อ๋องเจิ้นหนานหลานเส้าซวินมองดูแผ่นป้ายที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่บนขั้นบันได นั่นคือสิ่งที่บรรพบุรุษของเขาสืบทอดมา บนนั้นมีตัวอักษรคำว่า 'จวนอ๋องเจิ้นหนาน' ไม่ว่าจะแขวนไว้ที่ใดก็มีฤทธิ์ในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและปราบมาร สมัยเด็กเขาเคยแหงนหน้ามองขึ้นไปนับครั้งไม่ถ้วน นี่คือแผ่นป้ายที่ทำให้เขาภาคภูมิใจ
ไม่เพียงเพราะกลิ่นอายแห่งเต๋าบนนั้น แต่ยังเป็นเพราะมันถูกเขียนขึ้นด้วยลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เซี่ยวจิ่ง จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์ต้าโจว
ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีจวนอ๋องเจิ้นหนานมาก่อน เป็นเพราะบรรพชนท่านหนึ่งของตระกูลหลานสนับสนุนฮ่องเต้เซี่ยวจิ่งในการชิงบัลลังก์ที่เมืองหลวงจนสำเร็จ เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋องเจิ้นหนาน
ในวินาทีนี้ เขารู้สึกว่าจวนอ๋องเจิ้นหนานต้องมาแปดเปื้อนโคลนตมในมือของเขา มันถูกทำให้มัวหมองเสียแล้ว
ทว่าเมื่อเขามองดูหม่าซานฮู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะที่ถูกกดทับไว้ภายในด่านเจิ้นหนานทั้งหมด เขาก็รู้สึกว่าตนเองต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“เมืองกว่างหยวนไม่มีทางยอมให้เหมิงเยี่ยนหู่ยอมจำนนแต่โดยดีแน่” หลานเส้าซวินกล่าว
หม่าซานฮู่ยังคงกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “เขามิใช่บอกว่าเป็นคนลงมือฆ่าด้วยความโกรธแค้นหรอกหรือ เช่นนั้นก็ให้ศิษย์ภูเขาเทียนตูประลองกับเขาอีกสักตั้งก็พอ หากเขาชนะอีก ภูเขาเทียนตูก็ไม่มีสิ่งใดจะพูดอีก”
“ภูเขาเทียนตูมีศิษย์มากมาย ย่อมต้องมีผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอยู่แล้ว” หลานเส้าซวินกล่าว ความหมายของเขาคือ ภูเขาเทียนตูมีคนตั้งมากมาย หากเลือกคนออกมา ย่อมต้องมีผู้ที่เอาชนะเหมิงเยี่ยนหู่ได้อย่างแน่นอน
“ไม่จำเป็นต้องเลือกคนจากในภูเขาเทียนตู ให้ศึกษาธิการแห่งเมืองกว่างหยวน เจ้าอารามแห่งอารามผู้สืบทอดวิถี จ้าวฟู่อวิ๋น ออกประลองก็พอ หากภูเขาเทียนตูแพ้ พวกข้าจะพาคนกลับไป จะไม่เหยียบย่างเข้าสู่เมืองกว่างหยวนอีก ถือเสียว่าทุกสิ่งไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าหากเหมิงเยี่ยนหู่ผู้นั้นแพ้ ท่านอ๋องคิดว่าควรทำเช่นไร”
คำถามของหม่าซานฮู่ทำให้หลานเส้าซวินตกอยู่ในภวังค์ความคิด เพราะการกระทำหลังจากที่ภูเขาเทียนตูพ่ายแพ้นั้นได้ถูกกล่าวออกมาแล้ว เท่ากับว่าได้วางเดิมพันลงไปแล้ว ดังนั้นเดิมพันที่เขาลงย่อมต้องเท่าเทียมกัน แต่เขารู้สึกว่าภูเขาเทียนตูกำลังรอเดิมพันของเขาอยู่
