หวังหยางพูดจบ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
ต้องรู้ว่าผู้ตั้งญัตติเดิมทีคือเซี่ยซิงหาน ทฤษฎีที่ตั้งขึ้นย่อมต้องผ่านการขัดเกลาไตร่ตรองมาอย่างดี แม้จะกล่าวออกมาในทันที แต่ใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้านานเพียงใด ปรึกษาหารือกับผู้อื่นหรือคิดขึ้นเอง ย่อมไม่มีใครรู้
ทว่าหวังหยางกลับหักล้างหลิวเฉิงก่อน จากนั้นก็อาศัยประเด็นของเซี่ยซิงหานกล่าวสุนทรพจน์อย่างลื่นไหลรวดเดียวจบ ความประณีตซับซ้อนถึงกับเหนือกว่าทฤษฎีเดิมของเซี่ยซิงหาน ความรู้ความสามารถและฝีปากเช่นนี้ จะไม่ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงได้อย่างไร
ผ่านไปเนิ่นนาน เหยียนโย่วเฉิงถึงได้ทอดถอนใจ "สมกับเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยาจริงๆ ตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ ชื่อเสียงห้าร้อยปี ไม่ใช่เรื่องโกหกเลย!"
มุมปากของเซี่ยซิงหานยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มยอมรับอย่างจริงใจ นางก้มหน้าลงต่ำ ราวกับเทพธิดาบุปผาค้อมศีรษะ "คุณชายหวังชนะแล้ว ซิงหานยอมแพ้เจ้าค่ะ"
ส่วนหลิวเฉิงสีหน้าดำคล้ำ เงียบงันไม่เอ่ยคำ
สมัยหนุ่มอวี่อี้เคยชื่นชอบการสนทนาเชิงปรัชญา แต่ตอนนี้กลับหมดความสนใจ ดังนั้นแม้จะเห็นหวังหยางเปล่งประกายเจิดจ้า ลอบชมเชยความรู้และวาทศิลป์ของคนผู้นี้ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก เมื่อเห็นหลิวเฉิงไม่พูดอะไร จึงเอ่ยขึ้นว่า
"คุณชายหวังบรรยายได้งดงามประณีต คมคายและสละสลวย คุณชายหลิวเองก็มีพรสวรรค์โดดเด่น ไม่ทราบว่าทฤษฎีของคุณชายหลิวยังมีต่อหรือไม่"
หลิวเฉิงสูดลมหายใจเข้า ยืนขึ้น และประสานมือคารวะหวังหยาง "สติปัญญาของพี่หวัง ข้าน้อยขอคารวะ"
หวังหยางรีบลุกขึ้น คารวะตอบ "แค่พลิกแพลงเท่านั้น ความสามารถของพี่หลิวต่างหากที่น่านับถือยิ่งนัก!"
คำว่า "พลิกแพลง" ที่หวังหยางพูดก็ถือว่าเป็นความจริงในระดับหนึ่ง ท้ายที่สุดเขาเกิดช้ากว่าหลิวเฉิงถึงหนึ่งพันห้าร้อยกว่าปี ในช่วงเวลานั้นการวิจัยลึกซึ้งยิ่งขึ้น ปรมาจารย์ปรากฏตัวมากมาย บทความทั้งในและต่างประเทศ ทฤษฎีทางวิชาการ แนวคิดใหม่ๆ มีมากมายดั่งมหาสมุทร! วิสัยทัศน์และความรู้ที่ได้รับการหล่อหลอมมาเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่หลิวเฉิงจะเทียบได้
อวี่อี้ลุกขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "วันที่สิบแปดเดือนสี่ ปีหย่งหมิงที่แปด ผู้ชนะการสนทนาเชิงปรัชญา หวังหยางแห่งหลางหยา!"
......
