"ฟิ้ว "
พร้อมกับเสียงหวีดหวิว กระสุนปืนใหญ่อีกนัดก็ตกลงบนสะพานไม้ สั่นสะเทือนพื้นดินจนฝุ่นคลุ้ง กระสุนนัดนี้ยังคงเล็งเป้าไปที่ตู้โดยสารที่เจ็ด ได้ยินเพียงเสียงหึ่งๆ ดังทึบๆ ติดต่อกัน ตู้โดยสารที่ไม่อาจทนรับการระดมยิงก็หักออกเป็นสองท่อน พังทลายร่วงหล่นลงมาจากเหนือหัว กระแทกเข้ากับแอ่งกระทะอย่างแรง
"บ้าเอ๊ย ไม่จบไม่สิ้นใช่ไหมเนี่ย!" โจวจือกุมหัวด่าทอ "พวกมันคงไม่ได้กะจะยิงไปเรื่อยๆ จนกว่าสะพานจะถล่มลงมาหรอกนะ?"
"รถอยู่ที่ไหน?" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อเอ่ยถาม
"อยู่บนเนินห่างจากที่นี่ไปประมาณสองร้อยเมตร" จางจื้อหย่วนตอบกลับ "แต่ไอ้ตัวที่ยิงปืนใหญ่นั่นก็อยู่ฝั่งเดียวกัน ถ้าไม่จัดการมัน รถก็อาจจะหนีออกไปไม่ได้เหมือนกัน"
"เลิกคิดเรื่องเงินได้แล้ว! ถ้าพวกคุณสามารถลอบเข้าไปใต้ฐานของอาวุธนั่นได้ ผมก็ยังมีโอกาสกลับไปควบคุมมันอีกครั้ง" เหลยซือเค่อพูดอย่างร้อนรน "พวกคุณสูญเสียสหายร่วมรบไปแล้วหนึ่งคน ต่อจากนี้อาจจะต้องสูญเสียอีกมาก แต่ถ้าไม่รีบตัดสินใจตอนนี้ ทุกคนจะต้องตายกันหมดที่นี่..."
"เดี๋ยวสิ นี่นายกะจะฝากความหวังไว้ที่พวกเราจริงๆ เหรอเนี่ย!" จางจื้อหย่วนพูดขัดขึ้น "แล้วพวกลูกหาบล่ะ? แทนที่จะมาห่วงพวกเราตรงนี้ นายสู้พาพวกเขาหนีออกจากเขตม่านหมอกไปไม่ดีกว่าหรือไง"
"ก็พวกคุณดึงดูดความสนใจของศัตรูไปหมดแล้ว การช่วยพวกคุณถึงจะเป็นวิธีที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสรอดชีวิตสูงที่สุด" ท่าทางของเหลยซือเค่อแทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ "ผมให้พวกเขาไปรวมกลุ่มรออยู่ทั้งสองฝั่งให้ห่างจากทางรถไฟแล้ว ในสถานการณ์ที่ไม่มีตะเกียงวิญญาณ การทำเหมืองเกาเทียนยากที่จะระบุตำแหน่งของพวกเขาได้ในทันที"
"งั้นพวกเขาก็ไม่ได้หนีเลยน่ะสิ แต่แบ่งเป็นสองกลุ่มซุ่มซ่อนตัวอยู่?"
"ใช่ อาจจะมีบางคนพลัดหลงไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าถูกกองกำลังคุ้มกันจับตัวไปได้ทั้งหมด อันที่จริงถ้าแค่อาศัยเดินย้อนกลับไปตามทางรถไฟล่ะก็ พวกเขาไม่มีทางไปถึงป้อมรุ่งโรจน์ได้แน่ๆ เท่าที่ผมรู้ ภายในโรงถลุงแร่ของการทำเหมืองเกาเทียนไม่ได้มีรถไฟหุ้มเกราะแค่ขบวนเดียว"
"ร้ายไม่เบานะไอ้หนู มิน่าล่ะนายถึงได้เป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้" จางจื้อหย่วนเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ เด็กหนุ่มอายุแค่สิบกว่าปีกลับยังรักษาสติไว้ได้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนี้ ซ้ำยังถึงขั้น 'ยุยง' ให้พวกผู้ใหญ่ต่อสู้เพื่อเขา ต้องยอมรับเลยว่าทั้งความกล้าหาญและความสามารถของเขานั้นเหนือกว่าระดับที่ควรจะมีในวัยเดียวกันไปมาก "ถ้างั้นความหวาดกลัวในตอนแรกของนายก็แกล้งทำหมดเลยงั้นสิ?"
