"มู่หรงเหลย ขอบเขตขั้นเจ็ด บุตรชายคนโตของท่านอาสอง อายุมากกว่าข้าสามปี แม้จะเป็นหลานชายคนโตของท่านปู่ แต่กลับไม่ใช่หลานสายตรงของบ้านใหญ่ พวกเราไม่ค่อยลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร เพลงกระบี่ของเขามีนามว่าชุนเหลย ยอดเยี่ยมไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าสู้เขาไม่ได้หรอก
หยวนโหย่วหรงแห่งตระกูลหยวน ประมุขใหญ่น่าจะเคยเห็นแล้ว ก็คือนางหนูที่ดูเหมือนจะซุกซน และจริงๆ แล้วก็ซุกซนมากคนนั้นนั่นแหละ นางอยู่ขอบเขตขั้นเจ็ดระดับรอง เป็นบัณฑิตหอสารทสถาน และมีโอกาสมากที่สุดที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตขั้นเจ็ดได้ก่อนอายุยี่สิบปี ถึงตอนนั้นนางก็จะเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองฝูเฟิงทั้งเมืองแล้ว
เฉินกุยเยี่ยน หลานสาวคนโตสายตรงของบ้านใหญ่ตระกูลเฉิน ขอบเขตขั้นเจ็ด เชี่ยวชาญเพลงทวน ทวนของนางมีชื่อว่าเป้าอวี่ หมายถึงความเร็วที่รวดเร็วยิ่งยวดดั่งพายุฝนโหมกระหน่ำ ที่สำคัญคือหน้าอกของนางนั้นค่อนข้างอลังการ มันสามารถขยับไหวไปตามการเคลื่อนไหว ทำให้คู่ต่อสู้เสียสมาธิได้ง่ายๆ
ซ่งตงสี บุตรชายคนโตของบ้านใหญ่ตระกูลซ่ง ฝากตัวเป็นศิษย์คฤหาสน์ทวนเทพ นับว่าเป็นศิษย์ผู้น้องของหัวหน้ามือปราบเซวียหวยเวย เพลงทวนยอดเยี่ยมถึงขั้นไร้ร่องรอย ทว่าไอ้หมอนี่ความฉลาดทางอารมณ์ต่ำ ปากเสีย จึงมักถูกคนรังเกียจ
สี่คนนี้นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว แม้จะมีผู้ยอดยุทธ์ขั้นเจ็ดคนอื่นๆ อีก แต่วิชาใจและเคล็ดวิชาก็นับว่าธรรมดา คาดว่าพวกเราคงพอจะต่อสู้ข้ามระดับได้"
กระแสน้ำเชี่ยวกราก บนผิวน้ำมีใบไม้แห้งลอยอยู่ชั้นหนึ่ง หมุนวนเป็นเกลียวลอยไปตามน้ำไกลออกไป
กลุ่มของซินจั๋วหิ้วรองเท้า ถลกขากางเกง เหยียบไปบนก้อนหินกรวดข้ามแม่น้ำไป
แม่น้ำสายนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของหอสารทสถานหกลี้ ไหลไปสู่สถานที่ที่ไม่มีใครรู้จัก สระน้ำตื้นๆ ในป่าทึบที่ซินจั๋วบังเอิญไปเจอสตรีอาบน้ำอยู่ก็นับว่าเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายนี้
เมื่อได้ฟังการแนะนำของมู่หรงซิวที่แม้จะเจือไปด้วยอคติส่วนตัวแต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นจริง ซินจั๋วก็รู้สึกว่าการรับคนทรยศมาเป็นลูกน้องก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี อย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่าย
"แล้วท่านปู่ของเจ้าล่ะ" ชุยอิงเอ๋อร์ถาม แม้คนเหล่านี้จะรับมือได้ยากแล้ว แต่อย่างน้อยก็ต้องถามถึงคนที่แข็งแกร่งที่สุดให้กระจ่าง
มู่หรงซิวยิ้มแหย "ท่านปู่ของข้าฝากตัวเป็นศิษย์วังไท่ผิง วังไท่ผิงก่อตั้งขึ้นโดยกุนซือท่านจูเก๋อผู้ติดตามปฐมกษัตริย์กรำศึกทั่วหล้า
ปฐมกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ ธรรมเนียมการฝึกยุทธ์ในใต้หล้าจึงรุ่งเรืองถึงขีดสุด ประกอบกับแคว้นต่างๆ ทั้งสี่ทิศล้วนป่าเถื่อนหยาบคายและมีกำลังรบที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน วังไท่ผิงจึงเรียกตัวปรมาจารย์ทั่วหล้าเข้าเมืองหลวง เพื่อถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้กับเด็กหนุ่มที่มีประวัติครอบครัวขาวสะอาดและจงรักภักดีต่อราชวงศ์ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้กำลังตั้งตนเป็นใหญ่ ละเมิดกฎหมาย! ดังนั้นคัมภีร์เคล็ดวิชาของวังไท่ผิงจึงค่อนข้างหลากหลายและแข็งแกร่งดุดันมาก
แม้ท่านปู่ของข้าในปีนั้นจะเป็นเพียงบัณฑิตระดับต่ำที่สุด แต่เพลงกระบี่ของเขาน่ากลัวมาก ทั้งยังบรรลุถึงขอบเขตขั้นหกแล้ว เรื่องนี้..."
