เวลาเตรียมตัวไม่มีถึงสามวัน เพราะจดหมายก็ใช้เวลาเดินทางไปแล้วหนึ่งวัน
คนของอารามผู้สืบทอดวิถีออกไปสืบข่าวของเหมิงเยี่ยนหู่ผู้นั้น แต่กลับสืบมาไม่ได้มากนัก ท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นเพียงคนนอก
รู้เพียงว่าเหมิงเยี่ยนหู่เชี่ยวชาญวิชาควบคุมกระบี่ ทว่ากลับไม่รู้ว่าเป็นรูปแบบใด
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่าวิชาควบคุมกระบี่ของอีกฝ่ายยังไม่เข้าสู่ขั้นไร้ลักษณ์ เช่นนั้นก็คงยังอยู่ในขั้นเชี่ยวชาญ
เพียงแต่กระบี่ของอีกฝ่ายจะรวดเร็ว? หนักหน่วง? รัดกุม? หรือพลิ้วไหว?
เรื่องเหล่านี้เขาล้วนไม่รู้ ส่วนจะมีอาวุธวิเศษ หรือแม้แต่ของวิเศษอะไรบ้าง เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่ากลับได้ยินมาว่าอีกฝ่ายมีกระบี่บินระดับของวิเศษอยู่เล่มหนึ่ง แต่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ส่วนที่เห็นบ่อยที่สุด คือกระบี่เล่มหนึ่งที่เขาจ้างคนหลอมสร้างขึ้นมาให้ตัวเอง ว่ากันว่ามีชื่อว่า 'เตี้ยนไป๋'
ส่วนจะมีอาวุธวิเศษชิ้นอื่นอีกหรือไม่ ก็ใช่ว่าจะสืบไม่ได้ ทว่าเป็นเพราะข่าวที่สืบมาได้นั้นมีมากเกินไป เหมิงเยี่ยนหู่ผู้นี้แม้ไม่ใช่ผู้นำตระกูลเหมิง แต่กลับเป็นผู้สืบทอดอันดับหนึ่งของผู้นำตระกูลเหมิงคนต่อไป ดังนั้นทรัพยากรบนตัวเขาจึงมีมาก การจะมีอาวุธวิเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ภายในโถงเพลิงปิงทุกคนต่างมองไปที่จ้าวฟู่อวิ๋น
อันที่จริงจ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ตัวเลยว่าเขามีชื่อเสียงในอารามล่างมากทีเดียว
เพียงเพราะเขาจากไปหลายปีแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ตอนอยู่อารามล่างก็มักจะอยู่กับคนเพียงไม่กี่คน เขาจึงไม่รู้จักทุกคน แต่ทุกคนล้วนรู้จักเขา
ส่วนตำนานเรื่องจริงบ้างเท็จบ้างเกี่ยวกับจ้าวฟู่อวิ๋นก็มีอยู่ไม่น้อย
ยามนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งอยู่ตรงนั้น รอบกายไม่มีเปลวเพลิงสว่างจ้าแม้แต่น้อย แต่ทุกคนกลับรู้สึกว่า โดยมีกายเนื้อของเขาเป็นไส้ตะเกียง กำลังแผ่แสงไฟที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นออกมา
แต่หากพวกเขาลองสัมผัสดู กลับสามารถรับรู้ได้ว่าในความว่างเปล่ารอบกายเขานั้น มีแสงไฟสีหม่นกำลังพลิ้วไหวและพลุ่งพล่านอยู่
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก พวกคนที่ออกไปสืบข่าวล้วนกลับมาแล้ว ทว่าต่างไม่มีใครส่งเสียง แต่ละคนล้วนนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ
ตอนนั้นเองมีคนผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ เวลาใกล้จะได้ที่แล้วขอรับ"
จ้าวฟู่อวิ๋นลืมตาขึ้น ยืนขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง แล้วเดินออกไปข้างนอก
ทุกคนล้วนเดินตามไปด้านหลัง
แสงแดดกำลังคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินอยู่บนถนน ผู้คนมากมายต่างมองมาที่เขา ส่วนเขากลับเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน
เขาไม่ได้เหาะเหินทะยานไป ในหูได้ยินเสียงจอแจจากสองฟากถนน สัมผัสได้ถึงผู้คนมากมายที่ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างแล้วชี้ไม้ชี้มือ
จ้าวฟู่อวิ๋นราวกับไม่ได้ยิน
เพราะจ้าวฟู่อวิ๋นไม่มีท่าทีใดๆ พวกศิษย์น้องที่เดินตามหลังเขาจึงไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพียงแค่เดินตามไปเงียบๆ
ทันใดนั้น ก็มีคนวิ่งออกมาจากตรอกซอกซอยสองฟากถนนแล้วร้องด่าทอ
