ท่ามกลางป่าเขามืดสนิท หยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน และคนอีกหลายสิบชีวิตพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ข้ามลำธารและหุบแม่น้ำ ตรงไปยังยอดเขาฝั่งตรงข้าม
พวกเขาไม่รู้ว่าซินจั๋วกับพรรคพวกกำลังเล่นลูกไม้อันใด ถึงได้ร้องเพลงชาวเขาทำนองประหลาดยั่วยุอย่างไม่หวั่นเกรง พวกมันไม่กลัวตายจริงหรือ
เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดเล็ดลอดไปได้ พวกเขาจัดสรรกำลังคนไว้อย่างรัดกุมและเหมาะสม โอบล้อมเป็นรูปพัดจากตะวันออกจรดตะวันตก ต่อให้โจรน้อยซินจั๋วมีวรยุทธ์ไม่อ่อนด้อย แต่หากด้านหนึ่งติดขัด อีกทุกด้านย่อมเข้าหนุน คาดว่าพวกมันคงไร้ทางหลบหนี
ทว่าตลอดทางที่รุกกวาดไป ทุกคนกลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด จนกระทั่งมารวมตัวกันใต้หน้าผาพันฉื่อ
เมื่อครู่พวกซินจั๋วยังอยู่บนยอดผา
"เคร้ง! เคร้ง!"
ดาบ กระบี่ ทวน และง้าวถูกชักออกจากฝัก คนของสี่ตระกูลใหญ่สลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง สีหน้าเย็นเยียบ ก่อนค่อยๆ รุกบีบขึ้นสู่ยอดผา
ทีละก้าว ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ
แล้วจากนั้น
พวกเขาก็เห็นว่าคบเพลิงบนยอดผายังคงลุกไหม้ รอบด้านเกลื่อนกลาดไปด้วยเปลือกมันฝรั่ง เศษผ้าขาด ใบไม้จากผลป่า...
ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เงาคนสักครึ่งคน
ดาบกระบี่ที่ชูขึ้นพลันลดลงพร้อมเพรียง แววตาของมู่หรงเหลยฉายความตกตะลึงระคนกังขา "ไม่มีเหตุผลเลย!"
"หรือพวกมันบินไปแล้ว?"
ซ่งตงสีเตะคบเพลิงกระเด็น พลางกวาดตามองรอบด้าน ความลำพองและมั่นใจเมื่อครู่หายไปจนสิ้น
พวกเขามั่นใจว่าตนเคลื่อนไหวเร็วพอ และมิได้ละเลยส่วนใดของผืนป่า แม้แต่ยอดไม้ก็ตรวจดูอย่างละเอียด ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้อย่างเด็ดขาด
แต่คนทั้งกลุ่มของอีกฝ่ายกลับหายตัวไปเสียเฉยๆ!
"หน้าเรือนมีเถาองุ่นอยู่ต้นหนึ่ง... วะฮ่าฮ่าฮ่า..."
บนยอดเขาอีกฟากของลำธาร ซึ่งเป็นทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา บัดนี้มีคบเพลิงดวงหนึ่งสว่างขึ้น พร้อมเสียงร้องเพี้ยนบาดหูและเสียงหัวเราะคึกคะนองลอยมา
แสงคบเพลิงเจิดจ้าพอจะส่องให้เห็นเงาคนเจ็ดแปดร่างรอบๆ พวกนั้นก็คือซินจั๋วกับพรรคพวก
ทั้งสองฝ่ายสลับตำแหน่งกันอย่างพิกล
"แกร๊ง!"