ความหมายแฝงก็คือ เลิกคิดที่จะลงมือกับนายท่านมู่หรงได้เลย สู้ไม่ได้หรอก
ซินจั๋วเองก็ไม่ได้เตรียมตัวจะไปสู้กับนายท่านมู่หรงอยู่แล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "จริงสิ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดซูเมี่ยวจิ่นจึงไม่ฝึกวิทยายุทธ์"
นอนร่วมค้างแรมกับซูเมี่ยวจิ่นมาหลายคืน เขารู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่คนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เลย เมื่อดูจากการสัมผัสได้ถึงปราณโลหิต กลับบริสุทธิ์และยาวนานมาก ข้อมือก็ค่อนข้างมีเรี่ยวแรง
ความจริงแล้วต่อให้ไม่มีพรสวรรค์เลย ก็สามารถจับดาบจับทวน เรียนรู้วิชาป้องกันตัวไว้สักสองสามกระบวนท่าได้ สตรีในโลกนี้ไม่ได้มีค่านิยมล้าหลังเหมือนในชาติก่อน สตรีค่อนข้างมีบทบาท ด้วยประวัติครอบครัวของซูเมี่ยวจิ่น เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะอ่อนแอราวกับจะปลิวตามลมเช่นนี้
"ข้าได้ยินมาว่า..." มู่หรงซิวขมวดคิ้ว สะบัดเส้นผมยาวที่ปรกหน้าไปด้านข้าง "แท้จริงแล้วซูเมี่ยวจิ่นผู้นี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของเจ้าเมืองซู บิดาบังเกิดเกล้าของนางคือบุรุษผู้ห้าวหาญแห่งชายแดนใต้ที่ใช้ทหารเกราะเหล็กสามพันนายรักษาด่านเทียนกวน เป็นพี่น้องร่วมแม่นมของโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน
เบื้องหลังมารดาบังเกิดเกล้าของซูเมี่ยวจิ่นยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปใหญ่ แม้แต่ฟูจื่อเฒ่าจี้อวิ๋นแห่งวังไท่ผิงยังต้องเรียกนางว่าท่านอาหญิงเล็ก แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ข้าล้วนได้ยินเขาเล่าลือกันมาทั้งนั้น
ดังนั้นข้าจึงสันนิษฐานว่า ซูเมี่ยวจิ่นไม่มีเหตุผลที่จะไม่มีวรยุทธ์เลย บางที... นางอาจจะแกล้งทำเป็นอ่อนแอ?"
"ฮ่า ข้าเข้าใจแล้ว!" ไป๋เจียนซี่หัวเราะเสียงแหลม "แม่นางซูผู้นั้นดูเหมือนซื่อสัตย์อ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เดิมทีนางคงคิดจะซ้อนกลกวาดล้างพวกเราให้สิ้นซาก แต่ผลสุดท้ายกลับถูกรูปโฉมอันงดงามของประมุขใหญ่ดึงดูด ก็เลยแกล้งทำตัวอ่อนแอเสียเลยเพื่อเอาเปรียบประมุขใหญ่ พวกเขานอนด้วยกัน ข้าแอบเห็นมาแล้ว"
"เอ่อ นี่..."
