือความสั่นสะท้านอยู่บ้าง พึมพำว่า “มาเลย มาเลย”
บรรยากาศในอากาศกลายเป็นความเงียบงัน เวลาเองก็เชื่องช้าลง ไหลรินไปอย่างเนิบนาบ ราวกับจะมองเห็นเงาของมันได้
มือของหวังถงเลื่อนจากพวงแก้มไปที่ปลายคาง ค่อยๆ หันหน้าไป นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากล่าง ท่านั่งแบบนี้ความจริงแล้วดูฝืนธรรมชาตินิดหน่อย เอวของเธอก็บิดไปทางขวาอย่างนุ่มนวลเล็กน้อย ดวงตายังคงไม่ได้จ้องมองเขาตรงๆ เบี่ยงออกไปในมุมที่สวยงามมากมุมหนึ่ง แล้วถามว่า “หัวนายนั่นมันยังไง โกนอีกแล้วเหรอ”
ตั้งแต่เธอเดินเข้ามา ฉู่ชิงก็ไม่ได้ปริปากเลยสักคำ ตอนนี้ถึงได้ตอบรับคำหนึ่ง “อืม”
“เมื่อไหร่มันจะยาวออกมาให้ฉันดูบ้างล่ะ ฉันยังไม่เคยเห็นหน้านายตอนไว้ผมเลยนะ” เธอพูดพลางหัวเราะ
เขาลูบตอผมบนหัวตัวเอง แล้วหัวเราะตาม “คงต้องสักเดือนหนึ่งล่ะมั้ง” พูดพลางชะงักไปนิด แล้วถาม “ช่วงนี้เธอ...”
หวังถงหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ พูดแทรกว่า “ฉันไม่ได้บอกว่าห้ามถามเหรอ”
“หึ...” เขายิ้มอย่างจนใจ ส่ายหน้าเบาๆ
“ช่วงนี้เป็นไงบ้าง สบายดีไหม” นิ้วชี้ของเธอเขี่ยที่ริมฝีปากเบาๆ ในดวงตาเผยรอยยิ้มที่คุ้นเคยนั้นออกมาอีกครั้ง ซุกซนทว่าอ่อนโยน ทวนคำพูดที่เขาไม่ได้ถามออกมาเมื่อครู่นี้
“ฉัน ก็เรื่อยๆ แหละ” ฉู่ชิงบอก น้ำเสียงเจือความหนักแน่น “ก็โอเค”
“อ้อ” หวังถงพยักหน้าเบาๆ เบามากจริงๆ เพราะถ้าขยับแรงเกินไป ริมฝีปากก็จะชนเข้ากับนิ้วมือ
พอพูดประโยคเหล่านี้จบ ทั้งสองคนก็ไม่มีคำพูดใดอีก สายตาไม่นิ่ง เลื่อนไปทางซ้าย ทางขวา มองลงต่ำ บางครั้งก็สบตากันหนึ่งวินาที แล้วก็หลบตาไปทันที กลับไปล่องลอยกระจัดกระจายเหมือนเมื่อครู่ต่อ
หลิวอีเหว่ยหมอบอยู่บนโต๊ะ ดวงตาเล็กๆ กะพริบปริบๆ มองดูพวกเขา เขาก็เคยสร้างภาพยนตร์มาไม่น้อย เคยดูนักแสดงหลายคนแสดงสดในสถานที่จริง แต่บรรยากาศแบบนี้ กลับทำให้แยกไม่ออกว่าตกลงแล้วมันคือการแสดงหรือเรื่องจริงกันแน่ มหัศจรรย์เสียจนเขาไม่กล้าทำลายมันลง
ความระมัดระวังในแต่ละถ้อยคำ การหยั่งเชิงลึกๆ ความคุ้นเคยและความแปลกหน้าที่พัวพันอยู่ตรงหางตาและคิ้ว... ไม่ใช่แค่เวลาของพวกเขาที่ไหลช้าลงเท่านั้น แต่แม้กระทั่งคนนอกก็ยังสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบนี้
ลฺหวี่เล่อตบไหล่เขาเบาๆ หลิวอีเหว่ยได้สติ หันขวับไปมองเขา พอสบตากัน ก็สื่อความหมายเดียวกันออกมา
“พอแล้ว!”