ชี้หน้าด่าจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้สนใจ ศิษย์น้องด้านหลังเขาอยากจะจัดการ แต่จ้าวฟู่อวิ๋นกลับเอ่ยปากว่า "ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้"
ดังนั้นทุกคนจึงปล่อยให้คนเหล่านี้ยืนด่าทออยู่ตรงนั้น ศิษย์น้องบางคนรู้สึกโกรธเคืองในใจ แต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบงัน มุ่งหน้าตรงไปยังกำแพงเมืองทางทิศใต้ตลอดทาง
เขาเดินผ่านเมืองกว่างหยวนมาเกือบครึ่งค่อนเมือง ทันทีที่มาถึงกำแพงเมืองทิศใต้ ก็เห็นผู้คนยืนกันอยู่เนืองแน่นรอบกำแพง เดิมทีคนที่ด่าทอมาตลอดทางส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา ทว่าตอนนี้ผู้คนที่ยืนอยู่บนหลังคา บนกำแพง และบนต้นไม้ที่นี่ ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินขึ้นไปตามบันไดหินด้านข้าง คนอื่นๆ ก็เดินตามไปด้านหลัง กำแพงเมืองใหญ่โตมาก ยืนกันสักสิบกว่าคนก็ไม่ได้แออัดแต่อย่างใด
เหมิงเยี่ยนหู่ยังไม่มา
ดวงอาทิตย์อยู่ทางทิศตะวันตก ทอแสงทาบทา ดึงเงาของคน ของต้นไม้ และของภูเขาให้ทอดยาวออกไป
ผู้คนรอบกายล้วนเงียบกริบ หนึ่งคนยืนตระหง่าน ทว่ามีคนหนึ่งเงาหนึ่งกำลังจ้องมองเขาอย่างเงียบงัน
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่ตรงนั้น เขาสัมผัสได้ถึงปราณอัคคีจากดวงอาทิตย์ ทว่าเขากลับรู้สึกว่า ตลอดทางที่เดินมานี้ เงาของทุกคนล้วนราวกับกำลังแผ่ซ่านเจตนาร้ายออกมา
การที่เขาให้ทุกคนไม่ต้องตอบโต้ เป็นเพราะเขารู้ว่า เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือที่คู่ต่อสู้จัดฉากขึ้น
จดหมายฉบับนั้นไม่ได้บอกว่าหากแพ้ ภูเขาเทียนตูจะต้องสูญเสียสิ่งใด แต่เขามั่นใจได้ว่า จะต้องสูญเสียอย่างมหาศาลแน่นอน และหากชนะ ก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลเช่นกัน
ดังนั้น ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะทำอะไร ล้วนไม่ใช่เรื่องแปลก
เจตนาร้ายที่สัมผัสได้ตลอดทางนี้ ราวกับเป็นด้านมืดของมนุษย์ ราวกับเป็นเงามืดของคนในยามนี้เวลานี้
สายลมระลอกหนึ่งพัดมา เสื้อผ้าบนร่างผู้คนพลิ้วไหว ดึงให้เงาสั่นไหวตาม ทว่ากลับดูราวกับปีศาจร้ายที่น่าเกรงขาม
จ้าวฟู่อวิ๋นใจเต้นกระตุก หากยึดเอาความคิดชั่วร้ายในใจเป็นที่ตั้ง แล้วใช้วิชามายาเนรมิตเงาของคนออกมา เช่นนั้น...
พอคิดถึงเรื่องนี้ในใจ เขาก็แทบอยากจะไปทดลองคาถาอาคมนี้ของตัวเองเดี๋ยวนั้น ทว่าตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
คาถาอาคมแขนงหนึ่ง ทั้งต้องการการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน และต้องการความเข้าใจหยั่งรู้ของตนเอง คาถาอาคมที่คิดขึ้นหรือหยั่งรู้ได้เอง มักจะเข้ากับตัวเองได้ดีกว่าที่เรียนรู้มาจากผู้อื่น
ใน 'เคล็ดวิชามายาสกุลหู' มีกล่าวไว้ว่า วิชามายาเกิดจากใจ สรรพสิ่งสรรพรูปล้วนกลายเป็นวิชามายาได้
ยามนี้เขาสัมผัสแสงอาทิตย์ ในใจขบคิดถึงวิชามายา นี่เป็นความคิดต่อยอดที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เหมิงเยี่ยนหู่ต้องการใช้วิธีนอกสนามเช่นนี้ เพื่อทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นมีอารมณ์ร้อนรน หมายจะใช้วิธีกระทบต่ออารมณ์ของคู่ต่อสู้เพื่อให้คู่ต่อสู้พ่ายแพ้ ทว่ากลับไม่อาจทำได้สำเร็จ
ยามโหย่วใกล้ผ่านพ้น ลำแสงของดวงอาทิตย์ลอยขึ้น
เหมิงเยี่ยนหู่ปรากฏตัวแล้ว
เขาไม่ได้เดินมาบนพื้นดิน แต่มาจากบนท้องฟ้า และไม่ได้มาจากที่ไกลๆ แต่มาจากที่สูง ก่อนหน้านี้เขาเร้นกายอยู่ในความว่างเปล่า ชั่วพริบตาที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ก็ไม่มีเจตนาจะทักทายแต่อย่างใด ทว่ากลับลงมือแทงกระบี่ออกมาโดยตรง
ประกายแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากความว่างเปล่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับแสงสีขาวคือคนผู้หนึ่ง ซึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศราวกับเหยี่ยวเวหา
จ้าวฟู่อวิ๋นสัมผัสได้ถึงอันตราย จึงหันกายกลับ และในชั่วจังหวะที่หันกายกลับนี้เอง กระบี่เล่มนั้นก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
ทว่า ในขณะที่เขาหันกาย แขนเสื้อของเขาก็สะบัดตามไปด้วย
บนแขนเสื้อควบแน่นไปด้วยแสงลึกลับสีแดงราวกับนำพาแสงประกายของดวงอาทิตย์ ม้วนเอาแสงสว่างเรืองรองสายหนึ่ง พัดพาแสงกระบี่สายนั้นให้เบี่ยงเบนออกไป และอาศัยจังหวะนั้นดึงรั้ง ทำให้แสงกระบี่พุ่งออกไปยังความว่างเปล่าอีกด้านหนึ่ง
ขณะเดียวกัน มือขวาก็ดีดแสงไฟสายหนึ่งออกไป
แสงไฟนั้นเริ่มแรกเป็นเพียงจุดเดียว ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นลูกไฟขนาดยักษ์ ภายในลูกไฟมีมังกรเพลิงตัวหนึ่งคำรามพุ่งออกมา
เหมิงเยี่ยนหู่หัวเราะฮ่าๆ
เขารู้สึกว่าตนเองกำลังจะชนะแล้ว
เพราะมีคนบอกเขาก่อนหน้านี้ว่าวิชาหลักที่จ้าวฟู่อวิ๋นใช้คือวิชาธาตุไฟ และยังบอกถึงรูปแบบคร่าวๆ ของวิชาธาตุไฟด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่พ้นไปจากที่อีกฝ่ายกล่าวไว้เลย
มังกรเพลิง!
ประเดี๋ยวคงยังมีแสงสีทองกรีดนิ้ว เขาก็มีวิธีรับมือไว้แล้วเช่นกัน
มังกรเพลิงที่ใช้วิชามายาเนรมิตขึ้นมานี้ คนผู้นั้นบอกกับเขาว่ามีลูกเล่นอยู่บ้าง ทว่าเขาได้เตรียมอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งไว้สะกดข่มเรียบร้อยแล้ว
เห็นเพียงในมือของเขามีแส้ทองแดงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอัน แส้ทองแดงเก้าข้อ ทุกข้อล้วนสลักอักขระยันต์ไว้เต็มไปหมด
แส้ทองแดงนี้มีชื่อเรียกว่า แส้ทองแดงฟาดวิญญาณ นอกจากจะสามารถฟาดทำลายจิตวิญญาณของคนให้แตกซ่านได้แล้ว ยังสามารถฟาดทำลายคาถาอาคมได้อีกด้วย
เห็นเพียงแส้ทองแดงฟาดวิญญาณในมือถูกสะบัดออกไป ลำแสงสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาตามแส้ทองแดง
แล้วใช้อีกหนึ่งความคิดควบคุมกระบี่บินให้ม้วนพันในความว่างเปล่า พุ่งทะลวงลงมาที่หลังศีรษะของจ้าวฟู่อวิ๋น
หนึ่งใจสองใช้ แบ่งจิตใช้เคล็ดวิชา นี่คือความสามารถที่ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งจำเป็นต้องฝึกฝน
พวกศิษย์น้องจากอารามล่างล้วนลุ้นระทึกแทนจ้าวฟู่อวิ๋นจนเหงื่อตก เพราะวิชาควบคุมกระบี่เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่เชี่ยวชาญการสังหารมาแต่ไหนแต่ไร หากไม่มีวิชาตัวเบาที่พลิ้วไหว ก็ย่อมไม่อาจหลบหนีการทิ่มแทงของวิชาควบคุมกระบี่ได้เลย
ในตอนนั้นเอง จ้าวฟู่อวิ๋นก็เคลื่อนไหว ร่างกายของเขาราวกับแหวกว่าย ฝีเท้าเหยียบย่างเข้าไปในความว่างเปล่า แขนเสื้อในมือสะบัดไหว พัดพากระบี่ที่แทงลงมาให้เบี่ยงออกไป ร่างกายยังอาศัยแรงนั้นลอยไปอีกด้านหนึ่ง
แต่มังกรเพลิงทางด้านนั้น กลับถูกฟาดกระจุยกระจายสลายไปภายใต้แส้ทองแดงฟาดวิญญาณ
ชั่วพริบตานั้น แสงกระบี่พลิ้วไหวพลิกแทงวาดฟันอย่างลี้ลับ ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นก็อยู่บนกำแพงเมือง หมุนกายไปมา แขนเสื้อทั้งสองข้างสะบัดม้วน แสงลึกลับรอบกายดั่งคลื่นเพลิงที่ซัดสาดไปตามแขนเสื้อ
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าท่าทางตกอยู่ในอันตราย ทว่าเขากลับหมุนกายหลบหลีกภายใต้แสงกระบี่ที่เดี๋ยวก็รัดกุม เดี๋ยวก็แผ่กว้างอลังการ โดยไม่ถูกแทงโดนเลยแม้แต่ครั้งเดียว