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองประมุขใหญ่ ผิวพรรณของเขาขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาจริงๆ หล่อเหลาเอาการจนเกินบรรยาย เป็นประเภทที่ดูดีไร้ที่ติทั้งสามร้อยหกสิบองศา คงไม่มีสตรีคนไหนเห็นแล้วจะไม่หวั่นไหวหรอกกระมัง?
ซี๊ด! ฟังดูมีเหตุผลชะมัด
"เหล่าไป๋ เจ้าก็พูดจาเหลวไหลไปเรื่อย!"
ซินจั๋วลินตนาการถึงภาพตอนที่อยู่ร่วมกับซูเมี่ยวจิ่น นางไม่มีวรยุทธ์แม้แต่น้อยจริงๆ หากคนๆ หนึ่งสามารถเสแสร้งได้ถึงขั้นนี้ ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็ขอยกให้นางไปเลยก็แล้วกัน
"พรึ่บ พรึ่บ..."
ดวงอาทิตย์ยามอัสดงตกลงไปจนมิดแล้ว ระหว่างฟ้าดินกลายเป็นสีเทาหม่น ภายในป่าทึบห่างออกไปทางด้านหลังไม่ไกลจู่ๆ ก็มีฝูงนกป่าบินแตกฮือขึ้นมา
ตลอดทางที่เดินมาก็ไม่พบสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ ในป่าเขาลำเนาไพรลึกเช่นนี้จู่ๆ ก็มีนกที่หลับนอนยามค่ำคืนฝูงใหญ่บินแตกตื่นขึ้นมา มีคำอธิบายเพียงอย่างเดียว นั่นคือมีคนกำลังมา และมีจำนวนไม่น้อยด้วย
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง
ซินจั๋วโบกมือ "รีบไปเร็ว เข้าป่า!"
หลังจากกลุ่มคนหายตัวไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กลุ่มของหยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน มู่หรงเหลย และคนอื่นๆ ก็ไล่ตามมาถึง
ดาบและทวนอยู่ในมือ จิตสังหารพลุ่งพล่าน
มู่หรงเหลยมองน้ำในแม่น้ำแวบหนึ่ง แล้วจึงมองไปที่รอยเท้าบนพื้น เขาย่อตัวลงยื่นมือไปบีบดินโคลนตรงรอยเท้า มองตามรอยเท้าไปทางทิศตะวันตก
รอยเท้าเหล่านี้สับสนวุ่นวายมาก คล้ายกับมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก แต่กลับหายไปตรงกองหินกรวดที่อยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อยืดตัวตรง มู่หรงเหลยก็เอ่ยขึ้นว่า "ยากจะบอกให้ชัดเจนว่าพวกเขาข้ามแม่น้ำไปแล้ว หรือว่าเข้าไปในภูเขาทางทิศตะวันตกกันแน่"
ใบหน้ายาวของซ่งตงสียืดยาวออกไปอีก "ข้าว่าน่าจะข้ามแม่น้ำไปแล้ว มีแม่น้ำขวางกั้น จิตใจคนก็ย่อมสงบลง นี่คือสัญชาตญาณของมนุษย์ แม้ว่ามันจะขัดขวางพวกเราไม่ได้ก็ตาม"
เฉินกุยเยี่ยนกล่าวว่า "ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำคือหน้าผาพันฉื่อ สมัยเด็กข้าเคยติดตามผู้อาวุโสในตระกูลมาเก็บสมุนไพรที่นี่ พวกโจรภูเขาใช้ชีวิตอยู่ในภูเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ว่าทางนั้นคือทางตัน น่าจะไปทางทิศตะวันตกมากกว่า"
ทุกคนต่างพร้อมใจกันเลือกที่จะเชื่อเฉินกุยเยี่ยน แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขาทางทิศตะวันตกทันที
ใบหน้ายาวของซ่งตงสีที่อยู่ด้านหลังยิ่งยืดยาวลงไปกว่าเดิมอีก
ทุกคนวิ่งห้อตะบึงไปห้าหกลี้ ในป่าเขาไม่มีร่องรอยของพวกซินจั๋วแม้แต่น้อย ยามนี้เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาลูกหนึ่ง ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้ว ทะเลป่ารอบด้านตกอยู่ในความมืดมิดและเงียบสงัด
ตามคลาดไปเสียแล้ว อีกทั้งยังเป็นยามวิกาล การจะตามหาคนเกรงว่าจะยากแล้ว
สีหน้าของทุกคนล้วนดูไม่ค่อยดีนัก
จู่ๆ ซ่งตงสีก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "แต่ละคนทำตัวอวดฉลาด มิน่าเล่าถึงได้ถูกพวกโจรชั้นปลายแถวปั่นหัวเอา ข้าว่านะ พวกมันคงข้ามแม่น้ำไปอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้ว!"