ลฺหวี่เล่อเดินอ้อมมาหน้าโต๊ะ ปรบมือแปะๆ แล้วชี้ไปที่ฉู่ชิงพลางหัวเราะร่า “เสี่ยวฉู่ พวกเราพูดคำไหนคำนั้นนะ บอกว่าร่วมงานกันได้ก็ต้องร่วมงานกันได้แน่นอน”
“นั่นเป็นเพราะคุณดูแลผมต่างหาก ขอบคุณครับผู้กำกับ” ฉู่ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงได้ลุกขึ้นตอบรับ รู้ดีว่าเขาหมายถึงคำพูดตามมารยาทตอนที่บังเอิญเจอกันที่เบอร์ลิน
หลิวอีเหว่ยก็หัวเราะด้วย “หัวนั่นของนายก็ไม่ต้องโกนแล้วล่ะ ไว้ซะ”
“ไว้ให้ยาวแค่ไหนครับ” เขาถาม
“พยายามให้เต็มที่ของนายเถอะ ยังไงก็ต้องให้พอหวีเป็นทรงได้ล่ะนะ” หลิวอีเหว่ยไม่มีท่าทีเหมือนตอนเพิ่งเจอกันแล้ว เขาเริ่มพูดล้อเล่น มีฝีมือเป็นพื้นฐาน อายุไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด แต่งหน้าหน่อยก็โอเคแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นชายหญิงคู่นี้พอมาอยู่ด้วยกันก็ให้ความรู้สึกเข้ากันได้ดีทีเดียว
ลฺหวี่เล่อพูดพลางหัวเราะ “อย่าไปฟังเขาเลย ละครของพวกเราเรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยาก นักเขียนพวกนั้นน่ะเรื่องมากกันทั้งนั้น คิวงานก็จองยากสุดๆ แต่ก็ใกล้จะเรียบร้อยแล้วล่ะ” เขาคิดๆ ดู แล้วบอกว่า “กะเอาไว้ว่า รอให้เข้าฤดูใบไม้ร่วงก็เปิดกล้องได้ นายไม่ต้องกังวลเรื่องผมนายหรอก มันต้องยาวทันแน่ๆ”
ฉู่ชิงขมวดคิ้ว มองดูตัวตลกสองคนนี้ ลูกพี่ คุณเคยถ่ายหนังบ้างไหมเนี่ย?
เปิดกล้องฤดูใบไม้ร่วง นี่เพิ่งจะปลายเดือนพฤษภาคม ยังต้องรออีกตั้งสี่ห้าเดือน พวกนายจะรีบหาตัวนักแสดงไปทำไมกันวะ? แถมจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้เอาบทให้ฉันเลย แล้วนักเขียนโผล่มาจากไหนอีกเนี่ย?
พวกนายให้คนเรียนไม่เก่งอย่างฉัน ไปประชันบทบาทกับพวกนักเขียนเนี่ยนะ? แค่คิดก็โคตรเจ๋งแล้ว!
บ่นก็ส่วนบ่น หนังเรื่องนี้ยังไงก็ต้องแสดง ต่อให้ห่วยแตกแค่ไหนเขาก็ต้องแสดงอยู่ดี
…………
ฉู่ชิงบอกลาชั่วคราวกับคู่หูสองคนนี้ เดินออกจากประตูไป ยืนรออยู่ที่มุมทางเลี้ยวของระเบียงทางเดิน
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น “ตึก ตึก ตึก” ดังขึ้น จากนั้นก็เผยให้เห็นชายเสื้อสีแดงมุมหนึ่ง
“พี่” เขาส่งเสียงเรียก
“เมื่อกี้ทำไมไม่เรียก” หวังถงปรายตามองเขา ไม่มีอาการกระอักกระอ่วนและทำอะไรไม่ถูกเหมือนตอนอยู่ในห้องอีกแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะต่างก็สงบใจลงได้ และกลับไปอยู่ในโหมดการอยู่ร่วมกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
"ค่อนข้างเกรงใจน่ะ" เขาเกาหัว ไม่รอให้เธอพูด ก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "เธออยากกินอะไร"
หวังถงตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ "อะไรก็ได้ ไปเจอร้านไหนก็ร้านนั้นแหละ"
พอลงมาข้างล่าง เสียงอึกทึกวุ่นวายจากบนถนนก็พุ่งเข้าใส่ในชั่วพริบตา แสงแดดยามบ่ายสูญเสียความร้อนแรงไปแล้ว แต่ยังฝืนเปล่งประกายสดใส ทั้งสองคนรู้สึกเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับเพิ่งเดินออกจากสถานที่เร้นลับที่ตัดขาดจากโลกภายนอกกลับคืนสู่โลกมนุษย์