อาวุธของใครบางคนร่วงกระทบพื้นศิลาแข็ง
ในฐานะยอดฝีมือของสี่ตระกูลใหญ่ พวกเขาเคยร่วมมือกับทางการปราบมหาโจรผู้สังหารคนดุจผักปลา อีกทั้งยังเคยเข้าร่วมมหกรรมชมวรยุทธ์ตามเมืองและขุนเขาเลื่องชื่อรอบด้าน ย่อมมีทั้งประสบการณ์และฝีมือ
แต่โจรภูเขาที่ผลุบๆ โผล่ๆ เล่นซ่อนหากับพวกเขาเช่นนี้ เพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก นี่คิดจะล้อกันเล่นหรืออย่างไร
"หัวหน้าโจรซินจั๋วผู้นั้น หรือว่าจะใช้วิชาอาคมได้?" ใครบางคนเอ่ยถาม
หยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน และคนอื่นๆ ไม่กล่าวคำใด ทว่าเส้นเลือดบนหน้าผากค่อยๆ ปูดนูน การหยอกล้ออย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ยากนักที่จะไม่ทำให้คนโมโห
บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม
"หน้าเรือนมี..." หวงต้ากุ้ยแหกปากร้องด้วยเสียงสูงแหบพร่าและดิบเถื่อน ชวนให้ระคายหูอย่างยิ่ง
"ประมุขสามอย่าร้องเลยขอรับ ฟังไม่ได้จริงๆ ท่านไม่มีลูกคออย่างประมุขใหญ่"
มู่หรงซิวตบหวงต้ากุ้ยอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนถามซินจั๋วว่า "ประมุขใหญ่ ท่านคำนวณได้อย่างไรว่าพวกเขาจะขึ้นเขาในเวลานี้พอดี จึงคลาดกับพวกเราอย่างเหมาะเจาะ เมื่อครู่ตอนโหนเถาวัลย์ลงจากหน้าผา หัวใจข้าแทบกระดอนขึ้นมาถึงลำคอ"
สาเหตุที่พวกเขาหายไปจากวงล้อมของสี่ตระกูลใหญ่ได้อย่างหมดจด เพราะไม่ได้หลบหนีไปตามเส้นทางปกติ หากโหนเถาวัลย์จากยอดผาลงมาโดยตรง แล้วปีนขึ้นมายังยอดเขาฝั่งนี้
ข้อดีของการทำเช่นนี้คือไม่ถูกล้อม ส่วนข้อเสียก็คือมีโอกาสสูงที่จะถูกดักไว้พอดีขณะลงจากหน้าผา
ยามค่ำคืนมืดมิดจนมองสิ่งใดไม่ชัด อีกทั้งไม่รู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย การกระทำเช่นนี้จึงอันตรายมาก
"นี่คือความเคยชินทางความคิด เมื่อเห็นพวกเราอยู่ฝั่งตรงข้าม ห่างกันสิบแปดสิบเก้าจั้ง ด้วยวิชาตัวเบาของพวกเขาย่อมไม่มีทางเหินข้ามมาได้ กลางคืนมืดเกินกว่าจะเห็นเถาวัลย์บนหน้าผาฝั่งนี้ ต่อให้มองเห็น ก็ไม่มีทางไต่จากใต้ผาขึ้นมา มิเท่ากับเปิดเวลาให้พวกเราหนีหรือ"
"ตามความคิดของคนทั่วไป มีเพียงทางอ้อมโอบล้อมเท่านั้น นับจากเห็นพวกเรา พวกเขาต้องใช้เวลาหนึ่งในสามก้านธูปเพื่อขบคิด จากนั้นจึงลงเขาและข้ามแม่น้ำ ทั้งสองฝ่ายห่างกันราวสิบห้าลี้ ด้วยระดับฝีมือของพวกเขา อย่างน้อยต้องใช้เวลาสองก้านธูปกว่าจะเข้าไปถึงป่าฝั่งตรงข้าม"
"ระหว่างทางยังต้องระวังยอดไม้และพุ่มหนามลับตารอบด้าน เพื่อป้องกันมิให้พวกเราซ่อนตัว เมื่อไปถึงหน้าผาฝั่งตรงข้าม อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงสี่ก้านธูป!"
"เวลามากถึงเพียงนั้น พอดีให้พวกเราข้ามมาที่นี่ เดินหาฟืนอย่างสบายอารมณ์ แล้วจุดคบเพลิงขึ้นกองหนึ่ง!"
ซินจั๋วบิดขี้เกียจ เดินไปยังขอบผา มองคนของสี่ตระกูลใหญ่ฝั่งตรงข้ามที่เริ่มเดือดดาล เขากำลังครุ่นคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง
'ฉันจะเก็บคนพวกนี้ให้หมดได้ยังไง แล้วเอามาทำวิญญาณสังเวยให้ฉัน!'
หากมิใช่เพื่อยกระดับพลัง ใครจะบ้ามาเล่นกับพวกเขา
มู่หรงซิว ชุยอิงเอ๋อร์ และคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังมองแผ่นหลังของเขาแล้วรู้สึกหนังศีรษะชาวาบโดยไม่รู้ตัว
ประมุขใหญ่... คำนวณไปถึงขั้นนี้แล้วหรือ นี่ออกจะเหนือมนุษย์เกินไปแล้วกระมัง
"ข้าเข้าใจแล้ว!" ไป๋เจียนซี่จีบนิ้วกรีดกราย พลางหัวเราะเสียงแหลม "รอจนพวกเขาหายไป พวกเราก็ลงเขาแล้วปีนกลับไปฝั่งตรงข้าม เฮ้ ก็แค่หยอกเล่น! ฮ่าฮ่า..."
"เจ้าหมาผอม พวกเราจะไร้เดียงสาเกินไปมิได้! พวกเขาหาใช่คนโง่" ซินจั๋วกล่าว "คราวนี้พวกเขาอาจทิ้งกำลังไว้บนยอดผาฝั่งตรงข้าม หรือวางยามลับตามเส้นทาง หากไม่ระวังก็จะถูกกัดติด กลเดิมใช้ซ้ำสองย่อมตื้นเขินเกินไป"
ไป๋เจียนซี่หดคอ "เช่นนั้นข้าก็คิดไม่ออกแล้ว ข้าฟังประมุขใหญ่"
ทันใดนั้นซินจั๋วก็ตะโกนไปยังฝั่งตรงข้าม "เหล่าคุณชายคุณหนูทั้งหลาย หัวสุนัขของข้าที่เป็นหัวหน้าโจรมีอยู่เพียงหัวเดียว พวกท่านกลับยกมาพร้อมกันถึงสี่ตระกูล ทำเอาข้าลำบากใจนัก!"