หลังการสนทนาเชิงปรัชญาสิ้นสุดลง อวี่อี้จัดงานเลี้ยงรับรอง และให้บุตรชายคนโตอวี่เฉียนโหลวคอยดูแล นี่ก็เพื่อปูทางสำหรับเส้นทางขุนนางของอวี่เฉียนโหลวในวันข้างหน้า
แม้อวี่เฉียนโหลวจะอายุมากกว่าพวกหวังหยางหลายคน ทั้งยังมีตำแหน่งเป็นจู่ปู้แห่งจิงโจว แต่ในงานเลี้ยงกลับนั่งได้เพียงตำแหน่งท้ายสุด
เพราะตระกูลหวัง เซี่ย และหลิวทั้งสามต่างก็เป็นตระกูลใหญ่ชั้นแนวหน้าของราชวงศ์ใต้ ชาติตระกูลของตระกูลเหยียนต่ำกว่าสามตระกูลนี้เล็กน้อย แต่ก็ยังสูงกว่าตระกูลอวี่
แม้ตระกูลอวี่แห่งซินเหย่จะเป็นใหญ่ในจิงโจว ทว่าเมื่อเทียบกับตระกูลสูงศักดิ์เหล่านี้ กลับด้อยกว่ามาก ต่อให้เปลี่ยนเป็นตระกูลอวี่แห่งอิ่งชวนที่สูงส่งกว่า ก็ยังยากที่จะต่อกร เว้นแต่จะเป็นตระกูลอวี่แห่งอิ่งชวนในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก นั่นถึงจะพอเทียบชั้นได้
การที่อวี่อี้สามารถเป็นประธานการสนทนาเชิงปรัชญาครั้งนี้ได้ สาเหตุหลักคือความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของจิงโจวและชื่อเสียงของตนเอง ประกอบกับความสัมพันธ์ส่วนตัวเล็กน้อยกับฮ่องเต้ จึงทำให้เด็กหนุ่มสูงศักดิ์เหล่านี้ให้ความเคารพอย่างยิ่ง แต่ในงานเลี้ยงเขาไม่ค่อยพูดนัก เช่นเดียวกับตอนสนทนาเชิงปรัชญา ดูหมดความสนใจอยู่บ้าง ผู้ที่รับผิดชอบรับแขกและเข้าสังคมส่วนใหญ่คืออวี่เฉียนโหลว
"ลองชิมนี่ดูสิ" หวังหยางตักเนื้อห่านย่างจานเล็กให้เฉินชิงซานในช่วงเวลาที่มีการดื่มกินกัน ในยุคนั้นเรียกว่า "ห่านย่าง"
เขาคะยั้นคะยอเฉินชิงซานอยู่หลายครั้ง ให้นางลงไปกินข้าว ทว่าเฉินชิงซานบอกว่าจะทำหน้าที่องครักษ์ให้ดีที่สุด จึงไม่ยอมลูกเดียว
และในตอนนั้นการแบ่งแยกชนชั้นสูงต่ำเข้มงวดมาก หวังหยางเองก็ไม่กล้าเรียกร้องให้อวี่อี้จัดที่นั่งเพิ่มให้เฉินชิงซาน มิฉะนั้นจะเป็นการไม่เคารพบัณฑิตตระกูลสูงในงานเลี้ยง
ดังนั้นหวังหยางจึงทำได้เพียงส่งของกินให้เฉินชิงซานเป็นระยะๆ
ตอนแรกเฉินชิงซานยังสงวนท่าที แต่ก็ทนการคะยั้นคะยออย่างกระตือรือร้นของหวังหยางไม่ไหว อีกทั้งพอมองดูอาหารเหล่านี้ ก็หิวขึ้นมาจริงๆ จึงยืนกินไปหลายจาน
"พี่หวัง ท่านดีต่อองครักษ์จริงๆ!" เหยียนโย่วเฉิงหัวเราะคิกคักกับหวังหยาง
เฉินชิงซานหดมือกลับ ไม่ได้รับเนื้อห่านย่างมา
หวังหยางไม่สนใจ ลุกขึ้นเอาตะเกียบและจานใส่มือเฉินชิงซาน กระซิบเสียงเบา "อยากกินก็กิน ไม่ต้องสนใจคนอื่น"
จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิม เอ่ยอย่างใจเย็น "องครักษ์ของตัวเอง ปกป้องข้าให้ปลอดภัย ข้าย่อมต้องดีต่อนางสักหน่อย"
'ดีสักหน่อย ดีไปถึงบนเตียงเลยล่ะสิ!'