ด้านในหวังถงสวมเสื้อเชิ้ต ซึ่งเดิมทีก็ค่อนข้างหนาอยู่แล้ว พอเดินเล่นไปได้พักหนึ่ง บนหน้าผากก็มีเหงื่อผุดซึม เธอโยนกระเป๋าให้เขาแล้วถอดเสื้อคลุมออก วินาทีต่อมาเขาก็รับเสื้อคลุมมาถือไว้ แล้วคืนกระเป๋าให้เธอ
พอถือไว้ในมือ บนเสื้อผ้าไม่ได้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกายสาวให้สูดดม รู้สึกเพียงแค่ว่ามันนุ่มมาก
"ช่วงนี้นายเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม" เธอทวนประโยคนี้อีกครั้ง
"ปีนี้ถ่ายละครไปสองเรื่อง เป็นตัวประกอบเล็กๆ ทั้งนั้น แต่ก็พอใช้ได้แหละ ช่วงนี้กำลังวางแผนจะเปิดร้านอาหารน่ะ" ฉู่ชิงพูด
"เปิดเองเหรอ"
"กับ... กับแฟนฉันน่ะ"
"อืม ก็ดีนะ มีอะไรอย่าทะเลาะกัน ค่อยๆ ปรึกษากันดีๆ" หวังถงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "ฉันเพิ่งกลับมาจากเมืองคานส์"
"เอ้อ จริงสิ! หนังของเธอได้รางวัลไหม"
"ไม่หรอก" เธอมองฉู่ชิงพลางหัวเราะ "เรื่องรับรางวัลนั่นมันธุระของนายต่างหาก"
เวลาที่เธอหัวเราะ จมูกจะย่นก่อนนิดหนึ่ง จากนั้นรอยยิ้มถึงจะเปล่งประกายออกมาจากดวงตา แล้วค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วทั้งใบหน้า ฉู่ชิงเม้มปาก จู่ๆ ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ความรู้สึกที่เธอมอบให้ผู้คนนั้นต่างจากคุณหนูฟ่าน ต่างกันจริงๆ แม้คุณหนูฟ่านจะกระตือรือร้นและร่าเริงสดใสเหมือนกัน แต่ก็เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำทะเล ทั่วทั้งร่างล้วนเป็นแสงสว่างเจิดจ้า ส่องประกายจนแสบตา ทว่าหวังถงกลับเหมือนดวงอาทิตย์ตกในยามพลบค่ำของฤดูใบไม้ร่วงอันลึกล้ำ มีความอบอุ่นและเป็นผู้ใหญ่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน
เดินต่อไปได้อีกพักหนึ่ง ฉู่ชิงเห็นว่าเธอสวมรองเท้าส้นสูงและเริ่มจะเดินลำบากแล้ว จึงชี้ไปที่ร้านหม้อไฟข้างๆ "ร้านนี้ไหม"
"ตกลง" เธอกวาดตามอง ไม่มีข้อเสนอแนะอื่น
ภายในร้านกลับเย็นกว่าข้างนอกเสียอีก หลังจากหาที่นั่งริมหน้าต่างได้แล้ว ฉู่ชิงก็ส่งเสื้อคลุมคืนให้เธอ แล้วถือสมุดเมนูเริ่มสั่งอาหาร
"เนื้อวัวติดมันจานหนึ่ง"
เธอใช้น้ำชาลวกแก้ว พลางพูดต่อ "เนื้อแกะสดจานหนึ่ง"
ฉู่ชิงพูด "เต้าหู้กับเส้นมันเส้นใหญ่รวมกันหนึ่งจาน"
เธอดื่มน้ำชาอึกหนึ่ง พูดโดยไม่เงยหน้า "ตั้งโอ๋กับผักกาดหอมรวมกันหนึ่งจาน"
"เบียร์สองขวด"
"แบบอุณหภูมิห้อง"
"เอาเกี๊ยวอีกที่หนึ่ง"
"เอาไส้สามสหายนะ"
"พอแล้ว เอาแค่นี้แหละ"
พนักงานเสิร์ฟฟังแล้วถึงกับเหม่อไปเล็กน้อย พอถูกเขาเร่ง ถึงได้รีบวิ่งไปส่งบิลที่หลังครัว
พวกเขาต่างก็ไม่ค่อยหิว แค่หาที่นั่งพักสักหน่อย ไม่นานนัก อาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ฉู่ชิงรินเบียร์จนเต็มแล้วยกแก้วขึ้น
เธอชิงหัวเราะออกมาก่อน "มา ชนแก้ว!"