ทว่าเมื่อมองดูท้องฟ้าอันมืดมิดนอกประตู ความมืดมิดที่กดทับด่านเจิ้นหนานเอาไว้ทั้งด่าน เขาก็รู้ว่าตนเองต้องตัดสินใจแล้ว
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจ้าวฟู่อวิ๋นผู้นั้นมีความสามารถอันใดกันแน่ ถึงทำให้หม่าซานฮู่ผู้นี้มีความมั่นใจเช่นนี้ ทว่าที่แน่ๆ ย่อมไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานธรรมดาทั่วไป
ทว่าหากไม่เห็นด้วยกับคนผู้นี้ แล้วอีกฝ่ายไปหาคนมาจากในภูเขา เหมิงเยี่ยนหู่จะยังสามารถชนะได้หรือ
เขาไม่สามารถแน่ใจได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมรับคนผู้นี้โดยปริยาย
เวลานั้นเขาจึงกล่าวอย่างเชื่องช้า “หากเหมิงเยี่ยนหู่แพ้ เช่นนั้นเรื่องที่ภูเขาเทียนตูจะทำในเมืองกว่างหยวน ตราบใดที่มิใช่เรื่องที่ขัดต่อกฎหมายของเมืองกว่างหยวน จวนอ๋องเจิ้นหนานก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายอีก”
“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ เวลาเอาเป็นอีกสามวันให้หลังดีหรือไม่” หม่าซานฮู่กล่าว
“อีกสามวันให้หลัง บนกำแพงเมืองทางทิศใต้ของเมืองกว่างหยวน มาตัดสินแพ้ชนะกัน” อ๋องเจิ้นหนานหลานเส้าซวินกล่าวเสริม
หม่าซานฮู่ไม่ได้กล่าวอย่างละเอียดชัดเจนขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าสถานที่ประลองในตอนท้ายจงใจให้หลานเส้าซวินเป็นผู้พูด
ทั้งสองคนต่างไม่ได้พูดถึงเรื่องการยืมของวิเศษหรืออะไรทำนองนั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรประลองเวท มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับการยืมของวิเศษมาใช้ แต่การยืมของวิเศษมาแล้วจะสามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วหรือไม่นั้น กลับไม่ใช่เรื่องง่ายดายแต่อย่างใด
หม่าซานฮู่จากไป เมฆดำบนท้องฟ้าก็สลายตัวอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้ากลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
...
ข่าวสารที่จ้าวฟู่อวิ๋นได้รับนั้น หลวี่หยางกับฉีรุ่ยจือเป็นผู้นำกลับมา พวกเขาไม่ได้กลับเข้าไปในภูเขา ระหว่างทางก็ถูกคนของหอตรวจการสกัดเอาไว้เสียก่อน จากนั้นก็ถูกรั้งตัวไว้หนึ่งวัน ต่อมาจึงถูกหม่าซานฮู่ออกคำสั่งให้นำจดหมายกลับมายังอารามผู้สืบทอดวิถีที่เมืองกว่างหยวน
ทุกคนตั้งค่ายกลอยู่ที่นี่มาสองวันแล้ว หลังจากทราบว่าในภูเขาตอบจดหมายกลับมา ก็มารวมตัวกันที่โถงเพลิงปิงอีกครั้ง จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูจดหมายฉบับนั้น ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมาเป็นเวลานาน
ทุกคนต่างไม่รู้ว่าในจดหมายกล่าวว่าอย่างไร แต่เมื่อมองดูสีหน้าของจ้าวฟู่อวิ๋น ก็มองไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