'พกกระบี่เล่มเดียวก็เรียกว่าองครักษ์แล้วหรือ หลอกใครกัน?'
'แต่พอดูแล้วกลับมีท่าทีน่าเกรงขามอยู่บ้าง โดยเฉพาะขานี่นะ ทั้งยาวทั้งตรงทั้งมีพลัง......'
'เจ้าหมอนี่เลือกองครักษ์ได้ดีจริงๆ องครักษ์ทั่วไป องครักษ์ใต้เตียง องครักษ์สาวงาม บนเตียงก็ยังอารักขาได้ ฮ่าฮ่าฮ่า!'
'วันไหนข้าจะไปหาองครักษ์หญิงมาบ้าง......'
เหยียนโย่วเฉิงดื่มเหล้าลงท้องไปหลายจอก รอยยิ้มยิ่งเบ่งบาน ทว่าการล้อเล่นก็มีขอบเขต เขาไม่คุ้นเคยกับหวังหยาง ทั้งยังไม่รู้แน่ชัดถึงนิสัยของอีกฝ่าย จึงไม่กล้าพูดเรื่องทะลึ่งตึงตังเกินไปนัก เลยได้แต่คิดในใจ ปากก็กล่าวว่า "พี่หวังช่างทะนุถนอมหยกสงวนบุปผาจริงๆ!"
เซี่ยซิงหานที่นั่งอยู่ทางซ้ายของหวังหยางเพียงแค่ก้มหน้ากินปลา กินอย่างตั้งอกตั้งใจเอามากๆ
"แม่นางเป็นคนท่ี่ไหนหรือ" หลิวเฉิงถามเฉินชิงซานขึ้นมาทันที
ประโยคนี้ดูเหมือนถามอย่างไม่ใส่ใจ แต่อาจมีความนัยแอบแฝง
ความจริงจะพูดความจริงก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่เผื่อหลิวเฉิงฉวยโอกาสนี้โยงไปถึงตัวหวังหยาง แล้วถือโอกาสสืบถาม เช่นนั้นคงไม่ดีแน่
สาเหตุหลักเพราะหวังหยางยังไม่ทันได้ปรึกษากับเฉินชิงซานเรื่องนี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเฉินชิงซานจะตอบอย่างไร
เขาอยากชิงพูดตัดบทก่อนที่เฉินชิงซานจะเอ่ยปาก แต่ทำแบบนี้ก็ดูแปลกไปหน่อย
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าความกังวลของหวังหยางนั้นเกินความจำเป็น
เพราะเฉินชิงซานไม่คิดจะตอบแต่แรก นางกินเนื้อห่านคำเล็กๆ ราวกับไม่ได้ยินคำถามของหลิวเฉิง
"แม่นางท่านนี้"
"แม่นาง!"
หลิวเฉิงเรียกติดกันสองครั้ง เฉินชิงซานจึงหยุดกินเนื้อ มองไปที่หลิวเฉิงด้วยสายตางุนงง
หลิวเฉิงค่อนข้างกระอักกระอ่วน จึงทำได้เพียงถามคำถามเมื่อครู่อีกครั้ง
เฉินชิงซานกะพริบตาสีเข้มสงบนิ่ง ก้มหน้ากินต่อไป
'น่าสนใจแฮะ' เหยียนโย่วเฉิงหรี่ตามองละครฉากนี้
หลิวเฉิงสูดลมหายใจเข้า ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
หวังหยางรีบกล่าว "พี่หลิว ท่านอย่าไปถือสานางเลย! นางออกเสียงลำบากอยู่บ้าง พูดไม่ค่อยชัด เลยอายที่จะเอ่ยปาก......"
หลิวเฉิงกล่าว "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้......"
"คุณชาย ข้ากินอิ่มแล้วเจ้าค่ะ"
เฉินชิงซานวางจานเปล่าลงบนโต๊ะของหวังหยาง น้ำเสียงกังวานใส พูดจาฉะฉาน
หลิวเฉิง: ???