"เท่าที่ข้ารู้จักพวกท่าน ผู้ที่จะฟันศีรษะข้าได้ก่อนย่อมต้องเป็นคุณชายซ่งตงสี ตระกูลซ่งกดอีกสามตระกูลไว้ใต้ฝ่าเท้า ทั้งกร้าว แรง เท่ระเบิด และหยิ่งผยอง ผู้ใดบ้างไม่รู้ ผู้ใดบ้างไม่ทราบ"
ฝั่งตรงข้ามเงียบงันไปก่อน ไม่นานก็มีเสียงเย็นเยียบของซ่งตงสีดังมา "ที่เจ้าพูดมีเหตุผลยิ่ง! ข้าเองก็คิดเช่นนั้น"
"หึ!"
หยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน และมู่หรงเหลยเหลือบมองซ่งตงสี ก่อนแค่นเสียงเย็น แม้รู้ว่านี่เป็นเพียงอุบายยุแยงอันตื้นเขินของซินจั๋ว แต่การที่เจ้าร่วมเล่นตามน้ำเช่นนี้ก็ชวนให้ขัดใจเหลือเกิน
"ดีมาก สู้เขา พวกข้าจะไปฝั่งพวกเจ้า คราวนี้ถึงตาพวกเจ้าข้ามมาบ้างแล้ว"
ซินจั๋วโบกมือ พาลูกน้องกลืนหายเข้าไปในราตรี
เฉินกุยเยี่ยนและคนอื่นๆ สบตากัน มู่หรงเหลยกล่าวว่า "ไม่รู้ว่าพวกมันคิดวางแผนอันใด แต่ละตระกูลทิ้งยอดฝีมือไว้สองคน ระหว่างทางก็วางยามลับไว้อีกตระกูลละสองคน แล้วตามไปเถิด!"
……
สายลมภูเขาหวีดหวิว ในป่าทึบมืดสนิท ดวงตาทั้งสองของแมวดาวเรืองแสงเขียววาว มันกระโจนออกไปอย่างฉับพลัน กัดลำคอหนูไผ่ที่ออกหากินยามค่ำคืนอย่างดุดัน ขณะกำลังจะหาที่ลับเพื่อกินเหยื่อ มันคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงทิ้งอาหาร ส่งเสียงร้องโหยหวน แล้ววิ่งหนีไปไกล
ผู้อาวุโสมู่หรงเจ๋อก้าวออกจากความมืด เส้นผมยาวสีดอกเลาปลิวไหวตามสายลม เขาเดินเชื่องช้า แต่ละก้าวมีจังหวะอันเป็นระเบียบ กระบี่เลื่องชื่อ "พิฆาตวายุ" ข้างเอวสั่นไหวแผ่วเบา พู่กระบี่สีทองพลอยแกว่งไปมาซ้ายขวา
เขาเข้าใกล้เชิงเขาที่พวกซินจั๋วอยู่แล้ว แววตาเย็นเยียบ เขามิได้ลงมือนานถึงสิบปี แต่มีเหตุผลมากพอที่จะสังหารซินจั๋ว
มู่หรงซิวเป็นบุตรของบุตรชายคนโตผู้เกิดจากภรรยาเอกที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งยังเป็นหลานชายที่เขารักใคร่ที่สุด เขาทุ่มเทอบรมมาถึงยี่สิบปี ไม่เคยคิดเลยว่าจู่ๆ หลานผู้นี้จะไปเข้ากับซินจั๋วและกลายเป็นโจรภูเขา ชีวิตนี้นับว่าพังพินาศแล้ว
ซูเมี่ยวจิ่นเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าเมือง ทั้งยังเล่าลือกันว่าเป็นบุตรีของคนผู้นั้นและว่าที่สะใภ้ของตระกูลอันยิ่งใหญ่น่าสะพรึงจนชวนให้หายใจไม่ออก แต่กลับถูกซินจั๋วหยามเกียรติอยู่หลายวัน
ไม่ว่าจะมองจากด้านใด ซินจั๋วก็ต้องตาย
เขาเห็นเงาคนเคลื่อนไหวอยู่บนไหล่เขา
"ชิ้ง "
คมกระบี่ขาวดุจหิมะของ "พิฆาตวายุ" เลื่อนโผล่พ้นปากฝัก
จากนั้นเขาก็เห็นคนผู้หนึ่ง คนที่คาดไม่ถึงว่าจะได้พบ จึงอดชะงักงันมิได้