หลังจากชนแก้วกันเบาๆ หวังถงก็แหงนคอดื่มรวดเดียวหมด ฉู่ชิงต้องพักหายใจไปสองเฮือก ถึงจะดื่มหมดแก้ว แถมยังไออีกหลายครั้ง
"คอไม่แข็งขึ้นเลยนะ" เธอส่ายหน้า
เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ เขาก็ไร้ซึ่งพลังจะตอบโต้ ทำได้เพียงหัวเราะ คีบเนื้อวัวแผ่นหนึ่งลงไปลวก จิ้มซอสงาจนชุ่มแล้วยัดเข้าปาก ก่อนจะอาศัยน้ำเสียงอู้อี้ไม่ชัดเจนถามว่า "เธอยังพักอยู่ที่เดิมหรือเปล่า"
หวังถงก้มหน้าเขี่ยเส้นมันเส้นหนึ่งไปมา แล้วตอบ "ย้ายแล้ว... ตอนนี้พักอยู่กับแฟนฉันน่ะ"
"อ้อ"
ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาจากหม้อน้ำซุปใส วนเวียนอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างพวกเขาสองคน ฉู่ชิงคอยเติมเนื้อเติมผักลงไปในหม้อเป็นระยะ จู่ๆ ก็พูดมากขึ้น
"ฉันถ่ายเรื่องตือโป๊ยก่าย ละครเรื่องนี้เหมือนหนังของโจวซิงฉือเลย เป็นสไตล์แบบเวอร์ๆ หน่อย ฉันเล่นเป็นอู๋กัง..."
"ตอนนั้นฉันมึนไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะแสดงยังไง ถือเศษผ้าขาดๆ นั่นแล้วก็อยากจะฟาดลงพื้น..."
เขาเล่าเรื่องตอนตัวเองถ่ายละคร เล่าเรื่องซุบซิบของสวีเจิงกับเสี่ยวเถาหง เล่าเรื่องที่เกือบจะเป็นบ้าเพราะแสดงเป็นคนตาบอดได้ไม่ดี...
หวังถงเท้าคาง มองเขาอย่างเงียบๆ ตั้งใจฟังอย่างยิ่งยวด และเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาเป็นระยะ
พวกเขาต่างก็ใช้วิธีของตัวเอง เพื่อขจัดความอึดอัดและความหวั่นไหวบางอย่างที่พัวพันอยู่ระหว่างทั้งสองคนมาตลอด คนหนึ่งกำลังพูด อีกคนกำลังฟัง สุดท้ายในหม้อก็ต้มจนเต็ม จานทุกใบล้วนว่างเปล่า แต่กลับไม่มีของตกถึงท้องไปสักเท่าไหร่นัก
"เอาล่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอก"
หลังช่วงบ่าย ก่อนพลบค่ำ บริเวณปากทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ห่างจากร้านหม้อไฟไม่ไกลนัก เธอเอ่ยขึ้น
"อืม ลาก่อน" ฉู่ชิงไม่ได้ยืนกราน เขายกมือโบก
เธอก็โบกมือเช่นกัน ก่อนจะหัวเราะ "ไว้เจอกันตอนฤดูใบไม้ร่วงนะ"
จากนั้นก็หันหลังกลับ แขนข้างหนึ่งพาดเสื้อผ้าไว้ อีกมือหิ้วกระเป๋า เดินลงบันไดไปสองสามขั้น แล้วเอามือไพล่หลัง กระเป๋าหนังสีแดงแกว่งไปมาตามจังหวะก้าวเดินของเธอ