"ขอโทษด้วย... ตอนแรกผมเดาไม่ออกจริงๆ ว่าพวกคุณเป็นใคร ก็เลยไม่กล้าให้ความร่วมมือ" เหลยซือเค่อเกาหัว "สุดท้ายก็คิดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กผู้หญิงคนนั้นจับติดได้ในพริบตา"
"แล้วตอนนี้นายรู้หรือยังว่าพวกเราเป็นใคร?" จางจื้อหย่วนจงใจถาม
อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างซื่อตรง "ก็ยังไม่รู้อยู่ดี แต่ผมยืนยันได้อย่างหนึ่ง นั่นคือพวกคุณไม่ใช่คนเลว ไม่สิ... ต้องบอกว่าเป็นคนดีที่หาได้ยาก แถมยังมีความสามารถเหนือกว่าทหารรับจ้างทั่วไปด้วย เพราะงั้นตัดใจจากเงินทองพวกนั้น แล้วทุ่มเทสมาธิกับการต่อสู้กับศัตรูเถอะ! ทำแบบนี้พวกคุณถึงจะไม่ต้อง "
"โทษทีนะ เงินต่างหากที่สำคัญที่สุด" เขาโบกมือปัด "การพามันกลับไปที่ป้อมรุ่งโรจน์โดยไม่ให้ขาดหายไปแม้แต่แดงเดียวคือเป้าหมายเดียวในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเรา"
เหลยซือเค่อชะงักงันไปอยู่กับที่
เมื่อมองดูแววตาที่สับสนอย่างหนักของเขา จางจื้อหย่วนก็หัวเราะออกมา "แต่นายวางใจได้ พวกเราจะสู้พัวพันกับไอ้พวกบัดซบกลุ่มนี้ไปจนถึงที่สุด นายไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีเวลาช่วยคนของนายหรอก"
"ระวัง!" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อร้องเตือน "พวกมันล้อมเข้ามาแล้ว!"
"คงกะจะมาตรวจดูศพล่ะมั้ง น่าเสียดายที่พวกเรายังรอดอยู่" เขาวางคนเจ็บสาหัสลง แล้วดึงคันรั้งลูกเลื่อนปืนเสียงดังแกรก "ปล่อยให้พวกมันเข้ามาใกล้ๆ ก่อนค่อยยิง! ถ้าพวกมันพบว่าพวกเราไม่เป็นไร พวกมันจะต้องยิงปืนใหญ่ใส่ต่อแน่ พอพวกเราจัดการพวกล็อตนี้เสร็จก็บุกทะลวงไปข้างหน้าเลย!"
"เดี๋ยวก่อน! คุณมารร้ายหายไปแล้ว!" จู่ๆ โจวจือก็พบว่าใต้สะพานมีคนหายไปหนึ่งคน
"อะไรนะ?" อีกสองคนอดชะงักไม่ได้ พอหันกลับไปมอง ถึงได้เห็นว่าในพุ่มไม้ไม่มีใครอยู่แล้ว
ทว่าในเวลานี้ กองกำลังคุ้มกันของการทำเหมืองเกาเทียนได้เข้ามาใกล้จุดสูงสุดของเนินแอ่งกระทะแล้ว พวกเขาจึงไม่มีเวลาไปตามหาตัวคนใหม่อีก
และเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ อ้ายลั่วตี้ถอยร่นไปด้านหลังกว่าสิบเมตรอย่างเงียบเชียบ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเร้นกายเข้าไปในเขตม่านหมอก จากนั้นเธอก็วิ่งตรงไปทางหัวรถไฟอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่นานก็มาถึงสถานที่ที่ตู้โดยสารจักรไอน้ำร่วงหล่นลงมา
ในวินาทีที่เธอหยุดฝีเท้าลง เฉาหยางก็เดินออกมาจากที่ซ่อนตัวเช่นกัน
"ทำไมเธอถึงต้องมาเจอฉันในเวลาแบบนี้ด้วย? สวมบทบาทเป็นผู้เล่นมือใหม่ดีๆ ไม่ได้หรือไง?"
"เอามาให้ฉัน" อ้ายลั่วตี้ยื่นมือออกไป
เฉาหยางขมวดคิ้ว "เธอต้องการอะไร?"
เธอสะบัดมืออีกครั้ง ราวกับต้องการเน้นย้ำความหมายว่า 'เอามา' ทว่าปากกลับไม่ยอมปริพูดอะไรออกมา
เฉาหยางมองดูเธออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเธอกำลังเรียกร้องอะไร ยัยนี่ต้องการเลือดแห่งพลังปรารถนา! "เธออยากจะใช้พลังงั้นเหรอ?"
"เป็นเพราะข้อมูลของนายขาดตกบกพร่อง ถึงได้ทำให้ดินแดนหรรษาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบสุดๆ ฉันกำลังช่วยนายกู้สถานการณ์อันพ่ายแพ้กลับมาอยู่นะ!" อ้ายลั่วตี้พูดรวดเดียวจบ "เร็วเข้า ขืนชักช้าไปกว่านี้จะไม่ทันการแล้ว!"
'เอิ่ม... เรื่องที่มีกลไกอัศจรรย์ขนส่งอยู่บนรถไฟ ใครมันจะไปเดาออกล่วงหน้าได้ล่ะโว้ย!'