หวังหยาง: ???!
'ช่างซื่อบื้อโดยธรรมชาติจริงๆ!!!'
"ประโยคนี้ทำไมพูดได้ชัดนัก แปลกจริงเชียว......." หวังหยางสีหน้ากระอักกระอ่วน
หลิวเฉิงหัวเราะหยันพรางดื่มเหล้า
อวี่เฉียนโหลวเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดีนัก จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา "คุณชายเหยียน ปีที่แล้วพี่ชายของท่านเป็นทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพวกกบฏทางเหนือ ตอนนี้กลับมาแล้วใช่หรือไม่"
"กลับมาแล้ว การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างเร็ว ถึงเจี้ยนคังเมื่อสองเดือนก่อน" เหยียนโย่วเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง กวาดตามองรอบที่นั่ง กล่าวด้วยใบหน้าลึกลับ "พวกท่านรู้หรือไม่ ตอนที่พวกพี่ชายข้าไปถึงประจวบเหมาะกับที่พวกกบฏทางเหนือจัดงานชุมนุมเช้าวันปีใหม่พอดี เลยได้เจอราชทูตเกาหลี"
หลิวเฉิงชำเลืองมอง "มีอะไรแปลกหรือ ชาวเกาหลีมักจะทำตัวเป็นนกสองหัว ประจบสอพลอทั้งสองฝ่ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
เหยียนโย่วเฉิงเองก็ไม่พอใจเกาหลีเป็นอย่างมาก
"ตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังครองราชย์ ชาวเกาหลีมาเข้าเฝ้า อดีตฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้กษัตริย์เกาหลีเป็นแม่ทัพทหารม้าทะลวงฟัน! แม่ทัพใหญ่ของเรากลับวิ่งโร่ไปจิ้มก้องพวกกบฏทางเหนือ นั่นมันเรื่องอะไรกัน!"
เซี่ยซิงหานกล่าว "เกาหลีมาเข้าเฝ้า ก็แค่ถวายของกำนัลพื้นเมืองบางอย่าง แต่พวกเขาจิ้มก้องให้ราชวงศ์เหนือ กลับเป็นเงินทองของแท้แน่นอน"
หลิวเฉิงใช้น้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย "ใช่แล้ว หนึ่งปีเป็นทองคำสองร้อยชั่ง เงินสี่ร้อยชั่ง"
ปัจจุบันเซี่ยเฝ่ยบิดาของเซี่ยซิงหานดำรงตำแหน่งขุนนางจงซูลิ่ง บิดาของหลิวเฉิงคือกั๋วกงผู้เฒ่าหลิวที่เพิ่งลงจากตำแหน่งซ่างซูลิ่งเมื่อปีที่แล้ว หัวหน้าขุนนางระดับสูงสุดของสองหน่วยงานจงซูและซ่างซู มักจะถูกเรียกว่าอัครเสนาบดีมาโดยตลอด ดังนั้นเซี่ยซิงหานและหลิวเฉิงล้วนถือว่าเป็นบุตรหลานของอัครเสนาบดี
ดังนั้นพอพูดถึงหัวข้อนี้ ทั้งสองคนต่างก็มีข่าววงในอยู่บ้าง อย่างเช่นจำนวนเงินที่แน่นอนที่เกาหลีจิ้มก้องให้พวกกบฏทางเหนือ แม้อวี่เฉียนโหลวจะเป็นขุนนางระดับกลางในท้องถิ่น และพี่ชายของเหยียนโย่วเฉิงเพิ่งจะเป็นทูตรองไปเยือนราชวงศ์ฉีเหนือ แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้
เหยียนโย่วเฉิงฟังแล้วก็โกรธจัด ตบโต๊ะปัง "ข้าว่าแล้วเชียว! ทำไมพวกกบฏทางเหนือถึงดีกับชาวเกาหลีนัก! การจัดที่นั่งในงานชุมนุมเช้าครั้งนี้ ถึงกับให้พวกพี่ชายข้าและคณะทูตเกาหลีนั่งติดกัน!"