สุดท้ายก็เห็นเขาวางกระดาษจดหมายลงบนโต๊ะ แล้วกล่าว “พวกเจ้าไปช่วยข้าสืบข่าวเกี่ยวกับคาถาอาคมที่เหมิงเยี่ยนหู่รู้ และอาวุธวิเศษที่เขาใช้มาที”
กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป ส่วนกระดาษจดหมายแผ่นนั้นก็ถูกทิ้งไว้ที่นั่น
ทุกคนกรูกันเข้าไปดู ก็เห็นบนกระดาษจดหมายเขียนเอาไว้
'วันที่สามสิบเดือนนี้ ณ เมืองกว่างหยวน บนกำแพงเมืองทิศใต้ ยามโหย่ว สังหารเหมิงเยี่ยนหู่ให้สิ้น'
นอกจากข้อความเหล่านี้แล้ว กลับไม่มีคำพูดใดๆ เพิ่มเติมอีก
เขารู้ว่าคนที่ฆ่าโจวฉุนคือเหมิงเยี่ยนหู่ แต่เขาไม่รู้ว่าในภูเขาบรรลุข้อตกลงใดกับเมืองกว่างหยวนแห่งนี้ แต่การที่ในภูเขาต้องการให้เขาสังหารเหมิงเยี่ยนหู่ให้สิ้นซาก เช่นนั้นเขาทำให้สำเร็จจะดีที่สุด เพราะหากทำไม่ได้ เขาเชื่อว่าตัวเองก็คงเอาชีวิตไม่รอดเช่นกัน เพราะเหมิงเยี่ยนหู่ไม่มีทางปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่แน่
หลังจากที่ศิษย์อารามล่างเหล่านั้นเห็นเนื้อหาในกระดาษจดหมายแผ่นนี้ หนึ่งในนั้นก็กล่าวขึ้น “ทุกคนไปช่วยกันสืบข่าวเกี่ยวกับคาถาอาคมที่เหมิงเยี่ยนหู่ผู้นั้นฝึกฝน และอาวุธวิเศษรวมถึงของวิเศษที่เขาใช้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม จะต้องสืบมาให้ได้”
กล่าวจบทุกคนก็แยกย้ายกันออกไปด้านนอกทันที ล้วนเพื่อไปสืบข่าวกันทั้งสิ้น
ส่วนเหมิงเยี่ยนหู่หลังจากได้ยินข่าวที่จะต้องประลองกับจ้าวฟู่อวิ๋น ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จับข้าวของในห้องปาจนแตกกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
ด้านนอกห้องมีคนยืนเรียงรายกันเต็มไปหมด ตั้งแต่พ่อบ้านไปจนถึงหญิงสาวหน้าตาหมดจดงดงาม ตั้งแต่คนที่มีกิริยาเรียบร้อยไปจนถึงคนที่ดูบอบบางไร้เดียงสา แต่ละคนล้วนไม่กล้าปริปากส่งเสียง
จนกระทั่งเสียงก่นด่าภายในห้องเงียบลง จึงมีหญิงสาวผู้หนึ่งค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป
เหมิงเยี่ยนหู่ไม่คาดคิดมาก่อนว่า ทั้งที่เดิมทีได้ตกลงอย่างลับๆ กับเจ้าเมืองหลานเหวินไท่แล้ว แต่กลับต้องมาแลกกับผลลัพธ์เช่นนี้ หลานเหวินไท่เคยบอกกับเขาว่า ทุกอย่างจะมีจวนอ๋องเจิ้นหนานคอยออกหน้าให้ ทว่าสุดท้ายแล้ว เขากลับได้รับจดหมายฉบับหนึ่งที่ต้องการให้เขาประลองเป็นตายกับจ้าวฟู่อวิ๋น
เช่นนี้แล้วจะให้เขาไม่โกรธแค้นได้อย่างไร
เขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นลาที่ถูกใช้งานจนเสร็จแล้วก็ถูกปลดแอกทิ้ง กลายเป็นก้อนหินเบิกทาง ที่ถูกโยนออกไปแล้ว แต่กลับไม่ถูกเก็บกลับมา
“ตระกูลเหมิงตั้งรกรากอยู่ที่กว่างหยวนมาหลายชั่วอายุคน ภักดีต่อจวนอ๋องเจิ้นหนานอย่างสุดซึ้ง ยอมเป็นดาบเป็นม้าให้ แต่กลับแลกมาด้วยผลลัพธ์เช่นนี้ ตระกูลหลานจะปกครองตระกูลอื่นๆ ได้อย่างไรกัน!”
ในตอนนั้นเอง ก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามา นางกล่าว “นี่คือกำไลแม่เหล็กสวรรค์ล็อคกายที่ท่านอ๋องส่งมาให้ เจ้าจงอาศัยช่วงที่ยังมีเวลา รีบหลอมรวมมันให้เร็วเข้า นี่คือเคล็ดวิชาในการหลอมรวม เจ้าจงดูให้ดีๆ”
เหมิงเยี่ยนหู่ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้เขาจะไม่รู้จักหญิงสาวผู้นี้ แต่ก็สามารถมั่นใจได้ว่าหญิงสาวผู้นี้มาจากจวนอ๋องเจิ้นหนาน เขามองดูกำไลสีดำวงนั้น มันเปล่งประกายเจิดจ้า เขารีบกล่าวด้วยความดีใจทันที “ข้ารู้อยู่แล้วว่าจวนอ๋องไม่มีทางทอดทิ้งข้าไปอย่างไม่ไยดีแน่นอน”
ระหว่างที่เขาพูด เขาก็รีบคว้ากำไลสีดำวงนั้นมา วางไว้บนฝ่ามือแล้วลูบคลำไปมา
ทว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับไม่ได้สนใจท่าทีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเขา แต่นางกลับกล่าวว่า “จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นั้นสร้างรากฐานมาได้ไม่นานนัก เพียงแค่สี่ปีกว่าเท่านั้น คาถาอาคมหลักที่ฝึกฝนคือวิชาธาตุไฟ ได้ยินมาว่ามีอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งที่เป็นโคมไฟ”
“อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาลวงตา ตลอดจนค่ายกลอีกด้วย”
“วิชาลวงตากับค่ายกลนั้น ไม่ถนัดในการต่อสู้ปะทะกันซึ่งหน้า สิ่งที่เจ้าต้องระวังให้ดีก็คือวิชาธาตุไฟของเขาต่างหาก”
เหมิงเยี่ยนหู่กลับกล่าวด้วยความมั่นใจ “คนที่มีระดับสร้างรากฐานมาได้เพียงสี่ปีต้อยต่ำ จะฝึกฝนคาถาอาคมมาได้สักกี่อย่างกันเชียว ข้าฟันดาบลงไปทีเดียว เขาจะเอาอะไรมาต้านทานได้ รบกวนแม่นางช่วยไปเรียนท่านอ๋องด้วยว่า ตระกูลเหมิง จะไม่มีวันทำให้เจ้าจวนต้องผิดหวัง”
ทว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับหัวเราะออกมา “ดีมาก ตระกูลเหมิงเป็นทัพหน้าของกองทัพเพลิงแดงแห่งเมืองกว่างหยวนมาโดยตลอด”
“ท่านอ๋องกำลังรอข่าวดีจากเจ้าอยู่” หญิงสาวกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป
รอยยิ้มของเหมิงเยี่ยนหู่หุบลง เขามองดูแผ่นหลังของหญิงสาวที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป ในมือของเขาลูบคลำกำไลแม่เหล็กสวรรค์ล็อคกายวงนั้นไปมา
เขาไม่ได้ดูผ่อนคลายเหมือนอย่างที่พูดออกมาเลย เพราะเขารู้ดีว่า ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานของภูเขาเทียนตู ไม่มีทางเอาชนะได้ง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่
แต่เขาก็รู้อีกว่า ตนเองจะต้องเอาชนะเขาให้ได้
สำหรับเรื่องนี้ เขามีความมั่นใจ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นเพียงคนที่มีระดับสร้างรากฐานมาสี่ปีกว่าเท่านั้น ทว่าความกังวลในใจของเขาก็มาจากชื่อของภูเขาเทียนตูนี่แหละ
ศิษย์ภูเขาเทียนตู ดูเหมือนว่าจะมีรัศมีแสงสว่างปกคลุมอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ท่านพี่ โจวฉุนผู้นั้นก็มิใช่ศิษย์ภูเขาเทียนตูหรอกหรือ ก็เป็นเพียงแค่คนที่ถูกท่านฟันคอขาดกระเด็นด้วยดาบเดียวไม่ใช่หรือ ศิษย์ภูเขาเทียนตูแล้วจะอย่างไรเล่า” หญิงสาวผู้หนึ่งที่เงียบมาตลอดภายในห้องเอ่ยปากพูดขึ้น
“นั่นสิ โจวฉุนก็เป็นศิษย์ภูเขาเทียนตู และก็ถูกข้าฆ่าตายด้วยดาบเดียวเช่นกัน แล้วข้าจะไปกลัวอันใดกันเล่า” เขากล่าวเช่นนี้ สีหน้าก็ค่อยๆ เผยความมั่นใจออกมา