'แต่ถึงแม้ภารกิจจะล้มเหลว เธอก็ไม่ได้รับความเสียหายอะไรนี่นา แล้วทำไมเธอถึงต้องใส่ใจกับเรื่องนี้ขนาดนี้ด้วยล่ะ?'
เมื่อมองดูแววตาที่ร้อนรนของอ้ายลั่วตี้ ในหัวของเฉาหยางก็อดไม่ได้ที่จะมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
นั่นก็คือเธอไม่ได้อยากจะเห็นความพ่ายแพ้ แม้ว่านี่จะเป็น 'อุบาย' ที่ปีศาจวางแผนเอาไว้ก็ตาม
เธอหวังอยากให้ภารกิจในครั้งนี้ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆ
เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น คำอธิษฐานของแม่ชีถึงจะไม่สูญเปล่า และมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ทาสแรงงานที่ถูกคุมขังอยู่ถึงจะมีโอกาสหลบหนีจากการไล่ล่าจับกุมของบริษัทที่ตามมาได้
เฉาหยางไม่ได้กัดนิ้วให้เป็นแผลอีก แต่กลับยื่นมือขวาออกไปโดยตรง
อ้ายลั่วตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังคงจับแขนของเขาเอาไว้ แล้วอ้าปากกัดลงไปตรงข้อมือ
เวลาประหนึ่งหยุดนิ่งไปในชั่วขณะนั้น
จนกระทั่งเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
ที่ริมฝีปากสีอ่อนของเธอ ยังคงมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่สายหนึ่ง
"งั้น... ฉันไปล่ะนะ"
เมื่ออ้ายลั่วตี้พูดจบก็กางปีกทั้งสองข้างออก สยายปีกบินขึ้นไปราวกับกำลังหลบหนี เพียงพริบตาเดียวก็ทะยานขึ้นไปกลางอากาศ
ในขณะเดียวกัน ทีมผู้เล่นก็เข้าปะทะกับกองกำลังคุ้มกันแล้ว ฝ่ายหลังเดิมทีกะจะตรวจสอบตู้โดยสารที่ขาดสะบั้นสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะไถลตัวลงมาในแอ่งกระทะ ก็โดนปืนไรเฟิลอัตโนมัติซัดเข้าใส่อย่างจัง! ห่ากระสุนที่หนาแน่นกระหน่ำยิงจนเกิดเป็นเสาดินพุ่งขึ้นมาตามพื้นเนิน นักเลงที่ไร้ซึ่งที่หลบซ่อนตัวแทบไม่ต่างอะไรกับเป้านิ่ง คนที่พุ่งเข้ามาอยู่หน้าสุดล้มลงไปเจ็ดแปดคนในชั่วพริบตา ส่วนคนที่อยู่ด้านหลังก็ตกใจกลัวจนต้องหันหลังวิ่งหนี ทว่าแอ่งกระทะนั้นลงง่ายแต่ขึ้นยาก ซ้ำพวกเขายังพกตะเกียงวิญญาณมาด้วย สำหรับพวกจางจื้อหย่วนแล้ว มันประหยัดเวลาในการควานหาเป้าหมายไปได้เลย
"ศัตรูซ่อนตัวอยู่ใต้สะพาน!"
"เรียกพวกปราบจลาจลมาที่ขอบเนินเร็ว!"
ศัตรูที่ยังลงเนินมาไม่ทันต่างก็ตะโกนโหวกเหวกด้วยความตื่นตระหนก
อ้ายลั่วตี้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว บินผ่านรถไฟและแอ่งกระทะไปตลอดทาง จนกระทั่งไปถึงเหนือเครื่องจักรประหลาดเครื่องนั้น โดยที่คนของบริษัทไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด ว่าบนหัวของพวกเขามีเทวทูตเพิ่มมาอีกหนึ่งองค์
เลือดแห่งพลังปรารถนาแผดเผาอยู่ในอกของเธอ เธอสัมผัสได้ถึงพลังที่เอ่อล้นไปทั่วทั้งร่าง
นี่คือฉากที่เธอเคยจินตนาการถึงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในอดีต เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่แท้จริง มีเพียงพลังเท่านั้นที่จะทำให้พวกมันยอมจำนนได้ อ้ายลั่วตี้รู้ดีว่าสิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับคำสอนของเทวทูต ทว่านี่คือประสบการณ์ที่เธอได้รับมาจากการลงมือปฏิบัตินับร้อยครั้ง
สายลมบ้าคลั่งไร้สุ้มเสียงรวมตัวกันอยู่ในมือของเธอ กระทั่งควบแน่นกลายเป็นคมดาบที่ราวกับมีตัวตนอยู่จริง!
เธอชูสองมือขึ้นสูง จากนั้นก็หุบปีก พุ่งหลาวลงสู่พื้นดิน
ในพริบตานั้น อ้ายลั่วตี้ได้กลายร่างเป็นลำแสงที่แหวกว่ายม่านหมอก หอบเอาพายุพุ่งชนเข้ากับอาวุธเหล็กกล้า!