"คนแซ่ซ่ง เจ้าเลิกสำคัญตัวผิดขนาดนั้นจะได้หรือไม่" หยวนโหย่วหรงหัวเราะเยาะ "เจ้ามีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าพวกมันไปฝั่งตรงข้าม ใช้ความมั่นใจตอนที่เจ้าไปสู่ขอคุณหนูรองตระกูลมู่หรงแล้วถูกปฏิเสธเมื่อปีที่แล้วหรืออย่างไร"
"นังหนูเมื่อวานซืน จะแฉใครก็อย่าเอาปมด้อยมาพูดสิ" สีหน้าของซ่งตงสีเย็นชาลง เขากอดอก ไม่สนใจนางอีก เรื่องการสู่ขอคุณหนูรองตระกูลมู่หรงคือความเจ็บปวดในใจของเขาตลอดกาล
เฉินกุยเยี่ยนชูนิ้วขึ้นมานิ้วหนึ่ง สัมผัสทิศทางลมครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ได้ยินมาว่าค่ายของพวกเขาสะบัดสะบอมขาดแคลนเสบียง วันนี้เดินทางรอนแรมมาทั้งวัน เกรงว่าคงจะต้องล่าสัตว์ก่อไฟทำอาหาร พวกเราอยู่ใต้ลม ไม่ว่าพวกมันจะก่อกองไฟ หรือมีควันไฟลอยมา ก็น่าจะสัมผัสได้
ทุกคนตั้งใจกันหน่อย คาดว่าคงไม่ยากที่จะหาร่องรอยของพวกมันพบ!"
สิ้นเสียง จู่ๆ ยอดเขาฝั่งตรงข้ามที่ถูกคั่นด้วยแม่น้ำสายหนึ่งก็มีคบเพลิงกองหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา สว่างไสวเป็นพิเศษท่ามกลางป่าเขาที่มืดมิด
ภายใต้แสงไฟมีเงาร่างเจ็ดแปดสาย สั่นไหวไปมา ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่
ในป่าเขาลำเนาไพรลึกเช่นนี้ นอกจากพวกซินจั๋วแล้ว จะยังมีใครได้อีก?
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะชะงักงัน การปรากฏตัวนี้ช่าง... กะทันหันเกินไปจริงๆ
ซ่งตงสีมองไปที่เฉินกุยเยี่ยน หยวนโหย่วหรง และคนอื่นๆ ที่มีสีหน้าราวกับกลืนหนูตายเข้าไป บนใบหน้ายาวก็เผยให้เห็นร่องรอยความภาคภูมิใจที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ได้ "การคาดเดาของซ่งผู้นี้หรือจะธรรมดา ข้าไม่มีทางโง่เขลาเบาปัญญาเหมือนพวกเจ้าหรอก"
"เรื่องที่ผิดถูกครึ่งต่อครึ่ง มีอะไรน่าภาคภูมิใจนักหนา" หยวนโหย่วหรงเองก็กำลังมองไปยังฝั่งตรงข้าม คล้ายกับกำลังแยกแยะว่าคนไหนคือซินจั๋ว
"น้องสาวเอ๋ย พี่ชายเอ๋ย เจ้าอย่าเพิ่งจากไป ร้องเพลงสักเพลงเพื่อรั้งตัวเจ้าไว้ ในบทเพลงมีความจริงใจที่ข้ามีต่อเจ้า ในบทเพลงมีความอ่อนโยนของเจ้า..."
และในตอนนั้นเอง จากยอดเขาฝั่งตรงข้ามก็มีเสียงร้องเพลงที่ทั้งหยาบกระด้าง เพี้ยน และพิลึกพิลั่นดังแว่วมา
คนของสี่ตระกูลใหญ่อดไม่ได้ที่จะชะงักไปอีกครั้ง พวกโจรชั้นปลายแถวเหล่านี้กำลังยั่วยุอยู่หรือ? ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง







