เหมิงเยี่ยนหู่มีความมั่นใจในวิชาควบคุมกระบี่ของตนเอง
เขาเคยฝึกฝนเพลงกระบี่ชางล่าง เพลงกระบี่ปีกน้อยตามลม เพลงกระบี่มัจฉาแหวกว่าย เพลงกระบี่แทงบุปผา และเพลงกระบี่อัสนีบาตแล่น
เขาเคยรู้สึกว่า หากปล่อยให้ตนได้ใช้วิชากระบี่อย่างเต็มที่ ย่อมไม่มีผู้ใดต้านทานกระบี่ของเขาได้ ทว่าในครั้งนี้ เขาค้นพบว่าคนใต้คมกระบี่ของเขากลับเป็นดั่งมัจฉาแหวกว่ายในวารี
ทั้งที่ยืนอยู่ตรงนั้น มองเห็นอยู่ชัดเจน ซ้ำยังมิได้แทรกแซงวิชาควบคุมกระบี่ของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาออกกระบวนท่าโดยไม่ออมรังสีอำมหิต ทุกดาบล้วนหมายเอาชีวิตของอีกฝ่าย ทว่ายามที่กระบี่กำลังจะร่วงหล่นลงบนร่างของคนผู้นั้น กระบี่กลับคล้ายดั่งจมลงไปในน้ำ
มันถูกเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวมาพอดีซัดพาออกไปด้านข้าง ส่วนคนท่ามกลางเกลียวคลื่นนั้นก็ราวกับปลาตัวหนึ่ง เคลื่อนไหวร่างกายไปตามกระแสน้ำ หลบเลี่ยงไปได้อย่างพอดิบพอดี
คนของอารามล่างของภูเขาเทียนตู เมื่อได้เห็นฉากนี้ แววตาก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ ในหมู่พวกเขามีคนอดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นว่า “หรือว่านี่คือวิชาต้าหลัวสะบัดแขนเสื้อ”
“แต่วิชาตัวเบานี้คือวิชาอันใดกัน”
วิชาตัวเบานี้เป็นสิ่งที่เขาตรัสรู้ด้วยตนเอง โดยผ่าน ‘คัมภีร์ล้ำค่าหยางบริสุทธิ์’ ในการเข้าฌานให้ตนเองเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์เจิดจ้า ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิด สัมผัสถึงพลังแห่งการผลักและดึงดูดที่มีอยู่ทุกหนแห่งในความว่างเปล่า ผสานกับพละกำลังดั่งมังกรวารีแหวกว่ายใน ‘วิชามังกรวารีท่องแม่น้ำ’ จากนั้นก็นำมารวมเข้ากับ ‘วิชาควบคุมปราณ’ และ ‘วิชาต้าหลัวสะบัดแขนเสื้อ’
เมื่อหลอมรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน จึงก่อเกิดเป็นวิชาตัวเบาที่สามารถสะบัดแขนเสื้อได้อย่างอิสระท่ามกลางประกายกระบี่เช่นนี้
ในตอนแรก ทุกคนล้วนดูออกว่าจ้าวฟู่อวิ๋นยังคงตกอยู่ในอันตราย เขาแทบจะหลบเลี่ยงไปได้อย่างหวุดหวิด เกือบจะถูกบั่นคอ บาดแผลบนร่างกายของเขาก็ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม
ทว่าต่อมา ทุกคนก็พบว่าเขาเริ่มรับมือได้อย่างสบายๆ ร่างของเขาเคลื่อนไหวพลิกแพลงภายใต้ประกายกระบี่ได้อย่างพลิ้วไหวและเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนสีหน้าของเหมิงเยี่ยนหู่กลับยิ่งดูไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่ง ที่มีคนปล่อยให้เขาใช้วิชากระบี่อย่างเต็มที่โดยไม่ตอบโต้ใดๆ ทว่าตนกลับไม่มีปัญญาทำอันใดอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่กระบี่ของตนแทงทะลุลงข้างกายจ้าวฟู่อวิ๋น เขาก็จะมีความรู้สึกเหมือนแทงลงไปในปลักโคลน ซ้ำในปลักโคลนนั้น ยังมีพลังที่มองไม่เห็นพยายามจะไขว่คว้ากระบี่ของเขาเอาไว้
แม้จะไม่เคยถูกคว้าเอาไว้ได้จริงๆ เลยสักครั้ง แต่เขากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังขุมนั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้น
เดิมทีเขามิได้คิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้ ทว่ายามนี้กลับเกิดความรู้สึกว่าตนอาจจะเป็นฝ่ายปราชัย
เขาพลันนึกถึงคำพูดของเจ้าเมืองหลานเหวินไท่ก่อนออกเดินทางที่ว่า “ครั้งนี้ เจ้าจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด”
ในตอนนั้นเอง ทุกคนก็เห็นห่วงกลมสีดำปรากฏขึ้นในมือของเหมิงเยี่ยนหู่ เขาไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไป ไม่อยากพิสูจน์วิชาควบคุมกระบี่ของตนเองอีกแล้ว เขาเพียงแค่ต้องการสังหารอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด
เขาเชื่อว่า ขอเพียงห่วงพันธนาการร่างแม่เหล็กก่อกำเนิดนี้ล็อกตัวอีกฝ่ายเอาไว้ได้ เขาก็จะสามารถใช้กระบี่บั่นคออีกฝ่ายได้อย่างทันท่วงที
ชั่วขณะที่ห่วงพันธนาการร่างสีดำถูกนำออกมา จ้าวฟู่อวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างรุนแรง จากนั้นเขาก็ได้ยินศิษย์น้องจากอารามล่างที่อยู่อีกฝั่งตะโกนคำว่า ‘ระวัง’ ออกมา
ประกายแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาแล้ว
“จงรับไป!”
สิ้นเสียงของเหมิงเยี่ยนหู่ ทุกคนก็เห็นแสงเพลิงกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมา แสงเพลิงนั้นเข้มข้นจนดูราวกับเมฆอัคคีกลุ่มหนึ่ง
ประกายแสงสีดำร่วงหล่นลงบนเมฆอัคคีทว่ากลับมิอาจทะลวงผ่านไปได้ ประกายแสงสีดำขุมนั้นถูกแสงเพลิงปะทะเข้าจนกลายสภาพจากประกายแสงสีดำกลับคืนเป็นห่วงกลมสีดำตามเดิม
ทุกคนมองเห็นอย่างชัดเจนว่า บนมือของจ้าวฟู่อวิ๋นกำลังประคองตะเกียงดวงหนึ่งเอาไว้
ตะเกียงนั้นมีสีดำสนิทแซมด้วยสีฟ้า รูปทรงคล้ายฐานดอกบัว เมฆอัคคีเบื้องบนนั้นราวกับดอกไม้สีแดงที่กำลังเบ่งบาน
เหมิงเยี่ยนหู่สีหน้าแปรเปลี่ยน นิ้วมือวาดร่ายรำ กระบี่แทงลงไปอีกครั้ง ทว่าในครานี้ ทันทีที่กระบี่ของเขาแทงทะลุเข้าไปในเมฆอัคคี มันกลับถูกพลังในเมฆอัคคีขุมนั้นรองรับเอาไว้
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ยามที่กระบี่จมลงไปในเมฆอัคคี เมฆอัคคีนั้นก็เป็นเสมือนเกลียวคลื่น มันซัดพากระบี่ของเขาให้เบี่ยงเบนออกไปก่อน จากนั้นก็มีพลังขดรัดสายหนึ่ง ตามด้วยพลังรองรับอีกสายหนึ่ง
กระบี่ที่เขาแทงลงไปพลันสูญเสียพลังอันพลิ้วไหวไปในทันที
ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เขาควบคุมกระบี่เข้าโจมตี กระบี่ของเขามักจะจมปลักอยู่กับความพัวพันเช่นนั้นเสมอ ทว่าในครั้งนี้ ความรู้สึกเช่นนั้นกลับยิ่งรุนแรงขึ้น
ขณะที่ในใจกำลังครุ่นคิดว่าจะใช้อาวุธวิเศษชิ้นใดต่อไป เขากลับเห็นมือขวาของจ้าวฟู่อวิ๋นจีบนิ้วเป็นรูปกระบี่คีบเข้าไปในเปลวเพลิง จากนั้นก็สะบัดออก
ประกายแสงสีแดงสายหนึ่งถูกสะบัดพุ่งออกมา ความเร็วนั้นทำให้เขาถึงกับตระหนกตกใจ หัวใจกระตุกวาบ หยกคุ้มภัยที่สวมอยู่บนลำคอพุ่งขึ้นมาเบื้องหน้าทรวงอกในทันที มันเปล่งประกายแสงสีใสกระจ่าง สกัดกั้นเปลวเพลิงจุดนั้นเอาไว้ด้านนอก
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในเมฆอัคคีเหนือศีรษะของจ้าวฟู่อวิ๋นก็พลันมีมือสองข้างยื่นออกมาคว้าห่วงกลมสีดำและกระบี่เอาไว้ แล้วลากมันร่วงหล่นลงมาในรวดเดียว
เหมิงเยี่ยนหู่ควบคุมทั้งกระบี่และห่วงไปพร้อมกัน ในช่วงเวลาที่เขาตกใจกับแสงเพลิงของจ้าวฟู่อวิ๋นจนดึงสมาธิทั้งหมดกลับมาคุ้มกันกายนั้น จ้าวฟู่อวิ๋นก็ได้ใช้วิชาจับกุมคว้าเอาทั้งกระบี่และห่วงของเขาไปเสียแล้ว
เขายังคงสัมผัสได้ถึงห่วงและกระบี่ ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับมิได้ปล่อยให้เขามีเวลาคิดให้มากความ เพราะเขาเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นอ้าปากคำรามออกมา ท่ามกลางเสียงคำรามนั้น เมฆอัคคีกลุ่มนั้นก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาในพริบตา
มังกรเพลิงที่กำลังคำรามกึกก้องพุ่งทะยานออกมาจากเมฆอัคคี มังกรเพลิงโอบล้อมไปด้วยคลื่นอัคคี โถมทะลักเข้ามาปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน
เสียงคำรามนั้นดังเข้าหูเขา แต่กลับราวกับพุ่งทะลวงเข้าไปในหัวใจของเขา
“แผดเผา!”
เขาเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นยื่นมือชี้มาที่ตน ทั้งที่มังกรเพลิงยังพุ่งมาไม่ถึง ทว่าเขากลับรู้สึกราวกับร่างกายของตนกำลังจะมอดไหม้
พลังเวทในกายควบแน่น หมายจะสะกดความรู้สึกที่กำลังจะแผดเผาภายในร่างเอาไว้ ทว่าในยามนั้น มังกรเพลิงได้คำรามพุ่งเข้ามาถึงแล้ว หยกคุ้มภัยที่ล่องลอยอยู่เบื้องหน้าเขา เนื่องจากไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังเวททั้งหมด จึงถูกมังกรเพลิงทะลวงแตกพ่ายไปในพริบตา
มังกรเพลิงคำรามกึกก้องก่อนจะตะปบเข้าใส่ร่างของเหมิงเยี่ยนหู่ ร่างกายของเขาสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่โหมกระหน่ำใส่ร่างในทันที
เมื่อถูกมังกรเพลิงพุ่งชน พลังเวทในกายพลันแตกซ่าน ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง
“อ๊าก!”
เหมิงเยี่ยนหู่กรีดร้องเสียงแหลม
ทันใดนั้น ท่ามกลางความว่างเปล่าก็มีประกายแสงประหลาดสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาหาจ้าวฟู่อวิ๋นอย่างเลือนราง ประกายแสงนั้นพุ่งเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ความรู้สึกอันตรายพลันผุดขึ้นในใจของจ้าวฟู่อวิ๋น ทว่าเขากลับตอบสนองไม่ทันเสียแล้ว
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ข้างกายของเขาก็มีแสงสีฟ้าอีกกลุ่มหนึ่งสว่างวาบขึ้นมาจากความว่างเปล่า แสงสีฟ้ากลุ่มนั้นแผ่กระจายออกราวกับโล่ ห่อหุ้มร่างของจ้าวฟู่อวิ๋นเอาไว้ในพริบตา
ประกายแสงประหลาดสายนั้นร่วงหล่นลงบนโล่แสงสีฟ้า แสงสีฟ้ากระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ทว่ากลับมิได้แตกสลายไป
ทุกคนล้วนรู้สึกราวกับมองตามไม่ทัน ลานตาไปหมดจนไม่รู้ว่าจะหันไปมองทางใดดี
แต่สายตาของคนส่วนใหญ่ก็ยังคงจับจ้องไปที่ข้างกายของจ้าวฟู่อวิ๋น เพราะข้างกายของเขามีสตรีสวมชุดนักพรตสีดำ สวมกวานเวทสีแดงปรากฏกายขึ้นมาจากความว่างเปล่า นางยื่นมือข้างหนึ่งออกไปเบื้องหน้า บริเวณหน้าฝ่ามือมีลูกปัดสีดำสนิทเม็ดหนึ่งลอยอยู่ ซ้ำบนลูกปัดเม็ดนั้นยังเปล่งประกายแสงสีฟ้าออกมากลุ่มหนึ่ง
“หึหึ!”
ได้ยินเพียงเสียงนางแค่นหัวเราะเย้ยหยัน มือผลักออกไปด้านหน้า ลูกปัดเม็ดนั้นพลันกลายเป็นประกายแสงสีฟ้าน้ำทะเลพุ่งชนเข้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้า เลือนรางคล้ายมีเสียงคำรามของคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรที่กำลังบ้าคลั่ง
ความว่างเปล่ากลุ่มนั้นพลันราวกับแตกสลายไปในพริบตา
ภายในนั้นมีแสงสว่างเจิดจ้า
เงาร่างสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากที่แห่งนั้น ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าคนผู้นั้นแท้จริงแล้วคือเจ้าเมืองหลานเหวินไท่
ตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นพบเขาเป็นครั้งแรก เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายอยู่ในขั้นจู้จี [สร้างรากฐาน] ทว่ายามนี้กลับเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายที่พึงมีแต่ในขั้นจื่อฝู่ [ตำหนักม่วง] เขาจ้องมองนักพรตหญิงที่ปรากฏกายอยู่เบื้องล่างด้วยสีหน้าที่ดูไม่ได้เอาเสียเลย
นักพรตหญิงยืนอยู่บนกำแพงเตี้ยของกำแพงเมืองแล้ว มือข้างหนึ่งไพล่ไว้ด้านหลัง มืออีกข้างประคองลูกปัดสีดำสนิทที่ทอประกายแสงสีฟ้าเอาไว้ นางจ้องมองท้องฟ้าด้วยสายตาเย็นชา







